570921- วิถีอาริยธรรม เรื่อง ทำไมพระพุทธเจ้าให้เลิกกินเนื้อสัตว์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570921- วิถีอาริยธรรม เรื่อง ทำไมพระพุทธเจ้าให้เลิกกินเนื้อสัตว์
พ่อครู … วันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก คนเราจะยิ่งใหญ่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าเป็นคนชั่วร้ายขนาดไหน ก็ต้องกินอาหาร อยู่ได้เพราะอาหาร ถ้าคนไม่ศึกษาเรื่องอาหาร ก็จะถูกมอมเมา เพราะอาหารของคนมีทั้งทุกทิศทาง ไม่ว่าจะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ก็ตาม อาหาร คือ เครื่องอาศัย อาหารทางใจนี่สำคัญ อาหารเป็นหนึ่งในโลก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เพราะว่าเป็นความสำคัญที่เราจะต้องเรียนรู้ สิ่งที่ต้องอาศัย คนไม่รู้ว่าอาหารหรือ เครื่องอาศัยนี่พาเราลงนรก เขากินจอบเสียม รถรา ที่ดิน ตึกราม กินได้กินดี กินจริงๆ ภาษาอีสานว่า “ซิแตก” มันยิ่งกว่าคำว่า “แดก” อีก ซิแตกแดกห่า จิตใจคนเลวร้ายได้ขนาด เราต้องเลิกอาหารสัตว์นรกมาได้ ก็เป็นคนประเสริฐขึ้น ทุกคนต้องรู้ว่าอะไรคืออาหาร ท่านตรัสไว้ว่า อวิชชาก็มีอาหารนะ อาหารของอวิชชา คือ นิวรณ์ 5 แต่อาตมาว่า สังขาร นี่แหละคือ ปัจจัยของอวิชชา การไม่รู้กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร มันก็ปรุงอาหารเน่าๆให้ตนเองไปตลอด เป็นอาหารที่ทำให้เราเป็นสัตว์นรกตลอดเวลา อวิชชามีนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร เราต้องรู้ว่า จิตวิญญาณที่เป็นนิวรณ์ มีอาการทางจิตอย่างไร ต้อง รู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ต้องรู้สภาวะให้ได้ มันเป็นนามธรรม เป็นอรูป มันแสดงอาการเคลื่อนไหวของมโนได้ ทางวิญญัติ เราต้องอ่านกาม พยาบาท ได้ แล้วปหานได้
แล้ว นิวรณ์ 5 ก็มี ทุจริต 3 เป็นอาหาร เป็น ดีเอ็นเอของผี เราต้องกำจัด ผู้จะกำจัดทุจริต 3 ได้ต้องรู้อาหารทุจริต 3 คือ การ ไม่สำรวมอินทรีย์ 6 ซึ่งก็เกิดจากการ ไม่มีสติสัมปชัญญะ ปล่อยใจไป แล้วสติมีหลายระดับชั้น เป็น สัมปชัญญะ สัมปชานะ ...จนไป สัมปันนะ ถึงบรรลุธรรมได้เลย ซึ่งสติสัมปชั
อ่านต่อ
ญญะมี โยนิโสมนสิการ เป็นอาหาร หากใครมนสิการไม่เป็นก็ปฏิบัติธรรมไปไม่รอด ไม่ถึงที่เกิดถ่องแท้แยบคายคมแม่นลึก ผู้ใดยึดไว้ถูกก็อนุโมทนา แต่ผู้ยึดสิ่งไม่ถูก ต้องมีปรโตโฆษะจึงจะมีสัมมาทิฏฐิ และโยนิโสมนสิการ มี ศรัทธา เป็นอาหาร และศรัทธาก็มี การฟังธรรม เป็นอาหารและการฟังธรรมมีการ คบสัตบุรุษ เป็นอาหาร ในอาหาร 4 มี กวริงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ซึ่งมีอาหารที่ไม่ใช่แค่รูปธรรม แต่อยู่ในอาหารคำข้าวที่เรากินนี่แหละ เราปฏฺบัติก็รู้โดยสัจจะ ว่าอันนี้มีประโยชน์มากกว่าเราไปติด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เราจะรู้จักวิญญาณได้ ก็ต้องรู้จัก กำหนดนามรูป ผู้สามารถกำหนดรู้นามรูป ก็จัดการวิญญาณได้ ต้องรู้วิญญาณขณะผัสสะ ไม่ใช่อย่างภิกษุสาติที่พระพุทธเจ้าบริภาษ และไม่ใช่ไปเห็นวิญญาณแบบล่องลอยไป หรือไปนั่งสมาธิหลับตา เห็นไปโน่น ภิกษุสาติ มีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี (มหาตัณหาสังขยสูตร พ ระไตรปิฎฏ เล่ม 12 ข ้อ 440 ) เมื่อมีผัสสะอ่านวิญญาณได้ ก็รู้เจตนา แล้วทำใจในใจให้เป็น ต้องมี ผัสสะ เป็น สมุทัย และมี มนสิการ เป็นแดนเกิด อยู่ใน มูลสูตร ในอาหาร 4 ต้องรู้ กามใน กวริงการาหาร ก่อน เป็นขั้นต้น แล้วกำจัดกิเลสตัวนี้ได้หมด ก็เหลือกิเลสภายใน โดยไม่ต้องไปนั่งหลับตา ตากระทบรูปก็อยู่เหนือมัน อยู่กับกามาวจรแต่เหนือมัน เหลือเศษที่เป็น หรือรูปาวจร หรืออรูปาวจรก็ลดไปเรื่อยๆ ให้หมดเกลี้ยงโดยไม่ต้องนั่งหลับตา แต่พระพุทธเจ้าก็ให้นั่ง ให้ตรวจเตวิชโช ตั้งแต่กวริงการาหาร เมื่อตากระทบรูป ตัวกามตัณหามันวิ่งวอน จับไม่ทันเลย หรือถีบส่งเหยียบคันเร่งกามมันด้วยคือคนโง่ เมื่อเราสามารถรู้ชัดในกวริงการาหาร [ 241 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬ ิง การาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาสะเบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ สะเบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า สะเบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย สะเบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆคนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตร จะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจ นั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่ พระเจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬีการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬีการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์ อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ
พ่อครูว่า … คนเราไม่มีอะไรหรอกต้องมาศึกษาอันนี้แหละ เมื่อลดกิเลสได้ บาปก็ลดลง บุญก็ลดลง กุศลยิ่งเพิ่มขึ้น บุญเป็นสิ่งที่หมดได้ บุญจึงแบ่งกันไม่ได้ บุญบาปเป็นของตนเอง แบ่งใครไม่ได้ สุกฏทุกฏานังผลัง วิปาโก คุณจะทำ สุกฎ คือ กุศล ส่วน ทุกฏ คือ บาป คือกิเลส ก็เป็นวิบากของคุณเอง ซึ่งทุกฏ คือสิ่งที่เลวอยู่กับเรา ผู้สร้างวิมานมาหลอกคน คือคนค้าบุญ ขายบาป หยาบช้า หนาจัด สาหัสสากรรณ์ คนที่กินเนื้อสัตว์ ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คือคนที่เมา ฆ่าลูกที่น่ารักของเราเองกิน มันลืมหมด เพราะเมาจัด ทำไปโดยหลง มื ด สิบหกด้าน หรือมืดสิบแปดด้านเลย ไม่รู้จักมโนปวิจาร 18 ที่ติดหลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทางหกทวาร เวลาสัมผัสปรุงแล้วแยกแยะไม่ออก ว่าเป็นเวทนาเคหสิตะหรือเนกขัมมะ เราต้องอ่านให้ออกแล้วกำจัดผีแท้ โดยทำการปหาน 5 ให้เป็น สมุทเฉทปหาน ทำให้ขาดได้ตลอดเวลา ให้สมบูรณ์ มันแตะปั๊ปก็หลุดไปเอง เหมือนเอายาหม่องไปทาขาแล้วลงน้ำ พวกปลิงมาแตะปั๊ป มันก็ม่อยลงไปเลย ไม่กล้าดูด นี่คือ นิสรณปหาน โลกโลกีย์แตะมันก็หลุดไปเอง ทุกอย่างแพ้หมดไม่ต้องไปทำอะไรเลย คำว่า กินเนื้อสัตว์ คือ ต้องมีการฆ่าสัตว์ และสัตว์ที่ว่า เป็นการฆ่าคนด้วย ที่เป็นลูกตัวเองด้วย แล้วยังดันกินเข้าไป กินแล้วยังหลงอีกว่า ไม่รู้ว่าเรากินอะไร? ไม่ได้พิจารณาเลย กินเข้าไป ชีวิตอยู่ได้แท้ๆเพราะอันนี้ ก็ไม่รู้ แล้วบอกว่าลูกเราไปไหน นิทานพระพุทธเจ้านี่สุดซับซ้อนลึกล้ำสาหัสสากรรณ์เลย เป็นคัมภีรา ทุทสา ทุรณุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา บัญฑิตเวทนียา คนหลงขนาดนี้ ถ้าติดมาก ก็ยังมีพยาบาทอาฆาตต่อเนื่องเป็นอจินไตยไม่จบ และที่พูดกันใน อาชีวกสูตร คือ สัญญ เขาเบี้ยวบาลีว่า ไปฆ่ามาให้เจาะจงเฉพาะบุคคล คือคำว่าสัญจิจปานังชีวิตาโมโรเปตุง คือฆ่าสัตว์มีชีวิต สัตว์นี้ตายด้วยความมุ่งหมายของคุณ สัตว์ใดที่ตายด้วยองค์ประกอบของ ปานาติบาท 5 (สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต เจตนาฆ่า พยายามฆ่า ฆ่าได้สำเร็จ) สัญจิจปานังชีวิตาโมโรเปตุงฃ คือ เจตนาฆ่ามันให้ตาย แล้วสัตว์ที่ตายนี่แหละเรียกว่า อุทิสมังสะ คนฆ่านะ ไม่ใช่สัตว์อื่นฆ่ากันเอง พระพุทธเจ้าตัดกรอบแค่คนว่าเวรจองกันแค่นี้ พระพุทธเจ้าจึงตัดกรอบ ว่า อย่าไปกินสัตว์ที่คนฆ่ามา มันจะไปอีกกี่ชาติไม่รู้ ท่านก็ให้ตัดสะพานเสีย ไม่ให้กินเนื้อสัตว์ และคนเป็นสัตว์กินพืช มีเล็บเหมือนสัตว์กินพืช เขี้ยวก็เป็นแบบสัตว์กินพืช มีอีกมากมายที่ยืนยันว่า คนคือสัตว์กินพืช สัตว์ไม่ใช่อาหารของคน ทั้งเป็นบาป ทั้งเป็นพิษภัย แม้หมอก็รู้ว่าให้คนไข้หยุดกินเนื้อสัตว์ แต่หมอยังกินเนื้อสัตว์อยู่เลย ถ้าสัตว์นั้นคนไม่ได้ทำให้มันตายโดยเจตนา แต่เป็นสัตว์ที่ถูกสัตว์ฆ่า เรียกว่า ปวัตตมังสะ แต่ว่าแม้รู้แต่กินสัตว์อยู่ เพราะว่ามันติด หรือว่าเพราะชังน้ำหน้าโพธิรักษ์ ก็เลยกิน เมื่อเราไม่กินเนื้อสัตว์ที่คนฆ่า เขาไปเบี้ยวว่า ต้องเจาะจงฆ่าให้คนชื่อนี้ๆ อันนี้เบี้ยวบาลี แต่ว่าเจาะจงนี่หมายถึงว่าครบองค์ 5 ซึ่งมีอีกสูตรหนึ่งพระพุทธเจ้าว่า ถวายเนื้อสัตว์ให้ภิกษุกินนี่เป็นบาป นะ เป็นการ ทำบุญแต่ได้บาป 1 . ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2 . สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3 . ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4 . สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5 . ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เล่ม 13 ข ้อ 60 สรุปว่า เรื่องสัตว์นี่ เบี้ยวบาลีมาไกล ใครจะกินก็ห้ามไม่ได้หรอก แต่อาตมาก็ต้องพูด ผู้ใดเลิกได้ก็ดีในทุกประการ ลดบาป สุขภาพดี ไม่เสียเศรษฐกิจ มีอีกเยอะเรื่องราว ไม่ขอพูดตรงนี้ และพระมักอ้างว่า เขาไม่เจาะจงถวาย ท่านก็ไม่รังเกียจ...คุณก็เจาะช่องว่าเขาไม่เจาะจง เช่นเขาถวายให้สงฆ์ ไม่ได้บอกว่าให้คุณเจาะจง นี่คือคุณก็อธิบายเข้าตัวเอง หาเรื่องจะกินให้ได้ แทนที่คุณจะหาทางเลิกให้ได้ นี่คือ คนเฉกา เบี้ยวบาลีสำเร็จ คนก็หลง อาตมาก็ว่าเขาเบี้ยวบาลี แต่เขาก็ว่าอาตมาเบี้ยวบาลีเช่นกัน ก็เอาเถอะ เป็นนานาสังวาส ว่ากันได้แต่อย่าให้ถึงฟ้องร้องกัน คนละความเข้าใจ คุณจะอ้างเพื่อยังกินอยู่ก็ไม่เถียงแต่จะไม่กินก็มาฟังอาตมา ถ้าอาตมาจะกินเนื้อสัตว์ แต่อาตมาไม่ได้มัวเมาไม่มีกิเลสก็กินได้ แต่จะกินทำไม? ถ้าจะกินเพื่อเป็นยา พระพุทธเจ้าท่านก็ให้กินได้ มีภิกษุในอดีตจองเวรคนนี้ต้องกินเลือดคนนี้จึงหายป่วย ก็ต้องให้กินในที่สุด สุดวิสัย
การกินเนื้อสัตว์กับการกินเนื้อบุตรอยู่ก็คือ อันเดียวกัน มันไม่ขาดกันเรื่องจิตวิญญาณ พลังงาน พีชะยังไม่มีกรรมครอง ไม่มีเวทนา ไม่รู้สุขทุกข์ แต่สัตว์มีเวทนา รู้สุขทุกข์ มีอุปาทาน จึงจองเวรจองกรรมได้ แต่พืชมันไปตามสภาพของมัน มีสัญญาสังขาร ตามกำหนด ผู้ใดเจตนาเอากิเลสออก ไม่ให้มากขึ้น พืชมันมีแต่สัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนา เป็น อนุปาทินกสังขาร เป็น สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง แต่สัตว์มันมีวิญญาณครอง ผู้ฆ่าสัตว์ตายแม้ไม่มีเจตนา พระพุทธเจ้าว่าไม่มีบาป แต่ว่าไม่รับรองว่ามันจะจองเวรคุณไหม? เช่นเหยียบหัวงู งูมันก็จองเวรคุณ คุณจะขอโทษอย่างไร มันก็พยาบาท สัตว์มันถ้าไม่จองเวร คุณจะไปทำใจสัตว์อย่างไร? อาตมายืนยันว่า อาตมากินเนื้อสัตว์ได้ไม่มีบาป เพราะไม่มีกิเลส แต่คุณจะกินแล้วแน่ใจอย่างไรว่าคุณหมดกิเลสแล้ว อย่าเล่นกับกิเลส จะเล่นกับอะไรก็เล่นไป แต่อย่าเล่นกับกิเลส พระพุทธเจ้าว่าโทษภัยอันมีประมาณน้อยอย่าทำเสียเลย งานเจเราก็อย่าให้กินเนื้อสัตว์ ก็เป็นกุศล กินกันไม่กี่วันก็เลิกได้ไม่กี่วัน เป็นกุศล ทำมากก็ได้มาก จะมีเวรภัยที่ลดลงๆ ใน กวริงการาหาร มีกาม เลิกละได้ก็ไม่มีภัย เพราะไม่มีกาม แม้ที่สุดมีรูปราคะ อรูปราคะ คำว่ารูปราคะคือความจำ ภายนอกไม่เอาเลย มันแค่พริ้วพรายว่า มันยังมีรสอยู่นะ คุณก็ล้าง เมื่อมันหวนขึ้นมา ก็จัดการมันอีก มันเป็นทรถะ เป็นอรูปแล้ว ไม่มีรูปชัด แวบวับ บางทีดูไม่ออก ต้องตามซ้ำในอรูปฌาน คุณก็ตรวจสอบไปอีก พยายามมีอาเสวนาภวนาพหุลีกัมมัง รักษาผลไป ทุกกาละปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต ทั้งส่วนอดีต บุพพันเต ทั้งส่วนอนาคต อปรันเต ในอวิชชา เรา ทำทุกปัจจุบันให้มั่นคง แข็งแรงแน่ชัด จนคุณแน่ใจ ยืนยัน มีพลังทุนรอนของอ ดี ตที่แน่นอน อดีตกับปัจจุบัน จะเป็นเครื่องยืนยันว่า อนาคตก็สูญ ใครจะกินก็กินซะ ใครไม่กินเห็นดีจริงจังก็เลิกซะ …จบ