571111_สรรค่าสร้างคน(๑๗) วนบ. เรื่อง บุญคือกระดาษชำระจิตสันดานเฉพาะตน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571111_สรรค่าสร้างคน(๗) วนบ. เรื่อง บุญคือกระดาษชำระจิตสันดานเฉพาะตน โดยพ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 11 พ.ย. 2557 เราได้วรรคเว้น การเรียนวนบ.ไป 25 วัน ไปทำกิจกรรม ที่จริงการทำกิจกรรม การไปสังสรร ทำกิจกรรมด้านงานการ พิธีการ งานสังคม ไม่ว่าจะสังคมข้างนอกหรือสังคมในอโศกก็ตาม คราวนี้เราไปร่วมกับสังคมภายใน คืองานมหาปวารณา และยังมีงานเจอีก 2 ช่วง การศึกษาของเราเป็น บ้าน วัด โรงเรียน เราต้องทำอย่างอิสระพอ ถ้าเรามีกรอบที่เขากำหนดจนเราทำการศึกษา ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชาไม่ได้ มีสัดส่วนตามที่เราจะทำ ถ้าไม่ได้ เราก็อยู่อย่างพฤตินัยดีกว่า แล้วก็ปฏิบัติจนเราเป็นไปได้ เพื่อเน้นให้เกิดกุศล เกิดบุญ และเราจะเน้นบุญเป็นหลัก คำว่า บุญ คำเดียว ที่เข้าใจแบบมิจฉาทิฏฐิ ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม และก็ยังมีคำว่า กาย ที่อาตมานำมาอธิบาย ถ้าเข้าใจผิด ศาสนาก็เพี้ยน เขาใช้อย่างผิดๆ ก็ทำให้เกิดความเสื่อม อาตมาก็ว่าต้องเอาจริงเอาจัง ทำให้เต็มที่ ทำตามภูมิที่อาตมาเข้าใจว่าถูกต้อง มาฟื้นศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธนั้นสลบ ไศล ตายไปมากกว่าครึ่งแล้ว แต่อาตมาก็จะฟื้นได้ อาตมาทำมา 40 กว่าปีก็เห็นเนื้อหาเนื้อแท้ของความเป็นพุทธ พุทธเป็นเช่นนี้มีหลักใหญ่อยู่ 3 อย่าง เรียกว่าตรีลักษณ์ หรือพุทธธรรมที่แท้จริง 1. .โลกุตระ(เหนือโลก) คือศีลเด่น(ศีลเคร่ง)(ศีลเต็ม) เป็นความรู้ความสามารถทางวิชชาศาสตร์ ถ้าได้ความรู้แล้ว จิตจะลดกิเลส มีคุณธรรมได้จริง ธรรมะของพระพุทธเจ้าหรือพุทธธรรมที่จะอยู่เหนือโลกได้ 2 . โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) คือเป็นงาน (เก่งงาน) (เข้มงาน) 3 . โลกวิทู(รู้ทันโลก) คือ ชาญวิชา (ชำนาญวิชา) (สืบสานวิชชา) ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคม รู้จักความหมุนของโลก ที่ไม่ได้หมายถึงว่าโลกลูกนี้หมุน
อ่านต่อ
ไป หรือว่าโลกนี้มาจากการระเบิดของกาแลกซี่ แล้วหมุนเวียนไป แบบนี้ไม่ใช่ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่หมายในข้อนี้ แต่ความหมุนเวียนนี้หมายถึงความหมุนเวียนของรูปและนาม ของกายและจิต และศึกษาเน้นไปที่จิต จนลดกิเลส ความเห็นแก่ตัวในชีวะ ในความเป็นสัตว์โลก ผู้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้มีโลกวิทู เป็นผู้มีความรู้อย่างหมดกิเลส เป็นอรหันต์ หากจะศึกษาต่ออีกจะรู้กว้างขึ้น แม้แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย ที่ว่าโลกกำเนิดมาจากไหน จากการแตกของแกแลกซี่มาเป็นโลกนั้นก็จะรู้หมด แต่พระพุทธเจ้าให้คนพ้นโทษภัยต่อโลกก่อน จิตอรหันต์ เป็นโลกุตรจิต และมีความรู้โลกวิทูไปตามลำดับ เมื่อเป็นคนที่มีความรู้เช่นนี้ เริ่ม ตั้งแต่โสดาบัน ก็จะลดพิษภัยที่มีต่อโลกเป็นระดับแรกเลย และจะมีคุณธรรมสูงไปตามลำดับอีกเป็นสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ เป็นอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ ไปตามลำดับ จิตที่บรรลุโลกุตรธรรม เหนือโลก จะมีสุขที่เป็นวูปสโมสุข เป็นสุขที่ไม่สุขทุกข์วนเวียนแบบโลกีย์ คำว่าปรมังสุขัง ท่านแปลกันทั่วไปว่า สุขอย่างยิ่ง อาตมาเห็นว่าแปลแบบนี้เป็นแบบโลกีย์ บำเรอตัณหา เป็นโลกียรส ภาษามันให้ความหมายเช่นนั้น ก็ขอแวะตรงนี้ว่า เมื่อแปลว่า เป็นสุขอย่างยิ่ง และก็เข้าใจว่าความเป็นสุขต้องเป็นสุขสงบ เขาก็เลยต้องไปเสาะหาสุขสงบ พวกที่คิดหาทางสงบได้ด้วยวิธีอีกอย่าง เขาก็ได้สงบแบบหยุดเฉยๆ เขาก็ทำได้ คือควบคุมกามได้จริง สงบรำงับได้ และก็หยุด อยู่ในภพภูมิไม่พยายามเกี่ยวข้องกับสังคมมนุษยชาติเลย ไม่รู้การงานสิ่งเป็นประโยชน์สังคมเลยก็ไม่รู้เรื่องไม่มายุ่งเลย เขาไม่รู้จักภพก็เลยไม่สามารถจะพ้นจากภพได้ เขาไม่รู้ว่ารูปภพ อรูปภพคืออย่างไร แล้วเขาก็ไปสร้างได้ มันสุขสงบได้ นิ่งๆ ควบคุมจิตได้ ที่ไม่แรงมาก เขาไม่อยู่กับโลกที่ต้องมีการกระทบกระทุ้งมอมเมา เขาก็ไม่รู้ หยุดกดข่มจิตอย่างเดียวมันก็ได้ ฝึกเอาก็ได้ เขาฝึกกันมาไม่รู้กี่ชาติเขาก็ได้ จนเป็น ศาสนาเชน แต่ของพุทธนั้นอยู่กับโลกีย์ได้ อย่างจิตเหนือโลกีย์ ไม่สุขทุกข์กับเขา และก็สามารถมีความรู้ค่ายกลของโลกีย์ได้ ที่เขาสร้างเป็นจารีต วัฒนธรรม ศาสตร์ต่างๆที่เป็นค่ายกลโลกีย์ ก็เข้าใจกับเขาได้ ว่ามันสมดุล สุจริต ยุติธรรมหรือไม่? จะรู้เข้าใจตามภูมิ อาตมาก็มีความรู้ตามภูมิ ก็จะสามารถช่วยโลกได้ตามภูมิ อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ช่วยโลกได้ตามภูมิ มีกรอบขอบเขตที่ตามวิสัย อย่างพระพุทธเจ้าสมณโคดม หรือพระพุทธเจ้ากัสสปะที่สร้างศาสนามาได้ นับตามกาลได้เป็นแสน เป็นล้านปี ท่านก็สามารถช่วยตามเหตุปัจจัยของยุคสมัย กาละได้ ที่มีจำนวน ไม่ เท่าเทียมกัน อย่างสมณโคดมช่วยคนได้น้อยมาก และท่านก็ทำตามสมควร ท่านทำงานศาสนา 45 ปีท่านก็หยุด เป็นวิสัย ท่านไม่ทำเกินวิสัย ศาสนาพุทธนั้นเพี้ยนไปมากแล้ว (ในจูฬสาโรปมสูตร) ไม่เหลือแม้สะเก็ดก็ไม่เหลือ ศีลอันเป็นสะเก็ดก็ไม่มีแล้ว แม้แต่สมาธิที่เป็นเปลือกก็ไม่มี แม้แต่ปัญญาที่ท่านเทียบกับกระพี้ของไม้ ก็ไม่ใช่โลกุตรปัญญา ไม่ใช่อภิปัญญา ไม่ใช่สัมมัปปัญญา ไม่ใช่วิชชา 8 ไม่ใช่พุทธิปัญญา ก็ตีได้เลยว่า แก่นก็ไม่มี คือไม่มีวิมุติ และเป็นมิจฉาวิมุติไปหมดแล้ว ขออภัยที่พูดนี่ไม่ได้โกรธเคืองนะ ไม่ได้ยกตนข่มท่านด้วย อาตมาต้องพูดตามสัจจะ ศา ส นาพุทธตอนนี้มีแต่กิ่งใบ คือ ลาภสักการะเสียงสรรเสริญ และแถมดอกผลที่ยั่วยวน แม้แต่พระสงฆ์ที่มีตำแหน่งใหญ่โตก็มีนิตยภัตทั้งนั้นเลย แม้แต่เจ้าหน้าที่ของศาสนาก็มี คือได้เงินเดือนนั่นแหละ อาตมาก็ได้ข้อมูลมา ขออภัยหากพระผู้ใหญ่ในประเทศไทยมีสัมมาทิฏฐิสัก 50 % ประเทศไทยก็จะไม่มีการโกงกินกันมากมายเช่นนี้ แต่เพราะกลัวจะเสียโลกธรรม เมื่อกลัวก็ไม่กล้า ก็ให้โลกียะชนะไปตลอด แม้มีหน้าที่บริหารประเทศก็ไม่สามารถทำให้ประเทศเจริญแบบอาริยะ ได้ แล้วก็เลยต้องเจริญไปตามโลกียะ ที่ในหลวงว่าเราไม่เอาหรอกก้าวหน้าแบบนั้น เพราะเป็นความถอยหลังอย่างน่ากลัว คนก็ฟังกันไม่ค่อยเข้าใจ เพราะเราตก อยู่ ใต้อิทธิพลของทางตะวันตก แบบอารยะอย่างนั้นหรืออริยะของสายศาสนาที่ดับหลับตา เข้าป่า ส่วนสายออกเมืองก็ไปเป็นอารยะ ที่เพี้ยนทั้งคู่สุดโต่งทั้งคู่ อาตมาก็เลยขอใช้คำว่าอาริยะ คือศรีอาริยเมตตรัย เพราะสองคำที่เขาใช้กันคืออารยะกับอริยะนั้นไม่ตรงสภาวะที่พระพุทธเจ้าหมายไปแล้ว คำว่าบุญนี้ทำลายศาสนามาถึงวันนี้ขนาดหนัก คำว่าบุญในพจนานุกรมฉบับภูมิพโลภิกขุ ที่ท่านธรรมปาละเจอและบันทึกไว้ว่า คือหมายถึง สันตานังปุนาติ วิ โสเทติ คือการชำระจิตสันดานให้หมดจด ซึ่งเป็นเชื้อแท้ที่เหลือไว้นิดเดียว นอกนั้นไม่เหลือแล้ว เป็นเชื้อสุดท้ายเลย เกือบไม่มีแล้ว อาตมาก็เลยเอามาขยายเชื้อ ใครเข้าใจเห็นด้วยว่าอันนี้เป็นเชื้อแท้ของศาสนาพุทธก็ตามมาศึกษาเอา ไม่บังคับ คำว่าบุญ ผู้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ เช่น ที่สอนไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร คำว่าบุญ ท่านตรัสไว้ชัดว่า เมื่อผู้ใดศึกษาสัมมาทิฏฐิแล้วก็จะปฏิบัติมรรค 7 องค์ให้เกิดอธิจิตสิกขา เป็นสัมมาสมาธิ จิตเกิดฌาน เกิดลดละกิเลส แล้วตกผลึกเป็นสัมมาสมาธิ แข็งแรงตั้งมั่น เมื่อปฏิบัติจากมรรค 7 องค์จะเกิดการชำระไปตามลำดับ เป็นส่วนแห่งบุญ ภาคิยะ คำว่าบุญเป็นโลกุตระไม่ใช่โลกียะเลย ต่างจากคำว่ากุศล คำว่ากุศลเป็นโลกียะ และในปุญญะนี่เมื่อปฏิบัติได้ก็ได้กุศลไปด้วย เมื่อตัดกิเลสได้ก็เป็นโลกวิทู โลกานุกัมปาไปด้วย เป็นความรู้ในโลกด้วย เป็นสมมุติสัจจะของโลกก็รู้ด้วย เป็นโลกียกุศลไปด้วย แต่โดยจำเพาะในนิยามของบุญไม่ได้เอาโลกียะมาด้วย โดยสัจจะ แต่ทำแล้วเกิดกุศลด้วย คือโลกุตระนั้นมีคุณค่าประโยชน์ทั้งโลกีย์และโลกุตระ เป็นอุภยัตถะ คือได้ประโยชน์สองส่วน เมื่อปฏิบัติมรรค 7 องค์ก็ได้ส่วนแห่งบุญไปตามลำดับ แม้เป็นโสดาบันก็ได้ผลบุญไปตามลำดับ จนกว่าจะหมดกิเลส ก็เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ผู้จะทำได้ถึงขนาดนั้นคือ ผู้สังขารให้เกิดบุญเป็น เป็นปุญญาภิสังขาร คือตกแต่งปรับปรุงจิตให้เกิดผลดับ ทำให้กิเลสตาย กุศลจิตเกิดได้ เป็นอภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เป็นคนโลกใหม่ ปโรโลโก ไม่ใช่อยังโลโกที่เป็นโลกของปุถุชน ต้องรู้ลักษณะของโลกุตระ และ โลกียจิต แยกตั้งแต่เนกขัมมะ-เคหสิตเวทนาออก แล้วกำจัดไฟราคะ โทสะ โมหะ ด้วยไฟฌาน จนกิเลสไม่เกิดอีกสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิอันสุดยอด เมื่อดับได้เป็นอปุญญาภิสังขารไม่ต้องชำระอีกแล้วก็เหลือแต่สั่งสมความควบแน่นให้ความเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ตั้งมั่นให้เป็นสัมมาสมาธิ เรียกว่าสมาหิตัง จิตตัง คำว่าบุญนี่สุดท้ายอาตมาเอา ตาม หลักฐาน หรือ พยัญชนะหลักฐานไม่ได้นอกจากหลักฐานของพระพุทธเจ้าเลย เช่น ในโอวาทปาติโมกข์ก็มี 1 . การไม่ทำบาปทั้งปวง (สัพพปาปัสสะ อกรณัง) 2 . บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม (กุสลัสสูปสัมปทา) 3 . ความชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว (สจิตตปริโยทปนัง) (พตปฎ. เล่ม 25 ข้อ 24 ) แม้แต่อรหันต์ที่หมดกิเลสกับพระพุทธเจ้าก็หมดกิเลสเท่ากัน อัตภาพของท่านหมดสิ้นแล้วทั้งอรหันต์และพระพุทธเจ้า ส่วนบารมีโลกีย์นั้นต่างกัน เป็นโลกวิทู ไม่ใช่โลกุตรวิทู ของพระพุทธเจ้านั้นเหนือกว่าในบารมีโลกีย์ของอรหันต์อย่างมหาศาล ก็เลยช่วยโลกได้มากกว่าเลย แต่มีหลักประกันเหมือนกัน คือส่วนแห่งบุญนี่ถ้าเข้าใจไม่ถูกต้อง ก็เลยกลายเป็นเหลว ไ หล เอาบุญมาเป็นวิมานหลอกคน จนอาตมาต้องออกโศลกว่า “ วัฒนธรรมบุญนิยมนั้น ต้องไม่ใช้บุญ เป็นวิมานหลอกคน” คนรู้ว่า บุญ นั้นสำคัญมาก ได้บุญคือล้างกิเลสได้ ได้คือไม่ได้ มันเป็นคุณค่าสูงมาก คนก็ไม่นิยมเท่ากับกุศล กุศลเท่าไหร่ก็ไม่เท่ากับโลกุตระหรือบุญหนึ่งหน่วย ถ้าสัมมาทิฏฐิ ก็ทำบุญได้เป็นส่วนๆตามลำดับ จึงเป็นส่วนแห่งบุญ เป็นพฤติในจิตของแต่ละคน เป็นเอโก โดยตนเอง คือของตนในตนเอง ไม่เกี่ยวกับใครเลย จะมากหรือน้อยก็เป็นผลคือกิเลสตนนั้นลดลงตามจริง ก็เรียกว่า ส่ วนแห่งบุญ หรือส่วนบุญ (ปุญญภาคิยา) เป็นของตน (อัตนียา) โดยตนเอง(เอโก) เฉพาะตน (ปัจจัตตัง) ทำได้ก็ทำให้เป็นอเนญชา ทำแล้วเป็นของตน (กัมสกตา) เป็นปุญญภาค เช่น คุณคิด เช่น คิดในใจเสร็จ จบความคิดมันก็เป็นความคิดของคุณ คุณจะแบ่งความคิดของคุณ ไปให้ใครๆ ความคิดอันนั้นจากของคุณ แล้วคุณก็แบ่งให้เขานั้น เขาคิดหรือเขาฟัง เขาก็ฟัง ถ้าเขารู้ก็เป็นความคิดของเขา เป็นความรับรู้จากต้นคิดที่เกิดแล้ว นี่แหละรากเหง้าของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าเกิดก่อนแล้วคิดว่าท่านจะให้ใคร ก็เป็นความรู้ของท่านก่อน คนอื่นยังไม่ได้รู้ความรู้นี้จะคิดเองไม่ได้ ศาสนาพุทธต้องเป็นสาวกรับฟังจากผู้อื่นมา ไม่มีทางจะรู้เอง เป็นลัทธิสาวกสังโฆ ต้องฟังจากต้นตอ ถ้าไม่ได้ฟังจากผู้มีเชื้อแท้ก็เกิดเองไม่ได้ ท่านมีโลกุตรธรรมแล้วท่านพูด คนอื่นได้ฟังก็รับไป แต่แค่ความคิดของเราที่ไม่มีใครเคยฟัง แล้ว เ ข า ก็เอาไปฟัง เขาจำได้เอาไปคิดไปทำต่อก็เกิดจากอันนี้ยิ่งโลกุตรอาริยธรรมนั้นคิดเองไม่ได้ เมื่อมีต้นคิด แล้วเขาก็เอาไปคิดต่อ การคิดต่อนั้นเป็นความคิดของเขา ได้ โลกุตระ ก็เป็นผู้รู้ตาม แล้วจะเรียกว่าเขาแบ่งความรู้ความคิดไปให้คนนั้น นี่แหละคือ ปรทัตตูชีวกเปรต คือคนอื่นที่รู้จักปรโลก เป็นปรสัตตานัง เป็นสัตว์ที่ไม่ใช่อาริยสัตว์ ผู้ได้จากอันนี้จึงเป็นผู้ที่ได้รับส่วนบุญ จากผู้ที่เป็นต้นทาง สรุปแล้วปรทัตตูปชีวี คือผู้ที่จะต้องรับโลกุตรธรรม ไม่ใช่เปรตที่แบ่งลาภ ยศ สรรเสริญหรือส่วนบุญโลกีย์ให้กันนั้นไม่มีทางได้ ถ้าเข้าใจว่าบุญนี้แบ่งให้กันได้ อาตมาทำงานทางธรรมมา 40 กว่าปีคงจะมีบุญอยู่บ้าง แล้วอาตมาก็แบ่งบุญที่อาตมามีอยู่นี่ให้คุณไป ถ้าไปนั่งหลับตา ไม่มีทางได้ ต้องรับได้ตอนมีตาหูจมูกลิ้นกาย ปรทัตตูปชีวีนั้นต้องได้ส่วนบุญในขณะมีชีวิตอยู่เท่านั้น ต้องมีทวาร 5 รับรู้ อาตมาส่งจากสัญญาความรู้ไป ทางภาษาให้คุณฟัง ให้คุณรู้ เช่น อาตมาส่งทางเสียงให้คุณรับได้ แล้วก็เอาไปปฏิบัติตาม อาตมาไม่ได้ว่าคุณนะว่าคือเปรต ผู้ที่อยากได้ความรู้นี้เอาไปปฏิบัติให้เกิดผล ให้ได้เท่านี้ ใครไม่อยากได้ก็ไม่ได้ คนที่ไม่อยากได้ก็ไม่ใช่ปรทัตตูปชีวี ไม่ใช่ปรโตโฆษะ อาตมาทำเสียงนี้โฆษะไปให้แต่คุณไม่มีปรโตโฆษะ อันใหม่คุณไม่เอา คุณยึดแต่ของคุณ คุณรังเกียจด้วยว่าอันนี้ไม่เอา มีโทสมูลจิต รังเกียจโพธิรักษ์ คุณไม่เอาคุณก็ไม่ได้ แม้การส่งให้เช่นนี้ ต้องส่งทางทวาร 5 ไม่ใช่ส่งทางกระแสจิต ซึ่งถ้าพระพุทธเจ้าส่งทางกระแสจิตได้ ก็ส่งไปให้สาวกเลยสิ หมดเลยไม่ต้องพูดอธิบายให้เมื่อย ถ้าส่งกระแสจิตได้ แต่ความจริงแล้วไม่ได้ สาวกแปลว่าผู้ฟัง ต้องพูดให้ฟังนี่แหละ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มีทั้งภายนอกและภายใน เราจะเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าสูงขึ้นได้ การจะแบ่งส่วนบุญ แต่ไม่รู้ว่าบุญคืออะไร ก็เอาบุญไปเป็นวิมาน หรือว่าแบ่งกันได้ แบบนี้ไม่สัมมาทิฏฐิ เช่น บอกว่าเผาแบงค์ไปให้จะให้คนตายได้ แล้วจะรู้ว่าเขาอยู่ไหน สวรรค์นั้นจะใช้เงินสกุลไหนก็ไม่รู้ เผาไปให้จะได้เรื่องอะไร เผาก็แบงค์ปลอมแล้ว แม้เผาแบงค์จริงก็ไม่ได้ แม้วัตถุก็ส่งให้ไม่ได้ ยิ่งนามธรรมแล้วก็ยิ่งส่งให้กันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ส่งให้ไปแล้วไม่ต้องเดินไปสอน ไปเทศน์ให้เหนื่อย ทั้งรูปและนามก็ส่งให้ไม่ได้ ส่วนแห่งบุญนั้นคือนามธรรม ไม่ใช่กุศล และนามธรรมนั้นก็ส่งให้กันไม่ได้ และบุญนั้นเป็นส่วนดีที่ทำเฉพาะตน เอโก โดยตนของตน เป็นหนึ่งไม่มีสอง ชำระแล้วก็ได้ของตน แบ่งเป็นสองไม่ได้ เอโก ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 มีว่า สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต่อจากนั้นก็เป็นกุศล แม้ปรทัตตู ก็เป็นสองแล้ว เพราะฉะนั้น อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ คือทั้งภายนอกก็รู้ และสัมผัสต่อเนื่องเข้าไปถึงข้างใน ในองค์ประชุมทั้งหมด องค์รวมจะมีทั้งนอกและใน ปฏิบัติโสดาบันก็ต้องสัมผัสนอก แม้สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ก็ต้องมีสัมผัสนอก จนถึงอ่านรู้เข้าไปถึงอรูป เป็นเอโก ได้แล้วเป็นของตนแบ่งกันไม่ได้ ไม่มีสอง คำว่าเอโก สำคัญมาก ผู้ที่ลอกมาท่านหยั่งรู้คำนี้ไม่ได้ว่าแบ่งกันไม่ได้ บุญไม่มีทางแบ่งสองใครได้ก็เป็นเอโกของผู้นั้นโดยตนของตนส่วนตนได้เป็นบุญแล้วก็จบในตน ถ้าจะแบ่งเป็นปรทัตตู ก็เป็นสองต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องให้สัมมาด้วยนะ เอาไปคิดเป็นความคิดของตนๆ บุญคือกระดาษชำระ ถ้าคนนี้ใช้กระดาษชำระเช็ดก้นแล้ว ให้ คนอื่น ได้มั้ย? คุณจะอยากได้ความสะอาดด้วย คุณต้องทำความสะอาดของตนเอง ถ้าจะแบ่งความสะอาดจากเขา คุณได้แต่กระดาษชำระไปอันใหม่ของคุณเอง แต่อันเก่าที่เขาเช็ดแล้วก็ต้องทิ้งไป คนนี้เขาเช็ดของเขาก็สะอาดของเขาเองแล้วคุณจะสะอาดไปด้วยได้อย่างไร ก็ต้องจบในตัวต้องทิ้งไป เครื่องมือนี้ใช้ได้อันเดียว เครื่องมือก็หายไปด้วย เป็นหนึ่งเดียวอันเดียวใช้แล้วจบคนอื่นใช้ไม่ได้ต่อ เอโกคำนี้สำคัญสุดยอดแล้ว ข้อที่ 2 ของวิโมกข์ 8 จึงสำคัญที่ท่านให้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แม้เป็นกายสักขีก็ไม่รับรองว่าเป็นอรหันต์แม้อาสวะบางอย่างหมดได้แต่ว่าต้องมาสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงอุภโตภาควิมุติได้ ถ้า ไม่ เข้าใจบุญกับกุศลก็เข้าใจเทวดากับนิพพานไม่ได้ เพราะคำว่าบุญจะไม่อยู่กับคำอื่นนอกจากคำว่านิพพาน คำว่าบุญไม่ได้อยู่กับกุศล ส่วนเทวดาหากใครไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่รู้เทวดาที่จริง คนทั่วไป ในโลกโลกีย์คือเทวดาสมมุติ ที่รู้ร่วมกันเป็นสามัญ ส่วนเทวดาของพระพุทธเจ้าเป็นอเทวะเป็นเทวดาวิสามัญเป็นเทวดามีบุญ เป็นบุญ ได้บุญทำบุญเป็น ทำได้แล้วก็ได้เลย ชำระเสร็จแล้วก็ต้องทิ้ง บุญคือกระดาษชำระ ฟังแล้วน่าเกลียดแต่ชัดนะ แล้วคุณจะเอากระดาษชำระไปให้คนอื่นก็ไม่ได้ บุญคือเครื่องชำระ เทวดาโลกีย์เป็นเทวบุตรมาร เป็นเทวดามีพิษภัย เป็นเทวดาหลอก แต่ตัวจริงเป็นมาร ถ้าเทวดาหยาบเหมือนนักการเมืองนักธุรกิจใหญ่นั่นแหละเทวบุตรมาร หลอกซับซ้อน ต้นคิดของคนคิดหุ้น ตลาดหุ้นคือเทวบุตรมาร สำนักของต้นตอเทวบุตรมาร คือผู้ยึดอำนาจทุนนิยมได้ก็ได้เปรียบตลอดเวลา มีค่ายกลเป็นผู้กำหนดได้ทุกอย่าง จนกว่าจะมีผู้คิดค่ายกลใหม่ล้มล้างอันนี้ได้ จะขยายไปในโลกีย์ที่อาตมารู้ไม่ทันมีอีกเยอะ สรุปคือบุญคือเครื่องชำระกิเลส ผู้สะสมกุศลจะเป็นแค่สมมุติเทพ เป็นเครื่องอาศัยในโลกียะ จะได้สุขเพราะมีโลกธรรม มีกาม มีอัตตา จะอุดมสมบูรณ์เป็นผู้มหาศาลด้วยโลกธรรม โลกียกุศล ถ้าทำแต่โลกียะก็จะได้แต่โลกียะเป็นเครื่องเสวย เครื่องอาศัยแต่ละชาติๆก็ทดแทนกันได้แต่หากไม่มีหลักประกันของโลกุตระ ยิ่ง มีมากยิ่งทำภัยได้สูง จัดจ้านรุนแรง เป็นโทษภัย สิ่งที่เป็นพิษแก่ชีวิต เป็นนรกของชีวิต คำว่า บุญนั้นง่าย ทำให้ได้เท่านั้นจะประเสริฐสุดไม่ซับซ้อนมากเหมือนกุศลที่เป็นโลกีย์จะซ้อนซับและลับลึกในโลกีย์ ส่วนโลกุตระไขความซับซ้อน เป็นความแจ้งใสสว่างซื่อสะอาด คือบุญ แต่กุศล ความดีนั้นซับซ้อนแฝงด้วยเฉกา ความฉลาดแกมโกง ฉลาดมีธุลีอกุศล ตัวทุจริต
เมืองไทยเขายกให้เป็นแกนของศาสนาพุทธและเนื้อแท้ก็เป็นจริงด้วย ขอบอกว่าโลกุตรธรรมได้หยั่งลงและเปิดได้แล้วในเมืองไทย แต่ก่อนนั้นเปิดไม่ได้ เพราะมีแรงต้านเยอะ แต่ตอนนี้เปิดได้แล้ว ต้องมาช่วยกัน เหตุปัจจัยต่างๆ สิ่ งแวดล้อมของโลกีย์ อาตมาไม่สามารถ บอก เหตุปัจจัยมากมายทางโลกีย์ที่สังขารทั้งหมดในสังคม ทั้งโลกธรรม กาม อัตตา ต่างๆ มันมากที่เป็นองค์ประชุม ทั้งกายสังขารของธรรมะ มันมีอธรรมเท่าไหร่อาตมารู้ไม่หมด แต่ก็พยายามขยายคลี่ไปตามภูมิ อาตมามีเจตนาอุตสาหวิริยะเท่าที่มี ติดตามพรุ่งนี้ต่อ จบ