571108_ก่อนฉันงานมหาปวารณา โดยพ่อครู เรื่อง ขณะนี้เมืองไทยเป็นชมพูทวีปแล้ว.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571108_เทศน์ก่อนฉันงานมหาปวารณา เรื่อง ขณะนี้เมืองไทยเป็นชมพูทวีปแล้ว ที่ปฐมอโศก โดยพ่อครูโพธิรักษ์

วันนี้วันที่ 8 พ.ย. 2557 ที่ปฐมอโศก พ่อครูเทศน์ก่อนฉันงานมหาปวารณา เรื่อง ขณะนี้เมืองไทยเป็นชมพูทวีปแล้ว พ่อครูว่า… พวกเราก็ยังยินดีมีส่วนร่วมกิจกรรมของศาสนา ของธรรมะ คำว่าธรรมะนี่ยิ่งใหญ่มาก ธรรมะนี้รู้กันโดยปริยายว่าเป็นส ิ่ งดี ถ้าไม่ดีก็ไม่ใช่ธรรมะ แม้นิดหนึ่งก็ไม่ใช่ธรรมะ เปื้อนเศษธุลีแห่งความไม่ดีก็ไม่ใช่ธรรมะ ที่สุดแห่งที่สุดของความดีงามก็คือธรรมะ คำว่าอธรรมก็คือส ิ่ งที่ยังไม่ใช่ธรรมะ ผู้จะถึงธรรมที่สุดก็คืออรหันต์ ธรรมะแปลว่าสิ่งที่มีอยู่ นิพพานคือสิ้นอธรรม ผู้ทำอธรรมหมดจากจิตเลย จิตเป็นประธาน กายกับวจีเกิดจากจิต จิตที่จริงบริสุทธิ์สะอาด แต่พฤติกายกับวาจา ออกมาข้างนอก อาจมีคนมองว่าผิด ไม่ถูกต้อง หยาบ แต่จิตของท่านไม่มีหยาบ สิ่งนี้เป็นเรื่องรู้ยาก จิตไม่ด่างพร้อย มีแต่จะอนุโลมกับภายนอก เช่น อาตมาจำเป็นต้องหยาบ ทั้งแสดงออกท่าทาง สำเนียง เสียง กิริยาท่าทาง ทั้งความรู้สึกทางจิต ปรุงแต่งทั้งหมดเรียกว่ากายสังขาร วันนี้เจตนาขยายคำว่า “กาย” ใครฟังได้เข้าใจสมบูรณ์แล้วปฏิบัติได้ก็จะได้เป็นอรหันต์ หากเข้าใจคำว่ากายไม่ชัดเจนก็ไม่มีทางเป็นอรหันต์ ในคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ยืนยันว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เป็นเงื่อนไขที่พระพุทธเจ้าสำทับไว้ ท่านอธิบายถึงผู้ปฏิบัติธรรม แม้มีกายสักขี (สักขีแปลว่าพยานหลักฐาน) รวมทั้งรูปและนามคือคำว่ากาย รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ รูปคือมหาภูตรูป ดินน้ำไฟลมข้างนอก คำว่ากายไม่ใช่เพียงมหาภูตรูปเท่านั้น เช่น กล้วย เขาก็ไม่เรียกว่า กาย แม้พืชมีพลังงานทางชีวะ ก็ไม่เรียกกาย อย่างดอกสามปี บ่ เหี่ยว (ดอกบานไม่รู้โรย) ก็ไม่เรียกว่า กายแต่อย่างใด มันเป็

อ่านต่อ

นชีวะอย่างหนึ่ง เป็นเพียงมหาภูตรูป 4 แต่ถ้ามาเป็นอุปาทายรูป 24 ก็เป็นนามธรรมแล้ว ต่อให้เป็นสายศรัทธานุสารีย์ เป็นถึงกายสักขีแล้วก็ตาม แต่ถ้าไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายพระพุทธเจ้าก็ไม่รับรองว่าเป็นอรหันต์ ทางสายศรัทธาหรือเจโตเร ิ่ มด้วยศรัทธานุสารีย์ ได้อย่างเก่งก็แค่กายสักขี อาสวะบางอย่างดับได้ แต่อาสวะที่ดับไปนั้นก็มีสิทธิ์กลับคืนได้ เวียนกลับได้ ถ้าไม่ครบเงื่อนไข ต้องมาพิสูจน์อย่างปฏิบัติลืมตามีผัสสะ นี่เป็นงานศิลปะที่อาตมาเก็บตกหล่นได้ ภาพนี้ก็ยังเก็บได้มาจากสมัยอาตมาทำงานเป็นฆราวาสก็ช่วยทำคู่มือแม่บ้าน เมื่อไม่มีอะไรลงก็เลยเอาภาพที่อาตมาเขียนมาลง ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่เรื่องของแม่บ้านเลย แต่อาตมาเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ ก็เลยเอาใส่ลงไปได้ ก็เลยเหลืออยู่นี่ ค้นหาได้สองเล่ม อาตมาจบวิจิตรศิลป์มานะ นี่เป็นงาน Painting ที่เหลืออยู่ เป็นงานองค์ประกอบศิลป์ ชื่อว่า “จะสิ้นโลกแล้วหรือ?” สีมันก็เกือบเน่าแล้ว ถ้าหมายถึงสัจธรรมคือโลกนี้เหลืออยู่นั้นใกล้จะเละเทะแล้ว ภาพนี้ที่พิมพ์หน้าหนังสือ มีวันกำกับว่า 11 ก.ย. 2511 เป็นวันเดียวกับที่เป็นเหตุการณ์ ตึกเวอร์ลเทรดถล่ม ภาพที่อาตมาวาดแต่ก่อนมันมีความหมายเกินกว่าที่อาตมาจะอธิบายตอนนั้น แต่ว่าตอนนี้อาตมาอธิบายได้ ภาพนี้ไม่มีความโค้งความคดเลย มีธรรมชาตินิดหน่อยที่โค้ง นี่อีกภาพที่เป็นภาพใบไม้ ของธรรมชาติมีเท่านี้ นี่เอาภาพถ่ายมาประกอบ ถ่ายมากจากของจริง ต้นฤาษี ใบฤาษี แล้วจำได้ว่าเลือกเอาภาพที่ไม่ชัด เจตนาเลยนะ เลือกเอาภาพที่ถ่ายใบฤาษีที่ไหว ไม่ชัด เอามาประกอบตรงนี้เป็นจุดสำคัญของภาพนี้ หมายความว่าโลกนี้เป็นโลกมัวหม่นไม่ชัด เป็นโลกอวิชชา กรอบนี้คือโลกที่อวิชชา มันไม่รู้ความสว่างหรือมืดหรืออะไรทั้งสิ้น แต่ที่ความจริงใบไม้ต้องมีความตรงความระเบียบ แต่นี่มันไม่รู้เลยความต่ำสูงความตรงหรือโค้งก็ไม่ชัดเลย นี่คือภาพที่อาตมารู้ว่างานของตนเป็นเช่นนี้ หนังสือนี้ได้มาจากโรงขยะเขาทิ้งมา คนเจอก็เปิดดู ในนี้บันทึกว่าภาพโดย รัก รักพงษ์ เขาก็เลยหอบมาให้อาตมานะ ก็เหลือสองเล่มนี้เท่านั้น ก็เลยแกะภาพนี้ไปถ่่ายมาให้พอดูได้ คนที่ไม่รู้กายสังขาร ไม่รู้กาย ก็อวิชชาตราบโลกแตก กายเริ่มตั้งแต่รูปกาย แต่ถ้าแค่รูป รูปนั้นไม่ใช่กาย วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 คือ รูปี รูปานิปัสสติ หมายความว่า ต้องสัมผัสเห็นรูป แม้เร ิ่ มต้นคุณก็ไม่รู้จักสังขารแล้ว เช่น คุณไม่รู้คำว่ากาย ไม่สัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ไปเข้าใจว่า กายคือมหาภูตรูปอย่างเดียวก็จบเห่แล้ว รู้ผิดแล้วว่ากายไม่มีจิต จะไปรู้จิตอย่างไร จะไปรู้วจีสังขารได้อย่าง ซึ่งวจีสังขารไม่ใช่วาจา แต่คือจิต แล้วออกมาเป็นวจีกรรม ส่วนวจีสังขารนั้นยังไม่เป็นคำพูดออกมาข้างนอกเป็นวจีกรรม แต่เป็นคำพูดอยู่ในใจเท่านั้น จะรู้จักวจีสังขารต้องเป็นอาริยบุคคล แต่กายสังขารกับจิตสังขาร ผู้ไม่เป็นอาริยบุคคลก็ยังพอสัมผัสได้ แต่ถ้าอาริยบุคคลที่ทำใจในใจเป็น ทำมนสิการ จัดการกับใจเป็น ว่าดำริอะไร อ่านรู้ ว่ามันมีกามหรือพยาบาทมาผสม แยกให้ออก แยกตัวกิเลสได้ จับอาการกิเลสในจิตได้ แล้วก็ต้องกำจัด ชำระมัน กำจัดมันได้หมด ก็ตกผลึกเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นตัวแข็งแรงตั้งมั่น เป็นเอกัคคตา ยิ่งขึ้นๆ กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร คือสังขาร 3 ที่ภิกษุณีธัมมทินนา อธิบายคำถามของวิสาขอุบาสก ที่เป็นอดีตสามี ถามภิกษุณีธัมมทินนา ถามว่า เวลาทำนิโรธ สำเร็จคือดับกิเลสได้สำเร็จ สังขารอะไรดับก่อน ในสังขาร 3 นี้ ผู้ที่จะทำนิโรธสำเร็จ สิ่งที่ดับก่อน คือวจีสังขาร คือตัวจบของนิโรธ ทำมนสิการ เมื่อสำเร็จผลวจีสังขาร นั้น นิโรธคือการผ่านกระบวนการของ ตักกะ วิตักะ จิตต้องมีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ ทำการปหานกิเลส ลดได้ ผ่านมาสู่ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มาเป็นวจีสังขาร ที่ดับแล้วนะ อะไรดับ ก็กายสังขาร จิตสังขาร ที่ได้รับผลของนิโรธ แล้ววิสาขอุบาสกก็ถามต่อว่า แล้วเวลาออกอีกล่ะ (ที่จริงมันจบไปแล้วไม่ต้องถาม) สังขารใดเกิดก่อน ก็ จิตสังขารเกิดก่อนแล้วเป็นกายสังขารแล้วถึงเป็นวจีสังขาร เมื่อนิโรธแล้ว จิตก็เป็นตัวรู้ก่อน แล้วกายก็รองมา จนถึงวจีสังขารที่จะออกมาเป็นกรรมภายนอก รายละเอียดพวกนี้คนที่ไม่มีสภาวะย่อมเดาไม่ออก คนที่ตอบได้ต้องขั้นระดับภิกษุณีธัมมทินนา มีปรมัตถ์ระดับละเอียด ที่เห็นความเกิดดับของวิญญาณหรือ กายวิญญาณ ต้องรู้ชัดใน เวทนา สัญญา สังขาร ที่เป็นหมวดของกาย สรุปแล้ว กายจึงแปลว่า จิต หรือเจตสิก แต่คนไทยซวยมากที่แปลว่า กายคือร่างภายนอก ศาสนาพุทธจึงไร้แก่นสาร นามรูป คือธาตุรู้อันหนึ่ง ส ิ่ งที่ถูกรู้ทั้งหมด คือ รูป 28 ตั้งแต่มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูปอีก 24 คือสิ่งที่ถูกรู้โดยนาม นามมีอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าแยกไว้เป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ (ล. 16 ข. 14 ) นี่คือความเป็นนาม ส่วนความเป็นรูปล่ะ คืออะไร? ผัสสะคือตัวกลางระหว่างข้างนอกกับข้างใน มันก็ต้องเป็นองค์ประชุมของทั้งนอกและใน ผัสสะจึงคือคำว่ากาย ผัสสะนั้นภาษาบาลีคือ ผุสสะ หรือโผฏฐัพพะ แล้วรูป มี รูป 28 มีมหาภูตรูปและรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 (อุปาทายรูป) รูปคือสิ่งที่ถูกรู้เร ิ่ มตั้งแต่ปสาทรูป 5 มีตา หู จมูก ลิ้น กาย (กายนี่มีทั้ง นามและรูป) คนที่ประสาทใช้งานได้ เป็นปสาทรูป เมื่อประสาททำงานสัมผัสทางทวารนอก รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คำว่าโผฏฐัพพะก็เลยเป็นกึ่งๆ คำว่าวิสัยรูป คือร่วมกันทำงานระหว่างประสาทสัมผัสกับภายนอก เกิดภาวรูป เป็นสิ่งปรากฏ เป็นภาวรูป 2 เร ิ่ มจากปสาทรูป โคจรรูป จึงเกิดการดำเนินไปขององค์ประชุม เป็นกายคตสติ วันนี้เล็คเชอร์ระดับป.เอก ก็ขออภัยผู้เรียนชั้นตรี จัตตวา นะ อย่างกายคตาสติ เขาก็อธิบายกันผิดว่าให้ไปย่างหนอ ยกหนอ ก้าวหนอ ให้รู้ตัวทั่วพร้อม ทุกอิริยาบท ทุกกรรมกิริยา แล้วท่านเองไม่ได้บอกว่าให้ดูที่กิริยาเท่านั้น ท่านว่าจากทุกกิริยา เมื่อเกิดกรรมกิริยาคุณต้องมีสติ แล้วรู้ว่าองค์ประชุมเรียกว่ากาย นั้นต้องศึกษาจิต แม้เกิดอาการ ก้าว ย่าง แต่ไม่อธิบายถึงจิต ให้จิตได้แต่นิ่งไม่เกิดวิปัสสนา แต่อาจารย์ทั้งหลายก็บอกว่าเป็นวิปัสสนา ว่าตอนนี้ก้าวแล้ว ปลายเท้าสัมผัสนะ ส้นเท้ายกนะ คือรู้แต่ให้จิตไปจับอยู่เป็นกสิณเท่านั้น ไม่รู้ในระดับวิโมกข์ เป็น อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ ต้องเห็นด้วยการสัมผัสจากนอกถึงในถึงอรูปเลย ผู้ใดปฏิบัติไม่สมบูรณ์ไม่เข้าถึงจิตก็ไม่บรรลุ การศึกษาที่จะเรียกว่าสมาธิหรือฌานนั้นทั่วไปเขาไม่รู้กาย ทั้งที่จริง กายคตาสติ อานาปานสติ สติปัฏฐาน 4 ก็ไม่ได้แยกกันเลย เป็นองค์รวม เพียงแต่จะเน้นอธิบายอันไหน ก็ย่ออันอื่นเข้าไปเท่านั้น การจะเรียนรู้ส่วนไหนก็ต้องเรียนรู้ใจด้วย แต่อย่างไปเรียนอานาปานสติ ก็ต้องนั่งสมาธิ อาจไม่รับรู้ภายนอกอันใดก็ต้องอย่าทิ้งลมหายใจภายนอกเลย รู้กายแล้วทำให้กายระงับ ทำให้ดับสงบที่เหตุที่ทำให้วุ่นวาย คำว่า กายปัสสัทธิ ทำให้สงบรำงับความเป็นกาย เมื่อเข้าใจคำว่ากายเพี้ยนไม่เข้าใจว่า กายคือความหมายของนามธรรม บอกว่ากายปัสสัทธิก็ต้องนั่งแข็งทื่ออยู่อย่างเดียวก็ไม่ได้ประโยชน์สิ มันก็ไม่ถูกต้องสัจธรรม กายปัสสัทธิ แปลว่า จิตสงบจากกิเลส ระงับด้วยการระงับเหตุแห่งความไม่สงบ ที่เป็นทุกขสมุทัยคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัวสำคัญคือตัณหา คำว่ากิเลสเป็นองค์รวม แต่ตัณหาคือ Proper noun ตัวสำคัญที่ต้องอ่านตัณหา ซึ่งมันอยู่ในเวทนาด้วย เช่น สราค สโทสะก็คือตัณหา ตัณหาไม่ได้หมายถึงว่าอยากเชิงดูดอย่างเดียว อยากทำร้ายก็ตัณหาด้วย เมื่อทำให้กายปัสสัทธิ คือสงบแล้วตอนนี้เราไม่ทำแล้ว กายกรรม วจีกรรม แม้มโนกรรมก็สิ้นเชื้อเหตุที่จะพาไปทำไม่ดีอย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) แล้วไม่ได้หมายความว่าไม่มีกรรมการงาน แต่ว่ากลับยิ่งมีกรรมการงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีอสังขาริกัง ไม่มีตัวชักนำให้เกิดความชั่ว ทุจริต อกุศล การไปเข้าใจคำว่าสงบผิด ไปเข้าใจว่าคืออยู่เงียบๆน ิ่ งๆสงบก็ผิดแล้ว แต่ที่จริงที่ถูกต้องคือสงบจากกิเลสาสวะ จิตก็ปรุงแต่งได้อย่างดี มีปัญญากำกับ ให้การปรุงแต่งออกมา ก็ปราศจากธุลีละออง คืออรหันต์ แม้ไม่เป็นอรหันต์ แต่คุณทำได้ชั่วคราว แม้ไม่รู้ตัว มีกุศลจิตปรุงแต่งร่วมก็ไม่มีปัญหาเลย ไม่เสียหายเลย ประเสริฐด้วย สังขารโลกที่เรียกว่าโลกนรกนั้น นรกคือจิตวิญญาณต่ำ โง่ ไปหลงใหลส ิ่ งต่ำที่ไม่น่าเป็น เช่น หลงว่าไปโกง ทุจริต รู้นะแต่ก็ทำ พวกนี้คือผีชั้นต่ำ ใช้ความฉลาดแกมโกง ใช้ทวาร 6 (ฉฬายตนะ) ไปลวงคนอื่นหลอกคนอื่นแล้วไปโกง กุหนา ลปนา แล้วทุจริตหลอกด้วย คือสัตว์นรกชั้นต่ำที่ฉลาดและได้โอกาสฐานะกินงบลับ มีอำนาจอภิสิทธิ์ในการใช้งบลับพวกนี้ เอาของจริงมาพูดไม่ได้ด่าใครนะ อธิบายธรรมะอยู่นะ ไม่ได้ด่าแค่อาตมากำลังบอกว่าคุณเป็นผีนรก ถ้าคุณทำ คุณทำแล้วร่วมกันโกงเจ็ดแสนล้านแต่คุณจะเลี่ยงไปอีก ไม่ให้เขาตัดสินว่าโกงนั้น มันจะตกทบดอกเบี้ยบาปไปออกในอนาคตสูง คุณอย่าเลี่ยงเลยให้ยอมรับวิบากเถอะใช้หนี้เสียเถอะชาติหนึ่งแล้วคุณจะสบายชาติหน้า ราคาบาปแพงเพราะว่าคุณโกงอัตภาพของคนทั้งประเทศเลย ใครร่วมมือด้วยก็ต้องได้รับผลตามนั้น ต้องเป็นหนี้คน 67 ล้านคนนะ

ตอนนี้เมืองไทยกำลังกระเตื้อง ใครเคยโกงมาก็หยุดเถอะ กรรมชั่วแม้น้อยนิดอย่าทำเสียเลย เป็นคำของพระพุทธเจ้า เมืองไทยกำลังจะก้าวหน้าจะเป็นชมพูทวีปของโลก คือ มนุษย์จะมีสุรภาโว สติมันโต อิทธพรหมจริยวาโส คือคุณสมบัติ สามประการของมนุษย์ชมพูทวีป คุณมีโลกกายยาววาหนาคืบกว้างศอกพร้อมสัญญาและใจ มีอาการ 32 ครบเต็มแข็งแรงเรียกว่าสุรภาโว แล้วคุณก็ปฏิบัติให้ใช้สติเป็น ทำสติปัฏฐาน 4 ทำกาย เวทนา จิต ธรรม เป็น ต้องรู้ว่า กายคตาสติ อานาปานสติ สัมพันธ์กันแล้วตัวปฏิบัติคือสติปัฏฐาน 4 คุณก็จัดการให้ กาย เวทนา จิต ให้ทรงธรรมไว้ พระอรหันต์ปรินิพพานอะไรก็ไม่เหลือแล้ว แม้ธรรมะก็เลิกล้มทุกอย่าง ไม่มีทั้งรูปและนาม ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะแล้วก็เข้าใจเรื่องนามรูปชัดเจนว่ารูปมีความหมาย 2 อย่าง คือ รูปคือสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยประสาทตา มีรูปทรงมีโฉม เสียงก็ถูกรู้ก็เรียกว่ารูป คนอาจถามว่าอาตมาอวดตนทำไม อาตมาว่าอาตมาอวดตนทำงาน เพื่อเผยแพร่ธรรมะ อธิบายให้คนอื่นรู้ หากไม่สื่ออธิบายคนอื่นก็ไม่รู้ ถ้าอาตมาตายไปคนก็ไม่รู้สิ คนไม่อยากได้ก็ไม่เป็นไรไม่เดือดร้อนนอกจากคุณจะมารับแล้วก็ร้อนใจคุณเอง แต่ถ้าคุณไม่รับก็ไม่เดือดร้อน คุณก็ไม่ต้องเปิดช่องนี้สิ มีช่องอื่นเยอะแยะ คุณไปฉลาดโง่ๆ ไปติดกาม ติดโลกธรรม ฉลาดแบบโลกีย์แล้วเอามาแข่งกันอวดกัน การทำรวยคือต้องโลภเอาของคนอื่น ทำให้คนอื่นขัดข้อง แต่คนที่มุ่งมาจน อย่างในหลวงตรัสหรืออย่างพระพุทธเจ้าให้มักน้อยแล้วดีไหม แล้วคนที่มาจนนี่จะอวดบ้างจะเป็นอย่างไร แล้วเขาไม่ได้อวดอย่างน่าเกลียดด้วย ไม่เหมือนคนรวยที่อวดโดยใช้เงินซื้อทำสื่อ ตีฆ้องร้องเป่ามากมาย แล้วคนจนจะอวดก็ให้เขาอวดเถอะ แล้วสิ่งที่ควรบอกควรสื่อ ในเรื่องแบบคนจน แล้วคนจนนี่ เป็นคนจนมหัศจรรย์นะ แต่ทำงานให้สังคมอย่างแท้จริง เป็นนักการเมืองเบอร์หนึ่ง ไม่ใช่ว่าเหมือนพวกนักการเมืองที่ไปอาศัยสมบัติส่วนกลางสังคม คอรัปชั่นคอมมิชชั่นอย่างนั้น อาตมาว่าส ิ่ งที่มนุษย์ควรจะได้มากที่สุดคือความรู้ของพระพุทธเจ้า คนไทยเป็นพุทธกว่า 95 % ก็ควรได้สมบัติพุทธ แต่คุณดูถูกทิ้งขว้างไม่ใส่ใจใยดี ก็ช่างศีรษะคุณ แต่คนใดสนใจก็เอาเถอะ อาตมาว่าเป็นสิ่งที่ควรได้ควรมีควรเป็นที่สุดก็คือ อาริยธรม โลกุตรธรรม ได้แล้วจะไม่กลัวจน จะกล้าจน อย่างนามสกุลหมอเขียว ใครกล้าจนมาเลย แล้วอาตมาจะพาคนกล้าจนบรรลุธรรม สุขแบบปรมังสุขัง สุขเพราะจนนี่แหละเป็นบุญ อาตมาตอนเป็นฆราวาส เปิดคอลัมน์ธรรมะในหนังสือบันเทิง ชื่อว่า “ชีวิตนี้มีปัญหา”ในหนังสือบันเทิงชื่อ ดาราภาพ เป็นหนังสือที่นิยมกันมาก จนมีคนไปลอกหัวคำว่าดาราภาพ ไปแปลงเป็นอย่างอื่นถึง 11 ฉบับนะ ก็คือคุณชวน ไชย เตชศรีสุทีย์ ไปได้เครื่องพิมพ์ Offset มาก็มาพิมพ์ภาพขาย ภาพดารา อาตมาก็เลยว่าดี ก็เลยออกหนังสือเกี่ยวกับนักร้อง ขวัญดาว ก็เลยออกหนังสือพิมพ์ขวัญดาว ก็หมดเนื้อหมดตัว หมดรถติดแอร์ไปคันหนึ่ง ออกมาได้สามฉบับ มันทำต่อไม่ไหว ก็เลยหยุด ทีนี้คุณชว น ก็เลยบอกว่า ตอนแรกเขาก็นึกว่าอาตมาแก่กว่าเขา เขาเรียกว่า พี่รัก บอกว่าพี่รักมีความรู้ทางทำหนังสือ แต่ผมมีความรู้ทางภาพ เรามาออกหนังสือทางด้านภาพของดารากันไหม? เรามีเครื่องพิมพ์ด้วย อาตมาก็ว่าร่วมกันทำ คุณออกทุนอาตมาออกแรง เอาชื่อหนังสือ ดาราภาพ ก็พิมพ์ออกมา อาตมาก็เหมาหลายคอลัมน์เลย ก็เลยดังขึ้นมามากเลย ขายกันจนหนังสือดาราภาพทรุดเลยเพราะคู่แข่งเยอะ ต่อมาก็ทำหนังโทนก็ได้ทรัพย์สินมาเยอะเลย แข่งกับมนต์รักลูกทุ่ง พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา แล้วท่านก็ประเมินว่า การตรัสรู้ของท่านจะไม่เสียของ ตรวจดูโลกว่าผู้มีธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ ท่านก็จึงประกาศศาสนา เรื่องเหล่านี้เป็นอจินไตย เรื่องเสียของก็ฝากให้คสช.ว่าอย่าให้เสียของด้วย อาตมาทำงานมาได้ปานนี้ เอาอาริยธรรม พุทธธรรมของพระพุทธเจ้ามาสืบสาน ด้วยกตัญญูกตเวทีอย่างยิ่ง มาได้ขนาดนี้ก็เป็นสิ่งยืนยันว่าสิ่งไหนจริง คนเราก็โง่เท่าที่ตนเองฉลาด และฉลาดเท่าที่ตนเองโง่ ก็ใช้ตนเองตัดสิน อย่าช้านะ อาตมา 80 แล้วจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ แม้จะตั้งค่าไว้ 151 แต่ความไม่แน่นอนก็มี ก็พากเพียรอุตสาหะวิริยะ อาศัยทั้งพวกคุณและอาตมาเอง แต่อย่ามาประคบประหงมอาตมา พูดไปนี่ถ้ามามะรุมมะตุ้มจะตายไวนะ ทุกวันนี้มีคนอุปการะ คนอื่นเลี้ยงดูไว้ กินก็คนทำมาให้กินจนเกินพอ จะไปจะใช้สอยก็ตามสุจริต คนก็ทำให้ อาตมาก็ตั้งกติกาว่า คนไหนไม่ได้มาคบหากันจนรู้เข้าใจ ก็ไม่รับเงินบริจาค ต้องเข้ามาสัมผัส อย่างน้อยอ่านหนังสืออาตมา 7 เล่ม อย่างน้อยเล่มใหญ่หน่อยนะ อาตมาเขียนหนังสือเป็นร้อยเล่มแล้ว พิมพ์เป็นล้านเล่มแล้ว แต่ก็ไม่มีปัญหา เป็นไอ้ใบ้เสียงดัง ทิ้งเอาไว้อีกหน่อยคนก็เอาไปใช้ได้ อาตมาอาศัยพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่แหละ ก็เห็นว่าเป็นสัจจะของพระพุทธเจ้า มีเนื้อแท้จริง บางอย่างอาจแปลสำนวนออกมาแล้วไม่ค่อยตรง เพี้ยนไปอาตมาก็แก้บ้าง แก้เข้าหาสภาวะที่อาตมาว่าน่าจะเป็นเช่นนี้ ถ้าใครเชื่อว่าอาตมามีอาริยธรรมแท้กว่าก็จะฟังอาตมา แต่ถ้าเห็นว่าอาตมาแปลสู้ไม่ได้ก็ไม่ต้องมารับรองอาตมาหรอกก็ไม่เป็นปัญหา อาตมาไม่แย่งลูกค้าใคร เพราะอาตมามีปัญญาอย่างหนึ่ง ถ้าลูกค้าอาตมาน้อยอาตมาจะเบางาน เมื่อยน้อย แต่อาตมาก็ไม่ขี้เกียจนะ มากก็ได้ก็ดี อาตมามั่นใจว่าเนื้อหาพุทธธรรม หรือแม้พุทธศาสนา พุทธศาสตร์ ออกฤทธิ์แล้วเป็นสัจธรรมของชมพูทวีป คือมีคนที่มีสุรภาโว มีอายตนะครบ มีปัญญาถึงขีด มีสติมันโต ใช้สติได้ดีพอ มีปัญญามีสติ มีสัมปชานะ มีประสิทธิภาพของจิตเจตสิก พอจะปฏิบัติอาริยธรรมของพระพุทธเจ้า อยู่ในข่ายเวไนยสัตว์เรียกว่ามีสุรภาโว สติมันโต จึงมาปฏิบัติพรหมจรรย์นี้ ตั้งแต่ศีล 5 ไม่เรียกว่าพรหมจรรย์ ศีล 5 ได้ผลก็ได้โครงสร้างของการปฏิบัติ อย่างน้อยผ่านสังโยชน์ 3 ได้รู้จักสักกายะ ไม่ลังเล แล้วปฏิบััติได้ผลลดกิเลสได้ ส่วนผู้ที่สามารถรู้และมั่นใจมากกว่าก็มารวมกันจึงเกิดพุทธบริษัท 4 เป็นอุบาสก อุบาสิกา นักบวชหญิง นักบวชชาย กลุ่มสาวกสังโฆ ที่มีบุรุษ 8 มีบุคคล 4 เป็นฆราวาสเรียกอุบาสก อุบาสิกา และนักบวชหญิง นักบวชชาย มีสภาวธรรมของโสดาบันเป็นต้นไปจนถึงอรหันต์ สะสมผลของอรหัตตผลไปตามลำดับมีจริง พิสูจน์ด้วยสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 มีเมตตากาย วจี มโนกรรมแล้วมีลาภธัมมิกา มีสาธารณโภคี มีหลักศีลสามัญญตา มีอย่างน้อยศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 โอวาทปาติโมกข์ศีล เข้าใจว่าศีลคืออะไร ได้ผลของศีลด้วยถึงจิต เช่น จิตไม่ติดอบายมุขแล้วสบายแล้ว จิตฟรีแล้ว สบาย เกิดกลุ่มหมู่ของอิทพรหมจริยวาโส ของชาวอโศก คือโลกที่ปฏิบัติพรหมจรรย์ได้กันจริงๆ ชาวอโศกคือคนไทย มีคนต่างชาติก็น้อย แต่ไม่รวมเอาคนต่างชาติ สมาชิกจริงก็คือคนไทยแล้วมีจำนวนมากพอ กล้ายืนยันสัจจะของอาริยะธรรม เป็นกลุ่มที่แน่นทั้งมวลและคุณภาพแน่นและมากที่สุดในโลก ก็ยืนยันว่าครบ สุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส มากที่สุดแล้ว ที่อื่นยังไม่ก่อหวอดเลย ดังนั้นก็เป็นชมพูทวีปแล้ว จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน