580309_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก เรื่อง ทบทวน มหานิทานสูตร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580309_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติอโศก เรื่อง ทบทวนมหานิทานสูตร 1 โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 9 มี.ค. 2558 วันนี้ตั้งใจขยายเนื้อหาสาระของ มหานิทานสูตร เป็นการเก็บรายละเอียดแล้วจะอ้างอิงเหตุการณ์กระแสศาสนาหลักในเมืองไทยด้วย ก็ต้องขออภัยแล้วอภัยอีก ก็เป็นการยืนยันพุทธธรรมของพระพุทธเจ้าว่าทำไมเพี้ยนไปมาก กลายเป็นธรรมะอลัชชีแล้ว ไม่มีลักษณะลัชชากันแล้ว ไม่ละอายกันเลย อาตมาพูดไปก็เลยกลายเป็นเรื่องปรับปวาทะ เพราะทางโน้นก็ยิ่งดำ เราบอกขาวไป ก็เลยขัดกันมาก ชัดเลย แล้วคนก็มีกิเลสถือดีถือตัวจะถูกกระแทก คำที่กระแทกความผิดของคนผิด มันแรงมาก เขาก็เรียกคำนั้นว่า ด่า มันกระแทกความผิดของคนผิดแรงมาก พระพุทธเจ้าเรียกว่า ปฏิกโกสนา เป็นการขัดแข้ง ค้านต่อต้านอย่างจัง เป็นยุคเป็นกาละที่จะต้องทำด้วย ขอย้ำอีกว่าถ้าคราวนี้ไม่ทำให้ส ิ่ งผิดนี้ล้มไปได้ สิ่งผิดนี้จะผยองมาก เมืองไทยจะกลายเป็นเมืองนรกไปเลย ไม่ได้พยากรณ์นะ อาตมาเชื่อมั่นอย่างนั้น คราวนี้เขาจะต้องดิ้นสุดขีด ผู้ที่มีความผิดเขาต้องดิ้นแน่ ผู้ผิดเขาไม่ยอมเปิดเผยความผิดเขาหรอก เปิดออกมามันก็อาย กลัว ก็เลยจำเป็นต้องโกงใช้เล่ห์ ลักษ ณ ะบอกว่ายุติๆ นั่นแหละคือเล่ห์ อย่ามาประท้วงอย่ามาวิจารณ์ ให้จบๆ นี่คือเล่ห์ เพราะคนผิดนั้นเปิดเผยไม่ได้ คนผิดต้องพยายามปกปิด ป้องกันตนเอง สุดฤทธิ์ เพราะมันผิดหนัก ผิดแรง และผิดถลำตัวกันไปทั้งขบวนด้วย มันน่าเศร้ามากในประเทศไทย ทั้งขบวนที่เกาะกลุ่มกันทำหน้าที่ ก็มีบริวารซูฮกไปด้วยเท่าที่ไป ผู้ไม่ยอมก็ไม่ไปกับเขา คนถูกจึงจำเป็นมาก คนถูกไม่กลัว ไม่อาย เปิดเผยได้ ไม่โกง ไม่บิดพลิ้ว อย่างใดด้วย ในพฤติกรรมสังคม ความประพฤติของประชาชนแล้ว พฤติกรรมสังคมที่กระทบต่อสังคม ไม่ว่าจะฝ่ายดำหรือขาว ก็มีพ
อ่านต่อ
ฤติกรรมสังคม ถ้าฝ่ายดำก็มีพฤติกรรมอย่างแรงเป็นปรากฏการณ์ วิกฤติด้วยความผิด เกิดความผิดให้เห็นๆ พยายามปกปิดบิดพลิ้ว หมักหมมเน่าใน ไม่กล้าเปิดไม่กล้าให้แตะต้อง เป็นนักมวยเตะตัดขา ฝ่ายขาวก็ต้องมีพฤติกรรมให้กระทบสังคมด้วย ไม่เอาปืนผาหน้าไม้อาวุธมาสู้หรือด่ากันอย่างสาดเสียเทเสีย แต่สู้ด้วยความกล้า ความจริง สุภาพ เรียบร้อยเมตตา เอาความจริงเข้าสู้ ที่สำคัญต้องกล้า คนถูกต้องไม่กล้า แล้วโลกจะอยู่อย่างไร ให้คนผิดกล้าแต่ฝ่ายเดียว แล้วคนถูกไม่กล้าเท่าคนผิด ก็แพ้อย่างเดียว จึงต้องทำหน้าที่ ทุกคนมีหน้าที่รักษาสังคมให้ถูกต้องเท่าที่คุณเห็น เราไม่บังคับใครได้ ใครเห็นจริงอย่างใดก็ทำตามน้ั้น กฎอัยการศึกก็มี แต่ความเคลื่อนไหวทางคุณธรรม มันไม่ใช่เรื่องโลกๆ แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่รุนแรง ขอยืนยันว่าได้ทำให้เห็นแล้ว เรานำขบวนไปไม่ทำให้เกิดรุนแรง เรามีกุศลคุ้มอยู่บ้าง ไม่ใช่สมาชิกในๆเราก็มีตายบ้าง เมื่อสังคมย ิ่ งต้องให้มีพฤติกรรมสังคมที่กระทบสังคม ทั้งฝ่ายดำ และขาว เกิดธรรมาธรรมะสงคราม มีพลังงานสองอย่าง ต้องสร้างความจริง ให้มีปรากฏการณ์แห่งวิเศษการณ์ เพื่อแก้ปรับปวาทะ ปรับปวาทะคือคำพูดที่เป็นอื่น ผิดเพี้ยนไปจากธรรมะของพระพุทธเจ้า มันแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธไปแล้ว ผู้รู้ต้องมายืนยัน แต่งตั้งบัญญัติ อธิบายให้ผู้อื่นได้รู้ ประชาชนได้รู้ สิ่งที่ถูกต้องสุดท้ายจะเหนือความผิดได้ หรือว่าจะข่มขี่ ผู้ที่ผิดได้ คำว่าข่ม เป็นโวหาร เราไม่ทำลักษณะข่มกัน แต่ให้รู้ว่าอันไหนเหนือกว่า (สุนิคคหิตัง) คือตำหนิข่ม เพราะมันเรื้อรังเน่าในมานานแล้ว ถึงเวลาต้องรักษา ปรับปวาทะ ที่เป็นคำพูดคำสอน มันแยกออกไปแล้ว เป็นอื่นไปจากของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องทำให้ถูกทิศทางของพระพุทธเจ้า อาตมาพยายามกระทำมาตลอด ตอนนี้ย ิ่ งทำหนัก มาเร ิ่ มต้นที่มหานิทานสูตรมาทบทวน … ท่านเริ่มต้นด้วยพระพุทธเจ้าพูดกับพระอานนท์ ท่านเริ่มด้วยปฏิจจสมุปบาท ว่าเป็นของลึก ผู้รู้จริงจึงแทงตลอดได้ ถ้าผู้ไม่รู้จริง เอาเรื่องลึกมาพูดจะกลายเป็นยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก หญ้ามุงกระต่าย หญ้าปล้อง พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ถ้าจะเรียนปฏิจจสมุปบาท ท่านเร ิ่ มด้วย ชรา มีอะไรเป็นปัจจัย ...อวิชชา ..สังขาร...วิญญาณ ...นามรูป...สฬายตนะ...ผัสสะ...เวทนา....ตัณหา ...อุปาทาน..ภพ...ชาติ...ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ
พระไตรปิฎก เ ล่มที่ 10 ข้อ 57 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ ปฏิจจสมุบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติวินิบาต สงสาร ดูกรอานนท์ เมื่อเธอถูกถามว่า ชรามรณะ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึง ตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีชาติเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ชาติมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชาติมีอะไรเป็นปัจจัยเธอพึงตอบว่า มีภพเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ภพมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ภพมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีอุปาทานเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่าอุปาทานมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า อุปาทานมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีตัณหาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ตัณหามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ตัณหามีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีเวทนาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่าเวทนามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า เวทนามีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่าผัสสะมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ผัสสะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูปเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่านามรูปมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า นามรูปมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีวิญญาณเป็นปัจจัย เมื่อ เธอถูกถามว่าวิญญาณมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่าวิญญาณมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูปเป็นปัจจัย ดูกรอานนท์ เพราะนามรูปเป็นปัจจัยดังนี้แลจึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส อุปายาส ฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ [ 58 ] ก็คำนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ ดูกรอานนท์ ก็แลถ้าชาติมิได้ มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน คือ มิได้มีเพื่อความเป็นเทพแห่งพวกเทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็น สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษี เพื่อความเป็น สัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าชาติมิได้มีเพื่อความเป็นอย่างนั้นๆ แห่งสัตว์พวกนั้นๆ เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติดับไป ชราและมรณะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลยพระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชรามรณะ ก็คือชาตินั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบข้อความนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่าเพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าภพมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เมื่อภพไม่มีโดย ประการทั้งปวง เพราะภพดับไป ชาติจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชาติ ก็คือภพนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เรากล่าวอธิบายดัง ต่อไปนี้
พ่อครูว่า… เรามาอ่านพระไตรปิฎกดีกว่าอ่านนิยายนะ อย่างยาขอบแต่งผู้ชนะสิบทิศนี้ เป็นนิยายที่แย่มาก มีแต่ความโหดร้ายรุนแรงกับเรื่องกามเท่านั้น
ชาติ พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรปิฎก เล่มที่ 16 ข้อ 7 [ 7 ] ชาติ มี 5 อย่างคือ ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตติ อภินิพพัตตะ ชาติ คือความเกิด ในพระไตรปิฎก เ ล่มที่ 16 ข้อ 7[7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ พ่อครูว่า...ท่านมีฟุตโน้ตว่า คำว่า โอกกันติหมายถึง ชราพุชโยนิ กับอัณฑชโยนิ อาตมาก็ว่าท่านเดาเอานะ อาตมาว่าไม่ถูก มันหมายถึงนามธรรม อันนี้มันเรื่องปรมัตถ์ เป็นสัจธรรมขั้นไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขาแต่กลับไปเรียก โอกกันตะว่าเป็นชราพุชโยนิ คือสัตว์ที่เกิดจากมดลูก และอัณฑชโยนิคือเกิดจากไข่ ส่วน นิพพัตติท่านหมายถึง สังเสทชโยนิ คือสัตว์ที่เกิดจากน้ำคร่ำ พวกแบคทีเรีย ก็เป็นตัวตนบุคคลเราเขาอีก ส่วน อภินิพพัตติท่านแปลว่า โอปปาติกโยนิ อันนี้ถูก แต่อาตมาว่า ชาติ ทั้ง 5 แบบนี้เป็น โอปปาติกโยนิทั้งหมดเลย จิตของใครเร ิ่ มเกิดเป็นชาติ เราก็ต้องอ่านอาการจิตที่เกิด เมื่อเกิดขึ้น จิตนั้นเป็นลักษณะใด ผู้มีญาณปัญญาอ่านออก แต่ไปยึดเป็นตัวตนบุคคลเราเขาก็จะเข้าใจว่าไม่ใช่ เราต้องมีปัญญารู้ว่าไม่ใช่ การเกิดชาติไม่ใช่ตัวตน เช่น กายในกาย เราหลับตาแล้วไม่เห็นรูปภายนอก แล้วเราก็เห็นรูปภายใน ก็ไปยึดตัวตนที่เป็นนาม ก็ยังเรียนรู้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าว่า ไม่ได้ พระพุทธเจ้าให้พิจารณา ไม่ใช่ให้เห็นเป็นตัวตนเลย เป็นเทพแห่ ่ งเทพ เช่น จตุมหาราชิกา เป็นยักษ์ชั้นเทพ ชั้นมหาราช คำว่ายักษ์นี้ไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคล แต่เขาพยายามสื่อให้รู้ว่าคือสัตว์ร้าย แต่เป็นเทพก็ไม่ใช่เทพสมใจชนะได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ ได้กาม ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา เป็นต้น ต้องอ่านให้ออก เมื่อสามารถรู้ จิตเรา อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทสออก คือรู้เจตสิกของเรา
มาอธิบาย รูปกาย และ นามกาย คำว่า รูป คำนี้ คือนามรูป ไม่ใช่รูปขันธ์ คำว่ารูปขันธ์เน้นข้างนอก แต่ว่า นามรูปนี้เน้นภายใน คำว่ากายนี้ พระพุทธเจ้าว่าคือจิต มโน วิญญาณ คือนาม คำว่า กายนี้ขาดข้างนอกไม่ได้ แต่สำคัญต้องวิจัยที่ภายใน อย่างไ่ม่ขาดจากภายนอก อย่างเช่น อานาปานสติ นี่จะไปนั่งที่ป่า เขา ถ้ำก็ดี (เพราะยุคโน้นเขาไปป่า เขา ถ้ำปฎิบัติธรรมกันมาก)
ในพระไตรปิฎก เ ล่มที่ 16 ข้อ 60 พ่อครูว่า … ผัสสะกับเวทนาหรือเวทนากับเวทนา ก็มารวมกัน รวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยส่วนสอง โดยจับอ่านองค์ประชุม สองในหนึ่งหรือหนึ่งในสองนี้แหละ จับได้แล้ว แยกแยะได้แล้ว ก็มาต่อ...
[ 60 ] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ( [ 60 ] อิติ โข อานนฺท อิเม เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติฯ ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ อิติ โข ปเนตวุตฺต ฯ ตทานนฺท อิมินาเปต ปริยาเยน เวทิตพฺพ ยถาผสฺสปจฺจยา เวทนา 1 ฯ ผสฺโส จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน # 1 ม.เวทนาติ ฯ) ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะ โดยประการทั้งปวง เพราะดับผัสสะเสียได้ เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนาก็คือผัสสะ นั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกาย จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มีการสัมผัสโดยการกระทบ จะพึงปรากฏใน นามกาย ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดีต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มีการสัมผัสเพียงแต่ชื่อก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มีผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือ นามรูป นั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง ในท้องแห่งมารดา นามรูป จักขาด ในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดา แล้วจักล่วงเลยไป นามรูปจักบังเกิด เพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความสืบต่อนามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป ก็คือ วิญญาณนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ จักไม่ได้อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่ง ชาติชรามรณะ และกองทุกข์ พึงปรากฏต่อไปได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ ก็คือ นามรูปนั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติ หรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ ทางที่กำหนดรู้ ด้วยปัญญา และวัฏฏสังสาร ย่อมเป็นไป ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความเป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือ นามรูปกับวิญญาณ ฯ
พ่อครูว่า … ถ้าเรามีญาณอ่านนามรูปได้ ต้องมีตากระทบรูป หูกระทบเสียงต้องมีวิญญาณรับรู้ด้วย นี่คือความจริง นี่คือกาย คือนามรูป แม้จะเน้นหามโนก็ตามก็ไม่ท ิ้ งภายนอก จิตวิญญาณละเอียดชั้นในเรียกว่า มโน
[๖๑] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ประมาณเท่าไร ก็เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรา มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตา มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรา มีรูปหาที่สุดมิได้ เมื่อบัญญัติอัตตา ไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรา ไม่มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตา ไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรา ไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตา มีรูปเป็น กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพ ที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้มีบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่าเราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็น กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติ ซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูป ที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ส่วนผู้ที่บัญญัติ อัตตาไม่มีรูป ทั้งหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้ อันมีอยู่ให้สำเร็จเพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน ผู้มีอรูปเพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ
[ 62 ] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุ มีประมาณเท่าไร อานนท์ ก็เมื่อบุคคลไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อไม่บัญญัติอัตตามีรูปอันหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ หรือ เมื่อไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาจร เมื่อไม่ บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ อานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือ ไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ส่วนผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพ อันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุมีประมาณ เท่านี้แล ฯ
[ 63 ] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร ก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา อานนท์ บรรดาความเห็น 3 อย่างนั้น ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนา มี 3 อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา 3 ประการนี้ ท่านเล็งเห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใด อัตตาเสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ในสมัยใด อัตตาเสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว เท่านั้น ในสมัยใด อัตตาเสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา คงเสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น
พ่อครูว่า … ในขณะเสวยเวทนาใดๆ ก็จะเสวยเพียงเวทนาเดียวเท่านั้น จะไม่เสวยเวทนาอื่นในขณะเดียวกันได้เลย
ดูกรอานนท์ เวทนาแม้ที่เป็นสุขก็ดี แม้ที่เป็นทุกข์ก็ดี แม้ที่เป็นอทุกขมสุขก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้นความเสื่อม ความคลาย และความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเขาเสวยสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อสุขเวทนาอันนั้นดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเรา ดับไปแล้ว เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อทุกขเวทนาอันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว เมื่อเสวย อทุกขมสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่ออทุกขมสุขเวทนา อันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรานั้น เมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นเวทนาอันไม่เที่ยง เกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็นอัตตาในปัจจุบันเท่านั้น เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า ในรูปขันธ์ล้วนๆ ก็ยังมิได้มีความเสวยอารมณ์อยู่ทั้งหมด ในรูปขันธ์นั้น ยังจะเกิดอหังการว่าเป็นเราได้หรือ ฯ ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า ถ้าเวทนาไม ่ เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ส่วนผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย อัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนา ก็ไม่ใช่ อัตตาของเรา ยังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรา มีเวทนาเป็นธรรมดา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า อาวุโส ก็เพราะเวทนา จะต้องดับไป ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหลือเศษ เมื่อเวทนาไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับไป ยังจะเกิดอหังการว่า เป็นเราได้หรือ ในเมื่อขันธ์นั้นๆ ดับไปแล้ว ฯ ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเรา ไม่ต้องเสวยเวทนาเลย ก็ไม่ใช่ อัตตาของเรา ยังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรา มีเวทนาเป็นธรรมดา แม้ด้วยคำ ดังกล่าวแล้วนี้ ฯ
พ่อครูว่า....อรหันต์นั้นอัตตาเราไม่มีเพราะเราดับไปแล้ว แต่เวทนาเราก็ยังมีอยู่ จะว่าเรามีอัตตาไหม? เรามีอัตตาโดยภาษาบัญญัติ เราไม่ได้เป็นสุขทุกข์ เราเพียงอาศัยอัตตาเท่านั้น
[ 64 ] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็น เวทนาเป็นอัตตา ไม่เล็งเห็นอัตตาว่า ไม่ต้องเสวยเวทนา ก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่า อัตตายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรา มีเวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่สะทกสะท้าน ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี อานนท์ ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ กะภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การกล่าวของบุคคลนั้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive