571109_เอื้อไออุ่นรร.ผู้นำ โดยพ่อครู เรื่อง ล้างบาปคุณได้ต้องใช้โลกุตรธรรม.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571109_รายการเอื้อไออุ่น เรื่อง ล้างบาปคุณได้ต้องใช้โลกุตรธรรม ที่ โรงเรียน ผู้นำฯ โดยพ่อครูโพธิรักษ์

วันนี้วันที่ 9 พ.ย. 2557 ที่โรงเรียนผู้นำฯ พ่อครูเอื้อไออุ่นญาติธรรมเรื่อง ล้างบาปคุณได้ต้องใช้โลกุตรธรรม พ่อครูว่า… วันนี้เรามาเอื้อไออุ่นกันที่รร.ผู้นำ จ.กาญจนบุรี ผู้ที่ฟังอาตมาแล้วไม่มีรสมมีชาติ เขาก็จะว่าพูดไปทำไม? เพราะส ิ่ งที่อาตมาพูดนี่ไม่ใช่โลกียรส ให้พูดให้ชวนฟัง บำเรอกิเลสเป็นโลกียรส เขาก็ฟังไม่ติดใจ ยิ่งเป็นโลกุตระนั้นคนละโลกกับเขา เขาก็ว่าพูดอะไรไม่รู้เรื่อง พูดทำไม คือเขาไม่รู้เรื่องจริงๆ เขาก็ว่าไร้สาระ เพราะสาระเขาเป็นกาม เป็นโลกธรรมเป็นอัตตา จึงเป็นสุข แต่ว่าอาตมามีหน้าที่ที่จะให้ส ิ่ งนี้ มาให้โลกุตระนี้ที่เป็นของพระพุทธเจ้า เป็นของศาสนาพุทธ อาตมาย ้ำ บ่อยระยะนี้ว่าศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยมและเป็นโลกุตระ คนทั่วไปเขานับถือเทวนิยมคือไม่รู้เรื่องแต่เขาเชื่อ แต่อเทวนิยมไม่ใช่ว่าไม่เชื่อพระเจ้า แต่ไม่เชื่ออย่างยึดมั่นถือมั่น ไม่รู้สัจจะความจริงของความเป็นเทวะของเทวดาจนถึงเทพเจ้าพระเจ้าที่ย ิ่ งใหญ่ เขาไม่รู้ชัดแต่เขาเชื่อ และ นับถือบูชาสุดยอด สรุปง่ายๆคือเขาเชื่อส ิ่ งที่เขาไม่รู้จัก นั่นคือเทวนิยม เขารู้แต่ความหมายแต่ไม่รู้ความจริงของเทวะแท้ๆ แต่ อเทวนิยมนั้นไม่ได้หมายถึงไม่นับถือ ไม่รู้จักเทวะ แต่นับถือรู้จักพระเจ้าอย่างยิ่ง ขออภัยที่ต้องพูดคำนี้ต่อ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า และทำตนให้เป็นพระเจ้าได้จริงๆ นี่คือลัทธิหรือศาสนาอเทวนิยม ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เทวะคือจิตวิญญาณ ที่เขาไม่เข้าใจว่าพุทธสอนจิตวิญญาณโดยตรง แล้วเอาความรู้จิตวิญญาณมาสอนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต เขาเลยบอกว่าพุทธไม่ใช่ศาสนา เขาจำนนต่อเหตุผล แต่เขาไม่รู้ว่าไม่ใช่แค่เหตุผลแต่

อ่านต่อ

เป็นการบอกลักษณะจิตวิญญาณ เขาว่าพุทธไม่ใช่ศาสนาเป็นแค่ปรัชญา เขาจำนนว่าเป็นเหตุผลแต่ไม่มีจิตวิญญาณ เขาว่าไม่ใช่ศาสนาเป็นแค่หลักปรัชญา จิตวิญญาณของคนนั้นแหละพุทธรู้แจ้งและสัมผัสเลย เวทนาเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร สังเคราะห์สังขารกันอย่างไร จิตวิญญาณตัวร้ายคือผีซาตานเป็นอย่างไร และลักษณะที่เป็นพระเจ้าคืออย่างไร ตรีมูรติเป็นอย่างไร เป็นลักษณะ 3 สภาพของกรุณาธิคุณ ช่วยเหลือ รักมนุษย์ทั้งโลก เป็นกรุณาธิคุณ บริสุทธิคุณ ปัญญาธิคุณ เป็นพลังงานไม่เห็นแก่ตัวสะอาดบริสุทธิ์และมีปัญญา พระอรหันต์ทุกพระองค์มีลักษณะตรีมูรตินี้ เป็นบัณฑิตแท้ ไม่ใช่รู้แค่ภาษาบัญญัติ แต่ปฏิบัติแล้วจิตเป็นอุภโตภาควิมุติ อุภโตภาคนิพพาน คือรู้และเป็นจริงได้ด้วย มีจิตพรหมวิหาร 4 หรืออัปปมัญญา 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นจิตพระเจ้าจริงๆ มีความรู้ พระอรหันต์จะมีปัญญาและรู้โลก อรหันต์ทุกพระองค์รู้จักโลกีย์ไม่เท่ากัน มีปัญญาธิคุณไม่เท่ากัน ปัญญาที่ว่านี้คือ รู้ความเป็นโลกโลกีย์ คือเรื่อง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทั้งหมดคืออัตตา แต่ละองค์รู้ไม่เท่ากัน ก็จะช่วยคนได้ไม่เท่ากัน จะช่วยได้แต่คนมีความเป็นโลกีย์ระดับนี้ แต่ถ้าโลกีย์เก่งกว่านี้ก็ช่วยไม่ได้ ก็ได้เท่าที่ท่านมีนิรุติโวหาร เพราะโลกีย์เฉโก ฉลาดที่ประกอบด้วยกิเลสคือเฉโก ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าตนเฉโก แต่จะบอกว่าตนฉลาด บางทีฉลาดหลอกคนอื่นให้คิดว่าตนดีมากสนิทเลย ใช้วิธีซับซ้อนมาก แล้วพระอรหันต์หลายท่านรู้ไม่ทัน ช่วยคนที่เป็นอย่างนี้ไม่ได้ แม้อาตมาก็ไม่ค่อยเก่ง จึงช่วยคนที่ฉลาดเฉโกไม่ได้ เพราะพูดแล้วไม่สะดุดใจเขา เขาไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าอาตมามีปัญญาธิคุณมากกว่านี้จะช่วยเขาได้ อาตมาก็เกรงใจคนฉลาดแกมโกงที่ชั่วบาป ให้เขารู้สึกตัวว่านี่ฉันชั่วนี่ ถ้าทำได้คือเราช่วยเขาได้สำเร็จ เราก็ได้ช่วยสังคม หากเราไม่ช่วยเขาก็ทำลายสังคมอยู่ตลอดเวลา อาตมาก็บังคับให้เขาฉลาดปัญญาไม่ได้ คำว่าฉลาด มาจากคำภาษาบาลีว่า “ฉฬายตนะ” คืออายตนะ 6 ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องอายตนะ 6 รู้ว่าทวาร 6 นี้สัมผัสกับสิ่งข้างนอก ดิน น้ำ ไฟ ลม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส วัตถุ เงินทอง ตำแหน่ง ยศศักดิ์ที่เขาสมมุติกันในสังคม เมื่อสัมผัสแล้วจิตก็มีการปรุงแต่งเป็นองค์ประชุมรวมทั้งหมดทั้งนอกและใน เช่น สัมผัสธนบัตร ที่ละพันทีละหมื่น แต่เงินนี่เราก็ทำเองได้ไม่ต้องโกงนะ แต่ใบละร้อยละพัน เป็นหมื่นเราทำเองได้ แต่ถ้าห้าหมื่น เราก็ยังชักพอทนได้นะ แต่ก็ชักตื้อๆนะ ว่านี่ก็ไม่ถึงโกงก็แค่ตามน้ำนะ ทั้งที่ไม่ใช่ความรู้ความสามารถของตนนะ เราทำได้แค่พันแค่หมื่น ความโลภมันก็จะเอานะ ว่าไม่เป็นไรนะ เอาๆ คนเช่นนี้ที่บริหารสังคม เงินผ่านมือแบบนี้มีเยอะ กินตามน้ำแบบนี้มีเยอะ ฐานะของข้าราชการ นี่รู้กันทั่วว่ากินเงินประชาชนแล้วให้มารับใช้ประชาชน ต่างจากนักธุรกิจนะ เขาไม่ได้ทำเพื่อประชาชน เขาไม่ได้เอาเงินประชาชนมาใช้นะ เขาทำเขาก็ได้ผลผลิตเขานะ ตีราคาเท่าที่เขาได้ แต่ข้าราชการคุณจะเช้าชามเย็นชามก็แล้วแต่จะมีความสามารถคุ้มกับอัตตาที่คุณได้ แต่คุณได้กินเงินของประชาชน คุณทำให้ประชาชนคุ้มหรือไม่? หรือทำไปแค่ไหนก็กินเงินประชาชน ถ้าทำไม่คุ้มก็บาปแล้ว ถ้าทำคุ้มก็รอดไป แต่ถ้าไม่แค่ทำคุ้มแต่โกงกินด้วย เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ได้บริหารเงินได้กินตามน้ำ ส่วนจะมีคนมาให้สินบนอีกทุจริต หรือบริหารแล้วมีเฉโก ซ้อนรับทำพวกนี้ เอามากๆขนาด เจ็ดแสนล้าน แล้วก็แบ่งกัน เพราะคนเดียวไม่ได้ ก้อนโต แต่ผู้ได้มากที่สุดก็บาปมากที่สุด อาตมาไม่รู้หรอกว่าใครได้มากหรือน้อย มันมีซ้อนอย่างนี้ อย่างนักธุรกิจว่า เงินก้อนนี้ก้อนใหญ่ เป็น M ega project แม้สมมุติมากก็แล้วกัน แสนล้าน หรือห้าแสนล้าน สมมุติว่างบฯก้อนนี้ คุณเองเป็นหัวหน้าใหญ่ คุณได้แค่ห้าหมื่นล้าน เอาไปใช้ทำงานสองแสนล้าน อีกสามแสนล้าน เอาไปปู้ยี้ปู้ยำ บางทีลูกน้องจะได้มากกว่าห้าหมื่นล้านก็เอา แต่คนเก่งคนฉลาดเป็นหัวหน้าใหญ่ก็จะเอามากกว่าทุกคนเพราะมีอำนาจมากกว่า ฉลาดกว่า ว่าโกงไม่เป็นไร ขอให้แบ่งฉันด้วยนี่คือที่มาของคนเลว หนักหนาสาหัส ถ้าไทยไม่แก้เรื่องนี้ก็แย่ เป็นความฉลาดแกมโกงที่สาหัส เป็นอัจฉริยะในความโกง เพราะอามาแจกจ่าย โกงไม่ว่าขอให้ข้าได้ จนเกิดปรัชญาแห่งความเลวอันนี้มา ทำกันเช่นนี้ก็เลยคาคอ จะจัดการผู้นี้ลงก็ติดคาคอ อาตมาขอบอกสัจจะว่าถ้าใครแข็งแรงจริง ที่ได้มาแล้วก็จบไป ถ้าคุณฟันคอเขาเลย คุณจะรอดแล้วไม่บาปอีกต่อไป นี่คือสัจจะ เมื่อมีโอกาสแล้วคุณจงเสียสละให้ประชาชน ยิ่งเป็นข้าราชการประจำก็คือนักการเมืองตัวแท้ นักการเมืองคือผู้รับใช้ประชาชน ผู้ที่ว่าตนเป็นข้าราชการไม่ใช่นักการเมืองคนนี้ไม่รู้รัฐศาสตร์ที่แท้ คำว่าการเมืองเสีย คนไม่ยอมรับเพราะว่านักการเมืองทำตนแย่ โกงกินทุจริต จนคำว่านักการเมืองเป็นเรื่องแย่ แต่ถ้าบอกว่าเป็นข้าราชการนี่เขาจะรู้สึกดี ข้าราชการนี่คือพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ถาวรด้วย นักการเมืองที่เลือกตั้งเข้ามาเป็นนักการเมืองจร เมื่อเราไม่สามารถรู้ชัดเจนในหน้าที่และสิทธิ ตอนนี้เรามีสิทธิแล้ว ได้รับการรับรองในประเทศเลย ตามระบบประชาธิปไตยขาเดียวหรือสองขาก็ตาม ระบุไว้ว่าคนนี้ได้รับการแต่งตั้งหรือระบุให้รับผิดชอบตามหน้าที่ก็มีสิทธิ์ และต้องทำหน้าที่ตามสิทธินั้น เช่น เป็นนายกฯ เป็นรมต. ต้องทำตามหน้าที่กฎหมาย หรือกฎกระทรวง ตามลำดับก็ต้องทำและต้องทำเต็มหน้าที่อย่าผิดอย่าเ พี้ ย น กฎหมาย ม. 157 ให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มที่จึงถูกต้องแล้ว ถ้าใช้มาตรานี้ เป็นเหมือนเครื่องประหารหัวหมา ทำให้สำเร็จ สังคมไทยจะดีขึ้นทันที คุณไม่ทำหน้าที่คุณผิด ม. 157 ต้องอาศัยคนกล้าและเห็นแก่ส่วนรวมมนุษยชาติ แทนที่จะเห็นแก่ตนและเกรงใจกัน อาตมาขอบอกว่าบาปบุญคุณโทษ คนที่เขามีบุญคุณกับเรานั้น เป็นบุญคุณสุจริต หากเป็นบุญคุณที่ทุจริต คุณเคยผิดพลาดทำไปก็บาปไปแล้ว ที่เขามาซื้อคุณไว้มันไม่สุจริต แล้วคุณนึกว่าคุณค้างบุญคุณเขา ขออภัยที่ต้องบอกว่าคุณโง่ มันเป็นบาป คุณทำบาปจบไปแล้ว แล้วก็ถือว่าเขามีบุญคุณ เขาให้เรามาตั้งพันล้าน ร้อยล้าน สิบล้าน อันนั้นมันบาป ไม่ใช่บุญคุณ คุณต้องหยุดเลย เมื่อคุณมีสิทธิหน้าที่ต้องฟันเลย การฟันคนชั่วไม่บาปเลย การฟันนี่ไม่ใช่ไปฆ่าแกงเขา แต่ตัดไม้ตัดมือไม่ให้เขาทำบาปอีก คุณมีสิทธิหน้าที่ต้องทำเลย จะได้กุศลมหาศาล คนที่จะปราบทุจริต คนไหนทำได้ ราคาของการลดทุจริตคอรัปชั่นได้ตอนนี้ราคาสูงมาก เพราะเป็นความต้องการอย่างยิ่งในสังคม ยิ่งคนนี้ควรฟันอย่างยิ่งนะ ต้องคิดให้ดี อย่าคิดว่าตนเองเคยได้อกุศลลาภจากเขา คุณนึกว่าเป็นบุญคุณนั้นผิดนะ ผิดเต็มร้อยตีลังกาคนละขั้วเลย อย่าไปตอบแทนบาปคุณเลย ไม่ใช่ตอบแทนบุญคุณนะ อย่าไปตอบแทนบาปคุณ ต้องหยุดเลย ต้องช่วยกันเลย ถ้าคุณหยุดได้ ถ้าเขาจะโกรธเขาชั่วต่อก็บาปต่อ คนที่เคยให้เงินคุณโดยทุจริต แล้วคุณก็มีสิทธิ์ตัดไม่ให้เขาทำบาปก็ช่วยเขาและได้กุศลตนอย่างยิ่ง ผู้ที่ทำนี่เป็นการช่วยเขาไม่ใช่ทำร้ายเขา นักธุรกิจนั้นบาปถาวร เพราะเขาทำหน้าที่จนตายไม่มีการปลดเกษีย ณ เหมือนข้าราชการ นักธุรกิจจะบาปซับซ้อนมากว่าข้าราชการ แต่นักธุรกิจนั้นจะบาปน้อยกว่าข้าราชการ เพราะต้องทำด้วยตนเอง แต่ข้าราชการนั้นรับเงินจากประชาชน แต่นักการเมืองนั้นมีอำนาจมากกว่านักธุรกิจ แต่เดี๋ยวนี้นักการเมืองก็เป็นนักธุรกิจด้วย แล้วออกกฎหมายเฉโกว่า ตนเป็นทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจไปด้วยในตัว ก็โกงได้มาก ทิฏฐิ 62 มีสองอย่างคือตามรู้ขันธ์อดีตเอามาใช้ กับปรุงแต่งเป็นอนาคต ก็ฟุ้งได้มากมาย พระพุทธเจ้าแบ่งเสร็จเลย ขันธ์อดีตมี 18 ส่วนขันธ์อนาคตมี 46 อาตมาจะใช้ขันธ์ส่วนอดีตเสียส่วนใหญ่ เพราะผ่านมามากมายจึงเอามาใช้ได้ แม้ความรู้ระดับอาตมาไม่ถึงมหาโพธิสัตว์ไม่ถึงระดับแปดหรือเก้าก็ผ่านวัฏฏสงสารมาเยอะ ก็มีขันธ์อดีตแต่ก่อนเก่าที่จะเอามาอธิบาย ชาตินี้อาตมาไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์นะ แต่อธิบายได้เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาของมนุษย์กับสังคม ที่จะเป็นอยู่สุขและเป็นประโยชน์สูงสุด เป็นคุณค่า ที่เป็นน้ำใจบริสุทธิ์ ระดับพรหมวิหาร 4 หรืออัปปัญญา เป็นจิตวิญญาณที่หมดตัวตนไม่เห็นแก่ตัว ชีวิตตนไม่เกี่ยงแล้วอยู่รอด เพราะสังคมอุปถัมภ์ค้ำชู ชีวิตนี้เนื่องด้วยผู้อื่น ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา ชีวิตเราฝากทิ้งไว้กับผู้อื่น เราทำทุกอย่างเพื่อสังคม ก็มีคนมีดวงตาเห็นได้ ช่วยอาตมาได้ อาตมาไม่ต้องสะสมสมบัติส่วนตัวเลย ทำงานไปให้ปรปฏิภัทธาเมชีวิกาให้คนอื่นเลี้ยงดูสงเคราะห์ไว้ มีเท่าไหรก็กินใช้เท่านั้น ใครอยากอุปการะก็มา อุปการะมาเท่าไหร่ก็ใช้ประโยชน์เท่านั้น ถ้าคนมาบริจาคเงินให้อาตมา ถ้าระบุว่าให้ใช้อะไร ผ่านอาตมา เขาเรียกว่าทำบุญแต่ที่จริงคือการให้ทาน แต่ถ้าทานเอาออกแล้วไม่กำจัดกิเลสก็เป็นกุศลธรรม กุศลวิบาก ซึ่งจะสนองผู้มีกุศลนั้น ส่วนบุญไม่มีอะไรสนอง บุญนี่ชำระกิเลสแล้วมีแต่พ้นทุกข์ บุญไม่ใช่ขนมปัง บุญคือปืน ไม่ใช่ของช่วยชีวิตแต่บุญคือเครื่องมือกำจัดกิเลส ฟังแล้วน่ากลัวนะ เป็นเครื่องปราบฆ่า แต่ก็ฆ่ากิเลส บุญคือ สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ เป็นรากศัพท์เลย คุณทำทานก็ได้กุศลได้เครื่องอาศัย จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นเครื่องสนอง บุญเป็นโลกุตระเป็นเครื่องล้างกิเลส ทำแล้วสำเร็จในบุญตัดกิเลสขาดได้ เมื่อมีปัญญารู้ทาง รู้สัมมาทิฏฐิ 10 ทานอย่างไรให้เกิดบุญ แต่ทุกวันนี้เขาทานแล้วได้บาป ให้ของราคา 5 บาท แต่ขอแสนล้าน ตักข้าวทัพพีเดียวก็จบแล้วจบอีก ขอให้ได้ลาภยศ ตำแหน่งขอให้ได้ร้อยพันล้าน จิตตั้งจิตเป็นมโนกรรมจริง ไม่ได้ละโลภ เลย มีแต่โลภเต็มกระบุงเลย นี่คือนัตถิทินนัง เป็นมิจฉาทิฏฐิข้อแรกเลย ทานแล้วโลภเพิ่มขึ้น แล้วมันจะได้ผลของศาสนาไหมนี่ แต่คุณได้กุศล ทาน 5 บาท ชาติหน้าก็มีส ิ่ งสนอง 5 บาท แต่คุณไปตั้งจิตจริง มีกรรมทางจิตไปโลภเพิ่มอีกกี่ล้าน เป็นสัจจะแล้ว คุณขาดทุนหรือกำไร แล้วก็สอนกันผิดๆ ไม่ต้องพูดถึงวิธีการที่จะชำระกิเลส เช่น สมาธิ การนั่งหลับตาสมาธิไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า S pecial สมาธิ แต่ที่เขาทำเป็นแค่ General สมาธิ เท่านั้น แต่สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่าสัมมาสมาธิ ปฏิบัติลืมตาในขณะทำ คิด พูด ทำ อาชีพ ทำให้สัมมา อาชีพก็ให้พ้นมิจฉา 5 กัมมันตะก็มี 3 วาจาก็มี 4 อยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร แต่ความรู้ไม่พอก็ใช้ไม่เป็น วิธีปฏิบัติก็เอามาใช้ไม่เป็นตั้งแต่เรื่องทาน ในสัมมาทิฏฐิ ทินนัง ยิตถัง หุตัง ก็ใช้ไม่เป็น ไม่ได้เกิดผลลดกิเลสเป็นแค่ นัตถิ ไม่ได้อัตถิ ในทุกทาน ศีล ถ้าชำระกิเลสได้ก็เป็นอัตถิ แต่ถ้าไม่ได้ลดกิเลสก็นัตถิ แล้วตรวจสอบตนเอง คือหุตังที่เกิดผลสำเร็จลดกิเลสได้หรือไม่? ถ้าได้ก็อัตถิ ถ้าไม่ได้ก็นัตถิ ขออภัยที่ต้องพูดว่าการนั่งหลับตาเป็นการสร้างภพ เอาบุญมาล่อว่าจะได้วิมาน จะพารวย โศลกปีนี้คือ วัฒนธรรมบุญนิยมนั้น ต้องไม่ใช้บุญเป็นวิมานหลอกคน สำคัญมากเรื่องบุญ อาตมาอายุก็ปูนนี้ทำงานมาย่างเข้า 45 ปีแล้วอายุพรรษา ก็ขอพูดเต็มที่หน่อยเถอะในฐานะที่เป็นนักบวชพระพุทธเจ้า แม้ทุกรุ่นที่ท่านบวชก่อนอาตมานะ เป็นมหาเถระแล้ว อาตมาจริงใจต่อศาสนา ต่อมนุษยชาติ ข้าราชการคือนักการเมืองประจำของสังคม รัฐศาสตร์คือการบริหารรัฐ ข้าราชการคือผู้บริหารรัฐประจำเลย เมื่อไม่มีนักการเมือง ข้าราชการก็ทำหน้าที่ไปโดยหน้าที่ตำแหน่ง ก็คือเรื่องสังคม รัฐศาสตร์ ปลัดกระทรวงก็ต้องบริหารต่อได้ รับใช้ประชาชนนั่นเองก็คือนักการเมือง อาตมารู้เจตนา คสช. ว่าไม่ให้พูดการเมือง คือไม่ให้พูดแล้วกระทบทำให้แตกสามัคคี แต่ว่าอาตมาขอเป็นนักการเมืองจนตายคือขอรับใช้ประชาชนจนตาย แล้วเป็นนักการเมืองที่ไม่รับเงินเดือนเลย ขออภัยไม่มีแม้นิตยภัต ซึ่งก็คือเงินของประชาชน อาตมาไม่มี ไม่รับ อาตมาเป็นประชาชนมีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือคนแก่ อาตมาก็ไม่เคยยอมไปรับเลย อาตมายังไม่แก่ เรื่องอะไรไปรับเงินคนแก่ ไม่เคยไปมอบหมายให้ใครไปรับ อาตมารับใช้อย่างบริสุทธิ์ใจจนตาย อย่างพาพวกเราออกไปทำงานชุมนุมต่อต้านประท้วงก็ทำหน้าที่ ในระบอบประชาธิปไตย ในยุคพระพุทธเจ้าไม่มีเรื่องนี้ ก็ไม่มีบัญญัติไว้ แต่จะบัญญัติใหม่ก็ของกรมการศาสนา ที่ระบุไว้ว่าห้ามออกไป อาตมาเห็นใจเขานะเพราะเขาควบคุมคนของเขาไม่ได้ ก็เลยต้องออกกฎหมายไว้ พระออกมาก็ยุ่ง ศาสนาฉิบหายหมด อย่างสมณะอโศกก็บอกกันได้มีออกไปนอกบ้างก็น้อย พอดึงกันไว้ได้ ต้องรู้จักสิทธิหน้าที่ นักการเมือง ที่มีอำนาจตอนนี้ต้องทำหน้าที่ อย่างกล้าหาญ และถูกต้องเต็มหน้าที่ได้จะดีมาก คนไทยไม่โง่ ผู้มีตำแหน่งหน้าที่เชื่อว่าเข้าใจได้ แต่อยากขอร้องว่าช่วยเหลือประเทศชาติหน่อยเถอะ ตอนนี้กำลังคัดเลือกคนดีมีความรู้ความสามารถไปทำหน้าที่ อาตมาเห็นใจเข้าใจนะ แล้วก็สำคัญคือ อย่าไปเข้าใจบุญคุณผิด ที่คุณได้รับสินบนจากคนชั่วมานั้นหรือแม้กินตามน้ำก็ตาม ที่เขาปิดปากคุณไว้ ขอพูดระบุชัดๆ จะเอาผิดก็เอา เช่น พวกที่เป็นสส.กินเงินจากหัวหน้าพรรค นี่เงินบาปคุณทั้งนั้นไม่ใช่บุญคุณ อย่าไปตอบแทนบาปคุณนี้ต่อไป หากคิดว่าเป็นบุญคุณต้องตอบแทนอยู่นี่ผิดนะบาปชั่วต่อไปนะ ให้ฝืนเถิด ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย ผู้ที่ทำอยู่ก็หยุดเถอะ กรรมเป็นอันทำมีผลวิบากจริง พวกเราพยายามเรียนรู้เรื่องจิตเจตสิก อาตมาก็พูดลึกขึ้นทุกที ถ้าพวกคุณไม่มีบารมี บารมีคือชำระกิเลสสั่งสมมาได้ ไม่ใช่แค่ความดีคือกุศล ผู้ที่ทำกุศลมากจะได้เรียกว่า มหากุศล แต่ถ้าทำกุศลแต่ทำจิตให้เกิดกิเลส เช่น ทำทานแต่กิเลสเพ ิ่ ม คุณได้สั่งสมกิเลสใส่สันดาน สะสมบุญคือบารมี บารมีคือการชำระกิเลสได้ แต่ถ้าทำกุศลแต่จิตกิเลสเพ ิ่ มเรียกว่า สันดาน ถ้าทำทานแล้วมนสิกโรติไม่เป็น การทำทานต้องให้ใจลดโลภ แต่ว่าทำใจไม่เป็น กลับทำให้ใจโลภมากว่า ค้ากำไรเกินควร ผู้เอาบุญมาขาย แล้วบอกว่าทานมากได้มาก ทานไม่ใช่บุญ บางสำนักบอกว่าทำทานแล้วะได้บุญมาก หลอกว่าจะได้วิมาน แต่ได้อวิชชากันทั้งนั้น เผยแพร่ไปทั่วโลก แค่ทำทานนี่แหละ มีการตลอด มีการคลอบงำความคิดว่าซาบซึ้ง ว่าชาติหน้าจะได้รวยได้สวยได้โลกธรรม ก็เป็นโลกีย์ทั้งนั้นไม่มีภาคปรมัตถ์ที่ลดกิเลสเลย แล้วส่งเสริมกันให้ทำบาปทั้งโลกเลย หากพุทธในไทยส่งเสริมอันนี้เท่ากับทำบาปมหาศาลหนัก เท่ากับทำลายศาสนา อยากให้เขาหยุด อาตมาไม่เดือดร้อนกับเขานะ แต่อาตมาสงสาร อาตมาไม่เชื่อว่าเขาโง่ แต่เขาหยุดไม่ได้ เขาลงทุนมามากแล้ว เหมือนคนลงทุนสูบบุหรี่มาตั้งสี่สิบปีแล้วจะให้เลิกอย่างไร?...นี่ก็จะโง่ไปถึงไหน หายโง่ได้แล้ว ในสังคมศาสนาทุกวันนี้กระเตื้องขึ้นนะ มีผู้มีปัญญารับรู้ อาตมาวัดจากกระแสตอบรับ อาตมาปากชัดมากขึ้นนะ แต่กระแสตอบโต้ไม่ค่อยมา นั่นคือเมืองไทยมีปัญญารู้ว่าอะไรเป็นสัจจะจึงเงียบ เป็นดัชนีชี้ค่าว่าเมืองไทยยังมีคนมีปัญญาไม่ใช่แค่เฉกา เพราะอาตมาเอาสัจธรรมพระพุทธเจ้ามาอธิบาย ตอนนี้ธรรมะพระพุทธเจ้านี้กำลังเกิดการขยายตัว ผู้ใดจะกล้าหาญทางธรรมมาร่วมมือกัน ผู้มาร่วมมือทางธรรมถือว่ากล้าหาญอย่างยิ่งด้วย หรือข้าราชการจะร่วมมือสั่งสมการลดละกิเลสทำลายส ิ่ งไม่ถูกต้องให้หมดไป ต่อไปจะพูดนี่เป็น Big word คือว่าจะช่วยโลกได้ โลกจะรับรู้เข้าใจ แล้วจะเอาไปใช้ เช่น เศรษฐศาสตร์ที่เป็นระบบสาธารณโภคี อาตมาใช้ชื่อบุญนิยม ที่จะไปลดทุนนิยม แต่ไม่ได้ไปเป็นศัตรูเขานะ เพราะบุญนิยมนี่ให้ แต่ทุนนิยมนี่เอา ก็เลยไปกันได้ แต่ทุนนิยมกับทุนนิยมนี่เขาเอาด้วยกันก็เลยทะเลาะกันสิ บุญนิยมก็ขอมาลดบาป ลดทุจริตอกุศลของคุณนะ ไม่ได้แย่งเงินนะ อาตมามีฝีมือในการแย่งเงินแย่งโลกธรรมนะ พิสูจน์ฝีมือตอนทำงานเป็นฆราวาส อาตมาเงินเดือนมากกว่านายกฯอีก นายกฯเงินเดือนแปดพัน แต่อาตมาได้สองหมื่นโดยสุจริตด้วยนะ ถ้าอาตมาอยู่ทางโลกก็ต้องพัฒนาไปตามอัตตาตัวเลข ตัวเลขมันขึ้นแต่เศรษฐกิจมันตก ไปแย่งกับโลก สมมุติว่าอาตมาเป็นเจ้าสำนักบันเทิง อาตมาทำได้เยอะด้วย ทำได้หลายอย่างด้วย บันเทิง ข่าวสาร วิชาการ ทำได้หมด รายได้ก็ต้องมากด้วย สมมุติว่าเจ้าสำนักตอนนี้เขาได้เดือนละสี่ล้าน อาตมาก็ต้องได้อย่างนั้น แต่อาตมาไม่เอา มาทำแบบนี้ก็ได้ให้เขาไปสี่ล้าน เพราะไม่ได้ไปแย่งชิงกับเขาด้วย เราจะรู้อาชีพการงานที่เหมาะควร บางอย่างเป็นอบายมุข ดารา นักร้อง นักแสดง กีฬาที่ได้ค่าตัวมากล้วนเป็นอบายมุข เป็นนรกปหาสะ คือความบันเทิงเริงรมย์ หรือกีฬาก็มีสนุกสนานปนความหนัก แต่บันเทิงสนุกสนานปนความพริ้ว กีฬาบำบัดกิเลสชอบใจเชิงซาดิสม์ มาซูคิสม์ ส่วนบันเทิงเริงรมย์สะสมเชิงโรแมนติกอิซึ่ม Romanticism พวกนักกีฬานี่พยาบาททุกคน กูแพ้ก็ไม่ยอม ต้องเอาชนะให้ได้ ส่วนที่ว่ากีฬาคือสามัคคีเสียสละคอยดูมันจะตีกันตาย ยิ่งระดับโลกก็จะแพ้ไม่ได้อีก มันก็จะทำลายโลก มันเป็นอารมณ์ลวงคือสุขขัลลิกะคือยอดอบายมุข นักการเมืองโกง ข้าราชการทุจริตก็คืออบายมุข คือปากทางคือหัวหน้านรก ที่เขาโกงกันเจ็ดแสนล้านคืออภิบรมมหาอบายมุข นักธุริกิจที่มือขึ้นก็เพราะมีกุศล เป็นสันดาน เช่น คุณลงทุน 10 ล้าน แต่ให้ได้มาเป็น 100 ล้านก็บาปทั้งนั้นแม้จะมีกุศลเก่าในชาตินี้ คุณได้ของเก่าก็ดีแล้ว หากคุณเอากุศลที่ได้ไม่ออกดอกผลก็มีเท่าเดิม ยิ่งคุณเอากุศล เช่ นคุณมี พันหนึ่ง แล้วก็เอาไปคืนแก่โลก ห้าร้อย แต่ถ้าเอาไปออกดอกผล ไปทำกำไรอีกบานเป็นห้าล้านก็ยิ่งได้บาป มันสูงด้วยอัตราค้าหุ้น จากหุ้นละห้าสิบ กลายเป็นหุ้นละห้าร้อย เอาไปขาย แล้วก็ปั่นหุ้นเพ ิ่ มอีก อาตมาจุกตั้งแต่ประเทศไทยมีตลาดหุ้น ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ไทยจึงตกต่ำด้านเศรษฐกิจมาก อย่าไปตกในวังวนนั้น มันบาปทั้งสิ้น

เรามาเสียสละให้บริสุทธิ์ดีกว่า เราตั้งจิตเราได้ว่าจะเสียสละอย่างไร มันบำเรอราคะเสพรส หรือบำเรอโลภให้ได้สะสมของกู เสพราคะเดี๋ยวก็หายไปแต่ได้โลภวัตถุนี่อยู่นานกว่าแม้อำนาจของกูก็เช่นกัน ถ้าไม่ชัดเจนก็ต้องหลงผิดทำผิดไปตลอด แต่ถ้ามาเรียนรู้ตั้งแต่โสดาฯ สกิทาฯ ...รู้ชัดในตัวตนตั้งแต่สักกายะ ศาสนาพุทธเข้าใจคำว่ากายไม่ได้ เข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ ก็ไม่เกิดการบรรลุธรรม เขาเข้าใจกายก็คือสรีระภายนอกไม่มีจิตวิญญาณ แล้วเข้าใจผิดเรื่องสมาธินั้นต้องไปนั่งหลับตาทำเอา ก็นั่งจนก้นเน่าก็ได้แต่เจโตสมถะไม่ได้โลกุตระ แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติลืมตาไปตามลำดับศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ไปตามลำดับ ลดละกิเลสไป พระพุทธเจ้าว่า 7 ปียกไว้ไม่ได้อรหันต์ก็ได้อนาคามีหากสัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติจริง ไม่ใช่เรื่องเล่นหรือหลอก มันเป็นสัจธรรมที่ลึกซึ้งเรื่องเลข 7 ถ้า 1 และ 2 นี่จะเป็นระนาบไม่เกิดองศา แต่ถ้าเร ิ่ มต้น 3 ก็มีองศาแล้ว จะเจริญอย่างไรก็ต้องกลับมาที่ 3 จนกระทั่งเป็นจั่ว เป็น C yclic order มันจะวนเพ ิ่ มองศาจนครบ 45 องศาจะลงตัวหมด เป็นสูญ เป็นสามเส้าแรก แต่พอเป็นเส้าที่สอง ถ้าคุณทำธรรมะเป็นจะเกิดไปตามลำดับ โสดาบันจะพ้นสังโยชน์ 3 ส่วนสัตตักขัตตุปรมโสดาบันก็ต้องทำอีก 7 สังโยชน์ จึงเรียกว่าสัตตักขัตตุ แปลว่า เจ็ด แต่เขาว่าอีก 7 ชาติก็เป็นอรหันต์ ซึ่งที่จริงคือต้องทำอีก 7 สังโยชน์ นี่ต่ำสุด ส่วนโกลังโกละโสดาบันก็เก่งกว่า ทำอีก 6 สังโยชน์ก็เป็นอรหันต์ ถ้าเอกพีชี มีสังโยชน์ข้อเดียวที่ทำได้ก็เป็นอรหันต์ เกิดจากเลข 1 ถึง 10 ทั้งนั้น สกิทาคามีคือโสดาบันที่พัฒนา 7 สังโยชน์ได้อีก 1 คือเลข 7 เป็นเลขที่เร ิ่ มเส้าที่สาม เพราะถ้าเส้าที่สามคือเลข 7 ถึง 9 ครบก็เป็นอรหันต์แล้ว สมบูรณ์ แม้ในทางฟิสิกส์ คณิตศาสตร์เลขพวกนี้ก็สำคัญ พระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องมนุษย์และสังคมมนุษย์เท่านั้น โพธิสัตว์คือนักศึกษาพระพุทธเจ้า โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1. เป็นโสดาบัน 2. เป็นสกิทาคามี 3. เป็นอนาคามี 4. อรหันต์ 5 .อนุโพธิสัตว์ 6 .อนิยตโพธิสัตว์ 7 . นิยตโพธิสัตว์ 8 . มหาโพธิสัตว์ 9. .สัมมาสัมโพธิญาณคือสูงสุดของความมี จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน