340000 มักน้อยสันโดษ โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340000 มักน้อยสันโดษ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
ความมักน้อยสันโดษ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
นี่เป็นวัฒนธรรมอันหนึ่งของเรา เป็นวัฒนธรรมของเราชาวพุทธ ที่มีคนมาฟังธรรม มีคารวะ มีรูปแบบท่าทาง สัมมาคารวะ ที่เรารู้กันดี แล้วเราก็มีทั้งภาษา มีทั้งท่าทีอะไรที่แนบเนียนนะ คนไทยเรารู้แจ้งดี เราก็ต้องทรงวัฒนธรรมนี้ไว้ รักษาวัฒนธรรมนี้ไว้ เราได้ถูกกลบเกลื่อนวัฒนธรรมการคารวะเคารพไปเป็นรูปแบบอื่น ของประเทศอื่น ของชนชาติอื่น เข้ามาปนเปมากมาย แม้แต่การจับมือ แล้วก็สั่นกัน แม้แต่การโค้งกัน แม้แต่การระวังตรง แม้แต่การทำท่าทีอื่นๆ การคารวะมีเยอะแยะนะ แต่วัฒนธรรมแบบไทย ไทยเดิมเรา การคารวะนี้ คือกราบไหว้ หรือไหว้กราบนอบน้อม นี่เป็นวัฒนธรรมรูปแบบเดิม เราก็แสดง เราก็กระทำ รักษาฟื้นฟู อโศกเราไปที่ไหน ไหว้ ไหว้จนเมื่อกี้ คุณที่มานั่งพูดอยู่เมื่อกี้นี้บอกว่า วันอาทิตย์ก่อนโน้น ไปที่สามพระยา เราก็ว่าอย่าไปให้ประเจิดประเจ้อนักก็ไม่ให้ประเจิดประเจ้อเหมือนกัน แต่งตัวเรียบร้อยดี แต่ว่าท่าทีไหว้กัน คารวะกัน เจริญธรรมกัน มีคำพูดอีกด้วยนะ คำกล่าว เจริญธรรม อีก เอ้! นี่มันแปลกหู เจริญธรรมนี่ คนประเทศไหนนี่ เขาทักทายกันด้วยคำว่าเจริญธรรม อะไรอย่างนี้ เป็นต้นนะ ของเรามีคำว่า เจริญพร ก็เป็นภาษาไทย ที่อยู่ในศาสนา คำพระ พระทักทาย ท่านรับคำ ก็เจริญพร ทีนี้ เราก็เห็นว่า เจริญพร นี่จะไปซ้ำกับคำพระ ฆราวาสจะใช้ มันไม่ได้เรื่อง อาตมาก็เพี้ยนมาหน่อย มาเป็นเจริญธรรมนะ ให้ฆราวาส เราจะดึงเขามาเจริญ เจริญพร เจริญธรรม ประเสริฐ ถึงมาใช้ นี่เป็นวัฒนธรรมไทยนะ แล้วก็ใช้กันขึ้นมาได้ มาติด งั้นเราก็รักษา กระทำ แม้แต่เราจะกราบไหว้บูชา เชิดชูพระพุทธเจ้า ต่อไปนี้ก็เป็นรูปวัฒนธรรมอันหนึ่ง ที่
อ่านต่อ
เราจะพึงเข้าใจและรักษา ไม่รักษา มันเสื่อม แล้วเปลี่ยนแปลงได้ เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง แต่เราจะเปลี่ยนแปลงทำไม ถ้าเรารักษาไว้และทำได้ และมันมีประโยชน์ มีคุณค่า ไม่จำเป็นจะต้องไปเปลี่ยน อย่างโน้นอย่างนี้ ให้มากหลาย อย่างนี้ก็เป็นคุณค่า อย่างนี้ก็เป็นประโยชน์ อย่างนี้ก็เป็นรูปแบบที่ดีแล้ว เราทรงสิ่งนี้ไว้เป็นเอกลักษณ์ไทย ตั้งใจจะกล่าวบูชารูปคารวะดังกล่าวแล้ว เราก็มีแล้ว ใจเราทำนอบน้อมคารวะ เชิดชูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยจริงนา (ต่อไปเป็นการนำสวด "นโม" แล้วจึงกล่าวแสดงธรรมต่อ) ต่อไปนี้ก็เป็นการเปล่งกล่าว ในฐานะพุทธศาสนิกชนที่เราจะปฏิญาณ ขอยึดถือ ขอเอาพระพุทธ พระธรรม เป็นที่พึ่ง เป็นตัวอย่าง เป็นแบบ เป็นแนวทาง เรากล่าวเป็นภาษาบาลี เป็นวัฒนธรรมไทยเดิมเรามานานแล้ว ความรู้ของเราต้องรู้ให้สำคัญ และพึงรักษา และพึงทำความเห็นด้วยปัญญาให้แจ้ง ศึกษาให้ทะลุ ว่าพุทธคืออะไร ธรรมคืออะไร สงฆ์คืออะไร แล้วเราก็ได้พุทธ ได้ธรรม ได้สงฆ์ ดังกล่าวนั้นมาไว้เป็นที่พึ่งในตนแล้ว หรือยัง เราก็จะต้องทั้งศึกษาและกระทำให้มี ให้เป็น ให้ได้ พึงได้อย่างแท้จริงให้ได้ (แล้วท่านก็กล่าวประณามคาถาต่อ ครบสามครั้ง ทุติฯ ตติฯ) เจริญธรรม ท่านสาธุชน ที่เป็นพุทธศาสนิกชนทั้งมวล หรือแม้แต่ที่ยังไม่เป็นพุทธศาสนิกชนก็ตาม เราย่อมศึกษา ย่อมรับฟังได้นะ อาตมาวันนี้อยากจะเน้นถึงเรื่องความมักน้อยสันโดษ เราได้ยินมามาก ได้ยินมานาน สำหรับพวกเรา พุทธศาสนิกชน หรือศาสนาอื่นก็ตาม อาตมาจะมีแนวอย่างนั้นบ้าง แต่สำหรับพุทธเราแล้วเน้นมากทีเดียว แม้แต่ในหลักที่จะสอบทานธรรมวินัยของพระพุทธ เจ้า เป็นหลักสอบทานว่า ถ้าเผื่อเราประพฤติปฏิบัติเรียนรู้แล้วเราจะต้องเป็นไปเพื่อความมักน้อย เป็นไปเพื่อความพอ หรือเรียกว่าสันโดษได้อย่างแท้จริง ถ้าสภาวธรรมเราเป็นคนใจก็ยังงั้น เป็นคนทำมาก ขยันหมั่นเพียร เพราะว่าหลักหนึ่งที่ท่านให้พิจารณาคือ เมื่อธรรมะนั้นทำให้เราปฏิบัติศึกษาแล้วเราเป็นคนขยัน ถ้าธรรมะเป็นไปเพื่อความขี้เกียจ เฉื่อยเนือย เฉยชา ไม่รังสรรค์ ไม่ขยันเพียร ไม่กระปรี้กระเปร่า มีกะจิตกะใจอย่างนั้น มันไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ถ้าธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว ยิ่งศึกษา ยิ่งจะเห็นเลย คนขี้เกียจอยู่ ก็จะขยันขึ้น หรือว่าคนขยันอยู่ ก็จะขยันยิ่งๆขึ้น แม้จะขยันยิ่งจนกระทั่งกลายเป็นทรมานตนก็จะรู้ขอบเขตเกินว่า มันขยันจนกระทั่งสุขภาพเสีย อย่างนั้นมันก็แย่ละ แต่ขยันมากมาย สร้างสรรเพื่อผู้อื่น ให้คนอื่นเห็นตัวอย่างตาม เป็นคนที่มีรูปแบบ เป็นคนที่มีความเป็นไป แข็งแรง ปราดเปรียว ทนทานโดยไม่ต้องทนนะ ทนทานโดยไม่ต้องทาน คือปฏิบัติไป ขยันหมั่นเพียร ไม่เหน็ดเหนื่อยง่าย เราเห็นว่า เหมือนกับทนได้ดีจังเลย แต่แท้จริง ท่านไม่ได้ทนนะ ท่านทำได้ อาตมาเองนี่ ยังรู้สึกว่ายังอ่อนแอนะ ยังอ่อนแอ ขยัน ว่าขยันแล้วก็ยัง แหม ยังอุตส่าห์ น่าอายนะ แหม เขายังโด๊ปยา ฮึ! ยังโด๊ปยา ยังต้องให้กินยา เอานี่ ทำไปนี่ ว่ามากไปแล้ว หนักไปแล้ว แล้วก็ เอ้อ! ทำต่อไปไม่ได้ นี่ยังรู้สึกว่าตัวเองยังอ่อนแอ ยังไม่แข็งแรงเพียงพอ ก็จะต้องฝึกเหมือนนักวิ่ง เขายิ่งซ้อมวิ่ง เขายิ่งฝึก เขาก็ยิ่งวิ่งเก่ง นักยกน้ำหนัก เขายิ่งหัดยกน้ำหนัก ยิ่งฝึกๆ เขายิ่งยกน้ำหนักได้มากขึ้น นักวิ่งทน หัดวิ่งให้ทนนานได้ เขาก็ทำได้ทน หัดขุด หัดยก หัดแบก หัดหาม หัดเข้ามากๆ มันก็ทน ทนทานได้นาน มันก็เป็นจริง อาตมาก็ต้องหัดฝึก ไม่ใช่ว่าเราเอง แหม ทำงานไปเท่านี้ก็มันชักจะเลย เขาว่ามันเกิน มันมากไป มันๆมันเลยไป มันโอเวอร์นะ ก็เรา ก็ยังทำไม่ ต่อไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเราจะหยุดนะ เราจะต้องฝึกเพียร เพื่อที่เราจะทำต่อไปได้อีกและได้ทนขึ้น นักวิ่งทนก็จะต้องทำตนให้ได้วิ่งทนยิ่งขึ้น ได้นานยิ่งขึ้น อย่างนักทำงานเขาก็จะต้องพยายามทำงานให้ได้ทนขึ้น นานขึ้น จึงจะเรียกว่าเราเจริญหรือพัฒนา วิวัฒน์พัฒนา ถ้าไม่อย่างนั้นไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้า เราไม่ ไม่ๆ ไม่เพิ่มความสามารถ ถ้าเราเพิ่มความสามารถ ต้องเป็นอย่างนั้น มันไม่แปลกเลย ที่เราจะขยันได้ เมื่อยน้อย หรือว่าเมื่อยช้า ทนทำได้ ทนทำได้นาน สร้างสรรได้ดีแล้วสุขภาพเราก็ไม่เสียด้วย มันไม่แปลกเลย มันกลับดี ชัดเจน พูดอย่างนี้ก็คงจะไม่สับสน ไม่ยากเย็นอะไร เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้า หลักขยันนี่ต้องเข้าใจให้สำคัญก่อน ที่อาตมาต้องย้ำเพราะเหตุว่า ตัวผู้แทนศาสนา หรือตัวคนที่ทำงานศาสนาของพุทธนี่ คือพระนี่ ซึ่งเป็นที่พึ่ง เป็นแบบอย่าง เป็นแม่พิมพ์นี่ เดี๋ยวนี้ได้เข้าใจผิด ไปเข้าใจเป็นศาสนาเดียรถีย์ ศาสนาฤาษีต่างๆ ซึ่งบอกว่า มักน้อยสันโดษ ไม่แย่งชิงใคร ไม่ไปกระตือรือร้นเอาของใครมา แต่เสร็จแล้วก็ไม่ทำอะไร เป็นโมฆบุรุษนะ ก็กินน้อย ใช้น้อย ก็พอ รู้จักพอเหมือนกัน ก็กินแค่นี้ ฤาษีบางทีกินน้อยกว่าคน กว่าศาสนาพุทธด้วย บางทีก็ 2 วันกินที อะไรอย่างนี้ กินนิดหนึ่ง กินน้อยๆ เขามักน้อยกว่าด้วยซ้ำ บางที แต่ไม่มีความขยัน ไม่มีพลังสร้างสรร กลายเป็นคนเฉยเฉื่อย กลายเป็นก้อนดิน ก้อนหิน ประเด็นนี้แหละ เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่อาตมาจะพยายามขวนขวายให้มาก ยืนยันให้เห็น เพราะแม้แต่ขอออกชื่อเลย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเราถือว่าเป็นผู้รู้ในเมืองไทย ยังบอกเลย บอกว่าอาริยะของศาสนาหรือโลกุตระนั่น โน้น เขาไปอยู่ป่าโน่น ไปอยู่ในถ้ำ ในเขา ไม่ทำอะไร ท่านจะไปโลกุตระ จะไปนิพพานแล้ว ไม่ทำอะไร อย่าเอาโลกุตระมาสอนมนุษย์ ถ้ามาสอนมนุษย์แล้ว มนุษย์เฉื่อยชา ไม่พัฒนา นี่คือความรู้ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เข้าใจพุทธศาสนาอย่างนี้ ก็ฉิบหายเลยทีเดียว อาตมาขอกล่าวคำหนักๆ อย่างนี้เลย ถ้ามิจฉาทิฏฐิ เข้าใจผิดอย่างนี้แล้วละก็ ศาสนาพุทธฉิบหายแน่ เพราะอาตมาขอยืนยันว่า อาตมาก็เลือดพุทธ พุทธไม่ใช่อย่างนั้น พุทธไม่ได้สอนไปเพื่อความอยู่เฉยๆ อุเบกขามีความหมาย อาตมาขยายโดยเอาหลักฐานพระบาลีกำกับให้ฟังแล้ว อุเบกขาของพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นอุเบกขาฤาษีที่เขาสอนกัน ฤาษีอาตมาขยายนี่ อาตมาขอยืนยันว่า อาตมายังไม่เคยได้ยินผู้ใด อธิบายเหมือนกัน แต่อาตมาไปเห็นในพระบาลีในหลักฐานคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในธาตุวิภังคสูตร อาตมาอ่านแล้วเจอะ อ้าว นี่มันขยายอุเบกขา มีลักษณะ 5 ประการนี้แจ๋วเลย แจ่มแจ้ง ชัดเจนเลย มีทั้งตัวพยัญชนะยืนยันเลยว่ามีกัมมัญญะ กัมมัญญา อันเหมาะสมแก่การงาน ผู้ที่ทำการ งานที่เหมาะสม ทำการงานแล้วก็ได้ผลดี สละสลวยงดงาม สมบูรณ์ กัมมัญญา แปลว่า ถ้วนรอบในงาน การลงตัว เหมาะสมอันควร งามเพียบพร้อม กัมมัญญา มีหลักฐานอยู่ในตัวพยัญชนะเสร็จเลย ศาสนาพระพุทธเจ้า หลักในการวิเคราะห์ธรรม คิดแล้วให้พิสูจน์ ท่านก็ บอกแล้วว่าไม่ได้เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ลักษณะอยู่เฉยๆ นะ เกียจคร้านๆ ชื่อคนโง่ ไม่รู้ตัว ศึกษาแล้วจะอยู่เฉยๆ เบาดี ว่างดี ไปเอาเงื่อนไขคำว่าว่าง ว่าเบามา มาเข้าข้างตัว แล้วก็เลยกลายเป็นว่างเหมือนกัน เบาเหมือนกัน แต่ขี้เกียจ ลักษณะธรรมไม่มีอิทธิบาท ไม่มีความขยันสร้างสรร รังสรรค์เลย กลายเป็นความคิดเพี้ยน ความเห็นเพี้ยน ก็กลายเป็นธรรมะที่ไม่พาเจริญแน่นอน ถ้าธรรมะไม่พาเจริญอย่างนี้ อาตมาก็ใคร่จะเข้าใจแล้ว เขาบอกว่า ของเขาถูกนะ เอ้อ! ของเขาถูกไป พระพุทธเจ้าคนละองค์ ของคุณ พระพุทธเจ้าองค์นั้น สอนความหมายอย่างนั้น อาตมาก็อธิบายความหมายโดยหลักของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน มีพยัญชนะยืนยัน มีหลักฐานยืนยันเหมือนกัน และอาตมาก็อธิบายของอาตมา เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าของคุณ คุณเข้าใจอย่างของคุณเข้าใจนะ อาตมาว่า พระพุทธเจ้าของคุณเป็นอย่างนั้นนะ แต่พระพุทธเจ้าของอาตมา ไม่เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าของอาตมาเป็นคนขยัน เป็นคนสร้างสรรพากเพียร นี่อาตมาเอาหลักฐานหลายๆอย่างมาแวดล้อม ยืนยันว่าศาสนาพระพุทธเจ้านั้นพากเพียรขยัน ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่เฉื่อยเนือย สร้างสรรอยู่ อาตมายืนยัน แม้แต่ตัวพระพุทธเจ้าเอง ทำงานกลางวัน ทำงานธรรมดาวันหนึ่ง 20 ชั่วโมง แม้แต่หลับนอน ท่านยังสอนเทวดาอีก ลองคิดดูซิ ความขยันของพระพุทธเจ้าขนาดไหนกัน คือมีหลักฐานยืนยันใครก็รู้ อาตมาพูดไม่ได้หรือพลิกแพลงไม่ได้ ไปเอาสิ่งที่ไม่มีในตำนานในประวัติศาสตร์ หรือในหลักฐานมาพูดเมื่อไหร่ มีหลักฐานในตำนาน ในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเรื่องการมักน้อยสันโดษนี้ จะต้องไม่ค้านแย้งกับคำว่าขยันด้วย เพราะฉะนั้นถ้าใครไปอธิบายคำว่ามักน้อยสันโดษ หรือสงบ มันมีตัวคำภาษาบาลีอยู่ในกถาวัตถุ 5 มีมักน้อย อัปปิจฉะ สันโดษ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ แปลว่าสงบระงับ แล้วก็มีคำหนึ่ง เขาไม่อธิบายต่อ วิริยารัมภะ ขยัน แล้วยังต่อไปอีก อสังสัคคะ เป็นตัวที่ 5 ไม่หลงสวรรค์ อาตมาแปลอย่างนี้ เขาแปลกันว่า ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ชน อาตมาว่าไม่ได้หรอก ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ชนนี่ มันเละหมดแหละ ไม่เกี่ยวข้องกับหมู่ชนเลย พระพุทธเจ้าสอนเราว่า คลุกคลีด้วยหมู่ชนนี่ ท่านให้คลุกคลี ท่านให้เกี่ยวข้องกับบัณฑิต กับหมู่ชน เป็นผู้ที่เป็นมิตรดี เพื่อนดี สหายดี ที่พอสมเหมาะสมควร ที่จะคบกันได้ ร่วมมือร่วมไม้ พัฒนากันได้ ถ้าคนไหนบอกว่า ไอ้นี่ร้ายแล้ว อย่าไปใกล้เลย ห่างเถอะ เพราะว่าจัดเข้าไปในพวกประเภทพาลชนได้แล้ว คือ 1. โง่จนพูดกันไม่รู้เรื่อง 2. พาลเกเร เลวร้าย อำมหิต หรือว่าอะไรหลายๆอย่าง ที่พัฒนาไม่ได้ เป็นอเวไนยสัตว์ คือเป็นมนุษย์แหละ ไม่ใช่สัตว์หรอก แต่เขาเรียกอเวไนยสัตว์ คือความหมาย ขยายความ คำบรรยายน่ะ ว่าเป็นอเวไนยสัตว์ คือเป็นสัตว์ที่สอนไม่ได้แล้ว สอนยาก ดื้อด้าน ดื้อดึง ดึงยึดความเห็นเป็นของตน ไม่พูด ไม่ฟัง แก้ไขไม่ได้นะ บางคนจบด็อกเตอร์นะ คนนี้อเวไนยสัตว์ บางคนจบเปรียญ 9 นะ บางคนจบ โอ๊ย! โน่น เล่าเรียนมากมาย แต่เป็นอเวไนยสัตว์ สอนไม่ได้ ดื้อดึง ยึดมั่น ถือมั่น ไม่ฟังความเห็นคนอื่น ถือตัวถือตนหนักแน่น ฉันเก่งคนเดียว ฉันรู้คนเดียว ยิ่งเรียนมากๆ ยิ่งเรียนด็อกเตอร์ ยิ่งเรียนเปรียญ 9 นี่ ยิ่งพูดไม่รู้เรื่องเลย มันยึดถือว่า อั๊วเรียนมาตั้งเปรียญ 9 นี่หว่า ลื้อยังไม่ได้เรียนอะไรเลย ป.เดียว ก็ไม่ได้ แล้วจะมาสู้อั๊วได้ยังไง อื้อ! เปรียญ 9 นะโว้ย! จริงๆนะ นี่พวกนี้อเวไนยสัตว์ ท่านก็บอกว่า จัดเข้าหมู่พาลชน สอนไม่ได้ แล้วต้องสงสารกันไว้ก่อน ไม่รู้จะทำยังไง เราจะสร้างฤทธิ์ สร้างตัวเองให้มีฤทธิ์มีเดช ให้มีความสามารถ ให้มีความดีงาม ให้มีความประเสริฐสูงสุดจริงๆ จนเขายอม ต้องสร้างตัวเอง สร้างตัวเองให้ดี จนเขายอม ตราบใดที่ตัวเองไม่ดี เขาไม่ยอมหรอก ถ้าเราเองดี เขาจะยอม ไม่มีทางอื่น เราไปบังคับอื่นอีกไม่ได้เลย คนเหล่านี้ เอาทางอื่นมาสู้ไม่ได้ เพราะเขาเอง เขาก็ถือว่าเขาหนึ่งนา เพราะฉะนั้นในบุคคลอย่างนี้ เราก็ดูว่า เออ! คนนี้เราเห็นว่า เราช่วยเขาไม่ได้ ไม่ต้องโกรธเคือง ไม่ต้องโกรธแค้น ไม่ต้องไปเที่ยวได้พยาบาท อาฆาตมาดร้าย จะแก้แค้น โกรธเคืองอะไรกัน ไม่ต้อง ปล่อยเขาเฉยๆ เป็นแต่เพียงว่าเราไม่คลุกคลี ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เข้าไปวุ่น ไปทำอะไรด้วยได้ เพราะเราแก้ไขไม่ได้ เกื้อกูลกันไม่ได้ นอกจากเกื้อกูลกันไม่ได้แล้ว ใกล้กันทีไรแล้วแฮ่! แฮ่! จะกัดกันด้วย เอ้า อย่างนี้ไม่ดี อย่างนี้ไม่เข้าท่า เพราะฉะนั้นจะแฮ่ ก็แฮ่ไกลๆ บางทีเราก็รับเสียง รับฟังบ้างเหมือนกันว่า เอ้อ! เขาแฮ่! ใส่เราอยู่นะ เขายังไม่หยุดแฮ่! เลย ก็แล้วแต่ แต่เราก็ไม่ต้องไปโกรธไปเคืองเขา เอาคำที่เขาด่า เขาว่า เขาแฮ่ๆ! ใส่เรานี่ อาตมาใช้ศัพท์อย่างนี้หน่อยนะ ก็ดูหนังออกน่ากลัวน่าเกลียดมันกันน่ะ พอแฮ่ๆ! ใส่เรา เอาอันนั้นเป็นกรรมฐาน เอาอันนั้นเป็นเครื่องปฏิบัติ เป็นแบบฝึกหัดว่า เอ๊อ! เราโกรธเขามั้ย นี่เขาด่าเราหยาบไปแล้วนะ กระแทกกระทั้นกระเทือนเรา อู้ฮู้! กระทุ้งหนักหนา เรานี่ทนได้มั้ย เอาเป็นแบบฝึกหัดเสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าเผื่อว่าคุณทนไม่ไหว พอได้ยินทีไรแล้วเสียคะแนนทุกทีเลย เราพลาด เราทนไม่ได้ทุกที อย่าไปฟังก่อน พรากไม้ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ ห่างออกมาก่อน อย่าไปรับ ตัดก่อน ห่างกันก่อน ไม่เช่นนั้นเราทนไม่ได้ เราต้องรู้ตัวเองว่าเรายังไม่เก่ง อินทรีย์พละเรายังไม่ไหว ได้ยินด้วยหูเราก็ อู้! ทนไม่ได้ ร้อนไปหมด แล้วก็วู่วาม ขาดทุน กิเลสเข้ามากกว่า มากกว่าที่จะห้ามได้ เราหยุดก่อนนะ เราหยุดก่อน อย่าไปเกี่ยวข้องเขา อันนี้ ความหมายว่าเราไม่คลุกคลี ถูก เราไม่เกี่ยวข้อง เราไม่คลุกคลี ความหมายอย่างนี้ถูก เพราะฉะนั้นจะไปตีขลุมง่ายๆตื้นๆ เหมือนคนพาซื่อ เถรตรงนี่ บอกไม่คลุกคลีด้วยหมู่ชน แน่นอนถ้าเข้าใจอย่างนี้ พวกนี้ออกป่าหมดเลย ขุดรูอยู่ อยู่ถ้ำ อยู่เขา ใครมาเกี่ยวข้อง ไม่เอา อยู่บ้านก็ปิดประตูเงียบ ขังตัวเองอยู่งั้นน่ะ ฤาษีเขาสอนกันอย่างนี้จริงๆนะ สอนกันอย่างนี้ ฟังดีๆนะ มีเชิงอยู่ว่า จริง เราห่างเว้นออกมา จากผู้ที่เรา เขาแรงเหลือเกิน เราทนไม่ได้ เราก็ไม่เกี่ยวข้อง ไม่คลุกคลี ห่างออกมาก่อนมีอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเข้าไป lonely น่ะ อ้า! เข้าไปอยู่คนเดียวโดดเดี่ยว โด่เด่ ที่ไหนๆ ไม่ใช่นะ เรามีหมู่บัณฑิต หมู่ผู้รู้ หมู่ผู้เป็นมิตรดี เพื่อนดี สหายดี ที่จะเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เราเป็นสัตว์โขลงนะ คนน่ะเป็นสัตว์สังคม เป็นสัตว์โขลง เป็นสัตว์ที่อยู่รวมหมู่นะ ไม่ใช่สัตว์ปลีกเดี่ยวนะ ไม่ใช่ คุณต้องรู้ฐานคุณให้ดีว่า คุณเป็นตระกูลอะไร อา คุณมี species อะไร อา! คุณมีตระกูลอะไร ตระกูลของคุณเป็นตระกูลสัตว์โขลง เหมือนช้าง ม้า วัว ควาย พวกตระกูลใจเย็น ฟันกราม พวกฟันกราม กินพืช ใจเย็น เป็นสัตว์โขลง พัฒนาได้ สอนได้ เอามาปฏิบัติงานได้ ช้าง ม้า วัว ควาย เอามาปฏิบัติงานได้ เอาเสือมาไถนาไม่ได้ สอนมาชั้นถึงไถนาไม่ไหว พวกนี้พวกสัตว์ canine เขี้ยว ฟันเขี้ยว พวกมีเล็บเป็น claw พวกฉีกเนื้อ ฟัน canine เขี้ยวฉีกเนื้อ กินเนื้อสัตว์ กินเนื้อ พวกนี้พวกโดดเดี่ยว ใจร้อน อำมหิต โหดร้าย อยู่ด้วยกัน 2 ตัว กัดกันง่ายๆ พวกนี้นะ นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องจริงนา ซึ่งหลักวิเคราะห์พวกนี้ มันเห็นได้นะ อย่างพวกคนนี่ เป็นตระกูลใจเย็น เป็นตระกูลโขลง เป็นตระกูลพัฒนา บำรุงง่าย สอนง่าย ฝึกหัดดี มีฝีมือ มีความสามารถ ไปได้เก่ง ฉันเดียวกันกับสัตว์เดรัจฉานอีกหลายเผ่าที่เป็นสัตว์ molar มีฟันกรามเป็นฟันเคี้ยว บด ไม่ใช่ฟัน canine ฟัน molar แล้วเป็นสัตว์ที่อยู่เป็นโขลง เป็นสัตว์ที่มีเล็บเป็น nail เป็นเล็บ นี่ เป็นเล็บกีบๆไม่ใช่เล็บ claw ที่จะฉีกเนื้อเหมือนเล็บหมา เล็บแมว เล็บสิงห์ เล็บเสือ ไม่ใช่นะ หรือเล็บอีเหยี่ยวอย่างนี้ ไม่ใช่พวกนี้ เป็นสัตว์ตระกูลใจเย็น พัฒนาได้ นี่มีหลักฐานอ้างอิง มีหลักฐานอ้างอิง อา! ช้าง ม้า วัว ควาย สัตว์พวกนี้ เราเอามาสอน สอนแล้วก็ให้ทำงาน อะไรอย่างนี้ได้ดี มีความรู้สามารถพัฒนาได้ดีกว่าเป็นสัตว์ เป็นเวไนยสัตว์ แทบจะเรียกว่าเป็นเวไนยสัตว์ มันก็ยังเป็นสัตว์ขนาดหนึ่ง เวไนยสัตว์อยู่ในเดรัจฉาน แต่ในคนนี่ ในคนเป็นอเวไนยสัตว์ นี่มันพูดแล้ว มันซ้อนๆนะ ในคนที่เป็นอเวไนยสัตว์ คือเป็นคนที่สอนไม่ได้ พัฒนาไม่ขึ้น เป็นพวกทุโปสะ เป็นพวกบำรุงไม่ขึ้น พัฒนาไม่ขึ้น บำรุงไม่ได้ สอนให้พัฒนา ให้เจริญ ให้งอกงามไม่ได้ คนพวกนี้ เราก็ต้องรู้ ที่พูดนี่ ไม่ได้พูดให้คุณไปแตกแยก ไม่ได้พูดให้คุณไปทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ได้พูดให้คุณไปเกลียด ไปโกรธกัน แต่วิเคราะห์ให้คุณรู้สภาพความเป็นจริงในโลกและเอ็นดูกัน เราเอ็นดู กรุณาปรานี ถ้าถึงครั้งถึงคราวมันทนไม่ได้ จะช่วยเขาบ้างก็ช่วย แต่ช่วยทีไรแล้ว มันโดนดีดมาทุกที ก็อ้าว ก็เอาละ ก็ห่างๆหน่อย พอ บางที อาตมานี่ บางทีเหมือนกันนะ มันก็อดช่วยเขาไม่ได้นะ ทั้งๆที่เขาร้ายๆ เราก็ใช้เวลาว่า เอ้อ! เราไม่ได้ช่วยเขามาตั้งนาน เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ผ่านไป พอเจอกันอีกทีหนึ่ง จำได้นะ คนนี้นี่ เคยร้ายกับเราเหลือเกิน สอนก็ยาก สอนไม่ค่อยได้ แต่สักปีหนึ่ง ผ่านพ้นไปแล้ว ลองสอนหน่อยซิ โดนดีดอีกอย่างเก่า เอ๊! ไอ้คนนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงเลย ยังไม่พัฒนาตัวเองเลย สอนไม่ได้อีก เป็นอเวไนยสัตว์อยู่อย่างเก่า เอา ก็ให้มันรู้ไปนะ ถ้าเผื่อว่าเราสอนได้อีก บอก เอ้อ! คนนี้เปลี่ยนแปลง คราวนี้สอนได้ดี อาจรู้สึกว่า เกื้อกูลเขาไปแล้ว เขารับได้อะไรนี่ เราก็ช่วยกัน เพราะฉะนั้นสัจธรรมของพระพุทธเจ้านี่ มีสภาวะลึกซึ้งซับซ้อน เข้าใจให้ดี ไม่ใช่เถรตรง พาซื่อ วิจิตร สุขุม ประณีต ละเอียดลออ ลึกซึ้ง ซับซ้อน นี่ตัวอยาก มันซับซ้อนนะ ซับซ้อน อาตมาใช้ศัพท์ว่า สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนะ มันใกล้ๆ คล้ายๆกัน แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกันทีเดียว ใกล้ๆ คล้ายๆกัน เหมือนๆ คล้ายๆกับว่า คนบ้ากับคนอัจฉริยะนี่ พูดแล้วมันเหมือนๆกันนะ แต่ไม่ใช่ ไม่ใช่คนเหมือนกันนะ ไม่ใช่คนเดียวกันนะ คนบ้า กับ อัจฉริยะ นี่โอ้โฮ! คนละอย่างเลย คนหนึ่งอยู่หัว คนหนึ่งอยู่ท้ายเลย คนหนึ่งอยู่พื้นฐาน อีกคนหนึ่งอยู่บนยอด ไม่เหมือนกันเลย แต่มีอะไรที่ซ้ำๆคล้ายๆกัน อะไรอย่างนี้เป็นต้น เอายกตัวอย่างอันนี้ ก็หลายคนคงจะเข้าใจดี เพราะฉะนั้นขอให้พวกเรา อย่าเพิ่งไปดูถูกคนง่าย อย่าเพิ่งไปมองประมาท เรียกว่าดูแคลนคนง่ายๆนา อย่างพวกเรา พวกเรารู้สึกเลยว่า เราเหมือนคนบ้าเข้าไปมากแล้ว อา! เดินเทิ่งๆ ไปยังโง้นยังงี้ เขาว่าบ้า แต่เรารู้ตัวเราดีว่าเรามีสติ มีสติสัมปชัญญะปัญญา หรือเราเกิดมีปรัชญา มีแง่เชิงฉลาดเพิ่มขึ้นมาอีกมาก มายด้วยซ้ำไป ถ้าเผื่อว่าเขามาโอภาปราศรัย มาคุยมาถาม มาศึกษากัน เขาจะรู้ด้วยซ้ำไปว่า เราเอง ไม่ใช่คนบ้า คนนี้ไม่ใช่คนบ้า เขาจะรู้เลยว่า เราไม่ใช่คนบ้า เพราะฉะนั้นในเหลี่ยมมุมที่คล้ายกัน และก็ไม่เหมือนกันทีเดียว พวกนี้ถึงบอกว่า เราจะต้องศึกษาพวกนี้ออกให้ชัดลึกนะ อาตมาอยากจะขอยืนยัน ย้ำในเรื่องของความมักน้อยสันโดษ และในแง่เชิงของความขยันหมั่นเพียรนี่ให้ชัดแจ้งอีกคือ ศาสนาฤาษีที่เกิดก่อนพระพุทธเจ้านั้น เขาสอนให้เป็นผู้ที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่ติดยึดอะไรแล้ว มันมีคำความอยู่ คำความนั้นท่านเรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้เอามาใช้ ท่านเรียกว่า โมฆบุรุษ อาตมาจะวิเคราะห์แยกโมฆบุรุษให้ฟัง ฟังให้ดีนะ โมฆบุรุษ หมายความว่า เป็นคนเปล่าดาย เป็นคนสูญเปล่า เกิดมาสูญเปล่า โมฆบุรุษนี่ แปลว่าสูญเปล่า เป็นคนเกิดมาสูญเปล่า ท่านเอามาเรียกใครรู้มั้ย เอามาเรียกพวกบรรลุธรรมของฤาษี พวกฤาษีนี่ พวกบรรลุธรรม เขาบรรลุธรรมนะ เขาก็คล้ายเป็นผู้ที่ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่ยึดดี ไม่ยึดชั่ว และเขาก็ไม่ทำอะไร เขาก็ว่าง เขาก็สุญญตา เขาก็เฉย อยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ ไม่มีดี ไม่มีชั่ว สุญญตาจริงๆเลยนะ คุณฟังดีๆนะ โอ้โห! มันสูญจริงๆเลยนะ ดีก็ไม่มี ชั่วก็ไม่มี เขาไม่ทำดี และเขาก็ไม่ทำชั่ว คนพวกนี้ ก็อยู่ป่ากันเฉยๆ วันๆก็นั่งหลับตาปี๋ ไม่ได้ทำดีอะไร ไม่ได้ทำชั่วอะไรนะ คนเรานี่ส่วนใหญ่ที่มีพฤติกรรมอยู่นี่ ก็มีพฤติกรรม เราไม่รู้ชั่วรู้ดีที่ถูกต้อง เราเลยไปทำชั่วมากกว่าดี ไปสะสมเงินมากๆนี่ ชั่ว เช่น ยกตัวอย่าง คุณไปสะสมเงินมากๆนี่ "ชั่ว" อาตมายิงเปรี้ยงเข้าให้ ด้วยเอ็กโซเซ่ต์เลย คุณไปสะสมมากๆ สะสมเงินมากๆ ไว้ แหม! สะสมเยอะแยะ มันก็เกิดการขาดแคลนหรือเกิดการกักตุน เสียทางด้านเศรษฐศาสตร์ ถ้าใครเรียนเศรษฐศาสตร์มาจะรู้เลย อย่างนี้เป็นต้น เขาก็นึกว่ามันไม่ใช่ ค่านิยมเขาว่า คนมีเงินมากๆ เป็นคนโก้ เป็นคนร่ำรวย คนมั่งมีนะ คนยกย่องนะ เขากราบไหว้ด้วยนะ เพราะคนเป็นทาสน้ำเงินมันเยอะ อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นค่าน้ำเงินมันเยอะ เป็นค่านิยมที่เหลวไหล เลวร้ายๆ ทำให้สังคมลำบากอยู่นี่ อย่างนี้ คุณก็ไปเชื่อว่าการมีเงิน สะสมเงินมากๆ เป็นความดี นี่คุณผิดละ อย่างนี้เป็นต้น ยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นคนเราจึงไม่รู้ว่า เราทำชั่วถูก หรือทำดีถูกต้อง อยู่ส่วนใหญ่ จึงเป็นคนที่ทำชั่วอยู่มาก ทำดีน้อยนะนี่ นี่ยกตัวอย่างพื้นฐานง่ายๆเสียก่อน เป็นอย่างนี้นะ คนนี้ไม่โมฆบุรุษธรรมดาหรอก เลวบุรุษด้วย เพราะว่าเขาทำชั่วมาก ทำดีน้อย ไม่สูญเปล่า เกิดมาทั้งที ไม่สูญเปล่า แต่ได้ชั่วกลับไป เกิดมาทั้งทีได้ชั่ว โดยความไม่รู้ อวิชชานี่ พื้นฐานแรกนะ อาตมาจะแบ่งเป็นชั้นๆให้ฟัง คนนี้ไม่โมฆะนะ แต่ร้ายกาจกว่าโมฆบุรุษซะอีกแน่ะ เพราะว่าเกิดมามันสะสมชั่ว ทำชั่วโดยที่เราไม่รู้ค่านิยมที่ถูกต้อง ไม่รู้ความหมายที่ถูกต้องกัน ที่อาตมายกตัวอย่างแล้วว่า นึกว่ามีเงินมากนี่ เป็นความถูกต้อง เป็นความดีของมนุษย์อย่างนี้ อาตมาวิเคราะห์ให้ฟัง ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อตามอาตมาก็แล้วแต่นะ เดี๋ยวหาว่าอาตมาย้อนแย้งสังคม เขาย้อน อาตมาย้อนแหละ เพราะอาตมาเองไม่สะสมแล้วเงิน อาตมาว่าอาตมาเป็นคนดีนะ อาตมาไม่สะสมเงินนี่ อาตมาเป็นคนเก่งด้วย ดีด้วย คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ช่าง แต่คุณจะสะสมเงิน แล้วคุณว่าคุณเก่ง คุณดี ก็เรื่องของคุณ ความเห็นต่างกัน ทีนี้ต่อไป ในระดับต่อมาว่า ผู้ไม่ทำชั่ว step แรก ไม่ทำดี ไปทำชั่วมาก ไม่โมฆะ ทีนี้ผู้นี้ไม่ทำชั่ว เรียกว่าดีแหละ ชั้นหนึ่ง ไม่ทำชั่ว แต่ไม่ทำดี เอาละ ชั้นนี้แหละ ชั้นฤาษีหรือชั้นเดียรถีย์แหละ เขาไม่ทำชั่วเลยนะ ไปว่าเขาชั่วไม่ได้ เขาไม่ทำ เขามักน้อยมั้ย เขามักน้อย เขาไม่สะสมเหมือนกัน ไม่สะสมเงินทองนะ ฤาษีนี่ กินน้อย ใช้น้อย บอกแล้วว่าบางทีน้อยกว่าพวกเราด้วยซ้ำ เพราะเราต้องทำงาน ก็ฤาษีมันไม่ค่อยทำงานอะไร นั่งเฉยๆ ไอ้ "แคลอรี่" ก็ไม่ต้องจ่าย ดีไม่ดี มันขุดหลุมฝังตัวด้วย เคยได้ยินมั้ยล่ะ พวกอินเดีย ขุดหลุมฝังตัวอยู่ในดินนะ 20 กว่าวันนา เอ้อ! คุณอึ! คุณเอาออกมา เขายังหน้าเฉย อึ แน่ ยังผ่องใสอยู่เลย เพราะเขาจูนเครื่อง เขาเดินเครื่องเบาที่สุดเลย ไอ้ความหมุนเวียนนะ ในระบบร่างกายสรีระของเขาอ่อน จูนได้อย่างนิ๊ง สนิทเลย เรียกว่าถ้าเป็นรถยนต์ก็เรียกว่าน้ำมันน้อยที่สุดเลย เดินเครื่องเบ๊าๆ แบบจะไม่รู้เหมือนกับได้เดินเครื่องเลย ก็แน่ซิ เพราะว่ากินน้ำมันน้อย กินเชื้อเพลิงน้อย ก็นิ้ง!!! อยู่งั้นน่ะ หายใจอย่างแผ่วเลย ระบายอารมณ์ได้ แค่อยู่ในพื้นดิน ก็ยังจะสามารถ ระบายลม เอามาสังเคราะห์ร่างกายได้แล้ว โอ้! คนอย่างนี้ คน ถ้าจะว่าวิเศษ มันวิเศษจริงๆเหมือนกันนะ แล้วคุณจะมาปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะเข้าไปให้เขาฝังหลุมอยู่อย่างนั้นอยู่ทำไม ไอ้ไปฝังหลุมทีหนึ่งตั้ง 20 กว่าวัน หลาย 20 กว่าวันก็ถึงเวลาตายพอดีนะ อ้าว วันนี้ 20 กว่าวัน ฝังไปแล้ว ก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร อ้าวต่อไปก็ฝังอีก 20 กว่าวัน หลายๆ 20 กว่าวัน มันก็หลาย 10 ปี มันก็ตาย แล้วไม่เห็นทำอะไร ได้อะไร ไอ้วิเศษอย่างนี้ไม่มีคุณค่านะ นี่วิเคราะห์ให้ฟัง มากๆหลายๆอย่าง เหตุผลมาเปรียบเทียบให้ฟังมันก็เห็นได้ ไอ้การทำอย่างนี้ นี่มันก็เก่ง มันก็ยาก ไม่ใช่ง่ายนะ แต่ว่ามันเลยเถิด มันเลยเถิด มันไม่มีคุณค่าของมนุษย์ที่ดี เพราะฉะนั้นพวกฤาษีนี่อย่าว่าถึงขนาดนี้ เอาหละ ไม่ต้องว่าถึงขนาดนี้ ก็เขาก็ธรรมดาหละ เขาก็กินวันหนึ่ง มื้อหนึ่ง อะไรนี่ อาจจะเท่ากับคนของพุทธเลยนะ กินวันหนึ่ง มื้อหนึ่ง แต่เขาไม่ทำอะไร นั่งเฉย หรือลอยชาย เฉื่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive