571103_เอื้อไออุ่นก่อนมหาปวารณา ปฐมอโศก .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571103_รายการเอื้อไออุ่นก่อนมหาปวารณา ที่ปฐมอโศก โดยพ่อครูโพธิรักษ์

วันนี้วันที่ 3 พ.ย.2557 ที่ปฐมอโศก พ่อครูพบปะ ตอบปัญหาและสนทนาธรรมแบบพ่อกับลูกในรายการเอื้อไออุ่นก่อนมหาปวารณา พ่อครูว่า… อาตมาเข้าสู่พิธีบวชมาเป็นพระ ตั้งแต่พ.ศ. 2513 วันที่ 7 พ.ย. เป็นวันบวช พอถึงวันที่ 7 เราก็เลยเอาเป็นหลักในการจัดงานมหาปวารณา ไม่ใช่งานวันบวชอาตมาหรือถืออาตมาเป็นหลักแต่วันออกพรรษาประมาณปลายต . ค.มีเวลานิดหน่อยก็นัดกันมา ใช้เวลาประมาณ 2 วันสำหรับสมณะทำพิธีมหาปวารณา แล้วก็ผนวกเอาวันเกิดปฐมอโศก เมื่อมหาปวารณา เรามีตักบาตรเทโวออกพรรษา แล้วปีนี้วันเกิดปฐมอโศกก็เป็นวันอาทิตย์ เราก็เลยยึดเอาวันที่ 7 กับวันอาทิตย์เป็นหลัก มหาปวารณา 2 วัน ตักบาตรเทโว 1 วัน และวันเกิดปฐมอโศก ก็วันอาทิตย์ ก็เป็น 4 วันก็เลยต้องใช้วันพฤหัส วัน อาทิตย์ ทุกปีไป เอาให้มีวันที่ 7 กับวันอาทิตย์เป็นหลัก อาตมาใช้หลักอันนี้ ในการจัดวันงาน วันนี้ใกล้วันงานแล้ว อีกสองวันก็จะจัดงานแล้ว วันนี้ฝนตกและมีฟ้าผ่าใหญ่ด้วย เสียงดัง มีทิวธงหลากสีเต็มไปหมดคล้ายงานวัด ก็เลยจัดวันนี้เป็นวันเอื้อไออุ่น ตามประสาพ่อลูก ปู่ๆหลานๆ มีอะไรก็พูดคุยโอภาปราศรัย เมื่อกี้นี้มีสมณะแนะนำหนังสือ “ค้าบุญคือบาป” หนา 320 หน้า เห็นหนังสือหนาอย่าตกใจ อาตมาว่าพยายามพากเพียรอ่านหน่อยก็ดี คนที่มีอัตตาแล้วก็จะอยากให้คนอื่นอ่านแล้วมีอาการดีใจ แต่อาตมานี่ไม่ได้มีความอยากเช่นนั้น แต่เป็นวิภวตัณหา ถ้ายังมีความอยากให้อ่านของเราแล้วเราชื่นใจ ยิ่งเขาชอบของเราก็ยิ่งชื่นใจดีใจที่เขาอ่านของเรา เราอยากให้อ่านด้วย นั่นคืออยากอย่างมีกิเลส แต่ถ้าอยากอย่างไม่มีกิเลสเรียกว่าวิภวตัณหา อยากให้อ่านแล้วผู้อ่านจะได้ประโยชน์ สำหรับผู้เขียนเองก็ตาม ไม่ได้คิด ไม่ได้ฝัน ไม่ได้อ

อ่านต่อ

ยากให้เขาอ่านแล้วดีใจ ไม่มีอาการโลกียรส (ต้องแยกอุเบกขา กับการมีโลกียรสออกจากกัน) มันมีความรู้ว่าเป็นคุณ หรือ โทษ บางคนเขาอ่านหนังสือเราอ่านแล้วเป็นโทษมีเหมือนกันนะ คือคนที่อ่านหนังสือเราบางคนนี่ เราจะอยากให้อ่านหรือไม่ก็ตาม แต่เขาอ่านแล้วเป็นโทษคือเขาอ่านแล้วไปเข้าใจผิด หรือเขาอ่านแล้วเกิดกิเลสมาก ยิ่งอ่านแล้วยิ่งโกรธแค้นอย่างนี้ก็ไม่อยากให้อ่าน แต่ถ้าเขาไปอ่านแล้วเขาโกรธ เราก็ช่วยเขายากนะ สุดวิสัย ก็ไม่อยากให้อ่าน แต่ถ้าอ่านแล้วมันเป็นคุณ มาฟังคำนำของหนังสือ ค้าบุญคือบาป กันดู ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจนัยสำคัญของคำว่าบุญ ….....หาอ่านได้ในหนังสือ “ค้าบุญคือบาป” ต่อไปเป็นการถ าม-ตอบปัญหา _ ทำอย่างไรจะให้เรียนจบม. 6 ไปรอด พ่อครูว่า… นี่เป็นคำถามของรร.สัมมาสิกขา รร.นี้ตั้งมา 20 กว่าปีแล้ว มีปรัชญาให้การศึกษาแก่อนุชน แก่ประเทศด้วยการศึกษา เราจัดทำเกิดโรงเรียน เป็นนิตินัยของก ระทรวง ศึกษาฯ ช่วยประเทศชาติ ทำการผลิตคน เราได้ทำหน้าที่อยู่ในสังคมเป็นการเมืองภาคประชาชน ด้วยไม่หวังผลตอบแทน การศึกษาที่เราทำสัมมาสิกขาโดยเจตนาตั้งใจสร้างอนุชนให้แก่ชาติจริงๆ ไม่ได้ทำแบบเดาสุ่ม อาตมาพาทำนี่เพื่อกอบกู้การศึกษาจากความเสื่อม มันเสื่อมตรงที่ว่าการศึกษาของประเทศและทั้งโลกเลยไม่ได้สร้างคุณ ธ รรมให้เยาวชน อาตมาเสียดายประเทศไทยเป็นเมืองพุทธแต่ไม่เอาพุทธมาเป็นการศึกษา ไม่มีไตรสิกขาเลย ไม่เอามาเป็นหลักเลย ในวงการการศึกษาของประเทศไม่เอาใจใส่เรื่องนี้ ทิ้งเลย ไม่รู้ว่ามีผลเสียอะไรเกิด ศาสนาหรือธรรมะก็ยิ่งสูญ กลายเป็นเยาวชนไม่มีการศึกษาธรรมะออกมาโตมาเป็นผู้ใหญ่ของประเทศ ประเทศก็เลยไม่มีธรรมะ เพราะการศึกษาไทยไม่มีธรรมะมาก่อน พอมาเป็นผู้ใหญ่ก็เลยไม่มีธรรมะ จะตั้งสตินำธรรมะมาสู่การศึกษาได้ไหม? สมัยอาตมาเรียนมีวิชาธรรมะ วิชาศีลธรรมมีคะแนนแค่ 10 % วิชาหน้าที่พลเมือง คะแนนเต็มแค่ 10 แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วแม้แค่ 10 คะแนน แล้วก็บอกว่าทำไมโกงคอรัปชั่นทั่วบ้านทั่วเมือง ก็เพราะว่าไม่มีธรรมะ ก็โกงได้โกงดี ดังรายการของคุณวีระทางบุญนิยมทีวี ตอนนี้ประเทศไทยฉิบหายวายป่วงไปมาก ผู้ที่มีหน้าที่จะลงดาบหรือไม่ หรือเงื้อง่าราคาแพงเท่านั้น สรุปการศึกษาไม่มีคุณธรรม ไม่มีธรรมะ อาตมาก็มุ่งมั่นทำการศึกษาตั้งปรัชญาเลยว่า ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา สัดส่วนศีล 45 เป็นงาน 35 ชาญวิชา 25 แม้วิชาการเราก็ให้การศึกษาเท่ากับที่กระทรวงศึกษาฯให้ด้วย เราให้การศึกษากันเหมือนลูกหลาน สอนกันเมื่อไหรก็สอนเลย ในเวลาไม่กำหนดว่าต้องเวลาไหนๆ เราอยู่ร่วมกันเหมือนบ้าน เราไม่ทำการศึกษาในกล่อง เราทำการศึกษาแบบ บ้าน วัด โรงเรียน ไม่ใช่ว่าทำการศึกษาแบบทำไก่ตอน ทำเป็นฟราก ั ว ด้วยการกรอกน้ำมันให้มันหรือเลี้ยงไก่ในกล่อง เช้าก็ให้เข้ากล่องแล้วกรอกความรู้ที่ไม่จำเป็นเลย เวลาไหนๆก็กรอกความรู้ กลับมาก็ทำการบ้าน นอนแล้วก็ตื่นมาเรียนอีก เราไม่ทำเช่นนั้น แบบเด็กที่เรียนมากฉลาดรู้มาก ก้าวหน้าความรู้แต่ไม่เป็นงาน ขาดคุณธรรม อาตมาก็เลยทำการศึกษาแบบ บวร บ้าน วัด โรงเรียน บ้านคือสังคม วัดคือการเมือง โรงเรียนคือแหล่งให้การศึกษา คนมาอโศกมีเขาถามว่า วัดอยู่ตรงไหน? ก็รวมทั้งหมดคือ บ้าน วัด โรงเรียน รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วเราทำได้ นร.ก็อยู่ในบ้าน ในวัด ในโรงเรียน อยู่ในนี้แหละ ที่เด็กอยู่ แล้วที่ถามว่าทำอย่างไรจะเรียนจบม. 6 ที่เด็กถามเพราะว่าตั้งแต่เข้าม. 1 มีการคัดเลือกเข้ามาเรียน เช่น ปีนี้มี 30 คน พอถึงม. 6 อาจเหลือ 10 คนก็เก่ง นอกนั้นก็ออก มีออกสองอย่างคือ ออกเองเรียนไม่ไหว หรือให้ออกไป เพราะว่าคุณสมบัติ สอนไม่ไหว พาลพาให้เสียหมู่ เสียระดับการศึกษาสัมมาสิกขา เราก็จำเป็นต้องให้ออกไป บอกได้เลยว่าเด็กที่ให้ออกจากเรา หลายคนไปดีที่อื่น ขนาดออกจากที่นี่ไปก็ไปดีไปเด่นในที่อื่นๆ ไม่ได้คุยตัวหรือคุยเด่นดังแต่เป็นเช่นนั้น เด็กที่นี่จึงเรียนมากกว่าข้างนอก สามต่อ จะเห็นได้ว่าบรรยายธรรมะก็มีนร.มานั่งฟังธรรม เวลาอื่นเขาก็เรียนก็ปฏิบัติอยู่ในตัว สรุปคือเรียนหนักสามต่อ เราให้การศึกษาเช่นนี้จริงๆ เมื่อจบออกไปก็ไม่เห็นว่าเด็กเราเก๊แต่อย่างไร ดีกว่าหลายโรงเรียนด้วย อาตมาเคยตั้งข้อสังเกตว่าเด็กเราจบม. 6 อาตมาก็ไปทำที่ มหาวิทยาลัย อุบลฯ ร่วมกันทำการศึกษาอุดมศึกษา ทางม หาวิทยาลัย อุบลฯก็ตั้งเศรษฐกิจพอเพียง แล้วใช้เด็กอโศกเป็นหลักในการเอาไปเรียนภาควิชานี้ เป็นชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเด็กนศ.ก็ไปเป็นนร.ประจำอยู่กับเรา ก็เป็นบ้าน วัด โรงเรียนเหมือนกัน แล้วก็เรียนที่ม หาวิทยาลัย อุบลฯ ปรากฎกว่า เด็กเราไปเรียนแต่ละปีๆ ปีแรก 20 กว่าคน ปีต่อมาก็น้อยลงๆ จนกระทั่งตอนนี้เขาปิดไปแล้ว ได้ 4 รุ่นพอดี จะด้วยอะไรไม่ขอพูดถึง เป็นเรื่องซับซ้อน แต่ 4 รุ่นที่ไป เด็กสัมมาสิกขาจบ แล้ว ไปเรียน และเด็กอื่นก็เข้ามาเรียนคณะนี้ด้วยก็เรียนร่วมกัน พอจบปริญญาตั้งแต่รุ่น 1 เด็กของเราได้เกียรตินิยม 4 คน เด็กอื่นไม่ได้ พอรุ่น 2 รุ่น 3 รุ่น 4 ก็ได้เกียรตินิยม เด็กเราไม่มากกว่าข้างนอกด้วย พวกเราไม่ได้ให้คะแนนนะ ก็อาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั่นแหละให้คะแนนเพราะคุณธรรมของเด็กอโศกเข้าไปเรียนก็ได้เกียรตินิยมทั้ง 4 ปี สรุปแล้ว ความรู้ทางวิชาการก็ตาม เราก็มี เด็กเราจบป ริญญา ตรี โท เอก ก็มีเยอะ ก็ทำงานการในสังคม แต่เราเพิ่งตั้งมาแค่ 20 กว่าปี ก็เลยไม่มีมากนัก และคำตอบว่าทำอย่างไรจะเรียนให้จบ ก็บอกว่าต้องอดทนหน่อย พากเพียรหน่อย แต่หลวงปู่บอกเลยว่าได้ดีแน่ๆ จะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ ได้ดีอดทนเอา พากเพียรเอา ต้องทำความเข้าใจให้ได้ทุกคน เหลนๆหลานๆนี่ อีกอย่างหนึ่งก็คือ มันต้องยากแน่นอน คำตอบจึงมีว่าต้องอดทน พากเพียร และต้องทำปัญญาให้แจ้งว่าเป็นสิ่งที่ดี คนที่ไม่จบหลายคน กลับมาร้องไ ห้ ที่ออกไปกลางครัน โดยตนเองตัดสินใจออกเองเป็นหลัก คนที่ออกเองก็กลับมาร้องไห้ว่าหนูไม่น่าออกไป ผมไม่น่าออกไปเลย นึกถึงที่นี่ บอกหลานๆทั้งหลาย อดทนเอา พากเพียรหน่อย ทำความเข้าใจว่าที่นี่สร้างลูกหลานให้เป็นอนุชน เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตอย่างจริงใจ รับรองว่าไม่ด้อยกว่าทางโลกแน่ มันขาดทุนอะไรที่เราจะมีคุณธรรม เราจะเป็นงาน เราไม่ได้ขาดทุนเลย อย่าขี้เกียจ อย่าอ่อนแอ อดทนเข้าไว้ ทำความเข้าใจว่าที่นี่จะหล่อหลอมให้เราเป็นคนดีในอนาคต _ มื่อก่อนเราทำงานมีเงินเดือน แต่เรารู้ว่ามีสมบัติที่เราได้จะข้ามภพชาติได้ ก็เลยลาออกมาปฏิบัติธรรม และตัวกรรมนี่แหละจะข้ามชาติได้ และเคยอ่านหนังสือว่า ตัวสัญญาจะเก็บแค่ความรู้สึก แต่ไม่เก็บความคิด แล้วสังคมเราเป็นสังคมใช้ความคิดค่อนข้างมาก ทำอย่างไรเราจะคิดอย่างไม่สิ้นเปลือง พ่อครูว่า… ตีความว่า สัญญานั้นสะสมแต่ความรู้สึก ไม่สะสมความคิดก็ต้องทำความเข้าใจว่า ความคิดกับความรู้สึกนั้นบันทึกใส่สัญญากันอย่างไร อาตมาก็ขอพูดตามความรู้สึกว่าความคิดก็บันทึกข้ามชาติไม ่ได้บันทึก แค่ความรู้สึก ที่ไปอ่านนี้คงอ่านหนังสือของคนอื่น อาตมาไม่ได้เข้าใจความคิดเหมือนที่เขาตีความแน่ แต่อาตมาตีความว่าเขาคงคิดว่าความคิดเป็นความฟุ้งซ่าน ขอบอกเลยว่า แม้แต่ความฟุ้งซ่านก็บันทึก สิ่งที่บันทึกในสัญญานั้นบันทึกยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์นะ เจตนา หัง ภิกขเวกัมมัง วทามิ แปลว่า เจตนาจึงเป็นกรรม ถ้าไม่เจตนาไม่เป็นกรรม ก็คงจะเป็นอันนี้ที่ทำให้เขาไปตีความว่าความคิดไม่มีเจตนา ความรู้สึกมีเจตนา อาตมาว่าสับสนนะ เพราะกรรมนี่ คุณจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็คือกรรม คือการกระทำ เป็นกรรม 3 การกระทำในจิตไม่ออกมาเป็นกาย เป็นวจี มันบันทึกหมด เจตนาหรือไม่ก็บันทึกหมด กรรมบันทึกหมด แต่คำที่ว่า เจตนา หัง ภิกขเวกัมมัง วทามิ เป็นเรื่องของวินัย ผู้ที่ทำกรรมที่ออกมา พิจารณาได้ว่าไม่มีเจตนา เขาไม่ถือว่าเอาผิด แม้แต่หลงผิด เขาก็ไม่เอาผิด ต้องสืบไปถึงเจตนา แต่ถ้าสืบได้ถึงเจตนาก็เอาผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นกรรมนะ เป็นกรรมหมด แต่เป็นมโนกรรม เช่น คุณคิดว่าอยากตีหัวคน คุณยังไม่ได้ตี ไม่ได้พูดด้วย ก็บันทึกเป็นวิบากแล้ว เป็นอกุศลวิบากแล้ว _ถ้าเราตามทันว่าให้มันเลิกคิดๆ....อย่างนี้เป็นกรรมไหม? พ่อครูว่า… ถ้าเลิกคิดได้ก็ไม่มีกรรมสิ มันไม่มีอะไรบันทึก ถ้าคุณคิดแล้วมันก็บันทึกไม่ใช่บันทึกแค่ความรู้สึก ยิ่งเป็นความรู้สึกยิ่งบันทึก เช่น คุณโกรธ โลภ บันทึกแน่ แต่แม้มันไม่เป็นสุขหรือทุกข์มันก็บันทึก ยิ่งเป็นกายหรือวจีก็บันทึกแน่ เพราะแค่มโนกรรมก็บันทึก _เด็กไม่เหมือนกัน บางคนขยันมากบางคนขยันน้อย ก็เลยเกิดการเปรียบเทียบ บางคนเราก็เลยเกิดความรู้สึกไม่อยากใส่ใจ แล้วทำไมเราเลี้ยงเขาไม่ตลอดรอดฝั่ง เพราะเราบางทีก็ไม่ให้ความรักเมตตาเขาไม่ได้ตลอด ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดความลำเอียงต่อเด็กแต่ละคน พ่อครูว่า… ก็คงเหมือนกับทำอย่างไรให้เด็กเรียนจบ มันก็เป็นเจตนาดี แล้วก็คงจะเข้าใจตนเองและพยายามทำอยู่ แต่บางทีก็รู้สึกว่าตนลำเอียง ต้องมีปัญญารู้ว่าตนลำเอียง แล้วก็คิดกลับ คนชั่วนี่น่าช่วยเหลือแต่คนดีไม่ต้องไปช่วยเขามากก็ได้เพราะเขาเป็นคนดี แต่คนชั่วนี่ควรช่วยเขาให้ดีขึ้นเพราะมันเสียตัวเขาและเสียสังคม แต่คนดีนี่ก็ไม่เสียเขาเสียสังคมเท่าไหร่ แต่ควรส่งเสริมให้ดีมากขึ้นก็ดี แต่คิดให้ดีคนชั่วนั้นน่าช่วยเหลือกว่า อาตมาไม่ค่อยเห็นใจคนดีมากนักหรอก เพราะเขาดีอยู่แล้ว แต่คนชั่วเห็นอยู่หลัดๆก็น่าช่วย แต่คนชั่วที่ช่วยยากและเสียเวลาเราจัง พระพุทธเจ้าจึงตัดรอบว่าเราประมาณตนเอง ถ้าเราจะช่วยคนนี้คือเขาศรัทธาเราเพียงพอไหม? ถ้าเขาตีเราทิ้งแน่ก็อย่าเสียเวลา และแม้เขาไม่ศรัทธาเร า เราก็ควรมีใจเมตตา แล้วแทรกโอสถเข้าขุมขน เพราะเขาน่าสงสาร หรือช่วยเขาไม่ได้เขาไม่ฟัง ไม่อยู่ในฐานะที่จะสอนเขาได้ อย่างอาตมานี่ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปสอนธรรมะให้ใครได้เขาไม่ฟัง ตีทิ้งด้วย อาตมาก็เลยพากเพียรทำงานกับคนมีบารมีฟังอาตมาได้ และคนที่แสวงหามีปรโตโฆษะ แม้เขาไม่มีบารมีพอแต่เขารับได้ ส่วนคนไม่มีปรโตโฆษะและไม่มีบารมีก็แน่นอนรับของอาตมาไม่ได้แน่ ต้องเป็นคนมีบารมีหรือเป็นคนไม่ปิดกั้นตนเอง แม้อาตมาจะถูกปิดกั้นก็ตาม เขาก็ยังปรโตโฆษะ มีโยนิโสมนสิการ คำนี้เป็นคำหลักของศาสนาเลย มีผัคคุณสูตร ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนเรื่องโยนิโสมนสิการ ถ้าใครทำไม่เป็นไม่ถูกต้อง เช่นเข้าใจโยนิโสมนสิการว่าแค่พิจารณาหรือคิด ก็ผิด ไม่ได้มีการกระทำใจ ศาสนาพุทธจึงสุญโญไม่เกิดมรรคผล เขาไปยึดการทำใจในใจแค่ไปนั่งสมาธิ ทั้งอาตมาก็ยืนยันว่ามหาจัตตารีสกสูตร ไม่ได้ให้ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ หรือบางคนไปเข้าใจว่าอัตตาไม่มี ใครเข้าใจว่าอัตตามีก็มิจฉาทิฏฐิ เขาเข้าใจแบบนี้ก็ไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอน เช่นในสุริยเปยยาลสูตร มีบอกว่าต้องรู้อัตตาก่อน จึงไปทำมรรคองค์ 8 ได้ แล้วไปหลงว่าไปนั่งสมาธิคือการปฏิบัติ จริงๆแล้วคนชั่วนี่น่าสงสาร อย่าลำเอียงให้เห็นใจกัน ต้องฝึกทำใจ _หมอเกรียงศักดิ์ · บุญกับกุศลนั้นต่างกัน บุญเป็นโลกุตระ กุศลเป็นโลกียะ อยากให้พ่อท่านยกตัวอย่างให้ฟังอย่างชัด พ่อครูว่า ...บุญเป็นภาษาธรรมะ ล็อคไว้เลยว่า แปลว่าการชำระกิเลส หน้าที่ของบุญคือหน้าที่ของคนที่จะชำระกิเลส หากชำระเป็นทำได้ก็ได้บุญ แต่กุศลคือคุณงามความดี แบบที่ไม่ละกิเลสเป็นความดีสารพัดก็เป็นกุศล แต่ถ้าไม่มีการละกิเลส ไม่ทำกิเลสลด แม้เป็นความดี แต่ไม่รู้ตัวกิเลส ทำกิเลสลดไม่ได้ ต้องมีปัญญารู้ว่ามีกิเลส มีปหานกิเลส เช่น ปหาน 5 (วิกขัมภนปปาน กดข่มขาดปัญญาได้ชั่วคราว เป็นต้น) สรุปคือคำว่า กุศลคือความดีงามที่เข้าใจได้ทั้งโลก แต่บุญนี่เป็นของเฉพาะศาสนาพุทธ ที่จะรู้องค์ประชุมที่สัมพันธ์กับภายนอกแล้วอ่านจิต เจตสิก รูป นิพพาน แยกออก จับตัวตนได้ก่อนเรียกว่าสักกายะ เป็นนามธรรม และสูงไปกว่านั้น อ่านสักกายะแล้ววิเคราะห์จับกิเลสได้ จนแน่ใจ พ้นวิจิกิจฉา รู้ว่านี่คือตัวที่จะปหาน พ้นสังโยชน์ข้อ 2 แล้วทำการปหานตามวิธีที่ถูกต้อง ทำได้ลดกิเลส ปหานกิเลสได้ก็พ้นสังโยชน์ข้อ ๓ เป็นโสดาบัน แล้วก็พัฒนาการลดกิเลสเป็น สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้ ก็คือคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญาปาปปริกขีโณ คนยิ่งมีบุญยิ่งเจริญเป็นอาริยบุคคล มีความหมายชำระกิเลสถ่ายเดียว แต่คนไทยเอาไปเป็นกุศล แล้วหลอกคนว่าจะได้บุญ เอาบุญไปค้าขาย โฆษณาว่าได้บุญใหญ่มโหฬาร แล้วปรุงแต่เป็นวิมานมหาศาล คนเลยหลงว่ามีบุญมากคือมีความดีงามมาก แต่ทิ้งโลกุตรธรรม ทำบุญไม่เป็น พุทธทุกวันนี้มีแต่กุศล ไม่มีบุญ แล้วเด็กที่นี่ได้บุญหรือได้กุศล เด็กที่นี่ได้บุญโดยปริยาย บางคนเป็นโสดาฯ สกิทาฯ เลย แต่เขายังไม่ชัดเจนปริยัติ เขาจบออกไปก็เป็นคนดีในสังคม ทุกวันนี้สัมมาสิกขา เด็กเราจบไปก็ไม่ไปก่อคดีความ ไม่ไปตีรันฟันแทง เด็กดีได้รับการยกย่องก็มีมาก แต่สรุปคือบุญนั้นเพี้ยนไปมาก เขาแปลปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ก็แปลผิด พุทธที่นับถือกันในไทยก็ไม่มีแก่นแล้วไม่มีบุญ และพุทธนี่เป็นศาสนาอิสระ ไม่เหมือนศาสนาอื่นที่เคร่งครัดในศีลในพิธีกรรมเขา แต่พุทธไม่บังคับให้เชื่อ พุทธจึงหลวมและเสื่อมมาก ไม่มีแก่น ไม่ถูกบังคับ ก็เลยบำเรอกิเลสตามใจชอบ ความเสื่อมของชาวพุทธจึงเยอะหาแก่นสารไม่ได้ คริสต์เขายังไปโบสถ์บ่อย แต่พุทธนี่เอาแต่หาลาภ ยศ สรรเสริญอย่างกฐินนี่อาตมาเรียกกระทะทองแดง พอออกพรรษาทีก็ต้มกระทะทองแดง เห็นแล้วน่าสังเวช ประเล้าประโลมให้คนหลงว่าได้บุญใหญ่ ยิ่งเงินมากยิ่งได้บุญใหญ่ คนตะกละก็อยากได้มากก็กิเลสโต นี่คือกระทะทองแดง เพราะเอาบุญไปใช้ผิด เอาไปหลอกล่อ เอาไปต้มกระทะทองแดงกัน มันเป็นกุศลหลอกเท่านั้น แล้วถ้ามีสัมมาทิฏฐิ ทำกุศลนั้นจะได้บุญถ้าละกิเลสไ ด้ แล้วทำความดีด้วย แต่ในกุศลนั้นไม่มีบุญมีเยอะมีแต่คุณงามความดีแต่ละกิเลสไม่เป็น _พ่อท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับสัมมาสิกขาในยุคนี้ พ่อครูว่า… เด็กยุคนี้ เคร่งครัดน้อยกว่าเด็กยุคก่อน ศรัทธาปสาทะย่อมเยาว์กว่าเด็กยุคก่อน อาตมาก็ไม่ได้วิเคราะห์ถึงเหตุปัจจัย แต่เห็นถามมาก็ตอบไป ที่นี่เลี้ยงอย่างลูกหลาน แล้วอดทนให้จบให้ได้ เป็นนร.ที่นี่ก็อย่าเสียโอกาส ไม่ผิดมาก แต่เราหนีเอง เราไม่อดทน ไม่เห็นดีงามก็เท่านั้น อาตมา ก็เห็นว่าเสื่อมลงบ้าง จึงอยากสำทับกันว่าช่วยกันหน่อย พี่ป้าน้าอาในบ้านในวัดก็ช่วยกัน เพราะของเรายากที่เราไม่ได้บังคับว่าใครจะมาเป็นครู อยากออกเมื่อไหร่ก็ได้ อยากมาสอนเมื่อไหร่ก็ได้ ต้องขอบคุณผู้ที่มาเสียสละ ก็ได้เท่านี้ ของเราไม่ได้สอนเฉพาะในห้องเรียนในห้อง แต่ทุกคนก็เป็นครูโดยปริยาย โดยธรรมชาติ จะมีวุฒิสอนได้หรือไม่มีวุฒิก็สอนได้ _ธรรมะกับธรรมชาติต่างกันอย่างไร? พ่อครูว่า… คำว่าธรรมะ ไม่มีคำว่าชาติ กับธรรมชาตินั้นต่างกัน ธรรมะคือสิ่งที่ทรงไว้ และจริงๆต้องเป็นความดี หากไม่ดีนิดหนึ่งก็เป็นอธรรมนิดหนึ่ง ยิ่งไม่ดีมากก็เป็นอธรรมมาก ส่วนคำว่าชาติ แปลว่าความเกิด ธรรมชาติก็คือสิ่งที่ทรงอยู่ ทั้งกายและใจ ร่าง ดินน้ำไฟลม แต่ที่ต้องเรียนรู้นั้นไม่เอากว้าง แต่เอาเฉพาะ จิตวิญญาณมนุษย์ก็เป็นธรรมชาติ และหมายถึงความเกิด หากมีความเกิดของจิตวิญญาณที่เป็นอกุศลจิตก็คือธรรมชาติ แต่ถ้าทรงไว้ซึ่งธรรมะ ไม่มีอกุศลจิตเกิดอีกเลย สิ้นอาสวะตลอดไป ก็คือนิพพาน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นี่คือธรรมะที่ไม่ได้หมายถึงธรรมชาติ พระอรหันต์ทุกคนหมดกิเลสแล้วก็ยังเกี่ยวข้องกับภายนอก ดิน น้ำ ไฟ ลม แต่ท่านไม่ทำบาปทำชั่วแล้ว สรุปแล้ว ธรรมะยอดสุดคืออรหันต์ ยอดสุดคือนิพพาน ส่วนธรรมชาติคือธรรมะที่ยังไม่ถึงนิพพาน แต่คนเขาสรุปว่า ธรรมะคือธรรมชาติ คนพูดเช่นนี้อาตมาชี้หน้าได้เลยว่าไม่ใช่อรหันต์ เพราะไม่รู้จักชาติ ว่ามี ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ อยู่ในปฏิจจสมุปบาท ให้เรียนรู้ สรุป ธรรมะคืออรหันต์ ธรรรมชาติคือยังไม่เป็นอรหันต์ _เคล็ดลับในการรักษาสุขภาพ พ่อครูว่า… อาตมามีแค่เคล็ดสว่าง คือ 8 อ. _การปวารณาของอโศกต่างจากที่อื่นอย่างไร? พ่อครูว่า… ตอบอย่างเกรงใจนะ ที่ของเราปวารณากันโดยเฉพาะสมณะอโศกคือเรามีปวารณาตามพิธีในวันออกพรรษาด้วยคือท่องบาลี ทำสังฆกรรมตามหลักวินัย และมีอีกที่เราทำมหาปวารณากันจริงๆมีอะไรจะติงเตือนกัน ชำระกันก็ว่ากัน 2 วัน แต่ก่อนทำกันข้ามคืนก็มี ให้รู้ว่าการติเตียนกันเป็นประโยชน์ให้ลดมานะอัตตากันจริงๆ เราไม่ทำแต่พิธีกรรม ส่วนที่สอนกันให้ติเตียนกัน อย่าถือดีถือตัวก็ทำโดยปริยาย แล้วแต่สำนักครูอาจารย์ ส่วนตัวเราก็ทำด้วย ศาสนาใดไม่มีหลักมรรคองค์ 8 ศาสนานั้นไม่มีอรหันต์ ไม่มีนักบุญ นักบุญที่แท้คือผู้ที่สามารถลดละกิเลสได้

_ทำไมต้องมีเรื่องอจินไตยด้วย พ่อครูว่า… ที่มีอจินไตยคือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ภูมิธรรมของสัตว์โลก ท่านแบ่งเวไนยสัตว์ และ อเวไนยสัตว์ อเวไนยสัตว์คือเขามีกรอบความรู้ได้เท่านี้ เช่น คนอีเดียด สมองเขารับได้เท่านี้ คน Moral ก็ได้เท่านี้ มีทั้งอวัยวะ ที่ไม่ได้ปกติ ทางจิตวิญญาณก็มีกรอบความเจริญที่ต่างกัน เกินรู้ได้ บอกไปเขาก็รู้ไม่ได้จึงเรียกว่าอจินไตย แต่สำหรับผู้ที่มีภูมิ เข้าใจได้ ก็บอกได้ อจินไตยหลายกาละอาตมาก็พูดอยู่ เป็นความรู้ที่คนอีกระดับหนึ่งรับไม่ได้ แต่คนอีกระดับหนึ่งรับได้ _การทำบุญควรทำด้วยจิตยินดี แต่ถ้าทำเพราะหลงคำชม ได้บุญหรือบาป พ่อครูว่า… ได้กุศลไม่ได้บุญ แล้วหลงคำชมทำแต่ความดีนี่ส่วนมากได้บาป บาปคือกิเลส กิเลสคือความอยากได้ ถ้าอยากได้จัดแรงก็ทุกข์ จะเรียกว่ากิเลสไหม? ถ้าทุกข์ก็กิเลสแล้ว แต่ถ้าไม่อยากมากไม่ถึงทุกข์ก็ไม่เรียกกิเลสก็ได้ กุศลนี่ล่อแหลมต่อกิเลส พวกความดีนี่ล่อแหลมต่อกิเลส หากอยากได้ความดีจัดนี่มันแรงทำร้ายทำลายกันได้ นี่มันซับซ้อน _ถ้าเราต้องการให้กำลังใจตนทำอย่างไร พ่อครูว่า… ใช้ปัญญาดีที่สุด หากบังคับก็ยาก ไม่เต็มกำลัง แต่ถ้าใช้ปัญญามีความเข้าใจได้ กำลังจะมา คนเข้าใจได้เรื่องอิทธิบาท 4 มีความยินดี คนมีความเข้าใจว่าอันนี้ดีก็มีวิริยะตามมา แม้บางอย่างยากแต่ใจเห็นว่าดีก็ทำ เพราะมีปัญญา แม้จะยาก แม้จะขี้เกียจ แม้ไม่ค่อยชอบแต่มันดี เมื่อมีปัญญาจะเกิดกำลังใจ วิริยะ จิตตะ จะตามมา ต้องตรวจสอบว่าดีแน่ๆ ก็จะเกิดความเพียร และใจมีเท่าไหร่ก็โถมให้เต็ม แล้วก็เน้นเนื้อๆ ตรวจสอบไตร่ตรองเอาสิ่งดีที่เราโถมใส่ไป ว่ามันผิดไหม?

_อ่อนแอกับอ่อนโยนต่างกันอย่างไร? พ่อครูว่า… อ่อนแอคืออกุศล ไม่มีกำลัง แต่อ่อนโยนคือทำให้เกิดสัดส่วนที่ดี ให้ดูนิ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง _อามะภันเต แปลว่า พ่อครูว่า… แปลว่าขอรับ ครับผม _ถ้าจิตเราไม่คิดร้ายกับใคร แต่คนอื่นคิดร้ายกับเรา จะถือว่าจองเวรจองกรรมหรือไม่ เราจะวางตัวอย่างไร พ่อครูว่า… เราก็ไม่คิดแล้วเขาคิดอยู่ก็จองเวร พ่อครูว่า… ความสุขที่แท้จริงแล้วมันไม่มี อรหันต์แล้วไม่สุขทุกข์ แต่รู้ว่าอะไรควรยินดี ความสุขคือความเท็จความลวง เป็นสุขขัลลิกะ แต่วูปสโมสุขคือสุขที่ได้จากการลดกิเลสไปตามลำดับ จนจิตว่างกลางๆดีที่สุด ความสุขจริงคือจิตอุเบกขา การเป็นผู้นำที่ดีคือทำคุณอันสมควรก่อน แล้วค่อยสอนคนอื่น ทำตัวเป็นตัวอย่างเขา จะไม่มัวหมอง จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน