571107_พ่อครูแจ้งสรุปมหาปวารณาต่อสาธารณะ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571107_สรุปงานมหาปวารณาต่อสาธารณะ ที่ปฐมอโศก โดยพ่อครูโพธิรักษ์
วันนี้วันที่ 7 พ.ย. 2557 ที่ปฐมอโศก พ่อครู สรุปงานมหาปวารณา พ่อครูว่า… การหมั่นพรั่งพร้อมการประชุม เป็นเความไม่เสื่อมของศาสนาและมนุษยชาติ การประชุมเป็นการระดมสมอง Brain storm มาช่วยฟังช่วยรู้ช่วยคิดช่วยปรับปรุงจัดแจง สิ่งใดบกพร่องควรหยุด ควรชะลอ อะไรควรเพ ิ่ ม อะไรไม่ดีเราก็ต้องระงับต้องเลิก อะไรไม่ดีเราก็ต้องปรับปรุง มนุษย์มีปฏิภาณเรื่องนี้ การรวมกันก็ได้ระดมสมองและได้ลดละตัวตน ความยึดถือ แต่ละคนก็ต่างความเห็น เราต้องเรียนรู้ว่าแม้ความเห็นของเรา เรามีสิทธิ์เสนอเข้าหมู่เป็นวิธีการประชาธิปไตย แล้วเอามาวิเคราะห์วิจัย สุดท้ายเราก็ลงคะแนนเสียง ถ้าเอกฉันท์ความเห็นตรงกันหมดก็ไม่ต้องลงคะแนนเสียง แต่ถ้าต่างกันก็ต้องโหวตลงคะแนน แล้วเอาคะแนนเสียงส่วนมากเป็นมติ แล้วก็ต้องคอยดูว่า ใครเสนอที่ขัดแย้งก็ต้องละวางตัวตนของเรา ความเห็นความเชื่อความยึดของเรา แม้ของเราจะถูกต้องก็ต้องเลิกหยุดพักแบบเราแต่เอาตามหมู่ เราก็ร่วมทำตามมติ สนับสนุนเพราะเป็นความเห็นส่วนใหญ่ สังคมก็ไม่ขัดข้องมีพลังเดินไปตามความเห็นหนึ่งนั้น เป็นลักษณะของประชาธิปไตย องค์รวมของมนุษยชาติ เอโกธัมโม ไม่มีการขัดแย้งทะเลาะวิวาทหรือถูกดึงไว้ พระพุทธเจ้าทำมาก่อนแล้วสำเร็จแม้ในสมัยสมบูรณายาสิทธิราช ในยุคทาส และคนก็ยังไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน แต่ยุคนี้ไม่ใช่ แต่เป็นยุคแห่งประชาธิปไตย รู้จักสิทธิในตนและวัตถุ สิทธิมนุษยชน เป็นสังคมสมัยใหม่ ชาวอโศกนั้นเป็นสังคมสมัยใหม่ เอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาใช้และเราทำได้มีผลสำเร็จ จนถึงขั้นสาธารณโภคี มีลาภโดยธรรม ธัมมปฏิลาโภ มีส่วนที่ได้ขึ้นมาโดยสุจริต ไม่เบียดเบียน ไม่โกงไม่ทุจริต แต่ลาภโดยธรรมนี้เราได้ เราก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา เรา
อ่านต่อ
ได้ลาภแล้วเอาเข้าส่วนกลางเป็นสาธารณโภคี มีเมตตา กาย วจี มโน ลาภธัมมิกา เอามาใส่ไว้ในกองกลาง แบ่งกันกินใช้เรียกว่าสาธารณโภคี ในยุคพระพุทธเจ้าทำสาธารณโภคีได้แค่ในวงสงฆ์ แต่ยุคนี้ยุคอิสรเสรีภาพ เปิดกว้างทำได้ในฆราวาส ขอให้ใช้ทฤษฏีพระพุทธเจ้าทำให้จริง จะเกิดการรวมตัวกันเองเลย ใครจะอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ ส่วนใครมาอยู่แล้วขัดกับหลักของหมู่ ถึงขั้นไล่ออกเขาก็ให้ออกจากหมู่ หรือถึงขั้นลงโทษก็มี แม้ในยุคโบราณก็มี ลาภธัมมิกาแล้วเป็นสาธารณโภคีเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ อธิบายเป็นสมัยใหม่ก็คือเสียภาษี 100 % ของพระพุทธเจ้าเสียภาษีแบบทุกคนเต็มใจเอาเงินนี้เข้ากองกลาง กำหนดหลักเกณฑ์ของการเสียภาษี อย่างคอมมิวนิสต์เขาก็มีกรอบให้คนเสียภาษี ใครได้มากก็เสียมาก ใครได้น้อยก็เสียน้อย ก็หลักเหมือนกัน ประชาธิปไตยก็เหมือนกัน แต่อัตราส่วนการแบ่งต่างกัน คอมมิวนิสต์นั้นคณะบริหารเข้ม ใครรายได้มากก็ตั้งภาษีมากๆ เลี่ยงไม่ได้ แต่ประชาธิปไตยคณะบริหารเศรษฐีร่ำรวยก็ถ่วงไว้ออกกฎหมายให้ไม่เอามากจากคนรวย เดี๋ยวนี้ก็สู้กันอยู่ในสภาการออกกฎหมาย รัฐบาลนี้ก็พยายามทำเฉลี่ยให้คนที่มีน้อยด้วย แต่เพราะความเห็นแก่ตัว ความขี้เหนียวเลยไม่ทำ คนมีมากก็ไม่น่าขี้เหนียวแต่ก็มีจริง เรามาปฏิบัติธรรมจนความขี้เหนียวเห็นแก่ตัวลดลง ก็อยู่กันอย่างไม่ต้องมีกฎหมายบังคับ เราก็ไม่เรียกว่าเสียภาษีเลย แต่เราเต็มใจให้ ไม่เหมือนภาษีที่ไม่เต็มใจให้แต่ให้เพราะกฎหมายบังคับ พวกเรามาอยู่ที่นี่ก็เลยให้ส่วนกลาง ส่วนกลางก็มีมาก ยินดีเต็มใจเกื้อกูลกันอย่างที่ทุกคนพยายามไม่เห็นแก่ตัว ไม่ลำเอียง อันไหนควรก็แบ่งกัน อันไหนไม่ควรก็ไม่ให้ มีเจ้าหน้าที่คอยแบ่งแจก แต่ทำด้วยใจบริสุทธิ์ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแ ก่ พวกพ้อง เหมือน คนโลกๆ เป็นคนลดกิเลสได้จริง มันจึงมีสภาพนี้ได้ สังคมในโลกเป็นแบบนี้ได้ยาก แต่เป็นได้อย่างในหมู่พวกเราก็ทำได้ และต่อเนื่องด้วย ถ้าจะเสื่อมไปก็เพราะสุดวิสัย สังคมโลกนั้นก็มีจุดหมายปลายทางเช่นนี้ ไม่ว่าจะคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยก็ต้องการเฉลี่ยให้เพียงพอทั่วกัน และในสังคมจะมีคน 5 ชนิดที่ต้องช่วย คือ เด็ก คนแก่ คนป่วย คนพิการ คนไร้สมรรถภาพ นอกนั้นก็คือแล้วแต่ความรู้ความสามารถของแต่ละคน แต่อีกอันหนึ่งคือคนที่สมองหรือภูมิปัญญาเขาได้แค่นี้จริงๆ ก็อยู่ในข้อที่ไร้สมรรถนะ คนพวกนี้ต้องเกื้อกูลเขา แต่ มีอีกสองคนที่แทรกในสังคม เรียกว่าคนเลวคือคนขี้เกียจกับคนขี้โกง คนพวกนี้มันต้องพยายามบีบบับคับให้ขยันขึ้นหรือหยุดโกง อย่าไปช่วยแต่ต้องให้เขาเปลี่ยนแปลง พวกนี้ไม่โง่นะ พวกขี้เกียจ ย ิ่ งพวกขี้โกงยิ่งไม่โง่ พวกนี้ทำให้สังคมฉิบหาย โดยธรรมะก็คือคนบาป คนขี้เกียจก็บาป เด็กๆฟังไว้นะ ยิ่งฉลาดยิ่งโกงแนบเนียน แล้วโกงหนักด้วย อาตมาพามาทำแบบนี้ อาตมาก็เลิกทำงานส่วนตัวแล้ว ตั้งแต่อายุ 36 ทำมา 44 ปีแล้วก็อายุย่าง 81 ปีแล้ว ก็ยังดีว่าทำงานทางโลก 36 ปี อาตมาแบ่งส่วนได้จากโลกมากอยู่นะ อายุไม่มากแต่หารายได้ได้มากกว่านายกฯสมัยนั้นนะ นายกฯเงินเดือน 8,000 บาท อาตมาเงินได้ต่อเดือน 20,000 กว่าบาทแล้ว ในยุคสมัยนี้ ตั้งแต่มีประวัติศาสตร์มายังไม่มีระบบแบบนี้ สาธารณโภคี มันก็เป็นส ิ่ งใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ยุคนี้ เหมือนยูโทเปียก็ยังไม่บริบูรณ์เท่าของพระพุทธเจ้า แต่สาธารณโภคีเป็นบุญนิยม รายได้ทรัพย์สินที่ดินเป็นของส่วนกลาง เราก็มีคณะผู้ที่ช่วยบริหารรองจากอาตมา ก็มีชุมชนหมู่บ้านต่างๆ และปีนี้ในที่ประชุมมหาปวารณาก็มีเรื่องที่จะแจ้งด้วย
ศาสนาวัตถุ ศาสนาพิธี ศาสนสถาน 1. ปิดโรงเรียนสัมมาสิกขาหินผาฟ้าน้ำ ส่วนชุมชนหินผาฟ้าน้ำ ให้สมณะทางสีมาอโศกดูแล เราก็วิเคราะห์วิจัยกันมากว่าจะทำอย่างไร ถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็จะเกิดการเสียหายมากได้ 2. สมณะ สิกขมาตุ อายุเกิน 60 ปี ไม่รับเงินดูแลผู้สูงอายุจากรัฐบาล ส่วนฆราวาสชาวอโศกรับเงินเหล่านี้ ไ ด้ เป็นอิสระไม่บังคับ ไม่มีระเบียบ เป็นสิทธิ์ส่วนตัวจะเอาเข้ากองกลางหรือไม่ก็ได้ ส่วนนักบวช ชายหรือหญิงก็ไม่รับ อาตมาก็ไม่เคยรับ 3. บทสวด ภวตุสัพฯ ใช้ “พึง” ตัวแรก “จึง” ตัวหลัง” เช่น ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง มงคลทั้งปวง พึงเกิดขึ้น รักขันตุ สัพพะเทวะตา จิตสูงทั้งปวง จึงรักษา 4. บทสวด พาหุงฯ 8 เมื่อสัจจนิครนถ์ เปลี่ยนเป็น เมื่อสัจจกนิครนถ์ (ตามพระไตรปิฎก) ซึ่งเป็นประณามคาถา(คำสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คนอื่นแต่งไม่ใช่พระพุทธเจ้า) สวดให้ใครฟังได้ยินได้ไม่อาบัติ แต่ถ้าเอาธรรมบท คือคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาไปสวดให้ฆราวาสฟังพร้อมกันตั้งแต่สองรูปขึ้นไปเป็นอาบัติ ไม่ให้ทำ แต่ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้สวดกันมากเลย ประชาชนก็นิยมกันด้วย บอกว่าสวดแล้วได้บุญ มันเป็นเรื่องผิดไปหมด ฟังแล้วขลังได้บุญซึ่งมันไม่ได้ แล้วก็ใช้บทมนต์เป็นสิ่งควรได้เอาไปหากิน สวดมนต์แล้วได้ส ิ่ งแลกเปลี่ยน เขาเรียกว่าได้ปัจจัย ปัจจัยเป็นของจำเป็น พระพุทธเจ้าว่ามีแค่ ข้าว ผ้า ยา บ้าน เท่านั้น แต่ปัจจัยมีแค่ 4 อย่างอื่นเป็นบริขาร ก็เอาไปตีความว่าเอาไปซื้อปัจจัย 4 ได้ แต่แท้จริงมันเป็นอสรพิษ
ศาสนบุคคล 1. สมณะช่วยงาน บุญนิยมทีวี มี 4 รูปคือ สมณะคมลึก เมตตจิตโต, สมณะลั่นผา สุชาติโก, สมณะหินมั่น สีลาปากาโร, สมณะใต้ดาว เหฏฐานักขัตโต 2. เรารับสมัครคนทำงาน บุญนิยมทีวี ไม่จำกัดตำแหน่ง เพราะตอนนี้เราทำงานกั น เป็นจำนวนสิบ ไม่เป็นร้อยเหมือนสถานีใหญ่เขา แต่ของเราฟรีหมด เบี้ยเลี้ยงเท่ากันหมด เสมอภาคดีจริงๆ ทำงานฟรีทุกตำแหน่ง 3. สมณะที่ปัจฉาฯหรือสมณะลงอารามก็ไม่ขอประกาศ เพราะส่วนใหญ่คงเดิม ส่วนอาตมาก็เหมือนอย่างเคย อาตมาและปัจฉาฯไม่ลงอารามประจำที่ เป็นสมณะสัญจร โศลกธรรมงานมหาปวารณา ปีนี้ วัฒนธรรม “บุญนิยม” นั้น ต้องไม่ใช้ “บุญ” เป็น “วิมาน” หลอกคน อาศิรพจน์ “ พระปรมาภิวาทะ ” ๏ วันพิเศษพสกทั้ง ไผทไทย รำลึกน้อมภูวไนย ผ่านเผ้า เทิดทิตอิศเรศไอ- ศุริยะ ยิ่งเทอญ คุณค่าฟ้าปกเกล้า เลิศล้นบารนี ๏ ไทยมีกีรติก้อง ด้วยพระ วิริยะกรุณมหะ กว่าพร้อง ปรมาภิวาทะ ยิ่งวิเศษ สุดเลย คือแบบคนจนต้อง ทึ่งอึ้งคำสวรรค์ ๏ ทรงสรรคำอีกย้ำ ชัดเจน อาว์ล็อสอิสอาว์เกน ยิ่งซ้อง เสริมพระอริเยนทร์ เปรื่องปราชญ์ ปรีชญาณพฤทธิ์พ้อง พุทธแท้เธียรธรรม ๏ พระคำวิเศษนี้ อาริยะ ใช่ตรัสแต่วาทะ แค่ถ้อย ราชจริยวัตระ ประจักษ์สิทธิ์ พิสูจน์เทอญ ทรงกิจไว้ไม่น้อย กว่าร้อยเกินพัน ๏ พระสรรพระสฤษฎ์ให้ โลกระบือ คำใหญ่ยิ่งนั้นคือ ทิฏฐิฟ้า เคยมีฉะนี้หรือ ในโลก ที่ตรัสให้คนกล้า มักน้อยมาจน ๏ ปกครองคนด้วยแบบ ขาดทุน ปรมัตถ์นี้คือบุญ แน่แท้ ชำระกิเลสคุณ ใหญ่ยิ่ง โลกวัดมิได้แม้ ฉลาดด้วยปริญญา ๏ วาทะนี้กว่าพื้น ปุถุชน ทั้งขาดทุนทั้งจน สุขได้ สละชี้อัศจรรย์คน อาริยะ ประหลาดแน่แต่จริงไซร้ เพราะแท้พุทธธรรม
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า น.ส.พ.เราคิดอะไร (สไมย์ จำปาแพง ประพันธ์) ๒๘ ต.ค. ๒๕๕๗ วิมานหลอกคนก็บอกว่ามาทำทาน การทำทานคือการสละออกวัตถุ แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิแล้วคุณได้กุศลในการสละวัตถุ แต่คุณต้องได้บุญ ที่คือการลดละกิเลส ตามคำแปลของบุญที่แปลว่า การชำระจิตสันดานให้หมดจด สันตานังปุนาติ วิโส เทติ
คนเข้าใจบุญเพี้ยนไป เอาไปหลอกเป็นวิมาน เข้าใจว่าเป็นทาน แล้วเข้าใจว่าทานเป็นบุญ แต่ไปบอกว่าท่านนี่คุณจะได้วิมาน แล้วจะได้สิ่งตอบแทนจะรวยกว่าเก่า บุญใหญ่โต มหาศาล ไม่ใช่ขี้หลอก แต่เนื้อมันหลอกเลย เนื้อตัวต่อนเลย ทำไมเขาใช้คำว่าบุญ เพราะบุญนี่มันมีค่าสูง บุญคือการชำระกิเลส มันมีค่าสูงกว่ากุศลที่เป็นเพียงคุณงามความดี โดยปัญญาคนก็ต้องการบุญ คนก็เลยต้องเอาบุญมาหลอกกัน ทั้งๆที่พากันทำตั้งแต่การตั้งจิต มีความคิดไม่ถูก ไม่ทำบุญถึงใจ ถ้าใจไม่เปลี่ยน มนสิการไม่เป็น จิตยังอยากได้เอามาให้แก่ตนก็ไม่เป็นบุญ จะได้แต่กุศลอย่างเดียว คนที่เอาบุญไปสอนคนหลอกคนว่าได้อะไร คนทำบุญกับโพธิรักษ์ไม่ได้อะไร อาตมาไม่ต้องการให้คนมาทำทานหากไม่ได้มาเป็นสมาชิก เราจะรับเงินบริจาคทานจากสมาชิกชาวอโศกเท่านั้น ถ้าไม่มาคบคุ้นว่าอโศกมีทิฏฐิอย่างไร หากไม่มาศึกษาครบ 7 ครั้ง (ไม่ใช่ว่ามาผิวเผิน) แต่มาศึกษาทำความเข้าใจมาถึง 7 ครั้งคงพอเข้าใจว่าอโศกมีแนวทางความคิดอย่างไร หรืออ่านหนังสือ 7 เล่ม พอสมควรหน่อย แต่ก่อนฟังเทป 70 ม้วน เดี๋ยวนี้ดูโทรทัศน์เกิน 70 ครั้งได้ไหมอาตมาก็ว่าไม่ได้หรอก ถ้าคนที่ฉลาดจะสร้างวิมานหลอกคน คนพูดเองยังไม่รู้ว่ามีจริงไหม ว่าคุณจะได้ชาตินี้ชาติหน้าติดตัวไป จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ บุญไม่ใช่วิมานในอนาคต ปัจจุบันธรรมคือทำบุญ คือลดละกิเลส ขณะมีทวาร 6 กระทบสัมผัส แล้วเกิดกิเลส คุณจะกดข่มหรือวิปัสสนาก็ตาม ว่าเห็นถึงความไม่เที่ยง ของ เหตุแห่งทุกข์ เห็นความเสื่อม แล้วก็ลดละได้ มีอ นิจจานุปัสสี มีพลังงานปัญญาไป ส ลายพลังไฟกิเลสได้ พลังงานปัญญาหรือฌานที่เก่งพอก็ ส ลายพลังงานกิเลสได้ เราจะรู้อาการกิเลสที่เป็นสักกายะ มันลดละเรียกวิราคานุปัสสี การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้ารู้จักรู้แจ้งรู้จริง เป็นจิตเจตสิก รูป อ่านเห็นว่ามันลดละจางคลาย จึงชื่อว่าบุญ ไม่ใช่วิมานว่าจะได้อะไรมา คนใดเอาบุญไปหลอกว่าจะได้วิมานในอนาคตคนนั้นได้บาป บุญไม่มีอะไรตอบแทนนอกจากการลดกิเลส ทำให้คนเป็นอาริยะมีคุณค่าพ้นทุกข์ มีทั้งกุศลและประสิทธิภาพต่อโลก พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชน) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ทำบุญแล้วลดกิเลสจนหมดกิเลสก็เป็นสิ้นปุญญักขยะ เพราะทำปุญกต สิ้นสุดการทำบุญเสร็จแล้วคือกต เป็นปุญญาปาปริกขีโณ เมื่อจบแล้ว บาปก็หมดบุญก็หมด ไม่ต้องทำบุญทำบาปอีก เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป แต่มันเพี้ยนไปว่าสิ้นบุญคือคนตาย แต่ที่จริงคนสิ้นบุญคืออรหันต์ เมื่อสิ้นบุญแล้วก็ไม่มีบุญหรือบาป ในปัจจุบัน แม้ต่อไปเป็นอดีตก็ไม่มี ในอนาคตก็ไม่มีบุญไม่มีบาปแล้ว ผู้ใช้บุญเป็นวิมานหลอกคนก็ได้บาป คนไม่รู้ถูกหลอกก็โง่ให้เขาหลอกใช้ เหมือนหูกับขี้ทูต ไปด้วยกันได้ดีทั้งคนบาปและคนบาป ทั้งคนที่จะเอาและจะให้ ก็ขยายผลของการหลอกไปทั่วโลก สำนักที่ทำนี้มีอยู่ เจตนาพูดให้ถึงเขา แต่ไม่ได้โกรธเกลียดเขานะ เขาสร้างวิมานเก่งมีความรู้ทางการตลาดเก่ง หลอกเก่งมากใช้วิชาการโลกีย์เต็มที่เลย มีคนนิยมชมชื่นมาก อาตมาไม่ริสยานะ เพราะคนหลงความผิดเป็นความถูก ไปหลงนรกเป็นสวรรค์นี่คือคนไม่มีปัญญา อาตมาจะไปริสยาคนหลอกคนโง่ได้ทำไม อาตมาไม่หลอก อาตมาถึงไม่ไปริสยาคนที่รวบรวมคนโง่ได้มาก เอาไปให้หมด อาตมาจะได้เหลือคนฉลาด คนที่ตกเป็นเหยื่อของคนหลอกก็เอาไปสิ อาตมาไม่ต้องการคนถูกหลอกได้ อาตมาต้องการคนมีปัญญา มาที่นี่ไม่หลอก ใครเอาบุญเป็นวิมานหลอกคนนั้นเป็นคนทำลายศาสนา ได้บาป วัฒนธรรมบุญนิยมนั้น ต้องไม่ใช้บุญเป็นวิมานหลอกคน อโศกเป็นแบบคนจน แบบขาดทุน ระบบที่เราทำนี่เป็นแบบคนจน แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ตามพระมหาโพธิสัตว์รูปหนึ่ง อาตมาพูดนี่ไม่ได้โหนเกาะสถาบันนะ อาตมาเอาความจริงมาขยายให้เห็นว่าประเทศไทยมีสิ่งประเสริฐแต่คนรับลูกไม่ได้ รับสาระประโยชน์ไม่ได้ เขาบอกว่าคนเราต้องเท่าเทียมกัน แล้วพ่อแม่คุณกับคุณต้องให้เท่ากันไหม พ่อแม่เราก็ยกใส่เศียรใส่เกล้าได้เพราะท่านมีบุญคุณ แต่ในระดับพระเจ้าแผ่นดินท่านก็ทำมาพิสูจน์มาจนอายุเท่านี้แล้วแต่คุณก็สุดโต่ง เสมอภาคแบบอันธพาล คุณว่านิ้วมือ 5 นิ้วนี่เท่ากันไหม? นี่คือความซับซ้อน ท่านเป็นนิ้วโป้ง ท่านก็เป็นนิ้วโป้งสิ แต่ว่าคุณเป็นนิ้วก้อยจะให้เท่ากับนิ้วโป้งได้อย่างไร? ท่านพยายามเผยแพร่ ท่านก็ไม่มีเวลา ท่านทรงงานมาก เพราะในหลวงมีคุณธรรมตรงกันกับของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ช่วยทำ รับลูกได้แล้วตั้งใจอุตสาหะพากเพียร ท่านก็ทรงงานในหน้าที่ของท่าน อาตมาก็ทำหน้าที่ในฐานะพลเมือง อาตมาดำเนินตามรอยพระยุคลบาทแน่แท้ตรง แบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา อาตมาเลยเอาไปแต่งอาเศียรวาท อันนี้ เพื่อย้ำว่าสิ่งที่ในหลวงทรงพระจริยวัตรท่านทำมา มีโครงการกว่าสี่พันกว่าโครงการก็ให้ข้าราชการรับช่วงแต่ก็ไม่มีใครรับช่วงต่อ เขาเอามาทำบ้างเหมือนกัน ถ้าสนใจพระราชดำรัส สนใจโครงการในหลวง ขยายให้จริง อาตมาว่างานบริหารบ้านเมืองจะไปไกล โดยเฉพาะสร้างคนให้มีภูมิธรรม เข้าโลกุตระแบบในหลวงทรงทำ แบบเศรษฐกิจพอเพียงก็ทำให้สอดคล้องกับสัจธรรม ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก ง่ายๆคือเป็นประเทศที่ไม่เป็นพิษภัยต่อสังคมโลก ให้ประโยชน์ต่อโลกด้วย ไทยจะมีผลผลิต จะเป็นของดีแล้วจะให้แก่ผู้อื่น เกื้อกูลคนอื่น แม้ขายก็ขายราคาถูก มีน้ำใจซื่อสัตย์ แบบขาดทุนให้แก่ประเทศอื่น คิดตามเศรษฐกิจโลกเลย ไทยขายขาดทุน โลกเขาขาย 100 ไทยขาย 70 หรือ 60 หรือ 50 เท่าที่ไทยจะอยู่ได้ แต่ยืนยันว่าขายต่ำกว่าราคาโลก หรือในไทยก็ขายต่ำกว่าราคากลางของประเทศหรือให้แจกฟรีด้วยความสุจริตใจ ไม่ต้องการส ิ่ งตอบแทน ไม่สร้างอำนาจ ให้โดยเมตตา ช่วยเหลือกันด้วยความจริงใจ แล้วไทยจะเป็นประเทศรวยไหม ไม่รวย แต่เหลือกินเหลือใช้แจกจ่ายคนอื่นได้ตลอด เพราะขยัน และคนไทยจะมีทรัพย์คือ ความรู้ความสามารถและความขยัน สร้างสรรอยู่ทุกวัน แต่ไม่สะสม ไม่เห็นแก่ได้ ทุกคนมักน้อยสันโดษ ไม่เห่อ ไม่มีอบายมุขเลยในประเทศ ไม่มีโลกต่ำๆ ถ้าประเทศไทยทำตามปรัชญาหลักของศาสนาพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิ เมืองไทยมีพุทธศาสนิกชนกว่า 95 % ฟื้นพุทธธรรม การศึกษาไทยเน้นศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา คือให้มีพุทธธรรม มีไตรสิกขาให้ได้ ให้เกิดจริงได้ ความรู้ทางโลกไม่ต้องห่วงหรอก ต้องมาฟื้นศีลธรรมให้ได้ ให้คนเป็นอาริยบุคคลได้จริง ไทยจะฟื้นจริง อย่างน้อยคอรัปชั่นขี้โกงจะลดลง การแจกจ่ายเกื้อกูล เป็นเศรษฐกิจของถูก เราสร้างเท่าไหรก็ขายหมด ขายในประเทศคนต่างประเทศจะเข้ามาซื้อเลย ไม่ต้องโฆษณาชวนเชื่อเลย เราเอาสารัตถะเป็นเครื่องจูงนำเขา ต่างประเทศจะวิ่งมาเอง เราขายของดีราคาถูก ซื่อสัตย์มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อเบื่อทวงปวดท้อง มันจะสบายมากเลย เป็นเศรษฐกิจสุดยอดเลย ประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจที่ไม่รวย ตามพระเจ้าอยู่หัวตรัส คำทุกพระราชดำรัสฟังแล้วสุดซึ้งสุดวิเศษ การก้าวหน้าอย่างนั้นมันถอยหลังเข้าคลอง สังคมการเมืองเศรษฐศาสตร์ไม่ได้แยกกัน เราช่วยเศรษฐกิจ สังคมก็เจริญหากมีหมู่กลุ่มก็เท่ากับการเมืองการบริหารไปเอง เป็นหมู่กลุ่มแบบนี้ ใครจะมาร่วมทำก็มา โลกก็ต้องการอารยธรรม civilization แต่อารยธรรมของแต่ละลัทธิ แต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน ทางตะวันตกถือว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาไม่มีจิตวิญญาณ แต่อาตมาว่าพุทธนี่คือเนื้อของจิตวิญญาณเลย ถ้าไทยเข้าใจสิ่งดีสิ่งควรฟื้นฟู อย่าอาย อย่ามีมานะอัตตา มาร่วมกัน จะมีพลังมาก ทำการศึกษาให้มีคุณธรรมแล้วเรื่องความรู้เราจะไม่ตกโลกเลย ในหลวงตรัสว่าอย่าไปหลงใหลติดตำรามากนัก ถ้าจะติดตำราให้ติดตำราไตรปิฎก เอาศาสตราจารย์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักดีกว่า จบ