580308-วิถีอาริยธรรม สันติฯ เรื่อง ปรับวาทะให้เรียบร้อยโดยสหธรรม.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข23 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580308-รายการวิถีอาริยธรรม ที่สันติ อโศก เรื่อง ปรับวาทะให้เรียบร้อยโดยสหธรรม โดย พ่อครูโพธิรักษ์

ส มณะ เพาะพุทธ…วันนี้พ่อครูจะได้เทศนาเรื่องเกี่ยวกับที่เป็นวิกฤติศาสนาพุทธในเมืองไทยตอนนี้ เริ่มต้นด้วยเพลง กองทัพพุทธธรรม เพลง กองทัพพุทธธรรม คำร้อง/ทำนอง ครูรัก รักพงษ์ ขอ.. กองทัพพุทธธรรม นำพาสันติสุข มาสู่แด่หมู่ชน เหนือ.. ฟ้ายังมีฟ้า คนเหนือคนยังมีแน่ แต่ ..เป็นคนเหนือคน ผู้เพียรลดละสละตน …หัด อยู่กินเพียงน้อย…เลิก มลทินสินบน …เข็ญ คนจน คนรวย ให้ช่วยช่วยกันแบ่งปันน้ำใจ เขาเป็นจอมแห่งยุทธ อาวุธคือมือเปล่าเปล่ า แต่เฝ้าเพียร รบราฆ่าคนลึกซึ้งถึงแก่นใน เลือดจะสร้างสุขสันต์ นั่น มันฝันของใคร ไร้ความเป็นไปได้ที่โลกจะดีด้วยอาวุธนำ ต้องเป็นคนหัวใจเหนือในยศลาภ เพียรล้างคราบ คดโกงเล่ห์ลมคมขำ ข้อเขียนคมลิ้น ศิลปานานาสื่อนำ ฆ่าตัวเองซ้ำ แม้นทำด้วยรัก โฉด โกรธ โลภ หลง ต้องเพียรค้นคั้น จนเห็นจริงถึงสุด เจียนถอดขุด ร้ายใดไม่พึงประสงค์ จะหลงติดหรือ ถือดีมีภัยเศษผง มุ่งธรรมเป็นธง ทิศเดียวซื่อตรงมั่นคงแข็งแรง พร้อม มวลผู้บูชา ปรารถนาพาสันติสุขสู่ชน เมื่อสร้างคนจนเกิดตนพ้นโลก- นี้ โชคดีที่สังคม มืดมนจะได้ชมแสง หากรวมกันปรับกันฟั่นเกลียวใจไม่ระแหง ไม่แฝงกลจนหลงผิด เป็นเห็นว่าดี เกิด กองทัพธรรมกรำย่ำไปทุกถิ่น ชุบชีพชีวิน สิ้นงมงายกลับกลายเป็นสุขี ช่วยปวงชนให้พ้นเลว แรงร้าย ราวี เชิญน้อมพลีกิเลสเถิด จะเกิดเป็นกองทัพธรรม

พ่อครูว่า…วันนี้ เพลงกองทัพพุทธธรรม มีเนื้อหาที่เราจะไม่ขยายความมาก เพราะฟังได้ง่าย เราใช้ชื่อว่า กองทัพพุทธธรรม คำว่า กองทัพธรรม เข้าใจได้ว่าเป็นพลังของธรรม มีตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้า กองทัพธรรม มีพระสารีบุตรเป็นพระเสนาบด

อ่านต่อ

ีของกองทัพธรรม มายุคนี้ก็ยังมีกองทัพธรรมอยู่ มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือพุทธบริษัท 4 คือผู้บรรลุธรรม โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ส่วนพุทธมามกะคือผู้ที่เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนพุทธศาสนิกชนก็คือคนทั่วไปที่บอกว่าเป็นพุทธ ในเมืองไทยมีอยู่ 95 % ขออภัยที่วันนี้จะต้องแสดง ปรับปวาทะ

เจติยสูตร [ 1129 ] ครั้งนั้น มารผู้มีบาป เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปแล้วไม่นาน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ก็พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูกรมารผู้มีบาปภิกษุสาวกของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับป-วาทที่บังเกิดขึ้น ให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ ภิกษุสาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้เฉียบแหลมแล้ว ได้รับแนะนำแล้ว แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคทรงปรินิพพานในบัดนี้เถิดขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค. [ 1133 ] เมื่อมารกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบว่า ดูกรมารผู้มีบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยเถิด การปรินิพพานแห่งตถาคตจักมีในไม่ช้า แต่นี้ล่วงไปอีก 3 เดือน ตถาคตจักปรินิพพาน.

พ่อครูว่า… คำว่า ปรับปวาทะ แปลว่า คำสอน คำพูด ของประสาวก เมื่อคำสอนคำพูดของสาวก สอนเพี้ยนไปเป็นอื่น คือ ปร ก็จะต้องมีผู้รู้ สามารถบอก สามารถแสดง สามารถบัญญัติ เปิดเผยจำแนก แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ยืนหยัดยืนยัน สัทธรรมได้ อาตมาเป็นสาวก ที่ต้องทำให้ถูก ยอมรับกันไหมว่า คำสอนพระพุทธเจ้าได้ผิดเพี้ยนไปแล้ว ประเทศไทยยังโชคดีที่มีพระไตรฯ ฉบับสยามรัฐ อยู่ อาตมาเป็นพุทธสาวกก็ต้องใช้อันนี้ ท่านจะเรียนมากี่เปรียญก็ตาม อาตมาก็มีภูมิที่เข้าใจได้ ที่มีมาแต่อดีตที่เป็นจริงแล้ว อาตมาเอาส่วนอดีตมายืนยัน ถ้าใครเข้าใจ อ่านพระไตร ปิฎก เล่มที่ 9 สูตรที่ 1 พรหมชาลสูตร ว่าความเห็น ทิฏฐิของมนุษย์แบ่งเป็น 62 อย่าง คนที่มีภูมิในอดีตที่ผิด เขาก็เอาไม่ใช่ของจริง ส่วนคนมีอดีตจริงก็เอามาใช้ได้จริง ในทิฏฐิ 62 คนที่จะพูดปัจจุบัน แล้วเป็นผู้มีเนื้อต้นทุนในอดีตกับปัจจุบัน ที่ปัจจุบันมีพฤติกรรมจริง อดีตมันเพี้ยนไปแล้ว แต่ก็มีปัจจุบันเป็นจริง ก็ใช้องค์ประชุมทั้งหมด คือคณะสงฆ์ทั้งหมดของไทยของโลกก็ตาม เถรวาทเมืองไทยนี่โลกยกให้ ส่วนมหายาน เขาไม่ได้นับถือ เขานับให้เถรวาทเมืองไทยเป็นศูนย์กลางศาสนาของโลก ซึ่งถูกต้อง ในปัจจุบันมีองค์รวมเรียกว่ากาย มีมนุษย์เป็นตัวแสดงความจริง ว่าแสดงออกตรงกับศีลที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไหม สมาธิ ปัญญา ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนไหม สมบูรณ์ด้วยวิมุติญาณทัสนะไหม อาตมาก็ขออภัยที่ต้องพูดความจริงว่า สงฆ์อโศกเป็นสังวาสเดียวกันกับสงฆ์หมู่ใหญ่ แล้วเราขอแยกตัวจากหมู่ใหญ่ตั้งแต่ 6 ส.ค. 2518 เราดำเนินของเรามา 40 กว่าปีแล้ว จนถึงวันนี้ยิ่งแน่ใจว่าเราทำในหลักของพุทธ เป็นวิชาการ ความจริง วันนี้เป็นวันที่ 8 มีนาคม 2518 มีเลข 8 สองตัว เลข 5 หนึ่งตัว เลข 8 คือเลขสงคราม ถ้าเป็นฮินดูก็เป็นปางกฤษณะ ทำการรบ ขณะนี้ธรรมะกำลังเข้าสู่เหตุการณ์รบ ภาษาบาลีเรียกว่า สรณะ คำว่า รณะ แปลว่าการรบ ส่วน สรณะ แปลว่าประกอบเป็นการรบ ถ้าสามารถทำให้เกิดเสร็จสิ้นลงได้ก็จะมี อรณะ ไม่ต้องมีการรบกัน จบการรบ ผู้จะจบการรบ มีอรณะ คือผู้ที่จิตไม่ต้องมีรบอีกในตนเอง การรบกับกิเลสเป็นสงครามเฉพาะตน ผู้กิเลสหมด เป็นอัศวิน จอมยุทธ์ของธรรมะ โสดาบัน อนาคามี อนาคามี ก็เป็นจอมยุทธ์เอก นอกนั้นเป็นจอมยุทธ์ไม่ได้จริง ผู้ไม่รู้แม้โสดาบันคืออะไร ปฏิญาณตนไม่ได้ ชี้แจงไม่ได้ เรามีของจริงต้องชี้ได้ว่าความเป็นอาริยธรรมคืออะไร ต้องของกล่าววิชาการ แถลงการณ์เรืองพุทธศาสนา ในสงครามศาสนา อาตมาก็ต้องเมื่อเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าก็จะต้องอยู่ในสนามรบนี้ด้วย อาตมาไม่ใช่ทหารขี้ขลาด หนีทัพ กลัวการรบ ในธรรมะ การรบของธรรมาธรรมะสงคราม ไม่ใช่เอารุนแรงมาว่ากัน แต่เอาสัจธรรม มาว่ากัน ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด อาตมามั่นใจว่ากล่าวคำจริง ไม่ใช่มวยน็อกเอาท์ แต่เป็นมวยเก็บคะแนน เราชนะรายทางมาเรื่อยๆ เรามั่นใจว่า เราจะชนะในที่สุด เราไม่ได้ผยอง แต่เราทำตามเหตุปัจจัย เลข 8 คือการรบ เลข 5 เป็นเครื่องชี้ลักษณะครึ่งของความสมบูรณ์ ส่วน 0 คือความสมบูรณ์ และเลข 5 ชี้ความสูง ที่จะดำเนินไปของสิ่งมีชีวิต สิ่งที่ดำเนินไปก็เลข 1 ถึง 4 ถ้า 4 ก็อยู่ตรงกลางของเลข 8 หากจะเจริญสูงสุดก็คือ ปาง 9 เป็นพระพุทธเจ้า ส่วน 10 คือปางสูญหมด กาลกิริยาวตาร ส่วนเลข 5 เลย 8 ไปแล้ว คือการมีสภาวะการก้าว สรุปแล้ว แน่ใจได้ว่าธรรมะแสดงไปเลย ยังไงก็ชนะ เพราะว่า 5 มีสองตัว และวันนี้มี เลข 8 จะมีสงคราม จะมีผู้แถลงธรรมะด้วย เป็นสองค่าย ค่ายเราก็ขอแถลง ค่ายเราเล็ก ไม่มีเสียงดัง โครงร่างไม่ใหญ่ แต่ขอยืนยันว่าแน่น และวันนี้เป็นวันสตรีสากลด้วย อธิบายไปว่า สตรีกับบุรุษ เป็นความเสมอภาคกันได้ แต่ในสรีระไม่เท่ากันหรอกระหว่างชายกับหญิง เหมือนนิ้วมือเราจะเอาให้นิ้วก้อยเท่ากับนิ้วโป้งไม่ได้หรอก ช้างเท้าหน้าก็เป็นชาย ส่วนหญิงก็อยู่กับบ้าน ที่ไหนสังคมไหนก็เป็นเช่นนี้ แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ผู้หญิงกับผู้ชายก็เสมอภาคกันได้ตรงที่นามธรรม ปรมัตถธรรม สามารถเป็นอรหันต์ได้ทุกคน เรียนรู้ลดอิตถีภาวะให้เป็นปุริสสภาวะ ในหญิงก็มีภาวะเอก เป็นปุริสสภาวะได้ พระอานนท์ ถามพระพุทธเจ้าว่าผู้หญิงบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้ไหม พระพุทธเจ้าก็จำนน ให้เขาบวชได้ ผู้หญิงจะยอมรับคุรุธรรม 8 ได้ไหม พอไปถามพระนางมหาปชาบดี ก็ว่ายินดีรับด้วยเกล้าเลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสอะไรจริงเลย ว่าถ้าผู้หญิงมาบวชจะอายุศาสนาลดลงเหลือ 5,000 ปี ผู้หญิงก็มีสิทธิ์เป็นเอกบุรุษได้ สิ่งเหล่านี้เป็นอจินไตย อาตมาพอรู้ก็เอามาพูดในวันสตรีสากล ก็ขอฝากว่าผู้หญิงทั้งหลายพยายามตามหาผู้รู้ยิ่งเห็นจริง ในพระไตร ปิฎก ตรัสไว้ชัดเจนว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257

ต้องหาสมณะพราหมณ์ผู้นั้นให้เจอ เมื่อเจอแล้วต้องเข้าหา เงี่ยโสตสดับ ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ตาม อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 6 1 )

พ่อครูว่า… ต้องรู้สัตว์โอปปาติกะ คือจิตวิญญาณที่เป็นสัตว์ก็ต้องรู้กายของสัตว์ มันเคลื่อนมาทางกาย วาจา เกิดจากใจ ที่มี อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ว่านี่คือชีวิตของสัตว์อะไร สัตว์อบาย สัตว์นรก สัตว์ชั้นต่ำ มีอบายภูมิ 4 แล้วมีมนุสโส เป็นภูมิที่ 5 จากนั้นเป็นเทวดา 6 ภูมิ ที่เขามักเข้าใจว่าเทวดาคือจิตสบาย จิตสมใจ แต่ถ้าบำเรอกิเลสก็เป็นกามภูมิ เป็นเทวดากามาวจร ส่วนโลกุตระนั้นเข้าใจอาการกาม แต่ไม่ใช่มีกาม จาตุมหาราชิกาคืออำนาจบาตรใหญ่ที่จะล่ามาให้ตน ล่าเอาโลกธรรม กาม อัตตาให้ตนได้เป็นใหญ่ แล้วเป็นภพ แห่งอาการที่ 33 เรียกว่าดาวดึงส์ ไม่ใช่แค่ ทวัตติงสาการ(อาการ 32 ) ผู้ศึกษาปรมัตถ์จะอ่านอาการ 33 เป็นกามาวจร แล้วฆ่าตัวเหตุปัจจัยที่เป็นกามได้ การทำให้กามลดลงนี้คือเนกขัมมะ เป็นเทวดาโลกุตระ เป็นวิสุทธิเทพ เป็นจิตปราศจากทุกข์ สุข เป็นเนกขัมมสิตอุเบก ข า ไม่ใช่เคหสิตอุเบกขา ใครทำได้ก็เป็นอาริยบุคคลจริง อาตมาไม่เห็นตำรา หรืออรรถกถาจารย์ที่บรรลุจริงก็มีแต่ที่เป็นอ-เทวนิยมก็มีเยอะ สรุปแล้วต้องรู้ อาตมาประกาศไปแล้ว โพธิสัตว์ก็ประกาศมาก่อน ซึ่งเถรวาทเขาไม่รู้โพธิสัตว์ จนมา 40 กว่าปีก็ประกาศอรหันต์เมื่อไม่กี่วันมานี้ อาตมาเคยเขียนในหนังสือ จนอาตมาเล่าแล้วบอกแล้ว ว่าอาตมาได้ประกาศอรหันต์กับคนสองคน คนหนึ่งคือขวัญดี เป็นน้องสาว ต่อมา อ.แสง จันทร์งาม ก็มาถามอีก ใครจะไปถามก็ได้ยังมีชีวิตอยู่ อาตมาประกาศว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ โดยบอกว่าถ้าคุณไปเอาโลกหน้าว่าคือการตายทางร่างกาย ก็เอาหลักฐานของพระพุทธเจ้ายืนยันว่าหลังจากกายแตกตายไปนั้นไปเรียนรู้วิญญาณไม่ได้ ไปตามวิบาก ต้องเรียนรู้ตอนมีผัสสะเป็นสมุทัย(มูลสูตร)หรือว่าในเล่ม อื่นๆก็ว่ามีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วเกิดองค์ประกอบ 3 มีวิญญาณเป็นปรากฏ มีของจริง มีปสาทรูป โคจรรูป สัมผัสกันเกิดภาวรูป คือสิ่งปรากฏจริงเป็น Phenomenal เป็นสิ่งปรากฏจริงเป็นปาตุภาวะ ให้มีผัสสะให้มีวิญญาณที่มีกาย เกิดอาการ ลิงค นิมิต ว่าอันนี้คืออาการจิต คุณก็ทำเครื่องหมายกำหนดรู้ แล้วแยกนามธรรมได้ ก็อธิบายหมด จนมีคนพอรู้ก็ให้พวกเราปฏิบัติ จนบรรลุมาเรื่อยๆ อาตมาก็ประกาศกับพวกเรา ว่า อรหันต์ในชาวอโศกมี 1 คนแล้วคือสิกขมาตุผุสดี อนาคามีก็ประกาศแล้วคือสมณะพุทธชาโตก็ประกาศกับพวกเรา อาตมาตั้งใจพูด โดยจำแนก บัญญัติ แต่งตั้ง บัญญัติกำหนดว่านี่คืออรหันต์ นี่คือโสดาบัน นี่คือสกิทาคามี แต่อาตมาว่าโสดาบันในพวกเราเยอะ สกิทาคามีก็เยอะ สมณะนั้นมีอนาคามีเยอะ อาตมาก็จะยืนยันกับพวกเราว่าใครถึงขีด อาตมาก็จะค่อยๆทำไป ขอยืนยันว่าทำตามพระพุทธเจ้า ต้องมีอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ที่จะยืนยันได้ สำนวนว่าข่มขี่ ก็ไม่ได้ไปข่มขี่หรอก โดยสหธรรม ซึ่งคนข้างนอกมารู้ไม่ได้ คนที่ไม่มีภูมิที่รู้ได้ คนข้างนอกก็ไม่ใช่สหธรรม เมื่อเขาไม่รู้จะให้เขามาร่วมออกเสียงยืนยันบรรยายไม่ได้ เมื่อเริ่มต้นจะมีแนว มีท่าทางที่พอเข้าใจได้ อย่างนี้เราเรียกว่า อุปสัมบัน ถ้าผู้ที่ยังรับไม่ได้เรียกว่า อนุปสัมบัน อาตมาก็ประมาณตามพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่มีปัญญารู้ว่าฆราวาสหรือนักบวชใครเป็นอุปสัมบัน หรืออนุปสัมบัน ท่านก็เลยเหมาเอาว่า คนมาบวชคืออุปสัมบัน ส่วนคนไม่บวชคืออนุปสัมบัน แล้วที่ธรรมกาย จ้างคนมาบวช แล้วก็สึกไป แล้วก็มาบวชใหม่หลายที นี่คืออุปสัมบันที่เขาว่า?..นี่คือสำนักที่แสดงเล่ห์กลที่จะมาขยายความใหญ่ยิ่งมโหฬาร ศีลแค่อุจาสยนมหาสยนาก็ไม่มี มาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑณวิภูสนัฏฐานะก็ไม่ทำตาม สร้างวิมานจนสำเร็จ ให้คนเป็นเทวดา นิมมานรดี เป็นเทวดาที่สร้างนิมิตได้ แล้วยินดีในนิมิตเก๊ นิมิตปลอมนั้นได้ อาตมาเปิดเผยเป็นวิชาการไม่ได้ข่ม เขาไม่รู้ว่าเป็นสิ่งหลอก พระพุทธเจ้าไม่สนับสนุน ปรมัตถ์นั้นรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รู้ด้วยตนเท่านั้นไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา ต้องรู้ด้วยตนบอกสอนกันได้แต่ให้รู้เอง มีข้อเขียนของ สิริอัญญา วันนี้ http://www.paisalvision.com/index.php/content/88-features/12839—-qq-8–58.html บทความใน นส พ. แนวหน้า เรื่อง “เงื่อนปมของขบวนการฟอกเงิน” 8 มี.ค. 2558 ดีเอสไอและปปง.กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นหลังจากที่ถูกสังคมติเตียนต่อเนื่องมาเป็นเวลาปีเศษ เกี่ยวกับการดำเนินคดียักยอกฉ้อโกงทรัพย์สินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพราะความเสียหายเรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก เนื่องจากมีการฉ้อโกงยักยอกเงินของประชาชนที่ฝากไว้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเป็นจำนวนเงินสูงถึงประมาณ 15,000 ล้านบาท และมีผู้เสียหายกว่า 50,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์อื่น ๆ หลายสิบราย ซึ่งแต่ละรายก็มีสมาชิกผู้ฝากเงินนับพันราย จึงรวมบรรดาผู้เสียหายนับแสนราย การยักยอกโกงเงินออกไปจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นนั้นทำกันแบบป่าเถื่อน มิได้ประณีตแนบเนียนอะไรเลย เพราะสั่งจ่ายเช็คเอาไปแบ่งปันกันอย่างหน้าตาเฉย และสั่งจ่ายให้กับคนกันเองทั้งนั้น ตั้งแต่วัดพระธรรมกาย ธัมมชโย พระลูกวัด อดีตพระลูกวัด แม้กระทั่งมัคนายกของวัด ออกเช็คสั่งจ่ายกันใบละ 50 ล้านบาทก็มี 100 ล้านบาทก็มี ออกเช็คจ่ายกันแทบจะเป็นรายวัน ชนิดไม่เกรงฟ้า ไม่กลัวดิน ไม่แยแสว่าใครจะกล่าวหาดำเนินคดีเพราะฮึกเหิมลำพองว่าอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองและอยู่เหนือรัฐบาลในบางยุคบางสมัย จึงบังอาจเหิมเกริมทำได้ถึงปานนี้ เงินฝากทั้งหมดของสหกรณ์มาจากประชาชนทั้งนั้น ส่วนทางไปของเงินก็ปรากฏผลจากการตรวจสอบของดีเอสไอและ ปปง. ว่าไหลไปในเครือข่ายของวัดพระธรรมกายทั้งสิ้น เฉพาะสหกรณ์แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในวัดพระธรรมกายก็ได้รับโอนเงินไปหลายพันล้านบาท โดยไม่ได้เป็นการปล่อยกู้หรือมีหลักประกันที่คุ้มหนี้ตามปกติ โอนไปแล้วก็เอาไปปล่อยกู้ต่อ และปล่อยกู้ให้กับคนที่อ้างว่ากู้ไปทำบุญให้กับวัดพระธรรมกาย ตลอดจนพระในวัดพระธรรมกาย กู้กันสนุกสนาน เป็นเงินหลายพันล้านบาท สหกรณ์ที่ตั้งอยู่ในวัดพระธรรมกายดังกล่าวปรากฏว่าปล่อยเงินให้กู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายเกือบทั้งหมด นอกจากนั้น ยังมีบริษัทโฮลดิ้งแห่งหนึ่งที่มีเส้นทางเงินเกี่ยวข้องว่ารับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และมีทุนสูงถึง 5,000 ล้านบาทเศษ ก็มีการปล่อยกู้ให้แก่บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายเป็นส่วนใหญ่ จนเห็นได้ชัดเจนว่าเส้นทางเงินไหลไปทางวัดพระธรรมกาย ธัมมชโย และเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ที่น่าจับตาก็คือเจ้าของบริษัทโฮลดิ้งที่ว่านี้เคยเป็นพระอยู่วัดพระธรรมกายนับสิบปี สึกออกมาตอนอายุ 28 ปี ไม่ปรากฏว่ามีฐานะทรัพย์สินเงินทองประการใด จู่ ๆ ก็มาเป็นเจ้าของบริษัทโฮลดิ้งดังกล่าว สอดคล้องกับอดีตพระวัดธรรมกายคนหนึ่งที่ออกมาเปิดเผยว่ามีการตั้งบริษัทนอมินี่จำนวนมากและให้ลูกศิษย์บริหารจัดการ คือเอาเงินทั้งหลายที่ได้มาจากสหกรณ์และที่อื่น ๆ เอาไปตั้งบริษัท และเอาเงินออกไปจากบริษัทในรูปของการกู้เงิน แต่ไม่ได้เป็นไปตามแบบแผนการกู้ปกติ ดังเช่นไม่มีหลักประกัน หรือมีหลักประกันไม่คุ้ม และคนที่กู้จะเอาเงินไปทำอะไรก็ไม่รู้

ไปโผล่เอาตรงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่มากมายในต่างจังหวัด ทั้งโรงแรม รีสอร์ท หรือเจดีย์ต่าง ๆ ตามแนวชายแดน รวมทั้งการซื้อที่ดินที่ร่ำลือกันในหลายพื้นที่ว่าเป็นของคนวัดพระธรรมกาย ดังนั้นการที่ดีเอสไอเรียกธัมมชโยมาสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องกระแสเงินต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต่อการทำความจริงเรื่องขบวนการยักยอกฉ้อโกงเงินของสหกรณ์ ตลอดจนของวัดพระธรรมกายว่ามีลักษณะเป็นการฟอกเงินหรือไม่ เพราะในส่วนของการฉ้อโกงยักยอกเงินจากสหกรณ์นั้นเป็นความผิดทางอาญาอยู่แล้ว ใครรับเงินไปหากรู้ว่าเกี่ยวข้องกับการยักยอกฉ้อโกงก็มีความผิดทางอาญาฐานร่วมกันยักยอกฉ้อโกงหรือรับของโจร แต่ถ้าเป็นการดำเนินการร่วมกันในลักษณะการช่วยกันฟอกเงินก็จะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินซึ่งมีโทษจำคุกสูงมากถึงสิบปีต่อกระทง และในส่วนของวัดพระธรรมกายก็เป็นที่แน่ชัดว่าบรรดาพุทธศาสนิกชนที่ไปทำบุญล้วนมุ่งประสงค์ต่อการทำบุญไว้ในพระพุทธศาสนา บรรดาทรัพย์สินทั้งหลายจึงต้องเป็นของวัด ดังนั้นหากมีการเบียดบังเอาทรัพย์สินที่จะเป็นของวัดไปเป็นของตนเองหรือของนอมินี่หรือลูกศิษย์ลูกหาคนไหนหรือของบริษัทใด ก็เป็นการยักยอกฉ้อโกงเงินวัด ยักยอกสมบัติของวัด เหมือนกับกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชเคยมีพระลิขิตว่าเป็นปาราชิกเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2542 ดังนั้นถ้ากระแสเงินที่คนทั้งหลายไปทำบุญไหลไปทางไหน นอกจากจะเกี่ยวข้องกับการยักยอกฉ้อโกงวัดแล้ว ยังอาจเป็นการฟอกเงินจากการทุจริตนั้นด้วย ก็จะเป็นความผิดร้ายแรง

ดูจากข่าวที่กล่าวถึงปริมาณเงินและเครือข่ายโยงใยที่ชัดเจนขึ้นทุกวันแล้วก็พอจะเห็นแนวโน้มว่าทั้งกรณีฉ้อโกงยักยอกเงินประชาชนจากสหกรณ์ทั้งหลาย และจากวัดพระธรรมกาย ส่อว่าจะเป็นขบวนการฟอกเงินครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่มีการตรากฎหมายฟอกเงินและมีการตั้งดีเอสไอและ ปปง. ขึ้นในประเทศนี้.

http://www.naewna.com/politic/columnist/17297 เวลาทำบุญกับพระ โปรดดูด้วยว่าพระดีหรือพระเลว คอลัมน์การเมือง เขียนให้คิด เฉลิมชัย ยอดมาลัย 1 เวลาทำบุญกับพระ โปรดดูด้วยว่าพระดีหรือพระเลว พระผู้ใหญ่บางรูปปรารภเชิงตัดพ้อกับผู้เขียนว่า “ทำไมนักข่าวชอบนำเสนอข่าวไม่ดีของพระสงฆ์เสียเหลือเกิน ทำไมไม่นำเสนอข่าวดีๆ ของวงการสงฆ์บ้าง เมื่อนำเสนอแต่ข่าวไม่ดี ก็ทำให้พระพุทธศาสนาหมองมัวตกต่ำ เพราะพระสงฆ์คือตัวแทนของพระพุทธศาสนา คนส่วนใหญ่เข้าถึงพระพุทธศาสนาได้ก็ด้วยพระสงฆ์” ผู้เขียนจึงกราบนมัสการเรียนถามพระรูปนั้นว่า “หลวงลุงครับ แล้วข่าวที่นำเสนอนั้นเป็นข่าวจริงใช่หรือไม่ครับ ความผิดที่พระสงฆ์รูปนั้นได้กระทำลงไปก็เป็นความจริงใช่ไหมครับ ดังนั้นการนำเสนอข่าวจริงจึงไม่น่าจะผิดใช่ไหมครับ ข่าวจริงเช่นนี้น่าจะช่วยให้คนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงการสงฆ์หันกลับมาช่วยกันดูแลและปกป้องพระพุทธศาสนามากกว่าใช่ไหมครับ เพราะหากไม่นำเสนอข่าวให้ประชาชนได้รับทราบ คนที่รู้ไม่เท่าทันกลโกงของพวกอลัชชีก็ต้องตกเป็นเหยื่อของมารศาสนาตลอดไปใช่ไหมครับ อันที่จริง ข่าวดีๆ เกี่ยวกับพระสงฆ์นั้นก็ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนเป็นประจำนะครับ แต่อาจไม่ได้เป็นข่าวใหญ่เหมือนข่าวพระโกงเงินชาวบ้านหลายหมื่นล้าน” ผู้เขียนสนทนาธรรมกับพระเถรานุเถระรูปนี้เป็นเวลานานเกือบสองชั่วโมง สุดท้ายก็ได้ความเห็นตรงกันว่า ความผิดพลาดของวงการสงฆ์ประการหนึ่งมาจากตัวของสงฆ์และตัวของฆราวาสที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงฆ์ แต่ถึงกระนั้นก็มิได้หมายความว่าพระสงฆ์ไทยทุกรูปจะหมองมัวชั่วช้าไปเสียทั้งหมด แม้จะมีพระสงฆ์บางรูปทำตัวชั่วช้าสามานย์ก็ตาม และหนทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ ตัวของพระสงฆ์เองจะต้องมีความสำนึกและสำเหนียกในสมณสารูปอย่างเคร่งครัด ต้องยึดมั่นในพระธรรมวินัยอย่างเที่ยงตรง และต้องละวางจากเรื่องราวทางโลกให้ได้มากที่สุด ส่วนฆราวาสเองก็ต้องช่วยกันประคับประคองพระศาสนา ต้องช่วยกันดูแลสอดส่องพฤติกรรมของสงฆ์ โดยเฉพาะสงฆ์จำพวกโกนหัวห่มเหลืองแต่ประพฤติตัวต่ำทราม พ่อครูว่า… เขาอ้างว่า ฆราวาสไม่มีสิทธิ์วิจารณ์สงฆ์ แล้วพระสงฆ์กินข้าวจากใคร หรือเงินบริจาคของใคร ที่โกยเงินไปนั่นแหละ กินข้าวเขาอีก แล้วก็ยังมาบอกว่าอย่ามาแตะต้องฉันนะ การกันไม่ให้ฆราวาสมาแตะต้องสงฆ์ เห็นการพูดของคนบาป คนโง่ ว่าอย่ามาเปิดเผยสิ เน่าเหม็นนะ พระรูปใดมาพูดว่า ฆราวาสไม่ให้มาตรวจสอบสงฆ์ได้ คนนั้นคือคนผิด ขี้กลัว แผลเหวอะหวะ ถ้าคุณบริสุทธิ์สะอาดก็บอกว่า มาเลยตรวจสอบได้เลย เรื่องพระสงฆ์กับการรับเงินรับทอง และที่ดิน รวมถึงสิ่งของต่างๆ ที่ญาติโยมถวายให้กับวัดและกับพระนั้นเป็นเรื่องที่ญาติโยมต้องให้ความสำคัญให้มาก อย่าสักแต่ว่าเห็นว่าเป็นคนห่มผ้าเหลืองแล้วก็บริจาคกันแบบไม่ลืมหูลืมตา อย่าคิดว่าคนห่มผ้าเหลืองทุกคนจะเป็นพระสงฆ์ที่แท้จริงไปเสียทั้งหมด เพราะบางคนก็เป็นแค่เพียงคนห่มผ้าเหลืองโกนหัวแต่ไร้ศีลไร้สัตย์ไร้ธรรมะ บ้างก็หากินกับวัดกับผ้าเหลืองจนร่ำรวย บ้างก็อาศัยวัดเป็นที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย บุคคลที่ทำตัวเสมือนพระสงฆ์บางคนก็หากินอย่างไม่สุจริตโดยร่วมมือ ทำการทุจริตคดโกงกับฆราวาส พ่อครูว่า … อาตมาว่าถ้าตรวจสอบเรื่องการเงินของสงฆ์ไทย อาตมาว่าจะปาราชิกกันเยอะเลย เพราะในวินัยให้โกงหรือลักเกิน 5 มาสกก็ปาราชิกแล้ว ตัวอย่างกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นกับเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวพันกับพระบางรูปในวัดพระธรรมกายนั้นคือปัญหาที่อยู่บนยอดของภูเขาน้ำแข็งในสังคมไทย อันที่จริงหากขุดคุ้ยลงไปให้ลึกกว่านั้นก็จะพบว่าวัดและพระสงฆ์ในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยต่างมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสของเงินทองและทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคด้วยกันเกือบทั้งนั้น ประเด็นที่คนจากสหกรณ์ดังกล่าวอ้างว่าไม่ได้คดโกงเงินร่วมกับวัดและพระในวัดพระธรรมกายนั้นก็เป็นเพียงคำแก้ตัวของผู้ที่ตกเป็นข่าว ซึ่งเรื่องนี้ DSI และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องทำเรื่องนี้ให้ปรากฏโดยเร็ว ข้อมูลที่ปรากฏแล้วคือพบว่ามีเช็ค 878 ฉบับ มูลค่ารวม 11,367 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มผู้รับเช็ค ดังนี้ กลุ่มที่ 1 คือ วัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย มูลนิธิมหารัตน อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พระครูปลัดวิจารณ์ และพระลูกวัดรายอื่นๆ จำนวน 43 ฉบับ วงเงิน 932 ล้านบาท กลุ่มที่ 2 คือเหล่าญาติธรรม และบุคคลใกล้ชิด นายศุภชัย ศรีศุภอักษร จำนวน 27 ฉบับ วงเงิน 348 ล้านบาท

กลุ่มที่ 3 คือบริษัท เอส ดับบลิวโฮลดิ้งกรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 12 ฉบับ วงเงิน 272 ล้านบาท กลุ่มที่ 4 คือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี จำนวน 3 ฉบับ วงเงิน 46 ล้านบาท กลุ่มที่ 5 คือนายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ นายจีรเดช วรเพียรกุล และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรัฐประชา จำนวน 135 ฉบับ วงเงิน 2,566 ล้านบาท กลุ่มที่ 6 คือนิติบุคคล มีเงินโอนภายในประเทศและต่างประเทศ รายการถอนเงินสด แคชเชียร์เช็ค โอนบาทเน็ต ถอนเงินแบบอีซีเอส โอนเงินทางอินเตอร์เนต จำนวน 658 ฉบับ วงเงิน 7,203 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่านายศุภชัยกับพระธัมมชโยและเครือข่ายในวัดพระธรรมกายมีการสั่งจ่ายเช็ค 11 ใบ รวมวงเงินกว่าพันล้านบาท (ประเด็นเหล่านี้สามารถหาอ่านได้จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า และหนังสือพิมพ์รายวันเกือบทุกฉบับ รวมถึงข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา) สำหรับประเด็นพระธัมมชโยต้องปาราชิกหรือไม่นั้น ไม่มีข้อต้องสงสัยใดๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะมีพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกมาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องปาราชิกหรือไม่จึงไม่เป็นประเด็นให้ต้องถกเถียงอีกต่อไป ส่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน