571102_วิถีอาริยธรรม ปฐมฯ พ่อครู+ส.ฟ้าไท เรื่อง กรรมที่เป็นบุญคืออย่างไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571102_รายการวิถีอาริยธรรม เรื่อง กรรมที่เป็นบุญคืออย่างไร ที่ปฐมอโศก โดยพ่อครูโพธิรักษ์
ส.ฟ้าไท … วันนี้วันที่ 2 พ.ย. 2557 รายการวิถีอาริยธรรมวันนี้จัดที่ปฐมอโศก ชุมชนชาวอโศกดูสวยแบบขลังๆ ปฐมอโศกสร้างตั้งแต่ปี 2527 ปีนี้ฉลองครบรอบ 30 ปีปฐมอโศก และ 80 ปีพ่อครู วันนี้พ่อครูคงจะมาเน้นเรื่องกรรม คนทุกวันนี้ไม่กลัวบาปกรรมแล้ว คนฆ่ากันรายวัน ขาดสำนึก จนการทำดีเป็นเรื่องผิดปกติ ทำชั่วเป็นเรื่องปกติไปแล้ว คนสมัยนี้ไม่รู้แล้วว่าหน้าตาเช่นนี้เป็นเพศอะไร? เป็นวิปริตย ิ่ งกว่าสัตว์เดรัจฉาน เขาอ้างประชาธิปไตยอิสรเสรีภาพ ทำให้ชีวิตสับสนมาก ถ้าคนไม่เชื่อกรรม สังคมก็เลวร้ายมาก วันนี้พ่อครูคงมาอธิบายเรื่องกรรม ว่าสำคัญอย่างไร อย่างเด็กนร.สัมมาสิกขาเดี๋ยวนี้กลับบ้านไปก็กินเนื้อสัตว์ ศิษย์เก่าส่วนใหญ่จบไปก็กินเนื้อสัตว์ จะแก้ปัญหาอย่างไรกันดี ถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ก็จะไปแก้ปัญหาการเมืองได้อย่างไร? ทำอย่างไรให้คนสำนึกกรรม
พ่อครูว่า … มันเกี่ยวโยง คำว่ากรรมตัวเดียว กรรมคือการกระทำ หมายถึงการกระทำของความเป็นสัตว์โลก อย่างต้นไม้ก็มีการกระทำตามพลังงานชีวะในตัวมัน พืชก็มีกรรมของมัน แต่ว่ากรรมที่อาตมาพูดนี่ไม่ได้หมายถึงกรรมของชีวะระดับพืช แม้แต่หมายถึงกรรมการกระทำของสัตว์ เราก็ไม่ไปพูดถึงกรรมของสัตว์เดรัจฉาน ตั้งแต่แบคทีเรียเซลล์เดียว สองเซลล์ไปถึงใหญ่ขนาดช้างหรือว่าสัตว์ในน้ำก็ไม่พูดถึง เพราะสัตว์มันเกิดมาใช้วิบาก มันก็วิวัฒนาการมีกรรมมา แล้วมีกิเลสมากขึ้นๆ แล้วมาเป็นคน อาตมาจะพูดเรื่องคนนี่แหละ สัตว์คนนี่เป็นสัตว์ตัวสุดท้ายของชีวะในมหาจักรวาล ที่เลวที่สุด และดีที่สุดได้ สูงสุดของพลังงานที่ประกอบกันขึ้นมา จิตวิญญาณคนเป็นอัตโนมัติได้มากเลย คิดเองทำเอง เป็นพลังงานที่สะสมตัวมันมาจนมีประสิทธิภา
อ่านต่อ
พมาก แล้วจับตัวกันขึ้นมา อย่างพีชะก็จับตัวกันมาสังเคราะห์สืบเชื้อพันธ์ุมา แต่แปลงตัวได้ คนก็แปลงตัวได้เช่นกัน พัฒนามาเป็นพลังงานจิต ประสิทธิภาพสูงขึ้น ในเรื่องความรู้ สัตว์มันเร ิ่ มมีธาตุรู้ เรียกว่ามีวิญญาณครอง รู้ได้มากกว่าพีชะ พืชมันรู้เหมือนกันแต่แคบๆ ว่าธาตุนี้เอา ธาตุนี้ไม่เอา เอามาสังเคราะห์ตัวมันเอง ตัวมันเองไม่มีสิ่งที่จะชี้เอาหรือกำหนดเอา มีสัญญา มีสังขารได้ ในระดับพีชะ มีตัวตนมาบ้าง แต่มันแคบ ไม่ไปอาละวาดอันอื่น ก็ได้แค่นั้นไม่มีเวทนา ก็ไม่มีวิบาก ส่วนอุตุ คือธาตุพลังงานต่ำกว่าชีวะ ไม่มีอัตโนมัติของตัวมันเอง แต่พีชะเริ่มกำหนดรู้ได้ ส่วนอุตุกำหนดตัวมันเองไม่ได้ มันก็สังเคราะห์เปลี่ยนแปลงตัวมันเองไป เป็นพลังงานกับสสารในโลก ส่วนพีชะมีพลังงานระดับหนึ่งแต่ไม่มีรัก ชัง โกรธ โลภ แต่พอเร ิ่ มเป็นสัตว์เซลล์เดียวตัวนิดก็มีพลังงานรับรู้น้อยๆ แต่พอวิวัฒนาการมากขึ้นก็มีตัวตนเป็นเราเป็นของเรามากขึ้น จนเป็นคน มีคน มีอัตโนมัติหรือมีอัตตาของตนเอง และมีพลังงานวิญญาณกำกับ ยึดตัวตนของตนตามลำดับ ยึดขึ้นมาๆ เป็นกิเลส พอตัวตนมากขึ้นก็ทำเพื่อตัวเอง สัตว์มันก็มีน้อย พอมาเป็นคนนี่ความเห็นแก่ตัวมันไม่มีที่สิ้นสุด ความเห็นแก่ตัวของคนระดับวิญญาณพอมีธาตุรู้หรือธาตุวิญญาณที่มีตัวชั่ว เห็นแก่ตัว ยึดหอบหวงเป็นของตน หนักเข้าๆ ความโลภนั้นมีสองอย่าง โลภเป็นของตน กับโลภมาเสพสุข เป็นคนนี่มาหลอกกันว่านี่สุข นอกจากสุขแล้วยังอยากได้มากเอามาเป็นของตน ทั้งที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้สักอย่างแต่โลภ และอีกอันคือเสพรส (ของตนคือโลภ เสพรสคือราคะ) ก็เอามาเสพรสทางตา ทางทวาร 6 ว่าอย่างนี้เราชอบไม่ชอบ แต่ละคนก็มีต่างกัน หรือเหมือนกันก็มี ต่างกันมาก เหมือนกันมากก็มี ยึดไปตามแต่ละบุคคลก็เอามาเสพทางทวาร 5 เป็นกามคุณ 5 เป็นสภาพพวกนี้ที่ท่านเรียกว่ากิเลส เป็นกิเลสของตนกับกิเลสเสพรส แล้วมีไม่ชอบ แรงกว่าไม่ชอบ ผลัก ก็เป็นทำลายให้สิ้นเลย ไม่ให้มีในโลกเลย ก็เป็นกิเลสอีกลักษณะหนึ่ง นอกนั้นก็ปนเปกันไป ไม่รู้ว่าไม่ชัดว่าชอบหรือรัก ผลักหรือดูด หรือยึดมั่นถือมั่นอย่างไร นี่เป็นลักษณะจิตที่ไปกำหนดว่าอันนี้ยึด ว่าชอบหรือไม่ชอบ จะทำลายล้าง ก็เป็นพลังงานของแต่ละคน พอยึดแล้วก็มาสัญญากำหนดหมายว่าอย่างนี้ๆ สัญญาที่ขึ้นมาทำงานจากคลังสัญญา ฮาร์ดดิสก์ที่สะสมไว้ มากมายยิ่งกว่าเซฟ ไม่หายไปไหนด้วย เรียกว่า วิบากกรรม นี่แหละกองอยู่ คือกองวิบากกรรม ทั้งชั่วและดีอยู่ในนี้ ส่วนบุญไม่มีหรอก บุญคือเครื่องมือชำระกิเลส เป็นนามธรรม เป็นอาการของผู้ที่รู้ว่าจะทำบุญอย่างไร ชำระกิเลสเป็น ในคนมีความรู้ถึงทำได้ มีเครื่องมือชำระกิเลส ก็ใช้ชำระกิเลส พอทำได้บุญก็หมดหน้าที่ สลายไป พอชำระหมด บุญก็หมดไป บุญไม่มีวิบาก ไม่มีภาษาว่า บุญวิบาก มีแต่กุศลวิบาก คำว่าบาป จริงๆมันคืออกุศลที่สั่งสม ตัวบาป จริงๆเป็นภาษาเท่านั้น ผู้ปฏิบัติ บุญเป็น ก็กำจัดบาป พอกำจัดหมดกิเลสนี่แหละคือบาป กิเลสเกิดในปัจจุบัน สั่งสมเป็นอกุศลวิบาก ส่ว น การทำดี สั่งสมเป็นกุศลวิบาก คำว่าบาปกับบุญเป็นคำแทนกิริยาของความไม่ดี กับกิริยาความดีที่ทำลายความไม่ดีโดยตรง โดยเฉพาะพลังงานกิเลส ส่วนพลังงานทางดี ศาสนาพุทธเรียนรู้ว่า ตัวอัตภาพที่เกิดมานั้นเกิดจากต้นรากคือความยึด ถ้ายึดก็ไม่ดี ถ้าไม่ยึดก็ดี เป็นยางเหนียว ที่ท่านเรียกว่าตัณหา พอเราสลายตัณหาได้ รู้จักตัวนี้ชัด ก็จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ พอไม่ใช้ตัณหาเลย ตัณหาก็หมดฤทธิ์แล้ว เช่น อรหันต์ รู้วิธีสลายตัณหา ทำได้ไม่ยึดได้ พอไม่ยึด พลังงานนี้ก็แยกกันได้ ไม่มีเกิดอีก แต่เถรวาทถือว่าอรหันต์ตายทางร่างกายไปก็สูญเลยเป็นอุจเฉททิฏฐิ ส่วนมหายานมีสองขั้วคือ จิตวิญญาณเป็นนิรันดร ไม่มีสลาย เช่น ทิเบต โพธิสัตว์จะเกิดตลอดไม่มีดับ ก็จะตามหาดาไลลามะ องค์ไหนก็เป็นองค์เดียวกันตลอด ต่อเนื่อง เป็นสัสตทิฏฐิ ส่วนเถรวาทกลายเป็นอุจเฉททิฏฐิ ความเข้าใจความเห็นเหล่านี้แล้วก็มาเป็นกรรม เช่น เรายึดแล้วเราเข้าใจว่าอย่างนี้เราชอบ อย่างนี้เราไม่ชอบ เสร็จแล้วเราก็ถ้าชอบมากก็มาอยู่กับเราบ่อย เอามันมาใช้บ่อย อยู่กับเราบ่อย ถ้าเบื่อก็หาอันอื่นมาแทน ก็หมุนเวียน ส ิ่ งที่ชอบมีตั้งแต่ดินน้ำไฟลมถึงกรรมกิริยา จนถึงความรู้สึกทางจิต ความรู้สึกอย่างนี้อร่อยชอบ หรือแบบนี้ไม่ชอบโกรธแค้น ใจเราเป็นเอง ทั้งที่มันไม่มีความชอบ ชัง สุขทุกข์ มันเกิดจากใจเราทำเอง มีสองพลังงาน ดูด กับผลัก เท่านั้น พืชไม่มีชอบหรือชัง มันดิ้นรนไปตามชีวะของมัน ไม่เป็นพิษภัยกับใคร มันเป็นแต่กับตัวมันเอง พอมาเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มีคุณโทษกับส ิ่ งอื่น แต่มาถึงเป็นคนนี่แหละ เป็นภัยกับใครอื่นได้มาก เพราะยึดมากก็หอบมาเป็นของตัวมากทั้งที่มันไม่มีหรอก ตายจากไปก็เอาไว้ไ่ม่ได้แล้ว มีแต่ความรู้สึกความยึดที่จะเอาแบบนี้ให้ได้ ก็จะเอามาอีกทั้งที่เป็นพิษภัย แต่มันโง่ก็เลยทำต่อไป การทำนี่แหละคือตัวก่อกรรม เป็นกรรมดีชั่ว ประโยชน์ต่อตนที่สำคัญที่สุด พระพุทธเจ้าค้นพบคือต้องเลิกความไม่รู้ ในการสังขารปรุงแต่ง พระพุทธเจ้าก็ค้นพบความรู้ว่าตัวตนของตนเกิดจากอะไร แล้วตัวตนที่ไปทำลายคนอื่นคืออย่างไร แล้วมันก็เกิดสงครามกัน แก้แค้นกันชาติแล้วชาติเล่า ส่วนพืชไม่มีแก้แค้น แต่สัตว์เดรัจฉานก็แก้แค้นตามอุปาทานของมันมากหรือน้อย แต่คนนี่มากกว่า ท่านก็ให้จัดการกับของคนก่อน แต่สัตว์นี่ถ้าเราไม่ไปเกี่ยวกับมัน มันก็ก่อวิบากรับวิบากกันไปของมันเอง พระพุทธเจ้าไม่ให้เกี่ยวกับสัตว์ เช่น เรื่องกินนี่แหละเรื่องร้าย การจองเวรวิบากของสัตว์นี่มันมีนะ พระพุทธเจ้าไม่ให้กิน ไม่เลี้ยงด้วย นอกจากเราจะช่วยมันไปตามที่มันมีเกี่ยวข้องนิดๆหน่อยๆ ไม่ต้องไปเกี่ยวกับสัตว์มาก ปล่อยมันไปเถอะ เฉพาะวิบากที่จะจัดการกับคนนี่ก็เหลือเหนื่อยเหลือทุกข์แล้ว กี่ชาติต่อกี่ชาติแล้วที่จะใช้หนี้กุศลอกุศลกันนี่ มากเกินพอ อย่าไปหาเรื่องเลย พระพุทธเจ้าท่านปิดทางหาเรื่องกับสัตว์เลย อย่าหาทุกข์ทับถมตนมากกว่านี้ คำว่าทุกข์ทับถมตนนี่ ชาวพุทธไม่ฟัง จนไปกินเนื้อสัตว์ ไปเลี้ยงสัตว์กัน จนมีบทบาทวิบากจริง คำว่ากรรมเป็นอจินไตย ละเอียดลึกซึ้งมาก พระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องกรรม พลังงานที่จะมาเป็นกรรม กรรมเกิดเหตุมาจากอวิชชากับส ิ่ งที่มีตัวตน ก็เลยมีสังขารปรุงแต่ง การปรุงแต่ง(สังขาร) จะต้องศึกษาเรียนรู้ให้ละเอียด ถ้าเป็นนักศึกษาชาวพุทธ ไม่เข้าใจสังขารก็ไปไม่รอด การสังขารคือการจัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตกแต่ง สร้าง กระทำ ก็คือสังขารให้มันเป็นอะไรขึ้นมาเป็นช่างใหญ่ แต่ถ้าช่างเป็นอวิชชา สังขารโดยความโง่ไม่รู้สิ่งไม่ดีหรือดีโดยสมบูรณ์ ก็สังขาร สร้างสิ่งไม่ดีมากกว่า แล้วตัวไหนที่จะเป็นตัวบงการการสังขาร ก็คือ ตัวจิต หรือมโน หรือวิญญาณ ตัววิญญาณเปลี่ยนแปลงได้ แต่จิตเป็นธาตุรู้กลางๆ ส่วนมโนเป็นตัวลึกของจิต ศาสนาอื่นไม่ได้รู้เหมือนศาสนาพุทธ ที่พุทธรู้เรื่องวิญญาณชัดเจน มีนิยามที่กำหนดแล้วว่า วิญญาณคือธาตุรู้ที่เกิดปัจจุบันขณะมีเหตุปัจจัยที่กระทบทวาร 6 ถ้าไม่มีทวาร 6 วิญญาณไม่เกิด (ไม่ใช่ว่าวิญญาณนั้นล่องลอยตอนตายไปแล้วหรือออกจากร่างลอยไป) แต่วิญญาณนั้นเกิดขณะปัจจุบันขณะที่สัมผัสเท่านั้น วิญญาณตอนตายแล้วไม่มี ตายแล้วมีแต่กลุ่มของวิบากเท่านั้น
สังขารนี่เราสามารถจัดการให้มันเป็นบุญได้ ถ้าชำระกิเลส เป็นการกระทำสังขาร ถ้าทำเป็นท่านก็เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร หากชำระกิเลสได้ก็เป็นบุญ จนกิเลสหมดได้ วิญญาณสัตว์เดรัจฉานหมดแล้ว โอปปาติกสัตว์หมด บุญก็หมดไปด้วย ใครไม่มีเครื่องมือนี้ก็ชำระกิเลสไม่ได้ ถ้าชำระกิเลสหมด ก็เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญาปาปปริกขีโณ คำว่าสิ้นบุญ เดี๋ยวนี้ไปเรียกว่าเป็นคนตาย แต่ที่จริงน่ายินดี เป็นอรหันต์ต่างหากเล่า มันเพี้ยนไปไกลเลย บุญมีภาษาบาลีกำกับว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ แปลว่า การชำระจิตสันดานให้หมดจด ซึ่งในสันดาน หากสั่งสมจิตดีเรียกว่าบารมี ส่วนสันดาน เราเรียกว่าสั่งสมจิตชั่ว คนที่กระทำให้เกิดการชำระกิเลสได้ คนนี้คือคนที่ทำบุญเป็น แต่คนทุกวันนี้ทำบุญ แต่เป็นบาป เพราะคุณเจตนากระทำเป็นบุญแต่เข้าใจคำว่าบุญไม่ถูกต้องก็เลย กลายเป็นบาป ซึ่งบาปคือกิเลส กิเลสคือสิ่งที่ทำแล้วยึดติด ยึดติดไปชั่ว ถ้ายึดติดไปดีไม่เรียกว่าบาป แต่เรียกว่ากุศล เพราะบาปเราเรียกว่ากิเลส แต่ที่ทำดีเราไม่เรียกกิเลส เกิดจากพลังงานทางจิต เรียกว่ากรรม เมื่อกระทำ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเรียกว่าสังขาร คนอวิชชาคือคนที่ไม่รู้จักพลังงานทางจิต ไม่รู้ว่าจะให้พลังงานทางจิตเอากิเลสออกได้ กำจัดกิเลสออกได้ เพราะเป็นพลังงานปัจจุบันธรรม เพราะอดีตแล้วแก้ไขไม่ได้ อนาคตเราทำไม่ได้ มันมาไม่ถึง มันมาถึงเราเมื่อไหร่เป็นกรรมปัจจุบันทั้งนั้น กรรมในอนาคตทำไม่ได้ ส่วนทำเสร็จแล้วก็แก้ไขไม่ได้ มันเป็นอดีตไปแล้ว ศาสนาพุทธเป็นศาสนารู้อดีต รู้อนาคต รู้ว่าอดีตมีอะไร เป็นต้นทุน ร่วมกับปัจจุบัน สมมุติว่าอดีตสีดำมาก เราจะพยายามทำสีขาวให้มากในอนาคต แต่ต้นทุนเราดำมาก เราก็ทำไม่ได้ แต่ยากมากเลย ต้องพยายามให้เป็นขาว คุณต้องแก้ไขอดีตให้โทนดำลดลง แล้วสร้างประสิทธิภาพปัจจุบันให้ขาวให้มาก สั่งสมเป็นอดีตที่ดำน้อยลง จนปัจจุบันเป็นขาวกลบฤทธิ์อดีตไม่มีฤทธิ์ดำได้ อนาคตคุณก็ขาวแน่นอน นี่คือวิธีการของพุทธ เกิดจากกรรมปัจจุบันเป็นตัวแปล แต่กรรมปัจจุบันที่เป็นอวิชชาก็ปรุงแต่งสังขาร เมื่อมีการกระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่ง ลิ้นก็มีกระทบตลอด ตาก็กระทบตลอดเวลา จมูกก็ได้กลิ่นตลอดมีการกระทบ หูนี่ก็มีบ้างไม่มีบ้าง แต่เมื่อมีสัญญากับอุปาทานก็มีการสังขาร เชื่อมโยงกับกายภายนอก เกิดจากกรรมอวิชชากับอุปาทาน กรรมที่ไม่รู้กับอุปาทานที่ตนเองยึดไว้ แล้วพอสัมผัสก็เกิดสังขารปรุงแต่งตามอำนาจอุปาทาน ถ้ายึดแรงก็สร้างแรงทำแรง ชอบแรงก็ทำแรง ชังแรงก็ทำลายแรง ถ้าเบามันก็เบา หรือน้อยจนกระทบแล้วไม่เกิดอะไร เช่น อาตมากระทบลูกไม้พวกนี้กระทบแล้วก็เฉยๆ ผ่านตาไปเฉยๆไม่ยึดถือกำหนดอะไร แต่ว่าถ้ากำลังหาอยู่นะพอเจอก็ชอบมาก หรือว่าถ้าชังมากก็จะทำลาย นี่แหละคืออาการยึด กับอวิชชา ใจตนเองทำทั้งนั้น อุปาทานทั้งนั้น แล้วตนเองไม่รู้ว่าใจตนทำอะไร อวิชชา จะต้องรู้ทันใจตนเองว่า มันช่างพาซื่อไปตามอุปาทาน มันบอกว่าฆ่าก็ฆ่า เอาก็เอา รักก็รัก ไม่ชอบก็ไม่ชอบ เลอะเทอะ เราก็ต้องรู้ทันมันแล้วแก้ไข ปรับปรุง ต้องสังขารอย่างยิ่ง ก็เป็นอภิสังขาร พระพุทธเจ้าว่า ตั้งอภิสังขารไว้ คือ ปุญญาภิสงขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เป็นอภิสังขาร 3 ผู้ใดเป็นวิศวกรทางธรรมจัดการทำลายกิเลสได้ก็คือมีปุญญาภิสังขาร พอกิเลสหมดได้ก็เป็นอปุญญาภิสังขาร ทำได้ก็เป็นตัวจบไม่ต้องทำลายกิเลสแล้วแต่อภิสังขารต่อ เป็นการรักษาผลหรือทำให้มันมีความมั่นคงแข็งแรง จนกระทั่งเป็นประสิทธิภาพของพลังงานสูงสุดจบตั้งมั่นแข็งแรงถาวร เป็นนิพพานถาวร เป็นนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ส.ฟ้าไท … พ่อครูทำวิมุติมาหลายล้านชาติ สั่งสมมาไม่รู้เท่าไหร่ย่อมแข็งแรงมากกว่าพวกผมมาก และยิ่งจะอธิบายยิ่งยากอีก พ่อครูว่า … ยังรู้มากรู้ซ้ำย้ำอีกมากมาย คนที่สามารถรู้จัดการการสังขารได้ เมื่อสามารถชำระกิเลสได้อย่าเด็ดขาด เป็นอปุญญะ แล้วท่านจะรักษาผลต่อไป เป็นอเนญชาภิสังขาร ทำกรรมที่เป็นกุศล เป็น สัพปาปสอกรณัง กุศลสูปสัมปทา เพราะมีสจิตตปริโยทปนัง ทำกุศลไปไม่มีจบสิ้นจนกว่าจะปรินิพพาน เป็นปริโยสาน อาตมาพูดได้เพราะเป็นโพธิสัตว์ทำมาเองจนไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติแล้ว การล้างกิเลสของเรา ตนเองต้องให้คะแนน ส่วนประโยชน์ท่านนั้น คนอื่นจะเป็นคนให้คะแนน กุศลเป็นส ิ่ งที่คนอื่นจะจดจำให้คะแนน เราอย่าไปยึดมั่นถือมั่นในกุศล จงจำความดีที่เขาทำกับคุณ แต่จงอย่าไปจำความดีที่คุณทำ อย่างพระสารีบุตร พระราทะพราหมณ์ใส่บาตรทัพพีเดียว พระสารีบุตรก็จำได้ แล้วเป็นผู้บวชให้ราทะพราหมณ์บวช คำว่า อปุญญาภิสังขา นั้น ท่านแปลกันมานั้นมันไม่บอกความจริง คำว่าอปุญญาภิสังขาร แปลว่าสิ้นบุญ สิ้นบาป แต่ท่านกลับไปแปลว่า สังขารเป็นบาป ก็เลยกลับไปกลับมา โลกุตระนั้นไม่มีตัวตน แต่โลกียะมีตัวตน บุญเป็นโลกุตระ และไม่มีตัวตน อย่าใช้ผิด จิตสังขาร คือองค์รวมของธาตุจิต กายสังขาร คือองค์รวมของเหตุปัจจัย ทั้งภายนอกและภายใน สำคัญที่จะแก้ต้องแก้เหตุมันอยู่ที่จิต ทั้งนอกและใน ปฏิบัติต้องครบองค์ประกอบ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ในปัจุจุบันหลัดๆอยู่ ของตนอย่าไปเกี่ยวกับของคนอื่น เมื่อมีภายนอกและภายใน คุณก็จัดการกับกามภพภายนอก ก็ล้างกิเลสทำบุญกับส ิ่ งภายนอก จนหมดในกามภพ ไม่มีกิเลสเกิดแล้วสัมผัสอะไรก็ไม่ทุกข์สุข เป็นฐานจิตอนาคามี แต่ยังมีในจิตสังขาร จึงไปจัดการกับจิตสังขาร ไม่ต้องจัดการกายสังขาร แต่มีทวารนอกครบรู้สัมผัสภายนอกอยู่ได้ พ่อครูว่า… คนไหนไปหลงใหลหลับตาแล้วจะไปนิพพานได้ คนนั้นไม่มีวันไปได้หรอก เขาหลงใหลกัน อรหันต์เก๊ แต่ของพุทธต้องเปิดทุกทวารจิตขึ้นรับวิถี ถ้าล้างกิเลสได้หมดทางกามภายนอก กิเลสก็ไม่มี แต่เหลือแต่ภายใน เป็นกิเลสส่วนตนไม่เกี่ยวกับใคร ทำข้างนอกแข็งแรงกระทบสัมผัสแล้วไม่เกิดกิเลส ก็วางมือจากภายนอกได้ มาเข้าใจจิตสังขาร จบโอฬาริกอัตตา เหลือแต่อรูปอัตตา กับมโนมยอัตตา ที่มันยังหลอน มโนมยอัตตาคือยังมาเล่นกลกับเราอยู่ มันหลอกเก่งสร้างเก่งปั้นเก่ง ทั้งที่มันไม่มีแต่มันหลอกว่ามี วิธีอ่านจิตสังขารซ้อนลงไปอีก คือ วจีสังขาร วจีสังขารไม่ใช่วจีกรรม แต่เป็นภาษาที่เกิดจากการปรุงแต่งในจิต คนไทยรู้ภาษาไทยก็เป็นภาษาไทย คนจีนก็เป็นภาษาจีน ว่าอันนี้คืออาการสุข ทุกข์ และที่จะบอกสภาวะทุกอย่าง ก็ไปกำหนดรู้อันนี้ แต่ไม่ออกมาเป็นข้างนอกเลย ไม่เกิดวจีกรรมเป็นเสียงเป็นคำพูดภายนอก แต่มันเป็นนามธรรม รู้เป็นอัตโนมัติในใจจะเป็นภาษาไหนก็แล้วแต่ ที่เราชำนาญภาษานั้น จนเป็นภาษาทางจิต เป็น Mother tongue ลิ้นแม่ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้องค์ประชุมของจิตที่รวมเป็นพลังงานทางบวกและลบ เป็นพลังงานเจโตและปัญญา เจโตก็มีสามเส้า ปัญญาก็มีสามเส้า เป็นพลังงานบวกคือเจโต (potential energy) และพลังงานลบคือปัญญา (Kinetic energy)
พลังงานแฝงอยู่ภายในคืออนุสัยอาสวะ เป็นตัวจิตที่ท่านแบ่งเป็นสาม คือ ชั้นสำนึก ชั้นใต้สำนึก และชั้นไร้สำนึก ศาสนาพุทธเรียนรู้สำนึก หยาบ ออกมาเป็นกามภพ กระทบสัมผัส ชั้นสองก็ถูกดึงขึ้นมาเป็นชั้นหนึ่ง ใต้สำนึกก็มาเป็นสำนึก ส่วนจิตไร้สำนึกก็มาเป็นจิตใต้สำนึก เมื่อกระทบสัมผัสนอกกิเลสก็จะขึ้นมา แต่ในอนาคามีกระทบแล้วไม่มีกิเลสกาม ทั้งไม่ได้อยู่ในภวังค์ แต่จิตเปิดรับวิถีทางทวาร 6 ตกลง สังกัปปะ 7 ที่เป็นวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ฝ่ายลบคือพลังงานวิปัสสนาคือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ส่วนพลังงานทางบวกคือสมถะ เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เมื่อเหลือรูปจิต อรูปจิต ก็เรียนรู้ อนาคามีจึงกระทบสัมผัสแล้วกิเลสจึงเกิดเฉพาะของตนไม่เกี่ยวกับคนอื่นก็เรียนรู้ของตนและกำจัดให้ได้ ต้องเรียนรู้ในสังกัปปะ 7 จะรู้จิตดำริว่ามีกามหรือพยาบาทถ้าล้างกาม หรือ พยาบาทได้ สั่งสมเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นพลังงานจิตแข็งแรงสะอาด เรื่อยๆ จนเป็นอนาคามี ก็มีต้นทุน เมื่อกระทบสัมผัสอีก กาม พยาบาทก็ไม่เกิด เหลือแต่วิหิงสา เหลือแต่ผลักหรือดูด เอารูปภพขั้นกลางก่อน อนาคามีมีหน้าที่ทำสังขารนี้ของตนที่เป็นอกุศลให้หมด เมื่อมันจะเกิดสังขารคุณก็จะรู้ คุณสังขารเป็นแล้วตั้งแต่ทำกิเลสภายนอก ให้เป็นอัตโนมัติเลย จนไม่ต้องทำเลย เป็นเช่นนั้นเอง เมื่อล้างกิเลสรูปราคะได้อีกหรือมานะอัตตาถือดีขนาดหนึ่ง รูปราคะกับมานะก็เหลืออรูปราคะ กับ มานะอุทธัจจะที่เหลือ คุณจะรู้จากสังขารในจิตนี้ ตั้งแต่หยาบ อนาคามีกระทบรูปนอกแล้วก็มีปรุงแต่ง หากไ่ม่เป็นอนาคาฯก็ล้างกามกับพยาบาท ก็มีต้นทุนในการชำระ เหมือนทำน้ำขายก็ต้องมาผ่านแสงยูวี เพื่อกรองให้สะอาดอีก ถ้าดีก็เสริม ถ้าไม่ดีก็ช ่ วยกรองอีก นี่คือฐานของอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นการกรองเสริมแต่ง นี่คือวจีสังขาร เป็นสังขารตัวที่สาม ถ้าไม่มีสัมามาทิฏฐิคุณจะไม่เคยเห็นหน้ามันเลย ถ้าไม่เข้าใจสังกัปปะ 7 นี่ ถ้าแม้เข้าใจภาษาแต่ไม่เคยมีสภาวะก็ไม่เห็นวจีสังขาร ผู้อวิชชาไม่รู้สังขารก็คือไม่รู้กาย จิต วจีสังขาร ก็ปรุงแต่งไปประกอบด้วยกิเลส กาม พยาบาทอยู่ตลอดเวลา ต้องรู้ทันสังขาร ทำบุญให้ได้ ตั้งแต่จับตัวตนกิเลสได้เป็นกาย แยกให้ออกแยกตัวมันมาให้ชัดๆ เกิดจากเหตุอะไร อย่ามั่วว่าเป็นกิเลสไปหมด อย่างไปนั่งหลับตานี่มั่ว ดับไปหมด แต่คนที่ปฏิบัติไปตามลำดับจะรู้ตัวไม่มั่ว ทำได้ชัดเจน กรรมนั้นพาเป็น สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก แบ่งสามส่วน คุณกระทำลงไปมันจะ สุกตทุกกานัง คือมันจะดีหรือชั่ว เมื่อคุณทำเสร็จ ทุกกฏานัง หรือสุกตนัง ก็เป็นอดีต ให้ช่างมันเถอะ แก้ไขไม่ได้ แต่ตัวที่คุณจะทำทุกกฏ อีกเมื่อไหร่? ทุกกฏ แปลว่าทำเสร็จแล้ว ตัวทุ นี่แหละ มันเป็นตัวใหม่ที่ต้องเรียนรู้มัน ทุกกรรมกิริยาต้องตามจับให้ได้ เพราะทำแล้วสั่งสมเป็นผลวิบาก คุณจะทำชั่วทำดีอย่างไรก็สั่งสมทุกปัจจุบันต้องแก้ไขปรับปรุงปัจจุบันนี่แหละ คุณจะทิ้งอดีตอนาคตก็ไม่ได้ เอาแต่ปัจจุบันก็เป็นอเหตุกวทะ ไม่มีที่มาที่ไปไม่ได้ ไปติดยึด ปุพเพกตเหตุวาทะ ไปยึดสิ่งที่แล้วมาแล้วว่าจะต้องเที่ยงแท้ก็ไม่ได้ หรือเป็นอิสรนิมมานเหตุวาทะ คือไปหลงอำนาจยิ่งใหญ่นอกศาสนาพุทธว่าสร้างทุกสิ่งก็ไม่ได้ ว่าพระเจ้าสร้างทุกสิ่ง ก็ไม่เอา เราทำปัจจุบัน ทำศีลเราให้บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ ทุกปัจจุบันเป็นหน้าที่เป็นกรรม ที่เราจะทำ ทุกกรรม เป็นทิฏฐุชุกรรม คือทิฏฐะในปัจจุบัน คือกรรมที่ทำปัจจุบันต้องให้ตรง ต้องให้ตรงตัวนี้นะ อย่าไปหลงฝ่ายอดีตหรืออนาคต ก็จะเกิดทิฏฐิ 62 เราต้องทำทิฏฐิ 5 เป็นทิฐธรรมนิพพานทิฏฐิ อย่าไปหลงอดีต อนาคต เราเอาปัจจุบัน แม้หลงกามเป็นนิพพานก็แย่หน่อย ดีหน่อยก็ไปหลงฌาน 1 เป็นนิพพาน จนถึง ฌาน 4 เป็นนิพพาน แต่ถ้าไปหลงอรูปฌานฤาษีเป็นนิพพานนี่ย ิ่ งแย่ใหญ่ เพราะตายไปแล้วจมอยู่ในนั้น ไม่มีอะไรมาสะกิดให้ออกมาได้ จะจมไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เราต้องทำกรรมปัจจุบันทำบุญสร้างบุญให้เป็นจึงสั่งสมเป็นกุศลวิบาก ถ้าเข้าใจนามรูปจะจับวิญญาณได้ รูปคือสิ่งที่ถูกนามรู้ เช่น ตากระทบรูป หูกับเสียง หูกระทบเสียงเกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นนามธรรม เช่น เป็นวิญญาณสัตว์พยาบาท สัตว์กาม ต้องอ่านให้ออก ว่าคือสัตว์นรก อ่านออกด้วยญาณรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส มันไม่มีรูปร่าง แต่มีอาการ ว่ามันโลภ มันโกรธ มันราคะ พยาบาท ปฏิฆะ รำคาญ หงุดหงิด หมั่นไส้ นี่คือสัตว์ทางจิตวิญญาณ จบ