310906 อาหารคือการปฏิบัติธรรม โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
310906 อาหารคือการปฏิบัติธรรม โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก อาหารคือการปฏิบัติธรรม โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก เมื่อ วันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2531 เอ! อาตมาว่าเราก็มาเอาดีกันนะ มาทำดี ศีลข้อ 1,2,3,4,5 ศีลชั้นต้นๆ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่พูดเท็จ คนที่ลักทรัพย์นี่พูดเท็จด้วยนะ เพราะว่าต้องโกหกเขาว่าเราไม่ได้เอา ผู้ที่ลักทรัพย์นี้บาปมหาศาล บาปมากบาปมาย ลักทรัพย์นี่ อยู่ในหมู่ด้วยนี่ ถามกันไปถามกันมาต้องพูดเท็จด้วย ว่าเราไม่ได้เอา นอกจากไปลักทรัพย์เขาแล้วยังโกหกเขาอีก ซึ่งมันบาปหนัก มันเป็นกรรม เรามาปฏิบัติธรรมกัน เรามาประพฤติความดี มาประพฤติตนที่จะต้องไม่ทำบาปไม่ทำชั่ว เสร็จแล้วเราก็มาทำบาปทำชั่ว คือยังไม่กลัวกรรม ยังไม่เห็นว่า กรรมนี่เป็นอันทำ กรรมเป็นของจริง อาตมาจริงๆเลยนะ โดยความเป็นจริงของตนเองนี่ ไม่เห็นอะไรมันจริงจังเท่ากับกรรม เงินทองได้มามันก็ไม่จริง ลาภยศได้มามันไม่จริง โลกียสุขได้มาก็ไม่จริง ยิ่งพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นของหลอก มันเป็นอารมณ์หลง เป็นอารมณ์อุปาทานที่เราไปหลงติดยึดเข้ามา แล้วก็ไปสมมุติเอา แล้วก็ไปเข้าใจว่าเป็นจริง พอเรามาล้างกิเลสออก ลดละได้ก็เห็นเด่นชัดว่าเป็นสุขัลลิกะ เป็นสุขหลอก มันไม่ใช่สุขจริงๆหรอก สุขหลอกจริงๆเลย เพราะว่ามันไม่จริง มันหมดไปแล้วก็ไม่เห็นมันมีอีก แต่ก่อนมันมีๆ ดูเหมือนมันมี แต่ก่อนเราดูเหมือนไม่มีอารมณ์อร่อย มันมีอารมณ์สุข โลกียสุขอันนั้น พอเราเลิกละล้างตัวเหตุใหญ่คือกิเลสความโง่ ความหลงผิด ความไปยึดติดเอาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นสมมุติยึดติดเอาไว้ พอมันหายไป มันจางไป มันก็ไม่เป็นอะไร มันไม่มี รสนั้นมันไม่มีจริงๆ ความอร่อยนั้นมันไม่มีจริงๆ เหมือนคนดูดยานี่นะ เอาง่ายๆ สูบบุหรี่นี่ สูบบุหรี่นี่เราก็ไปหลงว
อ่านต่อ
่ามันอร่อย พอเลิกละล้างได้จริงๆ ล้างกิเลส ตัณหา อุปาทาน ได้หมดเกลี้ยงจริงๆ ไปสูบอีกดูซิ คุณจะรู้เลย ไม่ได้อร่อยอะไรจริงๆ ไม่เหมือนตอนแรกๆสูบใหม่ๆ คนสูบบุหรี่ใหม่ๆไม่อร่อยหรอก มันขม มันเฝื่อน มันเวียนหัว หลายคนสูบใหม่ๆคงอ๊วกมา ใครสูบบุหรี่ตอนแรก อ๊วกมั่ง อ๊วกๆ มันไม่ถึงกับอ๊วกไหลออกมาหรอกเน่าะ พอ อ๊วกๆ มันจะอ๊วกน่า มีไหม คนสูบบุหรี่จะอ๊วกมั่ง 2 คน 2 คนแค่นั้นเหรอ ยิ่งสูบยาเส้น อั้ยประเภทยาเส้นนั้น ว้า.. อั้ยลิ้นมันไปแตะเอายาเส้นด้วยนะ อ๊วกก่อนเลย อั้ย..ยาเส้นนั่นนา โอ๊ย.. ทั้งแสบทั้งขมทั้งขื่น แต่พอคนไปสูบติดแล้วกลับหลง โอ้! ว่ามันอร่อย มันมีอารมณ์ชุ่มชื่น สุขใจยังไงๆ พอมาล้างกิเลสออกหมดแล้ว อารมณ์ที่ว่ามันสุข อารมณ์รสอร่อยนั่น ไม่มีจริงๆหายไปเลยไม่มีจริงๆนะ เราจะเห็นรสแท้ของมันว่ารสมันเหม็น กลิ่นมันเหม็น รสมันขื่น มันไม่ได้เข้าท่าอะไรหรอก ยิ่งเอาบุหรี่แท้ๆฉุนๆ ที่ว่ายิ่งคนติดๆมากๆ แล้วเอาฉุนๆมาสูบแล้วน่ะ โอ๋ย! ยิ่งฉุน ยิ่งหัวตีดินเลย สำลักเลยนะ ยิ่งฉุน ยิ่งหัวตีดินเลย แสบจมูกแสบคอ แต่คนที่ติดแล้ว แหม!..เยี่ยมยอด มันเป็นของหลอกอย่างนั้นน่าเป็นของหลอก พอเรามาปฏิบัติธรรมแล้ว เราจะมาเห็นของจริง มารู้ของจริงว่าอะไรก็ไม่จริง กรรมนะเป็นจริง ที่จริงมันก็ไม่จริงหรอก กรรม ถ้าเผื่อว่าเราเลิกล้างปรินิพพานได้ มันก็สูญได้เหมือนกัน มันจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ล้มเลิกกันได้ ที่เรียกว่ามันไม่ถาวร มันไม่จริงนิรันดร์ก็ตรงที่ว่า เราล้มเลิกมันได้ ล้มเลิกมันเมื่อเวลาเราปรินิพพานเท่านั้น มีทางเดียวเท่านั้นที่จะหมดกรรม หมดวิบากก็เพราะเราปรินิพพานไปแล้ว เราไม่เวียนกลับมาเกิดเป็นเหตุปัจจัยมีขันธ์ 5อีก วิบากกรรมก็เป็นอันต้องยกเลิกไป เพราะมันไม่รู้จะไปตามเอากะใคร วิบากกรรมมันไม่มีตัวผู้นั้นอุบัติอีกแล้ว ตัวผู้นั้นสูญแล้ว ปรินิพพพานสูญ ตายสูญไปไม่เกิดอีกน่า เพราะว่ามันไม่มีเหตุปัจจัยของกิเลสที่พาเกิดอีกแล้ว ไม่นำขันธ์ 5 มาเกิดอีกแล้ว ไม่แสวงหาภพหาชาติอีกแล้ว เมื่อไม่แสวงหาภพหาชาติอีก ไม่มีอะไรเกิดอีก วิบาก กรรมวิบาก มันไม่หมด แต่มันเด๋อ แล้วมันไม่มีตัวลง กรรมวิบากไม่รู้จะไปลงเอากับใคร ตัวขันธ์ 5 มันไม่มีอีกแล้ว เพราะจิตวิญญาณมันสะอาด จิตวิญญาณไม่มีตัวตน จิตวิญญาณบริสุทธิ์ของพระอรหันต์เจ้านี่ไม่มีตัวตน มันก็ไม่ได้ไปเกาะอยู่ที่วิบากนั้น วิบาก มันก็จะเกาะอยู่กับที่อัตตา เท่านั้นเอง พอหมดอัตตา หมดสภาพที่เป็นตัวตนจริงแท้ไปหมดเลยนี่สลายเป็น อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว มันก็สูญ แต่ถ้าเผื่อว่าตราบใดยังมีสภาพขันธ์ 5 ยังมีอัตตา วิบากมันจะต้องไปด้วย แม้แต่มาเป็นพระพุทธเจ้า มันมีขันธ์ 5 มามีอัตตา ตามแต่จะมีอัตตา จะเป็นอรหัตตาของท่านก็ตาม พูดอย่างนี้เดี๋ยวนักบาลีมาเล่นงานอีกละ ขนาดพระพุทธเจ้านี่วิบากมันก็ยังตามมา มีกุศลนั้นก็ตามมาแน่นอน อกุศลก็ยังตามมาอีกเลย ตามมาเล่นงานท่านเท่าที่มันจะเป็นไปได้ อย่างนี้เป็นต้นนะ นี่มันจริง อั้ยเรื่องนี้แหละมันเป็นพลวปัจจัย ที่จะติดเราเป็นมรดกอันจริง ของใครของมัน อันอื่นๆที่คุณไปสะสม สะสมลาภยศสรรเสริญ สะสมโลกียสุข สะสมอะไรต่ออะไรไป มันไม่ตามคุณหรอก มันไม่เที่ยงแท้หรอก มันเปลี่ยนแปลงง่ายที่สุดสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงง่ายแต่วิบากนี่เปลี่ยนแปลงยาก ยาก วิบากนี่อกุศลวิบาก ยิ่งเปลี่ยนแปลงยากใหญ่เลย แล้วกุศลวิบากนี่นะ แหม.. มันจะเสื่อมง่ายเสียด้วย กุศลวิบากนี่มันจะเสื่อมเอาง่ายเสียด้วย แต่อั้ยอกุศลวิบากนี่ แหม..ตีมันไม่ค่อยแตกน่ะจะให้มันเสื่อมให้หายจากเราไปนี่มันยากเสียด้วย เพราะอะไร เพราะเราไม่เก่ง เพราะเราไม่สร้างกุศลวิบากให้มันมากทับถม แล้วไปก่อแต่อกุศลเพราะเราไม่รู้มันก็เลยมีแต่อกุศลวิบากเสริมหนุนเพิ่มเติมเข้ามามาก เราเรียนไม่ชัด มันจะไม่รู้ว่าเราทำกุศลหรืออกุศล เราไปหลงผิดกันได้เยอะแยะเลย หลงผิดว่าเป็นกุศล แท้ๆมันอกุศลหลงกันมาทั้งนั้นน่ะ หลงไปเที่ยวเอาเปรียบเอารัดเขามา หลงไปเที่ยวได้ทำร้ายทำเลวอะไรมาโดยที่เราไม่เข้าใจ มันหลงกันมาทุกคนแหละ อาตมาก็หลงมา พระพุทธเจ้าก็หลงมาจึงได้มีวิบากตาม บำเพ็ญกุศลมานานับชาติ นานกว่าจะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าอาตมาก็เป็นโพธิสัตว์ก็มาบำเพ็ญกุศลมาเยอะแยะขนาดนั้น อกุศลวิบากก็ยังตามมาเล่นงานอยู่นี่ ไม่ใช่น้อยๆไม่ใช่เล็กๆ ไม่ใช่ตามล้างตามผลาญกันเล็กๆน้อยๆนะมนุษย์น่ะ ถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ พระพุทธเจ้าคงจะบอกได้ว่า โอ๊!สังเวียน ภู่ระหงษ์ นี่นะชาติแต่ปางก่อนนี่หนา เกิดเป็นนั่น พระโพธิรักษ์ เป็นนี่อะไรนะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์นี่น้า แต่ปางก่อนเป็นนั่นว่านา พระโพธิรักษ์เป็นนี่อะไร เป็นอะไร หรือประสกนี่ ประสกนี่เขาชื่อจำรัส ดวงธิสาร ชาติแต่ปางก่อนเป็นนั้น พระโพธิรักษ์ก็เป็นนี่อะไรนี่ ก็เลยมีวิบากกันมาจองล้างจองผลาญกันอะไรแหม..พระพุทธเจ้าอยู่คงจะตรัสได้ให้ประสกเอาไปแปลอีกแหละ นะแกชอบแปล แปลลงในวรรณกรรมชาดกอะไรของเขาก็เยอะแยะเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่า เล่นๆ ไม่ใช่เรื่องพระพุทธเจ้าเล่าเอามากุเรื่องขึ้นมาเล่าเล่นแต่คุณไม่เชื่อพระพุทธเจ้าก็เลิกกันเท่านั้นแหละจะไปเชื่อใครนะไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วมันเป็นกรรม กรรมแล้วไปสะสมมันทำไมนี่อกุศลมากพอแล้วนะ ทำไมมันยังไม่พอเหรอ อกุศลของแต่ละคนนี่เหรอมันน้อยกันเหรอ อกุศลของแต่ละคน มันยังน้อยไปเหรอ หา แหม มันน่าจะสำนึก มันน่าจะสังวร มันน่าจะเข้าใจนะ อาตมาว่า คนยังไม่เชื่อกรรมนี่ยากที่จะประพฤติธรรมเจริญ คนไม่เชื่อในกรรมนี้ยากที่จะมาปฏิบัติธรรมให้เจริญงอกงาม ยาก มันต้องเชื่อกรรม เชื่อว่าเออ.เราทำนี่มันได้ดีได้เจริญนะ ถ้าเราไม่ทำเราไม่ได้ จะทำทั้งกรรมประเภทที่เป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเป็นสุจริตนี้ด้วย มันก็มีกิเลสนั่นแหละมาร่วมมันจะไปขโมยของเขา ไปขโมยเงินเขานี่มัน มันจะเอาอะไรไปขโมยเอามือไปขโมยโดยไม่มีใจเป็นกิเลสมันได้ตรงไหนน่ะ ฮ่า..มันไม่มีใจเป็นกิเลส มันจะไปขโมยเขาได้ยังไง ก็ลงไม่ขโมยดูซิกิเลสมันก็ไม่ได้ทำ มันก็ได้สู้กิเลส มันก็ได้ลบล้างกิเลส อั้ยตัวมันอยากทำ อั้ยตัวมันโลภโมโทสันหนักหนา จนไปทำทุจริตถึงปานนั้นน่ะ ยิ่งพิจารณาด้วยวิปัสสนาด้วยเหตุผลที่ดีแม้แต่เป็นสมถะเท่านั้น กดข่มมันไว้อย่าให้มันไปทำ มันก็ไม่บาป บาปก็บาปแค่จิตอยากจะไปขโมย ก็ล้างจิตที่อยากจะไปขโมยอีก พิจารณาให้ตัวเองเป็นผู้รู้สึกสำนึกแก้กลับ ทำใจกลับคืน ให้มันจางคลายออกไป ให้มันเลิกราในทุจริตกรรมอย่างนั้นออกไป คุณก็เป็นจริงในคุณทำ ถ้าคุณไม่ทำมันก็ไม่เป็นจริง ใครจะไปทำให้คุณ ถ้าคุณไม่สำนึกไม่สังวร ไม่ระวังไม่ประพฤติ ไม่อบรมตนให้มันเป็นอย่างที่อาตมากล่าวนี่ ใครจะไปทำให้คุณ อาตมาก็ยังฉงนอยู่เลย โอ๊! อั้ยเรื่องขโมยเงินขโมยทองมีอยู่ได้อยู่ด้วยกันนี้ มันโลภโมโทสันอะไรกันนักกันหนา จับมาดูหน้ากันหน่อยเถอะน่า พยายามจับกันให้ดีจริงๆมาดูหน้ามาดูตากันเถอะ มันอยู่ได้ยังไงนี่ มันไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ไม่ใช่เรื่องลึกๆซึ้งๆ เรื่องตื้นๆเขินๆไปลักขโมยเงินนา ลักขโมยกันไปทำอะไร ฮ่า..จิตใจมันถึงหยาบคายถึงขนาดนั้น ทั้งๆที่เราก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ มีอะไรก็ยังพูดกันได้พอเป็นพอไป ไม่ได้มาสอนให้ร่ำรวยให้กอบโกยอะไร เอ๊! มาลักมาขโมยมัน แหม่.. มันอกุศลในจิต ทำไมมันหนามันหยาบมันมากมันมายป่านนั้น มาอยู่ในแวดวงอย่างนี่แล้วก็ยังไม่ละอาย ยังกล้าทำเข้าไปได้มันเป็นยังไง มันเห็นตัวอะไรกันนักกันหนา มันอยากได้อะไรกันมากกันมาย ฮื่อ..ขายขี้หน้าเขาจริงๆ ถ้าจะปฏิบัติธรรมต่อไป จะต้องสังวรระวังพิจารณาให้ดี กรรมเป็นอันทำ นะ กรรมนี้เป็นบาปไม่ใช่บาปเป็นธรรมดานะ ศีล 5 เท่านั้นเป็นเบื้องต้นหยาบๆ บาปก็บาปหยาบๆบาปหนักๆ กรรมเป็นอันทำลงไปไม่ใช่ของเล่นๆนะ ทางโลกเขาต้องเอาติดคุกเลยโน่นแน่ะ ทางโลกน่ะจับติดคุก ทางธรรมนี่มันจะบาปขนาดไหนล่ะ แล้วก็ยิ่งไปขโมยที่คนใจซื่อใจบริสุทธิ์ ไว้ใจกันน่ะ มันมีภาวะซับซ้อนลึกซึ้งนะ อจินไตยน่ะ กรรมวิบากนี่เป็นภาวะที่ลึกซึ้งอธิบายยากน่ะ อาตมาพยายามอธิบายให้ฟังเท่านั้น อย่างที่ท่านบอกว่าถ้าไปฆ่าพระอรหันต์นี่ พระอรหันต์ท่านไม่มีใจ ยิ่งไม่มีใจโกรธตอบเลยน่ะ พระอรหันต์ยิ่งท่านไม่มีใจโกรธตอบเลยนะ พระอรหันต์ยิ่งไม่มีจิตที่จะอาฆาตมาดร้าย ท่านไม่ๆ ท่านอภัยด้วยซ้ำ ยิ่งบาปหนักบาปมากเพราะใจซื่อ คนที่ใจซื่อๆไปเอาของๆคนที่ใจซื่อนี้นะ มันยิ่งบาปหนักนะ ขโมยของคนๆที่อยู่ในนี่ที่ไว้ใจกันที่อยู่ในนี่นะ บาปมหาศาลกว่าคนที่คุณไปขโมยของในข้างนอกน่ะ คนที่มาขโมยของพวกเราอะไรนี่ มันบาปมากกว่าคนไปขโมยของ ขโมยของพระ ขโมยของที่ใจคนใจซื่อใจบริสุทธิ์กว่า ไว้ใจกว่า มันบาปมากกว่าคนที่ใจคด เป็นคนที่ขโมยของคนๆที่เขาขโมยมาอีกต่อหนึ่งมันก็บาปน้อยหน่อยเพราะไปขโมยของคนที่ขโมยมาอีกต่อหนึ่งหรือคนทำชั่วอะไรอย่างนี้นี่ คนที่ไปเอาเปรียบเอารัดไปขูดรีดนาทาเร้นมานี่ เออ..บาปอยู่ มันก็ยังบาปน้อย และเราก็เข้าใจ ไปขโมยของคนที่เขาได้จากบริสุทธิ์ๆ ไม่ใช่ไปขโมยเขามา หรือไม่ใช่ไปโกงเขามา ก็บาปอีกอย่างนั้น แต่ถ้าเขามีความหวงแหนนะ แม้จะเป็นของบริสุทธิ์เขาก็หวงแหนนะ มันก็ยังบาปเท่านั้น ไปขโมยของๆคนที่บริสุทธิ์ด้วยแล้วก็ไม่หวงแหนด้วย บาปมากขึ้นไปอีก ฟังออกไหม ยิ่งไปขโมยของที่เป็นพระอรหันต์ด้วยเลิกเลยทีนี้ยิ่งบาปหนักมหาศาลเท่าไหร่ หรือพระอริยะ ในพวกเรานี้มีอริยะ เป็นอริยะน่ะ ขโมยของๆอริยะเพิ่มเติมเข้าไปอีก บาปมหาศาลมหามหันต์ขึ้นไปอีกนะ มันไม่รู้จะคำนวณยังไง ไม่รู้จะคูณจำนวนเป็นตัวเลขให้คุณฟังยังไง คุณฟังดูให้รู้ก็แล้วกันว่าทำบาปในสิ่งที่ ในสถานที่ หรือบุคคลที่ไม่น่าทำบาป เหมือนอย่างท่านอธิบายไว้ ฆ่าคนธรรมดา ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ก็บาปขึ้นไปขนาดนั้น ฆ่าพระอรหันต์ก็ยิ่งบาปขึ้นไปกว่า ฆ่ายิ่งไปฆ่าพระปัจเจก ไปฆ่าพระพุทธเจ้าเข้าไปอีก ยิ่งบาปตายเลย บาปมันไม่รู้จะนับยังไง มันเป็นเรื่องจริงนะ คนเหมือนกันแต่มันไม่เหมือนกัน จิตวิญญาณไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะยิ่งจิตวิญญาณนี่ไปเป็นค่าที่ไปเป็นอจินไตย เป็นกรรมวิบากนี้ แหม..อธิบายยาก นี่อาตมาพยายามอธิบายให้คุณฟัง ซึ่งอาตมามีภูมิปัญญาพอจะอธิบายบ้าง อธิบายได้ก็อธิบายให้เห็น คงพอเข้าใจได้ใช่ไหม นี่มันเป็นเรื่องอจินไตยเป็นเรื่องลึกซึ้งน่ะ อั้ยจะทำกรรมนี่มันอดไม่ได้ทนไม่ได้ มันมีกิเลสมากไปขโมยที่อื่นเถอะ อย่ามาขโมยในนี้เลย มันบาปหนักมันบาปมาก มันไม่น่าเสี่ยงเลย และมันก็ไม่ได้มากได้มายด้วย คนที่นี่มันจะไปร่ำไปรวยอะไร ขโมยกันที ขโมยน้อยแต่บาปมาก ขโมยได้น้อยแต่มันบาป มันไม่น่าจะเสี่ยง ไม่น่าแลก มันไม่น่าทำ ไม่น่าลงทุนนะ มันๆซวยมากนะ มันเป็นหนี้หนัก มันได้น้อยแต่มันบาปใหญ่มันบาปมากบาปจัด ไปลงทุนทำไม ฉะนั้นถ้าเผื่อมันรู้ตัว ตัวเองมันอดไม่ได้ มันจะตายมันจะชักและมันไม่ขโมยมันจะตายไปหาขโมยที่อื่น ไปหาขโมยที่ไหนๆโน่นแน่ ไปขโมยของวัวของควายโน่นไป บาปน้อยหน่อยหรือไม่ก็ไปขโมยของอ้ายโจรนั่นบาปน้อยหน่อย มันก็บาปทั้งนั้น ขโมยของใครมันก็บาป แต่ว่าบาปน้อยบาปมาก พยายามอธิบายให้ฟัง นี่ด้วยเหตุผลนี่ด้วยอาตมาอธิบาย ไม่ใช่ว่าพูดชุ่ยๆพูดไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีหลักเกณฑ์ไม่มีหลักฐาน ไม่มีเหตุผลอะไร ไม่ใช่ พูดมีเหตุผล มีหลักฐาน มีหลักเกณฑ์อะไรให้ฟัง อธิบายให้เห็นลักษณะของมัน มันไม่น่าจะเกิดน่ะ ในหมู่พวกเราน่า คนข้างนอกก็อีกเรื่องหนึ่ง เราก็ช่วยไม่ได้น่ะ ถ้าเป็นคนข้างนอก นี่ก็ปราบปรามกัน พวกเราข้างในนี่แหละ แต่พอข้างนอกเข้ามาทำร้ายทำลายทำเลวอะไรอยู่ มันก็เป็นเรื่องของเขา และคนข้างนอกเราไม่รู้จะสอนยังไง ถ้ามันเข้ามาแทรกแซงก็ช่วยกันดูกันแลก็แล้วกัน เวลาคนข้างนอกมายังโง้นยังงี้ก็ดูกันไป ไม่ได้อบรมทำยังไงได้ มันก็ทำบาปกันโดยไม่รู้ แต่พวกเรานี้เรียนกันอยู่แล้ว รู้กันอยู่แล้ว ทำเข้าไป เออ! ช่างไม่กลัวกรรม ไม่กลัวบาป อาตมาว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ ทำให้เราเกิดญาณปัญญาเห็นว่า กรรมนี้มันเป็นของจริง กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กรรมนี่แหละมันจะพาเกิดดีเกิดชั่ว อย่างไรก็แล้วแต่เราก็อาศัยกรรมนี่แหละเป็นที่พึ่ง ที่อาศัย กรรมนี่แหละมันจะต่อเชื้อต่อพันธุ์ต่อเผ่าไปเป็นอะไรต่ออะไรต่อ จะเป็นพันธุ์ดี พันธุ์ชั่ว จะเป็นพันธุ์เจริญ เป็นพันธุ์อริยะ ไปเป็นพันธุ์สัตว์นรกอะไรก็ตามใจ มันก็เป็นกรรมนี่แหละมันพาไป มันไม่ใช่คุณจะไปได้ด้วยเงินด้วยทอง ด้วยลาภด้วยยศอะไรหรอก ไม่ใช่ คุณมีเงินมากๆ คุณจะได้ซื้อทางไปสวรรค์ก็ไม่ได้หรอก เอาเงินเบิกทางไปสู่วรรค์ไม่มีทางได้ไปหรอก เอาลาภเอายศมาเบ่งไปสวรรค์ ไปนิพพานไม่มีทางได้ไปหรอก มันเอากรรม มีเงินร้อยล้าน ซื้อศีลสักข้อหนึ่งให้บริสุทธิ์ซิ ข้าฯ ขอให้ข้าพเจ้าได้ศีลบริสุทธิ์ข้อหนึ่ง มีเงินห้าสิบล้านโยนโปะเข้ามา จ้างมันก็ไม่ได้ ห้าสิบล้านร้อยล้านพันล้านมาซื้อศีลให้แก่ตนเองให้บริสุทธิ์ก็ไม่ได้ นอกจากกรรมเท่านั้น ที่มันจะทำมันถึงจะได้ ประพฤติเอา ปฏิบัติเอา กระทำเอา ของตนเท่านั้นมันถึงจะได้ จะไปเอาอำนาจบาตรใหญ่อะไรมาซื้อก็ไม่ได้ เอาลาภเอายศเอาอะไรมาซื้อก็ไม่ได้ มาแลกมาเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก และทำกรรมก็ไม่เสียสตางค์ด้วย จะได้ดีหรือไม่ได้ดี ก็ไม่เห็นจะต้องเสียสตางค์ นี่เรามาปฏิบัติธรรมกันแล้วนี่ ถึงแม้ว่าจะเสียสตางค์เป็นส่วนประกอบเท่านั้น ถ้าเรามีสตางค์จะเสียก็ทำไป ไม่มีสตางค์แล้ว ไม่ใช่ว่าจะทำบุญกุศลจะได้น้อยกว่าเมื่อไหร่ แรงงานนี่อาตมาเคยบรรยาย แรงงานนี่มีราคายิ่งกว่าเงินทอง โดยเฉพาะแรงงานยิ่งผนวกด้วยจิตวิญญาณบริสุทธิ์ จิตวิญญาณที่มีความเมตตาเกื้อกูลเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือด้วยความจริงใจ โอ๋ย! ราคามันยิ่งแพง ราคาจริงๆนะ ฟังดีๆนะ ราคานะมีค่า ราคาจริงๆน่ะ ค่าราคาของความบริสุทธิ์ของแรงงานนี่ คุณมีเงินมีทองเป็นล้าน บางทีก็เอาเงินเอาทองเป็นล้านเป็นอะไรต่ออะไร ไปทำบุญ มันก็ได้ได้บุญ คุณได้เสียสละจริงหรือเปล่า สละจริงก็ได้บุญ ไม่สละจริงก็ไม่ได้บุญด้วยซ้ำ ทำทานเป็นล้าน หลายๆล้านก็ไม่ได้บุญ ดีไม่ดีจะได้บาป ได้หนี้เอาด้วยซ้ำ จิตวิญญาณนะ หนี้ทางจิตวิญญาณก็มีเยอะแยะไป ใช้เป็นเลศเล่ห์ เล่ห์กลอะไร เพื่อที่จะทำให้มันเกิดโลภโมโทสัน สมประโยชน์ของตนเองเข้าไป มันยิ่งไม่ได้บุญอะไร ได้บาปเสริมด้วยซ้ำ ถ้าคุณมีเงินมีทองจะทำบ้าง คุณก็ทำเถอะ มันก็ได้บุญ ได้บุญมากๆก็ได้เหมือนกัน ถ้าทำถูกต้อง มีเงินร้อยล้านทำบุญมันร้อยล้าน แล้วใจบริสุทธิ์ร้อยล้าน ไม่ได้ห่วงหาอาวรณ์ เป็นกุศลที่แท้จริงมันก็ได้บุญ ตั้งร้อยล้านมันก็มีจำนวนเหมือนกัน มันมีปริมาณของมันเหมือนกัน ที่จะเห็นเป็นหนักศักดิ์ใหญ่ได้เหมือนกันนะ แต่ไม่มีเงิน ไม่มีทองแล้ว ก็ไม่ได้ประหลาดอะไร ทำบุญได้เป็น คิดค่าเป็นเงินล้านร้อยล้านก็ได้เหมือนกัน จิตวิญญาณมนุษย์กับแรงงานของมนุษย์นี่ บวกลบคูณหารกันแล้ว เป็นทานที่ทานได้เป็นตีราคาเป็นพันล้านเป็นร้อยล้านได้เหมือนกันนะคุณนะ แต่ไม่รู้จะไปคำนวณอย่างไร มันเป็นอจินไตย คุณก็ลองฟังดูก็แล้วกัน แล้วสร้างบริสุทธิ์ แล้วสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริงให้มนุษย์โลก อะไรที่มีคุณค่า มันก็เป็นค่าที่ไม่ใช่ซื้อด้วยเงินนะ อย่างเราผลิตธรรมะให้แก่มนุษย์นี่ มนุษย์นี่ โอ้โฮ! ธรรมะนี่ราคามันแพง เดี๋ยวนี้มันยิ่งขาดแคลน ตีราคาแบบเศรษฐศาสตร์ มันขาดแคลนในสังคมมากมายเลย เพราะฉะนั้น มันยิ่งราคา ถ้าตีราคาแบบเศรษฐศาสตร์โลกๆเขาแล้ว ราคามันสูงมากนะ ธรรมะทุกวันนี้ เราทำธรรมะๆอยู่ทุกวันนี่ สร้างผลิตออกไปอยู่ทุกวันราคาแพงจริงๆนะ ไม่ใช่ราคาตื้นๆเป็นเงินแสนเป็นไม่ใช่เป็นเงินหมื่นเงินพันเท่านั้น มันเงินล้านนา ราคาธรรมะนี่จริงๆ มันเป็นล้านๆๆนะ ทำนิดนึงก็เป็นล้านๆๆเลยนะ โอ้โฮ! มันต้องการกันหนัก ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ถามนักเศรษฐศาสตร์ เรียกเศรษฐศาสตร์มาดูซิ การตีค่าๆของความขาดแคลน ความจำเป็นของชีวิตมนุษย์นี่ มีนิดมีหน่อยก็ราคามันสูงและเราผลิตออกมา สร้างออกมาจริงๆให้มนุษย์รับได้ ยิ่งมนุษย์รับได้ด้วย แล้วเราก็ให้อย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องการอะไรอะไรตอบแทนขึ้นด้วย โอ้โฮ! ค่ามันมีทวีคูณตั้งเท่าไหร่ คุณลองฟังดู ให้เข้าใจที่อาตมาพูด เพราะเราทำนี่มันเรื่องของกรรมทั้งนั้น กายกรรม วจีกรรมมโนกรรมของเราที่จะสร้างกุศล สร้างราคา สร้างคุณค่าอะไรขึ้นมามันเป็นบุญที่หาค่าบ่มิได้ หรือตีราคากันยาก แต่อาตมาก็ได้แนะให้ฟังว่ามันสูง อย่านึกว่าเราทำบุญไม่ได้ นึกว่าเราเองเราจะสร้างอะไร กอบก่อเป็นบุญเป็นกุศลไม่ได้ สร้างเข้าไปเถอะ เราเป็นผู้รับมรดกของกรรมของเรา อย่าไปสร้างเลย อั้ยทุจริตบาปกรรมอะไรนั่นน่ะ อย่าไปสร้างเลย ละได้ต้องละ ไม่ละไม่รู้จะไปทำยังไงแล้ว โธ่!ใครก็รู้ ใครก็เข้าใจ เรียนมานักหนา ไม่ใช่ศาสนาพุทธเท่านั้น อั้ยเรื่องก่อบาปก่อเวรอะไรพวกนี้ ตื้นๆ ก็รู้ๆกันเป็นพื้นฐานกันมาแล้วทั้งนั้น กิเลสมันมีก็ต้องรู้ตัว ก็ต้องพยายามละล้างกิเลส ให้กิเลสมันเป็นเจ้าเรือน ให้กิเลสมันมาเป็นใหญ่ในตัวได้ยังไง ทำชั่วทำเลวลงไปมากมายอย่างนั้น ตายน่า เพราะฉะนั้น ก็พยายามกันเราจะมีความรู้ละเอียดในกรรมกุศลอย่างไรที่มันลึกซึ้งอย่างไร พากเพียรได้ทำเอา ยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบานไป ช่วยกันไป สร้างสรรกันไป นี่มันมีแผ่นดินอยู่นะข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ มันสมบูรณ์นะ มันสมบูรณ์แล้วนะ ช่วยกันทำ ข้าวก็ช่วยกันทำ ดินดอนอะไรมันไม่ดีก็ปรับปรุงกันไป จะกวาดจะปัดจะปรับจะทำอะไรก็ทำกันไป คนไหนทำหนักก็ดูกัน ช่วยกันมั่ง ทำอะไรไม่ได้นักหนา อย่างน้อยไปช่วยแสดงน้ำใจ จะไปช่วยมันก็ปลื้มใจกันแล้วแหละมนุษย์ มันก็เป็นกรรมแล้วนะ คนหนึ่งแสดง คนหนึ่งทำงานนี่หนักหนา อีกคนหนึ่งจะช่วยก็ช่วยไม่เป็น ทำไม่ได้ก็ไปแสดงน้ำใจว่า โอ๊ย.อั้ยโน่นอั้ยนี้ มันมีอะไร ก็ช่วยนิดช่วยหน่อยนา ไม่มีอะไรก็เอาผ้าไปช่วยซับเหงื่อให้อย่างนี้ก็ โอ้โฮ! มันจะเป็นยังไง มันก็ปลื้มกันเท่านั้นเอง โอ้โฮ!แสดงน้ำใจ เอาน้ำเอาท่าไปดูไปแลกัน ตรงนั้นตรงนี้พอหยิบพอจับอะไรได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เป็นน้ำใจน่ะ นั่นนามันเป็นกรรมเป็นกุศลให้สอดซ้อน มีเกิดทับทวีมีสภาพที่ลึกซึ้ง ซ้อนเนียนละเอียดบออมากหลายขึ้นมาทับทวี พยายามทำความเข้าใจพวกนี้ให้ดีๆ คนอย่างพวกเรานี่เรียนธรรมะแล้วไม่รู้เรื่องกรรมไม่รู้เรื่องคุณค่าแม้จะเป็นอจินไตยอะไรเรารู้ได้ก็เพราะเกิดญาณปัญญา เกิดอภิญญา เกิดความรู้ยิ่งนะ ที่พูดนี่เป็นความรู้ยิ่งๆ ไม่ใช่ความรู้ตื้นๆหรอก ที่อธิบายสู่ฟังนี้ คุณเห็นได้จริง คุณก็ทำจริง คุณก็ทำจริงเท่านั้นเอง คุณทำได้จริงคุณเลวตรงไหน ที่อาตมาพูดนี่มันจะเลวตรงไหน เลิกอั้ยสิ่งที่มันชั่วซ่ะ แล้วก็มาทำสิ่งที่ดียิ่งขึ้น อย่างที่อาตมากล่าวนี้แล้วนี่ มันวิเศษไหม และบุญของคุณได้ของคุณ ของใครของมันทั้งนั้นแหละ ทำแล้วก็ตัวผู้ทำได้ก็เป็นมรดกของตน กรรมเป็นของของตน จะพาเกิดพาดีก็เป็นเผ่าพันธุ์สูงส่งหรือไม่สูงส่งยังไง มันเป็นจริงของเรา ตามทุนของเรา ตามภูมิบุญบารมีของเรา เป็นพลวปัจจัยของเรานะ อาตมาก็คิดว่า พวกเราก็จะได้ใช้ชีวิตที่เกิดมายังไม่ตายนี่ ยังไม่ถึงหลุมฝังศพนี่ แต่ละวินาที แต่ละนาที แต่ละชั่วโมงนี่ พึงพยายามคำนึงถึงกรรม คำนึงและกอปรก่อไปทุกวินาที ทุกนาที ทุกชั่วโมง เออ..เราทำอะไรอยู่ เรากำลังทำกรรมอันเป็นกุศล อะไรมันดีกว่านี้ กายกรรม วจีกรรมดีกว่านี้ แม้เราไม่ได้นึกคิดที่มันชั่วมันเลวอะไรก็เอาจิตมานึกคิดในกรรม ที่มันจะควรจะกระทำอะไรได้ดีกว่านี้นะ กายก็ดี วจีก็ดี อันจะทำให้เราเกิดการพัฒนาเจริญงอกงามไปเรื่อยๆเท่าที่เรามีขันธ์มีชีวิตมีอายุอยู่ เรามีรูปนามขันธ์ 5 เราทำประโยชน์ได้สูงเราทำบุญทำบาปได้สูงนะ นี่มีรูปนามขันธ์ 5 นี่ทำบุญทำบาปได้สูง บาปก็ทำได้จัดได้มาก บุญก็ทำได้จัดได้มาก อยู่ที่ว่าเราจะแยกบุญแยกบาปออกแค่ไหน เมื่อแยกบุญแยกบาปออก ก็หยุดซิ อั้ยบาปจะไปทำมันทำไม เรามีอำนาจเท่าไหร่ก็ทำมัน สังวรมันพิจารณาให้เห็น อย่าให้อำนาจที่มันจะพามาให้ทำบาป มันมาทำให้เราทำบาปไป เราต้องเอาให้เป็นบุญให้ได้ เอาให้ก้าวหน้าให้เจริญให้ได้ อาศัยขันธ์ 5 นี้กอปรก่อไปชั่วชีวิตหนึ่ง อย่าให้โมฆะ ให้บาปซ้ำ บาปมันก็มีมามากอยู่แล้ว ได้ขันธ์ 5 มาก่อบาปก่อเวรไปอีกกว่าจะตายอายุ 40,50,60,70,80,90 อะไรก็แล้วแต่ โอย!ตาย อั้ยขันธ์ 5 นี่ มันพาเรามีแต่กอปรก่อเอาเวร เอาภัยเอาบาปเพิ่มเติมเข้าไปอีกนั่นน่า ยิ่งกว่าโมฆะ โมฆะประเภทที่เรียกว่ามันไม่ได้ดี มันว่างเปล่า ไม่เปล่าด้วย มันแถมเอากรรมชั่วบาปกรรมไปอีก โอย! ซวยมหาศาล ได้ชีวิตได้ร่างกายเป็นมนุษย์นี่ แทนที่จะได้บุญได้กุศลได้ของดีติดตัวไป กลายเป็นพกเอาบาปไปอีก ซวยตายแน่ๆ ไม่เข้าเรื่อง เกิดมาโง่ใหญ่เลย มันโง่ใหญ่จริงๆใช่ไหม ขันธ์ 5 นี่มันพามันควรจะเป็นความเจริญ เป็นมนุษย์ มันควรจะพาให้เรากอปรก่อสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลหรือไม่ก็ทำให้มันละล้างกิเลส ตัณหา อุปาทานของเราไป ถ้าเราทำได้ทั้งสองด้านเลยพร้อมกันนะ ทั้งกิเลสก็ละได้ กรรมเราทำอันเป็นกรรมกุศลเป็นเจริญขึ้นไปได้ด้วย พร้อมกันมันทำได้ อย่างที่เราเรียนกันมาแล้วมันไปพร้อมกันแหละ เป็นทั้งกุศล ละทั้งกิเลสพร้อมกันนี่แหละ นี่เป็นความฉลาดที่สุด เป็นผู้ที่ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็พึงสร้างกรรมเอา กรรมอันนั้นพึงละทั้งกิเลส กรรมอันนั้นพึงเป็นทั้งกุศล เป็นสิ่งที่จะทำให้เราอาศัย เป็นเผ่าเป็นพันธุ์ของเรา พาเรากำเนิดเกิดดีไปด้วยจริง มันก็ยิ่งวิเศษใหญ่ นี่ก็ย้ำก็เน้นกันให้พวกเราพยายามระลึก พยายาม อาตมาจะพยายามเน้นเรื่องกรรม คิดว่าปลุกเสกปีนี้ จะเอาเรื่องของกรรมมาบรรยาย กรรม 12 กรรมอะไรต่างๆนานา บรรยายให้เราเห็นบาป เห็นบุญ เห็นกรรม มีเวรมีภัยเพราะกรรม ที่เราไม่เชื่อมั่นในกรรม ไม่เข้าใจลึกซึ้งในกรรม เลยประมาท ช่างมันเถอะทำกรรมอย่างไรก็ทำไปให้เราเองเป็นผู้ขาดทุน โอ๊!ซวย โง่ตาย งั้นเราจะพยายามศึกษาเพิ่มเติมขึ้นนา อย่าให้ชีวิตของเรามันเสียเปล่า มันรู้ตัวเดี๋ยวนี้ ปรับปรุงเดี๋ยวนี้ แก้ไขเดี๋ยวนี้ ให้ชีวิตของเราเนี่ย มันกว่าจะตาย ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันตาย ให้มันได้สะสมกรรมที่เป็นกุศล เป็นมรดกที่ดี เออ..ได้เพชรได้พลอย อะไรเป็นเพชรพลอยนี่ก็เป็นความหมายเท่านั้นนา ได้สิ่งวิเศษได้สิ่งประเสริฐ อะไรเป็นอริยทรัพย์ อะไรไปให้มันได้มากๆดีกว่า แทนที่จะกลายเป็นเสียเวลา ชีวิตก็ผ่านเวลาไปสู่หลุมฝังศพด้วยกันทุกค ถ้าเผื่อว่าไม่ทำเอาเช่นนั้น จะไปกันใหญ่ เอาละมาฟัง คนคืออะไร กันต่อบ้างนา มีเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ตัวกิเลสที่มันผสมอยู่ในร่างของเรา เพราะฉะนั้น อั้ยตัวกิเลสนี่ มันผสมอยู่ในอาหาร อยู่ในของกินของใช้อยู่ในอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นตัวกิเลสที่มันมาแปลงร่างแล้วก็หลอกล่อเราและเราก็ไปหลงยึดว่ามันเป็นความจริง ที่แท้มันเป็นตัวหลอก มันเข้าใจเพี้ยน มันเป็นน้ำโอชะบาน ที่จริงมันไม่มี แต่เราไปหลงสมมุติ ไปติดไปยึดมันเข้ามา มันก็เข้ามาผสม แม้แต่ในอาหาร แม้แต่ในปัจจัย 4 ในอาหารกิน ในเครื่องนุ่งห่ม แล้วก็ไปมีสวยมีเสย มีศักดินาในเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้าหน้าแพรของใช้ หรือแม้แต่ที่สุด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive