580310-ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก เรื่อง เปิดไตรภูมิ ๓๑ ชั้นแบบพุทธ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580310-รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติอโศก เรื่อง เปิดไตรภูมิ 31 ชั้นแบบพุทธ โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า.. วันนี้ วันอังคารที่ 10 มี.ค. 2558 ซึ่งทุกวันนี้เป็นสงครามยุคใหม่ สงครามโลกก็เป็นสงครามโลกที่ผ่านมานานปีแล้ว ผ่านมาสองครั้งแล้ว พศ. 2485-2486 ก็ยังไม่เกิดกัน ต้องรุ่นอายุ 70 ขึ้น จึงอยู่ในเหตุการณ์ ทุกวันนี้มีคนพยายามให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้ว แต่มันเกิดไม่ได้เพราะปัญญาชนรู้แล้ว ว่าจะไม่ให้เกิดของหยาบ การรบอย่างเก่าไม่มี แต่เป็นการรบโดยปัญญา ใช้เสแสร้งกลบเกลื่อนซับซ้อน แม้แต่ธรรมะก็เป็นสงครามตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีกิเลสนี่คือ ตัวมารร้าย เพราะผู้สำนึกดีก็ไม่อยากให้เกิดกิเลส พอมีผู้รู้พยายามชี้บอกเพื่อให้รบกับกิเลส แต่ผู้ไม่รู้ก็กอดคอไปกับกิเลส ทุกคนเคยทั้งนั้น พอผู้รู้บอกว่านี่กิเลสศัตรูตัวร้ายก็เกิดสงคราม ผู้อื่นก็รู้ตัวบ้างก็ตั้งตนเป็นสงครามขึ้น กิเลสเป็นภาษากลางๆ เป็นอกุศลจิต รู้กันทั่วโลก แต่ทฤษฎีที่รู้จักกิเลสจริง แล้วจับตัวกิเลส ฆ่ากิเลสได้จริงก็ต้องของพุทธ เรื่องจิตเจตสิก ละเอียด จนอาตมาหานิรุติปฏิภาณมาใส่ไม่ทัน เพราะที่พระพุทธเจ้าบัญญัติมาเป็นภาษาบาลีเยอะ เอาภาษาไทยมาใส่ได้ไม่หมด พูดถึงการสาธยาย มีคนถามว่า สาธยายธรรม กับแสดงธรรมต่างกันอย่างไร? _ คุณหนึ่งพุทธ … การแสดงธรรมนี่แสดงออกทั้งกาย วาจา ใจเลย ครับ ถ้าเป็นสาธยายก็แค่ วจีกรรม ไม่ออกมาครบหมด วันนี้ อาตมาก็คงจะพยายามจะไปให้ลึก แต่มีผู้ถามมาว่า ขอให้อธิบายเรื่องปรับปวาทะ คำว่า “ ปรับปวาทะ ” แปลจากความเข้าใจของตน คือ ประวาทะ + ปรับวาทะ อันประกอบด้วยเหตุและผล คือเมื่อมีผู้กล่าวคำผิดเพี้ยนจากคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือ “ ปรับปวาทะ ” ต่อมาผู้รู้ก็มีหน้าที่ไปแก้ไข ด้วยนิรุติภาษา เพื่อแก้ไข ให้ถูกต้องจน
อ่านต่อ
กระทั่งเจ้าของวาทะที่ผิด เกิดความเข้าใจว่าวาทะของตนผิด คือมี ประ + วาทะ แล้วผู้รู้นี่แหละที่พระพุทธเจ้าว่า จะต้องสร้างให้อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ให้แกล้วกล้าสามารถ ปรับปวาทะได้ เราจึงจะปรินิพพานได้ พระพุทธเจ้าบอกกับมาร ความหมายที่ชัดเจน คำว่า “ ปรับปวาทะ ” มีคำว่า ปร , อ , วาทะ มาสนธิกัน คำว่า “ ปรวาทะ ” คือ วาทะที่เป็นอื่นไปจากธรรมะของพระพุทธเจ้า เมื่อมันไม่ใช่ก็ทำให้มันใช่ ผู้รู้นี้ต้องพยายามทำให้กลับคืนมาสู่ของพระพุทธเจ้า อาตมากำลังทำอันนี้อยู่ ซึ่งเนื้อย เหนื่อย แต่ไม่เก่ง จนกระทั่งมาถึงวันนี้ อาตมาก็ใช้ธรรมาวุธ ถึงขั้นยืนยันตนเองว่า บรรลุอรหัตตผลอะไรไป ตอนนี้ก็ปรากฏว่า เสียงสะท้อนตอบในไลน์ต่างๆมาเยอะแยะ ถ้าถึงล้านได้จะดีเลย ด่าเสียด้วยที่มา ไม่ใช่อาตมา มาโซคิสม์ (masochism) นะ แต่ว่าแสดงถึงมีผู้สนใจศาสนาอยู่มาก เพราะตอนนี้มีผู้ทำให้ศาสนาเละแล้ว แล้วเขาทำให้เสียหาย ทำผิดมานานจนปัจจุบัน มันหนักหนาสาหัสมาก มากจนกระทั่งผู้มีปัญญาสามัญก็รับรู้ได้ ที่เขาแสดงดิ้นออกมา นี่เป็นการแสดงออกของคนผิด เช่น ไม่กล้าหาญ แต่ถ้าผู้ที่ถูกตรง จริงแล้วจะไม่มีเก้อเขินเลยจะกล้าหาญ แต่ว่าลักษณะที่เขาแสดงออกนี่จะไม่ใช่เลย แสดงออกแต่ความอ่อนแอ ดื้อรั้น อาตมาก็จำเป็นต้องแสดงสิ่งที่ถูกของอาตมาออกไปบ้าง เพราะเขาแสดงออกอย่างไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมเลย จะให้คนถูกหนีหายเงียบไปเลยอย่างนั้นหรือ ขนาดนี้เขาก็ยังออกมาแสดงอย่างดึงดันดื้อด้าน จะให้อันนี้นิ่งเฉยไป อาตมาก็คงว่า กาละนี้ไม่ควรเฉย มันควรแสดงออกมาเป็นสิ่งเปรียบเทียบ ให้คนเห็น อาตมาไม่ได้อยากจะแสดงอวดอ้างหรอก ในสาธารณะ ถ้าจะแสดงอาตมาแสดงออกมานานแล้ว ย่างเข้า 45 ปีแล้ว แต่อาตมาแสดงเฉพาะตัวบุคคลที่ท้าวความให้ฟัง อาตมาแสดงออกว่าเป็นโพธิสัตว์นี้ ไม่มีแรงสะท้อนกลับมาก เพราะเถรวาทเข้าใจโพธิสัตว์ผิดเพี้ยนไป เขาสรุปว่าโพธิสัตว์เป็นอาริยะไม่ได้ แม้แต่โสดาบันก็เป็นไม่ได้ เขาถือว่าอรหันต์นี้ตายสูญ ต่อภพภูมิไม่ได้ เป็นอุจเฉททิฏฐิ อาตมาก็จึงประกาศโพธิสัตว์ ต่อมาอาตมาก็อธิบายต่อว่าโพธิสัตว์คือ ผู้บรรลุก่อนแล้วมาสอนคนอื่น ดังคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอรหันต์ อย่างอาตมาบอกกับ อ.แสง จันทร์งาม ซึ่งเป็นอาจารย์ด้านศาสนา บอกไป เขาก็ต้องใช้ความรู้ของตน ประเมินว่าใช่หรือไม่? ถ้ายิ่งมีน้ำหนักโน้มไปว่าน่าจะใช่ ก็จะไปถาม เพราะอยากได้ยินจากปากท่านจัง แต่ว่าคนที่บ้าแล้ว ไม่รู้นี่ เขาก็จะว่า บ้าแล้ว ประกาศอย่างนี้ ในขณะนี้ คนที่มีเสียงโต้ตอบมาเป็นพันๆ ก็ล้วนแล้วแต่ด่า มีพูดกลางมาน้อย ไม่กี่% แต่ที่ด่ามาก็มาก ด่าสาดเสียเทเสีย ก็ดูต่อไป ก็รับฟังได้ว่า คนที่ออกมาโต้ต้าน ล้วนแล้วแต่ไม่ได้เคยได้ยินได้ฟังอาตมาหรอก แต่ได้ฟังจากมหาเถรสมาคมเท่านั้น พออาตมาแสดงออกไป เขาก็จะเกิดผลเช่นนี้ ถูกต้องแล้ว ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ อาตมาว่า โทรทัศน์บุญนิยมไม่มีใครดูนะ หรือว่าเขาก็ว่าไร้สาระ แต่นี่สะดุด คันหัวใจบ้าง ก็บอกว่าออกมาช่วยกันด่าหน่อย เขาก็ไลน์ออกมา กระแสเช่นนี้จึงขึ้น นี่คือความจริง ก็รับสิ่งที่จะเกิดจริงตามลำดับ
เหตุของการเกิด“นามกาย” มาเข้าเรื่องเนื้อหาที่อาตมาตั้งใจพูด ผู้ฟังเข้าใจว่า เหตุของการเกิด “ นามกาย ” มีได้ 3 ทาง ทางที่ 1 และ 2 จะเกิดในผู้ปฏิบัติ ตั้งแต่ฐานอบายจนถึงอรูปาวจร ปฏิบัติกับเวทนา 108 นามกายจะเกิดจากผัสสะปัจจุบัน และสัญญาในอดีต ทำให้เกิดการกระทบปรุงแต่ง มนายตนะ กับธรรมายตนะ ส่วนทางที่ 3 ผู้จะทำได้คงมีแต่พระพุทธองค์ หรือโพธิสัตว์ใหญ่ เช่น กรณีเ ดิ นจงกรม จนไม่ได้ยินเสียงฟ้าผ่า อยู่ใกล้ๆเลย ท่านจำกัดขอบเขตรับรู้เป็นสิ่งพิเศษ ทำได้ยากมาก มนายตนะกับธรรมายตนะ เป็นอายตนะที่ 6 ของใจ แต่พร้อมกันนั้น ไม่ต้องมีผัสสะข้างนอกเลยนะ จะบอกว่าสัญญาในอดีตก็ใช่ แต่จริงๆสัญญาในปัจจบัน กระทบแล้วมีปัจจุบัน ที่ แข็งแรงกว่า รู้ก่อน เอาอดีตมา ยากกว่า ไม่เหมือนปัจจุบันที่ครบกาย พร้อมทั้งนอกและในบรรลุด้วยปัญญา แต่ถ้าสัญญาที่อยู่ภายใน ไม่มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ พระพุทธเจ้าท่านแยกสัญญากับปัญญา ปัญญาจะต้องครบองค์ประชุมก่อน มีปัญญินทรีย์ต่อมา เป็นองค์แห่งมรรค ถ้าเอาแต่สัญญาไม่ครบองค์มรรค ต้องครบกาย วาจา ใจ อาชีพ ครบองค์มรรค เข้ามาสู่สิ่งที่อาตมาจะพูดตอนนี้ จะเจาะลงที่ว่า พุทธธรรม ทุกวันนี้ ขออภัยที่ต้องพูด ที่พูดด้วยไม่ได้ดูถูก ไม่ได้ข่ม แต่ให้เปิดจิตรับดีๆ ว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้ แสดงออกชัดมาก ว่าเสื่อมและเพี้ยนผิดไปไกลมาก มีผลตีกลับทำความเสื่อมแก่ศาสนาพุทธ ทำความเลวร้ายแก่พุทธธรรมมาก ไล่มาเลยตั้งแต่ศีล ศีลนั้นพระพุทธเจ้าตั้งให้คนปฏิบัติ ตั้งแต่ยังไม่เกิดวินัย ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา ในทุกคนที่เข้ารีต พระพุทธเจ้าบัญญัติ ศีลธรรมนูญมา เป็นการประกาศให้ทราบความจริงว่าพุทธเป็นเช่นนี้ ไม่มีเดรัจฉานวิชา ไม่มีรดน้ำมนต์ ทำนายทายทักอะไร พระพุทธเจ้าประกาศว่าเป็นศาสนาของท่านแบบของท่าน ใหม่ๆคนเข้ามาก็มีศีลกันเต็มที่ ต่างจากลัทธิอื่น ยกตัวอย่างใน มหาศีล ไม่มี ที่อาตมายกตัวอย่างมาแล้วสะเทือนหมด เพราะพุทธไม่มีศีลเหล่านี้แล้ว ตอนนี้ทุกวัดก็มีการจุดธูปเทียนอยู่ สมัยพระพุทธเจ้าท่านว่า ไม่ให้ใช้ควัน ทุกวันนี้ก็ม ี ควัน จาก ธูป ใช้เปลวจากควัน โดยมีแนวคิดว่าจะติดต่อกับวิญญาณด้วยควัน ด้วยแสงไฟ เป็นแนวคิดดั้งเดิม ที่พุทธไม่ใช้แล้ว ไม่มีอัคคียัญ ไม่ต้องพูดถึง ต้มน้ำหม้อใหญ่ แล้วเอาสัตว์ไปต้ม หรือว่าเผาสัตว์ คน เพื่อติดต่อกับวิญญาณกับพระเจ้า นี่คือใช้น้ำ ใช้ลม ใช้ไฟ ไม่ใช่ของพุทธ ของพุทธให้เรียนวิญญาณขณะปัจจุบัน ที่มีการกระทบสัมผัส ถ้าไม่มีอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ก็ไม่มีกาย [๖๐] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา ( เล่ม10 ข้อ60 ) โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ
แม้แต่นามรูปกับผัสสะ หรือเวทนากับผัสสะ ก็เป็นธรรมสอง แล้วทุกอย่างก็รวมที่เวทนา เป็นอารมณ์ความรู้สึก ถ้าไม่มีการกระทบสัมผัสแล้วเกิดเวทนา แล้วก็จะไม่มีการเรียนรู้เลย พระพุทธเจ้าว่า การกำหนด 4 อารมณ์ 4 มี ปริตรตารมณ์ - มหรรคตารมณ์ - อัปปมานาพรหม - อากิญจัญญายตนะ ความรู้สึก 4 อย่างนี้ สัญญาต้องกำหนดรู้ “ ปริตตะ ” แปลว่าน้อย ส่วน “ มห ัค คตะ ” แปลว่าเจริญโตขึ้นกลางๆ ส่วน “ อัปปมา ณ ะ ” แปลว่ามากหาที่สุดมิได้ แล้วก็ไม่มีอะไร อากิญจัญฯ ต้องรู้อารมณ์ 4 นี้ให้ได้ก็จะมารวมกันที่เวทนา 108 ก็จะต้องรู้มโนปวิจาร 108 คำว่า “ อากิญจัญ ญายตนะ” ก็คือ ความไม่มีสุขทุกข์ คืออุเบกขา เป็นฐานนิพพาน แม้เป็นอนาคามี ก็ต้องอยู่กับโลก แต่อยู่เหนือกิเลสอย่างแข็งแรง ยิ่งจะมี ความเจริญสู่ที่สูงและที่สุด ผู้ที่สามารถรู้ลักษณะปรมัตถ์ ก็จะรู้ทุกอย่างที่เป็นธรรมะสอง แล้วรวมลงที่เวทนา ในมูลสูตรตรัสไว้ชัดว่ามีผัสสะเป็นสมุทัย แล้วเกิดภาวะที่เกิดเวทนา วิจัยเวทนาในเวทนา องค์ประชุมของเวทนานั่นแหละคือคำว่า กาย คำว่า กายกับอายตนะนั้นไม่มีสภาพตัวมันเอง มันเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยสองอย่าง เป็นองค์รวม ไม่ได้มีอะไร มีเดี่ยวๆไม่ได้ มีตั้งแต่สองก็เกิดองค์ประชุม ต้องมีผัสสะด้วย เมื่อเกิดองค์ประชุมจึงเกิดอายตนะ คำว่าอายตนะกับคำว่ากายไม่มีที่ตั้งอยู่ คนที่กายแตกตายไป จิตอยู่กับวิบากที่ตนเองจมอยู่ ไม่ได้ไปไหนเลย ไม่ใช่ว่าล่องลอยเป็นตัวตนเลย แต่อยู่ในภพ ในวงจำกัดของตนเอง เป็นอจินไตยที่อาตมามั่นใจว่าพูดสิ่งที่ถูกต้อง ที่ต้องพูดเพราะว่างมงายไปใหญ่เลย จนต้องประกาศว่าเป็นอรหันต์ ไม่ได้อยากจะบอกจะอวด แต่ต้องยืนยันให้รู้ ไม่ยืนยันจะรู้ได้อย่างไรว่ามีจริง ผลวิบากของอัตภาพ นี่คือเกิดจากกรรม เมื่อไม่มีกาย เป็นกายัสส เภทา ปรัมมรณาก็ไปตามวิบาก ไม่มีสรีระตัวตน ไม่มีใครเห็นใครได้ แต่ที่มีนิทานนิยายสร้างสวรรค์สารพัดนี่ไม่จริงเลย ของจริงมีแต่ความรู้สึก หลังกายแตกตายไป กามาวจรภูมิ อบายภูมิ มนุษย์ พระพรหม คำว่า มนุสโส จิตจะต้องออกมาแสดงออก ยืนยันเป็นกาย เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป ซ้อนอยู่ในมนุษย์ชมพูทวีป ถ้ามีแต่มนุษย์อุตรกุรุทวีป ก็คือผู้บรรลุแล้ว กายแตกตาย แต่ในสภาพมีชีวิตอยู่ก็มีแต่สภาพชมพูทวีป มีสติมันโต (มีรู้ครบนอกและใน ครบทวาร 6 เป็นวิโมกข์ 8 ข้อ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ) สติพร้อมด้วยอาการ 32 ที่จะมีฐานให้นามธรรมอาศัย นามธรรมที่เป็นอาการที่ 33 ของปุถุชนก็จะเป็นอาการโลกียะ จะเป็นอยู่ในฐานมนุสโสก็แค่โลกียะ ได้ลาภเยอะ ยศเยอะ ได้กามเหนือชั้น ได้กามโตเป็นจตุมหาราชิกา ต้องแก่งแย่งเป็นให้ได้ ถ้าได้นิดหนึ่งก็เป็นปริตตาภา เป็นผู้ที่ได้นิดน้อย มากขึ้นหาที่สุดมิได้ก็เป็นอัปปมาณาภา มากปานกลางก็เป็น มหรรรคตะ แต่อารมณ์ที่ไม่มี อากิญจัญญายตนะ ก็ต้องรู้ด้วย ก็ต้องให้ได้เป็นเจ้าโลกหมดนั่นแหละ กามาวจรภูมิ 6 ดาวดึงส์ คือ ฐานอาการ 33 ที่จริงต้องเป็นอนัตตา แต่คนที่มีกิเลสอวิชชาก็จะสร้างภพของอาการ 33 เป็นอัตตา เป็นโลกีย์ ออฤทธิ์เป็นยักษ์ จตุมหาราชิกา เที่ยวเข่นฆ่าผู้อื่น ได้มาก็เป็นสภาพอาการ 32 ได้มาสมใจก็เป็นเทวดา ถ้าไม่ได้ก็เป็นผี เป็นยักษ์มาร ดุใหญ่เลย ว่าได้มาแล้วก็เป็น ยามา ได้อยากเสพไว้นานๆ ยามาแล้วก็พักยกที่ ดุสิต โลกีย์ก็พักได้ ถ้าได้ออกแรงไปก็เหนื่อย แต่ต้องออกแรงเพื่อเอามันเหนื่อย ก็พักสบาย จนเก่งได้เป็น นิมมานรดี สร้างได้สมใจเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนมีบริวาร คนอื่นมาซูฮก มาทำแทนเป็น ปรมิตวสวัสตี สูงสุดก็มี 6 อย่าง คืออาการที่ 33 คือ ดาวดึงส์ พ้นจากอาการ 32 ไปแล้ว มันอยากได้มาเป็นของตน หรืออยากเสพให้กับตนก็คือ เปรต ไม่ได้มา ก็เป็นนรก แล้วก็จะต่ำลงไปเป็นเดรัจฉาน จนไม่มีแดนที่จะตกต่ำอีกแล้วเป็น อวินิปาตะ ส่วนสูงสุดเป็น อัปปมาณาภา สูงไม่มีขีดจำกัด ส่วนต่ำสุด อวินิปาตะก็ไม่มีที่จะให้ตกร่วงอีกแล้ว บางที่เขาเอา อสุรกาย ไปรวมกับอวินิปาตะ ก็ตกต่ำไปเรื่อยๆ เป็นภาษาบัญญัติที่ต้องกำจัดก่อนเลย ได้แล้วจะหมดภพภูมิต่ำ แล้วสูงไปเป็นชั้นๆ ในกามาวจรภูมิ 6 ก็คือ เทวดาเป็นสวรรค์ แล้วไม่ได้ก็ตกต่ำเป็น อบายภูมิ 4 กลางๆคือมนุษย์ 1 รวมเป็น 11 ภูมิ แล้วไป พระพรหมอีก 21 ก็รวมเป็น 31 ภูมิ ทุคติภูมิ 1. นรกภูมิ 2. เปรตภูมิ 3. อสูรกายภูมิ 4. เดรัจฉานภูมิ มนุสสภูมิ เป็นภูมิกลางๆ ภูมิเทวดากามมาวจร 1. จาตุมหาราชิกา 2. ดาวดึงส์ 3. ดุสิต 4. ยามา 5. นิมมานรดี 6. ปรมิตวสวัตตี วันนี้บรรยายตามไตรภูมิ พระอนุสาสนีย์พระพุทธเจ้านะ ไม่ใช่ไตรภูมิพระร่วงโลกีย์ เมื่อตกต่ำแล้วก็ต้องอาศัยมนุสสภูมิ เพื่อล้างอบายภูมิ จริงๆ อบายภูมิกับกามภูมิ อันเดียวกัน มันรวมกันเป็นหนึ่งจากส่วนสอง เมื่อลดละได้ก็เป็นกามภูมิอารยะ แทนที่จะเป็นมหาราชแบบล่าโลกธรรม กาม อัตตา ก็ลดลงกลายเป็นมหาราชที่ดี แล้วรู้ยามา ดุสิต ปรมิตวสวัตตี แต่ก็ยังมีเหลือที่ตนเองเสพสุขอยู่ตามกามาวจรก็ไล่ลดลงให้เป็นสกิทาคามี ก็สะอาดขึ้นเป็นพรหม จากเทวดาสมมุติแก่งแย่งสร้างเวรภัยก็เปลี่ยนเป็นพรหมที่สะอาด ได้พรหม 3 ก็แบ่งเป็นหลัก พรหม 3 ชั้นแรก ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ ปาริสัชชาพรหม กับ ปุโรหิตาพรหม ก็มีบริวารกับหัวหน้า บริวารกับครู บริวารกับผู้รู้ แล้วอันนี้ก็มี มหาพรหม มาเป็นใหญ่กินรวบสองอันแรก ต่อมาอีก 3 ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ ปริตรตาภา กับ อัปปมาณาภา คือ น้อยกับมาก ป ริตตาภา (อาภาคือ แสง หรือ รัศมี) และอาภัสรา ทั้งสามอย่างเป็นแสง หรือรัศมีหรือสว่าง อยู่ในนามธรรมที่สะอาดสว่าง ถ้าไม่รู้สภาวะ เป็นโลกียะก็เอาแต่สะอาด กระจ่างจ้า รัศมีโชติช่วง ก็แปลแบบโลกีย์ แต่ถ้ารู้โลกุตระ ก็จะลดแสงสีลง จะมีแสงหรือสว่าง เพื่อใช้แทนคำว่า ปัญญา รู้แจ้งรู้สว่างชัด ไม่เป็นเรื่องบัญญัติแบบแสงสว่างจ้า แบบโลกีย์จะไปหลงแสง หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตรตาสุภา ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ อันนี้อีก 3 ภูมิ ส่วนสุภกิณหา นั้น เป็นนิโรธมืด เขาถือว่าเป็นโชคของเขาเป็นความก้าวหน้าของเขา แต่ถ้าเป็นของโลกุตระจะดับ ไม่ใช่ดำ แต่สว่างใส แล้วไม่วูบวาบอะไร เป็นสุภะ ในฐานนี้แม้แต่ในวิญญาณฐีติหรือสัตตาวาส ข้อที่ 10 องค์ประชุมของรูป นาม เมื่อผู้ในถึงขั้นที่ 4 ก็จะได้สุภกิณหะ ของโลกียะจะดับดิ่งดำ แต่ของ โลกุตระจะสว่างเป็น จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง แล้วจะได้ความไม่มี แบบที่ดับดำเขาไม่มีความรู้สึก แต่นี่แบบ พุทธ มี เวทนาก็ด้วย แต่ทีดับไปเป็นเวทนาโดยส่วนสอง เพราะอาศัย เวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น นี่คือเวทนา จึงเกิดตัณหา คือธรรมะโดยส่วนสองทั้งนั้น ผู้สามารถแยก แยะโลกุตระกับโลกียะออก จะรู้ว่าอันไหนเป็นยักษ์ เป็นมาร ในโลกียะเป็นเทวบุตรมาร มันลึกซึ้งมาก อาตมาจะเอามหานิทานสูตร มาเขียนหนังสือเล่มต่อไป มาไล่พรหมดูชั้นต่อไป ขั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ คือ ผลของผู้อยู่ยอดลอย ขั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ เขาไปแปลอสัญญีว่าไม่มีสัญญา ก็คือไม่กำหนดหมายอะไร ดำมืด แต่ของพระพุทธเจ้านี้คือ อสัญญายตนะ ในอายตนะ 2 อันแรก คือ อสัญญายตนะ อันที่สองคือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ คำว่า สัญญี แปลว่าผู้กำหนด ผู้ที่ดับความกำหนดรู้ ก็เป็นอสัญญี ส่วนผู้ที่ใช้สัญญีได้ก็คือ อสัญญายตนะ คือทำการกำหนดรู้ จนไม่มีให้รู้อีกแล้ว เป็นอสัญญา นัยเดียวกับปุญญะ พอได้บุญหมดแล้ว หมดบาปแล้วก็ อปุญญา คือไม่ต้องทำบุญอีกแล้ว การทำอ สั ญญายตนะ นั้นคือการกำหนดรู้จนไม่มีอะไรที่จะต้องไปรู้อีกแล้ว อันนี้เป็นเครื่องชี้บ่งว่าท่านแปลหรืออธิบายอย่าง ไม่เหมือนอาตมารู้ อาตมาก็ไม่ได้ชี้บ่งว่าอาตมาถูก ท่านผิด แต่อาตมาแน่ใจว่าของอาตมาถูก คนฟังก็เลือกเอา สุทธาวาส คือ ความสะอาด เป็นรูปพรหม คือ อนาคามี 5 ชั้นนั่นเอง ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ
อรูปพรหม ต่อไปเป็นอรูปพรหม อีก 4 ชั้น แบบโลกียะเกิดในการนั่งหลับตาดับ แต่ของพุทธลดละกิเลส ไปตามลำดับ จนถึงอรูปฌานก็เป็นการตรวจสอบแล้ว ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
ของพุทธสูงสุดถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งมีแต่ธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เข้าถึง แต่ของฤาษีดับได้มากสุดเป็นแค่อสัญญีสัตว์ ของพระพุทธเจ้ามีวิธีการที่จะล้างกิเลสได้ ตั้งแต่ ระดับจิตสำนึก แล้วทำได้จิตใต้สำนึกจะถูกดึงขึ้นมา แล้วจิต ไร้ สำนึกจะถูกดึงขึ้นมาตามลำดับ _ มีผู้จำได้ว่า หนังสือที่พ่อครูจะ เขียน ชื่อว่า “ยอดนิยายของโลก ในความเป็นมนุษย์” ในความเป็นมนุษย์คือนิทานคือนิยายนี่แหละ สรุปในช่วงสุดท้าย เรื่อง ชาติ ในกามภพ รูปภพ พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่า เรื่องชาติให้ศึกษา อาการ ชาติ 5 อย่าง ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตตะ อภินิพพัตตะ ชาติ นี้เป็นการเกิดทั่วไป สุขจริงๆ ทุกข์จริงๆ ดีไม่ดี กุศล อกุศล เหมือนกันตามสมมุติ พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนรู้สิ่งที่กำหนดหมาย ว่าชาติ คือสิ่งที่กำหนดหมายติดมา ตั้งแต่ชาติอบาย คุณยึดมาเก่า เป็นสัญชาติ แล้วมายึดมั่นถือมั่นเอาไว้ด้วย เราก็มาเรียน สัญชาติ จากชาติที่เรารู้ปัจจุบัน ตามรู้สัญชาติ คุณต้องจัดการสัญชาติอบาย สัตว์นรก คุณยังมีอุปาทาน อยู่ เราเอาอนุสัยใน จิตสำนึกก่อน อย่าเอาอนุสัยในจิตไร้สำนึก เมื่อเรียนรู้ โอกกันติ ก็มาเรียนรู้เวทนาที่มันสัมโมสราณา ต้องกำหนดให้ได้ จึงจะรู้ถึงมโนสัญเจตนา เป็นกาม เป็นภพ รูปภพ อรูปภพ ก็เอาไว้ก่อน เอาแค่กามก่อน ในนาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ทำการปุญญาภิสังขาร กำจัดกิเลสตัวนั้นให้ได้ เมื่อทำได้ตามลำดับ มันหยั่งลงในจิต แต่เดิมอวิชชาหยั่งลงตลอดเวลา แต่ไม่เคยเรียน เมื่อเรียนก็จะรู้ว่าผีกำลังหยั่งลงในจิตฉัน ก็ทำให้ผีมันลดแรงลง จางคลายลงก็เริ่มมี นิพพัตติ การเกิดเทวดาอุบัติเทพ แต่เดิมเป็นเทวดาปลอมหรือผีจริง (ตัวเดียวกันนะเทวดาปลอมกับผีจริง) ทำให้ผีตายได้ก็เกิดอุบัติเทพ เป็น นิพพัตติ เป็น อภินิพพัตติ รูป 28 นี่คือธรรมที่ อัจฉริยา อัสสุตัง อัพภูตธรรม นี่คือชาติ 5 แล้วเราก็เรียน รูป 28 ที่รวมกายตั้งแต่ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นโคจรรูป สัมผัสกับปสาทรูป เกิดเป็นภาวรูป มีทั้ง อิตถินทรีย์ ปุริสสินทรีย์ ก็ล้างอิตถี ให้เกิดปุริสสภาวะ อยากเป็นก็ไม่ต้องไปผ่าตัด ไม่ต้องไปดัดจริตท่าทางเลย ทำให้เป็นปุริสภาวะให้ได้ เป็นความเสมอภาคในหญิงและชาย เป็นวิชาการพระพุทธเจ้าที่ทำความเสมอภาคได้ที่สุด ต้องเรียนรู้จับให้มั่นใน หทยรูป ตรงไหนเกิด คุณบอกว่าปวดใจ แล้วตรงไหนก็อยู่ที่ตรงรู้สึก ไม่มีที่ตั้งหรอก ตรงไหนตรงนั้น มันอยู่ในคูหาสยัง ไม่ปวดไปนอกนี้ แล้วอ่านชีวิตรูป มันมีน้ำหนักเบาแรงอย่างไร หนาหรือบาง มากหรือน้อย ก็เป็นกำลังของชีวิต ก็ชีวิตของอิตถินทรีย์ให้มาเป็นปุริสสินทรีย์ให้ได้ ทำการปหาน ตามพระพุทธเจ้าสอน จนมันไม่มีชีวิต ชาติก็ดับ แต่คุณยังมีชีวิต มีขันธ์ 5 อยู่ มันไม่มี ก็รู้ว่าอะไรไม่มี เป็นหนึ่งในสอง สองในหนึ่ง เมื่อสามารถทำชีวิตินทรีย์ ก็อาศัยอาหารรูป ในองค์ประชุมที่อยู่กับกามกับโลกธรรม โลกีย์ทั้งหลาย วิญญาณอาศัยนามรูปเหล่านี้เกิดทั้งนั้น เราก็จับผี ฆ่าผี ไปเป็นปริเฉทรูป ตาม บริบทๆ ไปเรื่อยๆ จนหมดสูญ เป็นอากาสธาตุ เมื่อได้จะเป็นองค์รวมในนัจจะคีตะวาทิตะ เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ต้องอ่านวจีสังขารได้ คนที่ไม่รู้ปรมัตถ์จะเข้าใจว่าวจีสังขารคือ วจีกรรม แต่ที่จริงวจีสังขาร เป็นอาการจิต ใครจะรู้ได้ต้องอ่าน สังกัปปะ 7 นี้ออก ต้องรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เมื่อคุณทำได้ สุดท้ายก็เหลือ วิการรูป เป็นอาการที่วิเศษ มิใช่อาการวิกลวิการ คุณก็จะควบคุมได้ ว่าจะให้ออกไปเป็นความแรงเบาอย่างไร ในการ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา แล้วออกไปเป็นวิญญัติ 2 แล้วท่านจะรู้อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา จบ