340000 ธรรมอันเป็นที่อยู่ของพระ โดย พระโพธิรักษ์ ที่สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340000 ธรรมอันเป็นที่อยู่ของพระ โดย พระโพธิรักษ์ ที่สันติอโศก
ธรรมอันเป็นที่อยู่ของพระ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
ผู้รักษาใจแต่อย่างเดียวคือสติ เป็นผู้ที่รักษาจุดสำคัญและเป็นผู้ที่ใช้สติ มีสติรักษาใจ รักษาจริงๆ โดยเฉพาะรักษาให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แจ่มใส ไม่มีวิปฏิสารในใจ ไม่ว่าจะเป็นอย่างละเอียดปานใด เราก็จะมีสติ มีพิจารณาสอดส่องในใจ ทำให้เป็นผู้ที่เบิกบาน ร่าเริง แจ่มใสอยู่เสมอๆ ผู้นั้นก็ชื่อว่า เป็นผู้มีสุขหรือเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรม โดยการรักษาใจแต่อย่างเดียวด้วยสติอยู่ เรามาเรียนกันต่อนะ การศึกษาการเรียนอย่างนี้ถ้าเผื่อว่าผู้ใดมีมานะ มีการ ยังมีตัวตน ยังถือตัวถือตน เรียนไปๆ ก็ฟังไป ก็ได้แต่รู้และมันก็ไม่อยากจะทำอะไร เพราะว่ามันถือตัวตน ถ้าผู้ใดที่ไม่ถือตัวตนก็จะเกิดอาการปฏิ โดยเฉพาะสุดท้ายไม่ใช่ปฏิเสวนา คือการฝึกตนอยู่เท่านั้น แต่จะถึงขั้นปฏินิสสัคคะ คือสลัดคืนได้ทันที เปลี่ยนตัวได้ไว กลับได้ทันทีเพราะมันไม่มีอะไร มันไม่มีอะไรต้านไว้ มันไม่มีอะไรดันไว้ ทีนี้จิตของผู้ที่ไม่มีมานะมากนี่ ฟังธรรมนี่ ฟังรู้ดี รู้ดี และยิ่ง อยู่กับหมู่มากๆ เห็นหมู่มากๆ เราก็ปรับปรุงนะ บางคนนี่เป็นพวกปฏินิสสัคคะอย่างที่ว่า คือพอฟังรู้ อุ๊ย กลับเลย บอกว่าอย่างนี้ไม่ดีอย่าทำเลยไปทำอย่างนี้ แล้วก็ทำจนเปลี่ยนมาให้เห็นๆเลย คนที่มีมานะเห็นคนเปลี่ยนทันทีปั๊บอย่างนั้น หมั่นไส้เลย ไอ้นี่หัวอ่อน ไอ้นี้แอ๊ค หมั่นไสั นี่พูดปั๊บเปลี่ยนเลย นี่ฟังดีๆนะ เป็นลักษณะจริงของมนุษย์คนไหนมี คนนั้นมีน่ะ บอกให้ก็ เขาเปลี่ยนได้ทันที มันดีน่ะ ฟังธรรมแล้วมันชัด ฟังธรรมแล้วมันจริงๆ ทั้งๆที่เขาจะเกเร เขาจะเลอะเทอะ เขาจะด่างพร้อย หรือว่าเขาจะไม่ดีไม่งาม แต่พอได้รับรู้นี่เสร็จแล้
อ่านต่อ
วเขาก็ปรับปรุงเลยทันที เห็นเลยว่า ถ้าคนที่ปฏินิสสัคคะได้นี่นะ เป็นคนที่สลัดคืน กลับเปลี่ยน เปลี่ยนกลับจากที่มันเร็ว มันมากน่ะ ปรับเปลี่ยนได้ โดยจริงๆแล้วก็มีอินทรีย์ มีพละด้วย มีแรงใจ มีแรงอะไรฝืน แล้วบางทีมันไม่ฝืนหรอก มันเปลี่ยนได้เลยทันที มันเบา มันง่าย มันมีอินทรีย์พละจริงๆ ศรัทธาเต็มเป็นศรัทธินทรีย์ มีพร้อมสตินทรีย์ ตัวเองรู้ตัวดี ปรับทำทันที สมาธินทรีย์แข็งแรงตั้งมั่นได้เลย เพราะปัญญินทรีย์ก็ได้อย่างเจ๋ง ชัดเหลือเกิน มันมีน้ำหนักพร้อม เป็นอินทรีย์ เป็นพละ สับเปลี่ยนปรับเลย ทีนี้ คนที่จะชี้ให้ฟังนี่ คนที่มีมานะ แม้ตัวจะมีปัญญาดี รู้ดีอย่างไร พอเห็นคน เห็นเพื่อน ยิ่งอยู่กับเพื่อนมากๆหลายๆคน เพื่อนบางคนเป็นอย่างที่กล่าวนี่ ยิ่งหมั่นไส้ ยิ่งตัวเองยิ่งไม่ ฉันไม่ทำ เรื่องอะไร โง่ เป็นทาส ซื่อ นี่มันจะเห็นได้ชัดเลยว่า ไอ้มานะนี่มันเลวร้ายจริงๆ ตัวมานะนี่เลวร้ายมาก ไม่เปลี่ยน ไม่ทำน่ะ ตีกลับอีก จะย้อนแย้ง จะค้านอะไร แข็งดื้อ กระด้างลงไป เป็นถัมภะ สารัมภะ ดื้อ เย่อหยิ่ง อะไรต่ออะไรลงไป ก็ยิ่งเป็นมานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ จะเห็นได้ว่ามันเข้าล็อคของกิเลส อุปกิเลส ของพระพุทธเจ้าอย่างเจ๋งชัดที่สุด อย่างชัดที่สุดๆ อย่างชัดที่สุดเลย อาตมาเรียนรู้มานะจากพวกเรานี่ ไม่ได้เอามาจากตำรา ที่เอามาพูดซ้อน พูดซ้ำ พูดอะไรไว้นี่ เพราะเห็นจริง เรียนจากพวกเรานี่ เออนะ สอน หมายให้ดี ยิ่งกลับเลวลง ร้ายไปอีกด้วยกิเลส แล้วก็เห็นเข้าล็อคของพระพุทธเจ้า อุปกิเลส 16 นี่ อาตมาสอนมา พยายามแนะนำมา อธิบายมา โอ้โฮ เห็นมันชัดแสนชัด ที่สุดเลย แล้วมันมีหลายเหลี่ยม หลายวิธีการ หลายเล่ห์ หลายเชิง หลายอันมาก ถึงได้เห็นว่า มานะสังโยชน์นี่ เป็นตัวร้ายแรง เป็นตัวยิ่งใหญ่ ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด แม้จะได้ดิบได้ดี โดยได้สังโยชน์ต่ำมาแล้วพอประมาณ หรือมาก หรือหมด พ้นสังโยชน์ต่ำอย่างหมดแล้วก็ตาม ก็ยังเห็นอยู่ในลีลาของมานะสังโยชน์ ในทางสังโยชน์สูงนี่ยังมากอยู่ ก็มันมีเชิงแปลกๆ เชิง อาตมาก็พูดเสมอน่ะ แล้วก็ไม่เอาตัวภาษาบัญญัติของพระพุทธเจ้ามากำกับบ้าง โดยบอกไปตรงๆ อธิบายเป็นภาษาไทยๆไป พูดกันให้รู้ตัว ถ้าผู้ที่ฟังธรรมเห็นว่าเป็นธรรมก็แก้กลับ ก็เปลี่ยน แปลง ก็ปรับปรุง มันก็พอๆกับคนที่โง่ๆ เชื่องๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ไม่เปลี่ยนแปลง มันจะแรงยิ่งกว่านั้นตรงที่ว่า ผู้มีมานะนี่ ผู้โง่ๆ เชื่องๆ นี่มันก็ไม่รู้จริงๆนะ มันซื่อ มันก็เลยไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงอะไร อย่างไร พูดไป ฟังไป มันก็ไม่รู้อะไรดี อะไรชั่ว จะเปลี่ยนแปลงอะไร อย่างไร มันยิ่งน่าสงสาร ทีนี้ผู้ที่มีมานะนี่ รู้แสนรู้ เสร็จแล้วตอกลิ่ม ตอกน้ำหนักให้ตัวเอง ตีกลับ ย้อนกลับไปอีก มันเลย เลยเถิดไปอีกฝั่งหนึ่ง แทนที่จะห่างไกลสวรรค์อยู่สัก 100 โยชน์ พอยิ่งมีน้ำหนักอย่างนี้ปั๊บ ห่างไปอีก 100 โยชน์ ไกลออกไปอีก 100 โยชน์ ถ้าผู้ซื่อนี้มัน 100 โยชน์ มันไม่รู้ มันเซ่อ ก็ยังห่างอยู่ 100 โยชน์เท่าเดิม ส่วนผู้ที่รู้แสนรู้นี่นะ มันตีกลับไปตอกแรงนี่ แทนที่จะห่าง 100 โยชน์อยู่แล้ว ปั๊บอีกทีหนึ่งนี่ มีภาวะต่อต้านห่างไปอีก 100 โยชน์ เป็น 200 โยชน์เลยนี่ มันซวยอย่างนี้ จะว่ามันห่างออกไป หรือจะว่ามันแน่นเข้าไปก็เป็นเชิงความหมายคือ หนักยิ่งขึ้น มานะมันร้ายแรงกับสายเจโตตรงนี้ เพราะฉะนั้นยิ่งฟังธรรมมันเกิดปัญญา ยิ่งผู้มีปัญญาฟังธรรมนี่ ระวังมานะตัวนี้ให้มากๆน่ะ ระวังมันเกิดโดยที่ไม่รู้ตัวหรอก ผู้ที่มีกิเลสมันไม่รู้ตัว ผู้ที่รู้ตัวแสดงว่าไม่มีกิเลส เรารู้ตัวแล้วก็ปรับปรุงได้ ก็ยิ่งไม่มีกิเลส ก็ยิ่งเป็นผู้ที่เบาบาง เป็นผู้ที่ว่าดัดง่าย เป็นผู้ที่มีมุทุ จิตเชื่อง จิตอ่อนโยน จิตอ่อนละเอียด แววไว ปรับปรุงทันที เหมาะแม้แต่การปฏิบัติทำงาน งานการ งานปฏิบัติธรรม แม้แต่การงานทางอะไรอยู่ด้วยกัน มันก็ไปด้วยกันหมด มันสอดคล้องทั้งธรรมะทั้งของ จริงที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน มันก็เป็นไปด้วยมรรคองค์ 8 พร้อมพรั่งเลย ทั้งคิด ทั้งพูดจา ทั้งการงาน อาชีพ ความพยายาม สติมันมีพร้อมแล้ว มันลงตัวสมบูรณ์ ชีวิตของคนเราก็พระพุทธเจ้าท่านสิริรวมมาตั้งแต่เป็นทฤษฎีมรรคองค์ 8 แล้วมันอยู่ในนี้ทั้งหมด อยู่ในมรรคองค์ 8 นี่ทั้งหมด ถึงบอกว่าพระพุทธเจ้านี่ยอด ที่มีพระปัญญาธิคุณสูงสุดจริงๆเลย เข้าใจก็อย่าง โอ้โฮ ทะลุโลกจริงๆ และก็ย่นย่อลงมาได้อย่าง แหม มันเหมาะเหม็งที่สุด พระพุทธเจ้าท่านยืนยันชัดเจนในปรินิพพานสูตร ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิด มรรคองค์ 8 ไม่เกิด พระพุทธเจ้าเกิด มรรคองค์ 8 จึงเกิด ลัทธิอื่นว่างจากมรรคองค์ 8 มีลัทธิของท่านเท่านั้นที่มีพุทธะนี่ มีมรรคองค์ 8 ลัทธิที่ไม่มีมรรคองค์ 8 ว่างจากการรู้ทั่วถึง ลัทธิอื่นก็เป็นลัทธิอื่น ว่างจากผู้รู้ทั่วถึง ท่านท้าทายถึงขนาดนี้ ไม่มีมรรคองค์ 8 ไม่รู้ทั่วถึง ปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็ไม่รู้ทั่วถึง เพราะฉะนั้นฤาษี ชีไพร ที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม เดินทางตามมรรคองค์ 8 นี่ ไม่รู้ทั่วถึง ถ้าคุณฟังธรรมไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนเลยว่า ที่มันรู้ทั่วถึงเพราะอะไร เพราะว่าปฏิบัติทุกมุมทุกเหลี่ยม ทั้งคิด ทั้งพูด ทั้งการงาน ทั้งอยู่กับโลกมีอาชีพ มีอะไรต่ออะไรแล้ว มันก็มีรายละเอียดอยู่กับวงการมนุษย์ มันไม่ได้ไปอยู่ในสิ่งที่มันไม่มีสัมผัส มันไม่รู้เรื่องสังขารธรรม มันกลับรู้เรื่องสังขารธรรม แล้วมีอำนาจจิตเหนือสังขารธรรม มีทั้งปัญญา มีทั้งเจโต เป็นอุภโตภาควิมุติ ที่วิมุติก็หมายความว่ามันทำได้แล้ว มันยังทำไม่ได้ มันก็ต้องฝึก ก็มีอยู่ในมรรคองค์ 8 นั่นเอง ที่อธิบายกันแล้วกันเล่านี่ ในองค์ธรรมอื่น ก็เอามาขยายมรรคองค์ 8 ทั้งนั้นแหละ ขยายให้รู้จักวิธีการ รู้แม้ ศีล สมาธิ ปัญญา แม้แต่สติปัฏฐาน 4 โพธิปักขิยธรรม 37 ก็มาขยายมรรคองค์ 8 เพราะมรรคองค์ 8 เป็นหลัก หลักประพฤติ หรือหลักพฤติกรรมมนุษย์ หลักความเป็นอยู่มนุษย์ มีความเห็นด้วยปัญญาที่เห็นนำให้แจ้ง แล้วก็สำรวม สังวร ระวัง ถ้าเราเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ สำรวม สังวร ระวัง สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีความพยายาม มีสติ พยายามก็สั่งสมลงเป็นจิตอันยิ่ง เป็นสมาธิ จนเกิดการเห็นอย่างที่ว่า แล้วปฏิบัติไป จะเห็นตัวสภาวธรรม เห็นความเป็นได้ เกิดสัมมาญาณะ เป็นญาณเป็นปัญญา ไม่ใช่ปัญญาคิดเหมือนตัวสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ปัญญาที่จะไปรับรู้แผนที่ รับรู้ความรู้มาก่อนเหมือนสัมมาทิฏฐิตัวแรก เพราะฉะนั้นที่เขามาเถียงๆ บางคนเขาเถียงว่าเกิดปัญญาก่อนแล้วค่อยศีล ค่อยสมาธิ ไม่เถียง อย่าไปเถียง สัมมาทิฏฐิกับศีลเป็นรุ่งอรุณ สิ่งที่มาก่อนพระ พระอาทิตย์จะขึ้นคือรุ่งอรุณฉันใด ศีลอันดี สัมมาทิฏฐิอันดีคืออันนั้น ก็คือรู้ด้วย ทีนี้เขาเอาศีลกับสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไม่ใช่เขาละ ท่านตรัสไว้ว่าศีลกับสัมมาทิฏฐิอันดีมาก่อนอื่น และบางคนก็เถียงว่า สัมมาทิฏฐิมาก่อนศีล ศีล มาก่อนสัมมาทิฏฐิ แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้พร้อมกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การรู้นี่มันต้องมีประกอบในการทำงาน มีศีลโดยไม่มีสัมมาทิฏฐิมันเลอะ มีศีลเราจะปฏิบัติอะไร อย่างไร เข้าใจตัวเราเองว่า เราเอาศีลข้อนี้ เอาหลักการข้อนี้มาปฏิบัติ ความหมายอย่างไร ทำให้มันเข้าใจ มันต้องมีสัมมาทิฏฐิ ต้องมีตัวรู้ แล้วจะปฏิบัติอย่างไรมันถึงจะไปถึงจิตเป็นอธิจิต ปฏิบัติอย่างไรมันถึงจะขัดเกลา ปฏิบัติอย่างไรมันถึงจะได้ผล มันก็ต้องรู้ มันก็ต้องมีการปฏิบัติโดยเลอะๆเทอะๆ ปฏิบัติโดยดายๆไป มันไม่ค่อยได้เรื่องหรอก มันเป็นสีลลัพพตปรามาสนะ พอปฏิบัติแล้วขัดเกลา จนกระทั่งดังกล่าวแล้วไปถึงสมาธิ ถึงจะมีสัมมาญาณะ จิตเป็นได้ แม้ค่อยๆจางคลาย ก็ปัญญาตามรู้ นอกจากจางคลายแล้ว เห็นนิโรธเลย ดับได้นะ ตั้งมั่นแข็งแรง ไม่เปลี่ยนแปลง แล้วทีนี้สมุจเฉท เด็ดขาด ก็มีปัญญารู้ ตัวญาณทัสสนะ หรือสัมมาญาณะนี่เป็นตัวรู้ของจริง ปัญญานี้ไม่ใช่ปัญญาคิดนึก ปัญญารับรู้ ปัญญาเล่าเรียนมาทางฟัง ทางปริยัติ ไม่ใช่สุตมยปัญญา ไม่ใช่จินตามยปัญญา แต่เป็นปัญญาที่เป็นตัวเห็นผล ภาวนามยปัญญาคือเกิดผล แล้วมีปัญญาเห็นการเกิดผล ภาวนามยปัญญา ภาวนา แปลว่าการเกิดผล ภวา ภวะ ภาวะ มีภาวะนั้นแล้วเห็นผลของสภาวะนั้น รู้ ปัญญามันได้รู้ ได้เห็น ได้แจ้ง ได้ชัด ไม่มีของเรา เกิดมามีจริง เห็นจริง เกิดสัมมาญาณะ สัมมาวิมุติก็เป็นการลงตัวสุดท้าย สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเราจะจางคลายมา หรือมันก็เป็นวิมุติสุดท้าย สัมมาวิมุติคือวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นญาณที่มีอยู่พร้อม เป็นวิมุติอยู่พร้อม มันเห็นวิมุติอย่างนั้นจริงที่ครบองค์ผล 2 สัมมาญาณะ สัมมาวิมุติ เป็นอุภโตภาควิมุติ เป็นผล 2 กับสัมมาอาริยมรรคองค์ 8 เราก็มากระทำจริง ปฏิบัติจริง ถ้าผู้ใดมีจิตไม่ต้าน ไม่แข็งกระด้าง ไม่กระด้างกระเดื่องอะไร เป็นผู้ที่จิตเชื่อง ไม่ใช่เป็นคนที่ดื้อด้านอะไรแล้ว ง่าย เพราะฉะนั้นการมีจิตเป็นฌาน เป็นมุทุภูตะ มุทุภูเต เป็นกัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเตนี่ มีลักษณะจริง เป็นจริงของคน เพราะถ้าเราไม่เข้าใจสภาวธรรมที่ชัดแจ้ง เราก็ไปนั่งหัดสะกดจิต จิตของเราก็เชื่องขึ้น ควบคุมได้ มันก็อธิบายคล้ายกันเสียด้วย เราก็ควบคุมจิตของเราไป นั่งหลับตาไป มันก็เป็นเหมือนกัน คล้ายกันไปได้ แต่ทีนี้ทางสัมมาสมาธิ หรืออาริโยสัมมาสมาธิ ที่จะเกิดสมาธิ โดยปฏิบัติองค์ 7 ของมรรคมันก็ต้องไปกับมุทุภูเต อย่างนี้เหมือนกัน มุทุภูเต กัมมนิเย จิตสามารถควบคุมได้ แม้ปฏิบัติด้วยการนึก คิด การพูด การทำงาน อาชีพ ความพยายาม สติก็ควบคุม ฟังไปคุณก็สร้างสัมมาทิฏฐิไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วเราก็จะได้ปฏิบัติตามความเห็นที่ถูกทาง ถูกต้อง ได้เอาอาริยวัสสสูตรมาขยายความเมื่อวานนี้ ก็ได้เริ่มไปแล้วนะว่า ธรรมเป็นที่อยู่แห่งอาริยะ ธรรมเป็นที่อยู่แห่งอาริยะนี่ ที่พระอาริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จะอยู่ก็ดี แหม ตรงเป๊ะ กับของเรานี่ ที่ทำได้แล้ว ทั้งกำลังทำอยู่ และกำลังพาทำ ก็คืออันนี้เลยนี่ มันสบายมาก เราไปตรงกับพระพุทธเจ้าเป๊ะแล้ว ทั้งๆที่เราก็ยังไม่ได้เห็นเรื่องนี้ หรือยังไม่ได้ชัดจากอันนี้ ภิกษุ พระอาริยะจะมีธรรมเป็นที่อยู่แห่งพระอาริยะ คือมีเครื่องทรงหรือมีสิ่งรองรับอาศัยเป็นที่อยู่นี่แห่งพระอาริยะ ก็จะมีสิ่งอย่างนี้นะ มีหลักสิบประการนี้เป็นเครื่องวัดนี่ดี เราก็จะได้เข้าใจที่พระอาริยะอยู่แล้วก็ดีหรือที่พระอาริยะปฏิบัติได้แล้ว อยู่แล้ว คือเราทำได้แล้ว กำลังอยู่ก็ดี กำลังทำอยู่ หรือกำลังทรงอยู่ กำลังเป็นอยู่ตามนั้น มีเครื่องอยู่ ก็มีธรรมะ กำลังมีธรรมอยู่ มีธรรมได้แล้ว มีธรรมะได้แล้วกำลังทั้งมีธรรมอยู่ พาสร้างธรรมะและกำลัง อย่างนี้ก็ได้นะ อันนี้ ในนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า พระอาริยะอยู่แล้วก็ดี มันได้แล้วนี่ มันอยู่แล้ว กำลังอยู่ก็ดี ท่านใช้คำว่าอยู่ กำลังอยู่ อยู่แล้วกำลังอยู่ จะอยู่ก็คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคตเท่านั้น อยู่แล้วเป็น Past Perfect เป็น Past Perfect tense เป็นสภาพที่ มันเป็นสิ่งที่ผ่านแล้วและสมบูรณ์แล้ว อยู่แล้ว กำลังทำอยู่เป็น Continue และเป็นอนาคตก็เป็น Future ก็เป็น 3 ลักษณะ ธรรมดาๆน่ะ ทีนี้จะอยู่ต่อไปก็อยู่ สิ่งที่มีแล้ว สิ่งที่กำลังอยู่นี่ ก็เป็นฐานที่แน่นอน เพราะฉะนั้นอนาคตมันก็ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อสิ่งที่อาศัยเป็นสิ่งดี แข็งแรง มั่นคง มันก็ไม่ต้องสงสัย มันย่อมได้แน่นอนนะ ถ้ามีเวลา จบสูตรนี้จะเอาอีกสูตรหนึ่งมาอ่านให้ฟัง เป็นสิ่งที่บอกว่า ก็จบแล้วไม่ต้องเจตนา ไม่ต้องตั้งใจ ในเจตนาสูตร ไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องเจตนา ไม่ต้องอะไรไปเลยสบาย และมันจะทรงเป็นสภาพนั้นไปทีเดียวนะ เอ้า ทวนนิดหน่อยน่ะ เมื่อผู้ที่เป็นพระอาริยะนี่ จะมีธรรมที่เป็นที่อยู่ หรือเป็นที่อาศัย มีธรรมะที่เป็นที่อยู่ที่อาศัยของ หรือแห่งพระอาริยะ ที่พระอาริยะจะอยู่แล้วหรือกำลังอยู่หรือจะอยู่ก็ดีมี 10 ประการ ได้อธิบายผ่านไปแล้วว่า อันที่ 1 เป็นผู้ที่ละองค์ 5 ได้แล้วก็คือละนิวรณ์ เป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วคือเป็นผู้ละนิวรณ์ เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะควบคุมได้ แม้ในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ใครมีนิวรณ์บ้างลองคิดดูซิ ใจของเรามีกามไหม นี่ขณะฟังธรรมอยู่นี่ แหม มันไปหากามเร่าๆเลย หรือไม่เร่าๆล่ะ อย่างอ่อนๆก็รู้ว่ามันมี ถ้าใครไม่มีก็รู้ว่าไม่มี นี่มันก็เป็นขณิกสมาธิอยู่จริงๆ หรือคุณทำได้บ่อยๆ ได้มาก เมื่อไหร่ๆคุณก็ได้ นี่มันไม่ได้ไปถูกกามโรมรันอะไร เป็นอุปจารสมาธิ แม้มันจะไม่แนบแน่น แน่วแน่ ปักมั่น เมื่อใดๆก็มีจนกระทั่งถาวรขนาดนั้นก็ตาม มันได้ขนาดที่ว่ามันได้นะนี่ เมื่อเราตั้งใจ มีสติสัมปชัญญะ ควบคุมดูแลแล้ว มันก็ทำได้ มันก็ว่าง จิตปราศจากนิวรณ์ อ่านที่จิตเดี๋ยวนี้น่ะ มันไม่ใช่ว่ามันเรื่องลึกลับอะไรเกินการ ไม่ใช่ต้องไปนั่ง หลับตาตัดทวารเข้าไปแจ้ง ถึงจะไปอ่าน ยิ่งอ่านยาก นั่งหลับตาเข้าไป ตัดทวาร เข้าไปแล้วอ่านใจตัวเรา มีกิเลสหรือเปล่า มีกาม มีพยาบาท สติและสัมปชัญญะ ในช่วงนั้นที่จะก่อเกิดปัญญายิ่งยากกว่า นี่เดี๋ยวนี้ตื่นๆเต็มๆนี่ แต่ เออนะ นอกจาก ใครจะหรี่ใครจะฟุ้งซ่านก็เรื่องของคุณ หรือใครจะถูกกามอะไร พยาบาทอะไร ดึงไปก็ตาม ก็เรื่องของคุณ แต่ถ้าไม่ คุณนั่งอยู่เดี๋ยวนี้น่ะ สติ ร้อย ร้อย ขณะนี้ คุณตรวจซิ อ่านใจตนเอง ฟังไปก็อ่าน มีกามหรือเปล่า มีพยาบาทหรือเปล่า ถ้าคนไหนมีถีนมิทธะก็แน่นอนละ มันก็ถีนมิทธะอยู่นั่นแหละ มันก็โง่ๆไป มันก็เชื่องไป เราเรียนไป เราฝึกตนไปพลาง เรียนไปพลาง เป็นคนที่ไม่มีกิเลสไปพลาง ปฏิเสวนาเสพคุ้นไปพลาง และได้รับปัญญา ได้รับความเสริมหนุนอันแข็งแรงไปเรื่อยๆ มันก็จะเห็นความทวีผล มันเป็นความทวีผล มันเป็นผลได้ มันก็ได้ ได้ ที่ไม่ได้ ถูกผีมันดึงไปเป็นทาส มี บริวารผีลากไปใช้ ลากไปเป็นถีนมิทธะ นั่นคือ มันลากไปใช้ในสายถีนมิทธะ ลากไปในกาม มันก็ลากไปใช้ในกาม หรือแม้พยาบาท ส่วนอุทธัจจะนั้นน่ะ มันเป็นส่วนเก็บละเอียดขึ้นไปอีกของกามนี่ บางทีมันก็ฟุ้งอยู่ที่กามพริ้วๆ อยู่ที่พยาบาทพริ้วๆ อุทธัจจะน่ะหรือมันก็ยังมีเศษรำไรๆของถีนมิท มิทธะพริ้วๆ เห็นไหมล่ะ เห็นฝอยของถีนมิทธะมั้ยล่ะ บางคนฟังธรรมนี่ พอรู้บ้างแล้วนี่ มีสติพอได้ถึง 70-80 % ฟังธรรมพอรู้ แต่ว่าเห็นนี่ ยังมีตัวอุทธัจจะของถีนมิทธะ ฟังให้ออกนะ เออ มันมีลีลาของอุทธัจจะพริ้วๆ มันไม่ได้เป็นสติเต็ม 100 มันก็ฟังธรรมพอรู้บ้าง แต่มันก็ไม่ใสเต็มที่ เหมือนเรามีสติเต็ม 100 สัมปชัญญะตั้งมั่นเต็ม แล้วก็มีปัญญาอันโปร่ง ฟัง...พูดภาษาไทยๆ ง่ายๆ ไม่ได้พูดลึกลับอะไร พยายาม ถ้าอันใดมันยากหน่อย มุมไหนมันยากหน่อย เหลี่ยมไหนมันชักจะยุ่งๆยากๆหน่อย ก็พยายามชี้ที่จะคลี่ให้ตื้น คลี่ให้ง่าย เจตนาอย่างนั้นอยู่ทีเดียว มันก็รู้นี่นา ไม่ใช่คนโง่จนเกินการ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อมีสติสัมปชัญญะปัญญา ธรรมดาฟังธรรมแล้ว มันได้ทุกวันแหละ ซ้ำซากก็จำ อะไรที่มีใหม่เป็นอัสสุตังสุนาติ มันก็เจริญงอกงามขึ้นทุกวันแหละ แม้จะกำลังพูดขณะนี้ก็เชื่อว่ามีแง่เชิงที่ใหม่แล้ว ใครฟังนี่ แนะนำ แม้แต่ขณะนี้ที่กำลังพูดถึงนิวรณ์นี่ เชื่อว่ามีใหม่ ที่พูดนี่รู้เลยว่ามีอะไรใหม่ขึ้นมา ที่ตัวเองไม่ได้แนะเชิง สำนวนโวหารภาษาใหม่ขึ้นมาแต่ก็ภาษาไทยทุกคำ เชื่อว่ารู้ทุกคำที่พูดมานี่ ไม่ใช่ภาษาลึกลับอะไร คนทุกคนในที่นี้ โตขนาดนี้ ไม่รู้ภาษาที่พูดนี่ คำไหนไม่รู้ คำนี้แปลไม่ออก ภาษาไทย ช่วยแปลภาษาไทยคำนี้ให้ฟังหน่อย คำไหนไม่รู้ เชื่อว่ารู้ทุกคำ เพราะฉะนั้นเรามาเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรม เป็นผู้ฟังธรรม ก็ปฏิบัติธรรมไปด้วยในตัวทุกวันๆ นี่พาปฏิบัติ ฟังธรรม หรือทำวัตรนี่ปฏิบัติ แต่เผื่อว่าเราเป็นทาสผี แม้แต่นิวรณ์ 5 นี่ เราก็ควบคุมมันไม่ได้ ไม่สามารถที่จะเป็นผู้ประกอบไปด้วยการละองค์ 5 ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก นี่เป็นฌานทั้ง 4 ก็คือการระงับนิวรณ์ นี่ทำให้ได้ เวลาอื่นยังพอทำได้ พอเวลามานั่งฟังธรรมนี่ไม่ได้ ก็นี่แหละคือ อาณาปาณสติ การมานั่งนิ่ง ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นแล้ว ฟังธรรม โดยการฟังธรรมไม่ใช่นั่งเฉยๆไปอีก นั่งเฉยๆไปนั่นยิ่งล่อจระเข้ไปอีก ไม่ต้องฟังธรรมกันเลย นั่งเฉยนั่น ล่อไอ้เข้ลงไปอีก คือหมายความว่า มันยิ่งมีทิศทางที่ใกล้สภาพนิ่งไปแล้ว ถีนมิทธะจะกินง่ายกว่านั้น เพราะฉะนั้นมีการพูด มีเสียงฟัง มีอะไรต่ออะไร บางทีกระทุ้งกระแทก แหม ถูกกิเลสเราเสียด้วยปั้งเข้าไป ไอ้หยา บางทีวาบเลย อย่างนี้ด้วยซ้ำไป ฟังแล้ว มันก็มีอะไรต่ออะไรที่เตือน มีอะไรที่ได้รับความรู้สึกที่เกิดผลอยู่ ก็ได้ไปเรื่อยๆ ฉะนั้นบางอันเรานึกว่าเราไม่มี แต่เราก็รู้ไป ฟังตามนี่มันก็เทียบเคียงถึงอดีต เทียบเคียงถึงสัญญา กำหนดระลึกเป็นบุพเพนิวาสานุสติไปในตัว มันก็ฟัง ก็เทียบเคียงไป แม้เดี๋ยวนี้เราเป็นฌาน อ๋อ ปั๊บ ก็ถูกเลย มันตรงกับที่เราเคยมี แล้วมันมีมากจนรู้สึกว่า เหมือนเดี๋ยวนี้เรามี แต่ที่จริงเดี๋ยวนี้เรายังไม่มี แต่อันที่จริงเดี๋ยวนี้เราก็มีเป็นอาสวะอยู่แล้ว มันก็เทียบเคียงเก่า เราพูดไปนี่ กระ ทบ ที่จริงในขณะนี้โดยเอาขณะของขณะเดี๋ยวนี้เราเป็นฌาน ในขณะของขณะ ขณะนี้นี่เราเป็นฌาน แต่พอฟังธรรมไป มันมีบุพเพนิวาสานุสติเทียบเคียงกับของเก่า เราเคย โอ๊ แหม เรามีบ่อยเสียด้วยซิ จำคนไหนที่มีบ่อย มีมาก มีเสมอ โอ๊ เรายังปล่อย ยังไม่ปล่อยเลย ยังมีนะ อาการนี้ พูดไปแล้วมันตรง เราก็รู้เลยว่า อ้อ ของเรายังมี หรือพูดไปแล้วมันไม่มีหรอก แต่จำได้ ก็มีของบางคน อ้อ แล้วก็รู้ว่า เออ อันนี้เราหมดแล้ว ถึงแม้ไม่หมดก็จะรู้เมื่อมีอินทรีย์พละ เออ เราหยุด เลิก พอฟังปั๊บ มันก็เลิกได้เลย เมื่อผู้มีอินทรีย์พละ และรู้ชัดแจ้งก็ปล่อยเดี๋ยวนี้ จากนี้ไปเราจะไม่มี นี่เป็นผลของการฟังธรรมมันจะเป็นอย่างนั้น เพราะมีฌานเป็นพื้นฐาน มีฌานเป็นที่ตั้ง มีฌานเป็นก่อนอื่นจะเกิดวิชชาทั้ง 9 วิชชา 8 นั่นเอง ฌานนี่นับเป็นวิชชาข้อที่ 1 และมันก็จะต่อตามไป จะเกิดไปเรื่อยๆจริงๆ เพราะฉะนั้นต้องพยายามเข้าใจอ่านอาการ อ่านอารมณ์ของเราว่าเรามีมั้ย กาม พยาบาท ถีนมิทธะ ถ้าไม่มีอย่างนี้ ก็เป็นฐานพอ พอไปได้แล้ว ได้บ้างแล้ว ถ้ายิ่งกำจัดอุทธัจจะ อุทธัจจะนี่ทำให้เรารำคาญ มันทำให้เรากังวล มันทำให้เราถูกดึง ถูกถ่วงไปมาก แสดงว่าไม่มีประสิทธิภาพ ไอ้นั่นก็แล้วแต่ ความหยาบกร้าน หรือความละเอียด ถ้าอุทธัจจะนิดๆ มันก็ไม่แรง ทำให้เรากังวล รำคาญ หรือว่าทำให้เราเสียผลในการทำการงาน กัมมนิเยต่างๆ ไม่ต้องถึงขนาดนั้น เช่นกำลังทำการงาน ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมโดยการฟังธรรม และเราจะบรรลุธรรมด้วยการฟังธรรมก็ได้ หลักในการบรรลุธรรม 5 ประการ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ก็เคยเล่าให้ฟังแล้ว ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นเราก็ฟังธรรมให้มันบรรลุธรรมไปด้วย เพราะฉะนั้นเราทำการงานขณะนี้ ฟังธรรมนี่ ทำการงาน กัมมนิเยก็เหมาะกับการงาน เพราะจิตของเราขณะนี้ ขณะแห่งขณะของเรามีฌาน มันก็เหมาะในการทำงาน งานนี้เป็นการงานขัดเกลาด้วยการฟังธรรม ไม่มีกิเลสแม้แต่เศษอุทธัจจะ ก็ไม่ก่อ กุกกุจจะ อุทธัจจะคือจิตที่ฟุ้งลอยขึ้นมานี่ ที่เรารู้ว่ามันเกิดลอย อุทธัจจกุกกุจจะ มันไม่ได้ทำให้เรารำคาญ เรากังวล เราเสียหาย มันไม่ถ่วงดึงอะไรให้เราเลวลง เราก็ได้ผลดี เพราะฉะนั้นกุกกุจจะนี้มีคุณค่า หยาบ กลาง ละเอียดแค่ไหนล่ะ ถ้ามันไม่หยาบมันเหลือน้อย มันก็เป็นของคุณน้อยๆ ถ้ามันหยาบ มันแรงนะ โอ้โฮ รำคาญ กังวล ไม่เป็นสมาธิ มันก็ไม่ใส ไม่สะอาด ถ่วงดึงให้เราเองจิตใจมันไม่เต็ม มันก็เป็นจริง เศษอะไรล่ะ เศษกาม เศษพยาบาท เศษถีนมิทธะ ก็ตรวจอ่านอีก ฟังให้ดี แล้วมันซ้อนกันอยู่อย่างนี้ จนคุณใสเจ๋งเลย หมดวิจิกิจฉา บอก โอ๊ย จิตใส จิตเป็นฌานเป็นอย่างนี้ ไม่สงสัยเลย หมดวิจิกิจฉา อ้อ จิตอย่างนี้เองนะ ไม่มีกุกกุจจะ ไม่มีการรำคาญ ไม่มีอะไรเลย จิตลอยก็รู้ลอย เป็นตัวอุทธัจจะ จิตที่เป็นจิตลอย ต้องปรับให้เรียบราบ ต้องปรับให้มันเสมออีก จนเรียบราบ จนจิตดี เกิดจิตที่เกิดขึ้นและก็ตั้งอยู่ รับฟังและก็ดับไป เกิดขึ้นตั้งอยู่รับฟังดับไปๆ อย่างมีระบบระเบียบ มีระดับอย่างดี ผู้ใดละได้ชั่วคราว ละนิวรณ์ 5 ได้ชั่วคราวก็ดีแล้ว ผู้ใดละได้มากยิ่งดีใหญ่ จะได้ถาวร ก็ฝึกไป ฝึกทุกวิธี ที่พาทำทุกเวลานี้ ไม่ใช่อะไรหรอก เราฝึกฌาน ฝึกสมาธิ ฝึกสมาบัติ ที่เขาทำทุกวันนี้ เทศน์ให้ฟังทุกวันก็เหมือนกัน ผู้ใดเข้าใจอย่างนี้ก็จะรู้ว่าได้ หมายความว่าไม่ได้พาคุณปฏิบัติ โถ นั่งทำวัตร พากันทำทุกที แล้วคุณก็ได้ขึ้นมาหรือเปล่าล่ะ มันก็ดีขึ้นมา นอกจากบางคน มันเลวลงเหมือนกัน นับวันก็ยิ่งเสพคุ้นในเรื่องของผี แม้แต่ข้อแรกนิวรณ์ 5 จะเป็นกาม หรือพยาบาท หรือถีนมิทธะก็แล้วแต่ ก็เสพคุ้นมันอยู่นั่นแหละ อ่อนแออยู่นั่นแหละ เอ๊ มันก็ต้องหารากเค้าของตัวเองว่ามันอย่างไร มันติดมากนักหนา เอร็ดอร่อย นักหรือ มันทำแล้วมันก็ไม่อร่อย แต่เสร็จแล้วก็ยังทำให้ตัวเองอยู่ เอ้า ก็โง่ใหญ่น่ะซิ อวิชชาตัวนี้ ทำไมมันถึงมากนัก ก็แก้ไข ต่อไปอันที่ 2 ละองค์ 5 ได้แล้ว อันที่ 2 ประกอบด้วยการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ซึ่งเราก็ฟังมาหูแฉะ ถ้ามันฉีกได้ หูก็ฉีกแล้ว ไม่ใช่แฉะธรรมดา ฟังมาหูแฉะหูฉีก สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เป็นผู้รู้รูปด้วยจักษุ ได้ยินเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น สัมผัสด้วยกาย แม้แต่ใจ รู้แจ้งธรรมะด้วยใจเองก็ตาม รับมาแล้วไม่ว่าทวารไหน จิตใจของเราก็เป็นผู้ที่ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ อุเบกขามีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ นี่เป็นตัวไขความของพระพุทธเจ้า ว่าถ้าเกิดอาการจิตว่า เออ เรารับสัมผัสอะไรแล้วก็ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นอุเบกขา อธิบายอุเบกขาให้ฟังแล้ว ไม่ใช่อุเบกขาเฉื่อย อุเบกขาเซ็ง ไม่ใช่ อุเบกขานี่มันเป็นอุเบกขาที่ร่าเริงเบิกบาน เป็นลีลาของพุทธะ รู้ อุเบกขาไม่ใช่ไม่รู้ รู้ ตื่น เบิกบาน แจ่มใส มีเชิงดีเป็นวิชชานี่ เรียกว่า รู้ เป็นปมุทชะ นี่เรียกว่า เบิกบานแจ่มใส เป็นผู้ปมุทชะ นี่เป็นนิวรณ์อีก 3 ข้อ นิวรณ์อีก 3 ข้อ เป็นอวิชชา นี่รู้เป็นปมุทชะ นี่เบิกบาน แจ่มใส ร่าเริง เป็นกุศล นี่เป็นนิวรณ์ข้อสุดท้าย ข้อที่ 8 เป็นอุปการะอยู่ กุศลก็คือ เป็นผู้ตื่นอยู่ ผู้ตื่นอยู่เป็นผู้ที่มีอิทธิบาทอยู่ เป็นผู้ที่เห็นได้เลยว่าเป็นผู้มีกะจิตกะใจ เป็นผู้มีความขยันเพียร เป็นผู้ที่ยินดีอยู่กับโลก กับสังคม ไม่ใช่เป็นคนเหนื่อยเฉื่อย เซ็ง เห็นแล้วมันบอกได้เลย รู้ได้เลยว่า คนไม่ค่อยเกื้อกูล ไม่ค่อยเอาภาระ ไม่ค่อยอะไร มันไม่มีสมานัตตตา ไม่มีการประสานสมาน ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันอยู่แต่เหมือนมันระแหง มันเหมือนเม็ดอะไรอันหนึ่งอยู่กับเขา แต่มันกระเด็นๆอยู่กับเขา มันไม่กลืน มันไม่ประสาน มันไม่เชื่อมต่อ มันเห็นได้นี่ อธิบายด้วยภาษาอย่างนี้ คุณฟังดูให้ดี ตัวคนนี้เห็นเลยว่า ไอ้นี่มันขี้กลากติดอยู่ผิวหนัง ขี้เกลื้อน ก้อนเศษขี้ขยะอะไรติด มันก็อยู่ อยู่ด้วย แต่ว่ามันไม่กลืน มันระแหง มันกระเด็นๆ มันกระโดกกระเดก กระเด็น กระเด้งๆอะไรอยู่ มันไม่กลืน มันไม่ประสาน ไม่เหมือนเนื้อเดียวกัน มันไม่เหมือน มันไม่ harmony มันไม่กลมกลืน มันจึงไม่ใช่เอาภ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive