580307-ทวช. งานพุทธาภิเษกฯ ศาลีอโศก มหานิทานสูตร ตอน ๕.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580307-รายการเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ที่ศาลีอโศก เรื่อง มหานิทานสูตร ตอน 5 โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 7 มีนาคม 2558 เป็นวันที่ 7 ของงาน และเป็นวันสุดท้ายด้วย พวกเราเข้าใจแล้วก็มาเป็นคนจน คนขยัน ช่วยโลกอยู่เสมอ เท่าที่จะช่วยได้ ...ก็เพราะตนเองต้องมีความรู้ความสามารถ มีบุญฤทธิ์ คือฤทธิ์ที่ล่างกิเลสได้ คนจนคนขยัน คนอยู่กับโลก และช่วยโลก โดยตนเองมีบุญฤทธิ์ คนที่มีบุญฤทธิ์ เป็นคนมีพลังงานทางจิต ที่ลดกิเลสความเห็นแก่ตัว ที่มันทำลายความเจริญของตน พอลดอันนี้ได้ จิตจะเจริญเป็นอินทรีย์ มีแรงพลัง พระพุทธเจ้าสอนอินทรีย์ 22 และสอน อินทร ี 6 คือสร้างอินทรีย์ 6 ทวาร อินทรีย์ 3 คือ อิตถินทรีย์ ปุริสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ คือกำลังของชีวิต เราสามารถรู้จักรูปนาม ซึ่ง รูป คืออาการ ลิงค นิมิต อุเทส สิ่งนั้นเป็นกำลังของผี เทวดา ความประเสริฐอะไรก็แล้วแต่ ถ้ารู้สภาวะแล้วจะเอาบัญญัติไปใส่อย่างไรก็ไม่สับสน อินทรีย์คือเจตสิกของจิต ของมโน วิญญาณ อิตถินทรีย์ เราเรียกว่าหยาบๆว่าเพศหญิง ปุริสสินทรีย์เรียกหยาบๆว่าเพศชาย คือชีวิตของเพศหญิง ของเพศชาย ถ้าเราจะเรียกว่าลบก็ได้ คืออิตถินทรีย์ ส่วนปุริสสินทรีย์คือบวก ก็ได้ เราทำที่ชีวิตินทรีย์ ให้ชีวิตเสื่อมเป็นชีวิตเจริญ กิเลสมันทำให้เสื่อม จริงๆมันไม่เบาลงนะ ชีวิตของผีของมารมันแรงขึ้น มีอินทรีย์มากขึ้นนะ คนเป็นเพศหญิงอย่าไปเสียใจว่าเป็นเพศหญิง ผู้หญิงผู้ชาย พระพุทธเจ้าว่าเสมอภาคกัน ไม่ได้เสมอกันในความหยาบภายนอก ผู้หญิงมีกระดูกก็สู้ชายไม่ได้ รูปร่างอ้อนแอ้น มีกระดูก P elvis อย่างเดียวที่ใหญ่กว่าของผู้ชาย นอกนั้นเล็กกว่าทั้งนั้น แต่เราไม่เอาเรื่องสรีระมาข่ม เราใช้พฤติกรรม กาย วาจา ใจ เป็นตัวหลัก แม้ร่างกายไม่สวย ไม่งามไม่หล่อก็ไม่เป
อ่านต่อ
็นปัญหา ไม่ขาวอย่างเขาก็ไม่เป็นไร เพราะทุกวันนี้เขาหลงรูปภายนอกกันมากมาย แต่เราควรมาเข้าใจจุดสำคัญของมนุษยชาติ กับเรื่องที่เป็นแก่นสาร เป็นพฤติกรรม กาย วาจา ใจที่ดีนี่สิ ผู้หญิง ผู้ชาย มีความเสมอภาคที่สามารถทำให้ปุริสภาวะเกิดในร่างหญิงนี่แหละ เรามีสภาวะอันนี้ตามวิบากเรา ได้ร่างเป็นหญิง แต่ใจเราเป็นเอกบุรุษ ละลดอินทรีย์ของอิตถีเพศ นี่คือเปลี่ยนที่ชีวิตินทรีย์ ในเรื่องสมมุติโลกก็ให้สิทธิ์ไม่เท่ากันก็เข้าใจ เป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดา แต่ความเสมอภาคอยู่ที่คุณสามารถทำความเป็นเอกบุรุษให้ได้ ไม่ใช่จิตเป็นกระเทยแล้วไปผ่าตัดให้เป็นชาย อย่างนี้ไม่เข้าท่า อวิชชา ต้อง ทำจิตให้เป็นเอกบุรุษ จนถึงอุตมบุรุษ คืออรหันต์ให้ได้เลย คือพลังชีวิตินทรีย์ก็ให้ลดอิตถินทรีย์ให้เป็นปุริสสินทรีย์ให้ได้ อินทรีย์ 3 มี 1 .อนัญญาตันยสามีตินทรีย์ คือโสดาปัตติม รร คญาณ 2 .อัญญินทรีย์ คือปัญญาโลกุตระ สามารถรู้ โสดาปัตติมรรคญาณ รู้การเข้าเขต โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยต ะ สัมโพธิปรายนะ ตั้งแต่โสดาปัตติผล ถึงอรหัตตมรรค รวมเป็น ญาณ 6 ของอัญญินทรีย์ 3 . อัญญาตาวินทรีย์ คือพลังงงานของผู้รู้ทั่วถึงแล้วเป็นปัญญาของอรหันต์ ก็จะรู้ความเป็นอินทรีย์ของโสดาปัตติมรรค เริ่มตั้งแต่จับสักกายะได้ อ่านพลังงาน จับวิญญาณได้ รู้ทิศทางเนกขัมมะกับเคหสิตะ เริ่มเป็นโสดาปัตติมรรค ยังไม่ใช่อัญญินทรีย์ แต่เมื่อผ่านสังโยชน์ข้อ 3 ลดสักกายะได้ ตั้งแต่กิเลสอบาย มีวิราคานุปัสสี มีผลนิดหนึ่งก็เรียกว่ามีผลนิดหนึ่ง ก็ควรได้สัก 50 – 60 ส่วนจึงได้ผล เป็นโสดาปัตติผล ไปถึง อรหัตตมรรค ท่านก็เรียกว่า ขั้นกลางของอินทรีย์คืออัญญินทรีย์ ถ้าจะเรียกอีกภาษาว่า 1. สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน คำว่าสัตตะ แปลว่า 7 ไม่ใช่เกิด 7 ชาตินะ แต่ว่าที่จริงได้สังโยชน์ 3 แล้วก็เหลืออีก 7 ก็ต้องทำให้กิเลสตายแล้วเกิดบรรลุ เป็นอรหัตตมรรค อรหัตตผล นี่คือเริ่มต้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ไม่ใช่เรื่องตัวตนบุคคลเราเขา แต่เป็นเรื่องปรมัตถ์ 2. โกลังโกละ ไปถึง 6. คือเอกพีชี เป็นเศษเหลือของกิเลสที่เหลือ เราก็รู้กำลังของกิเลส จนเหลือ เอกพีชี เหลือเชื้อสุดท้าย เป็นปรมัตถ์ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา ขั้นสุดท้ายคืออัญญาตาวินทรีย์คือ ก็ใช้ลักษณะสุดท้ายไปใช้ใน สกิทาคามี อนาคามี จนถึงอรหันต์เลย จะเน้นคำว่า อนันตริยกรรม มี 1 .ฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ 2 .ฆ่าอรหันต์ 3 .ทำให้พระบาทของพระพุทธเจ้าห้อเลือด 4 .สังฆเภท ซึ่งขณะนี้ที่กำลังทำได้อย่างหยาบ แรงคือกำลังมีการทำสังฆเภท ใครทำอยู่ก็ก่ออนันตริยกรรม สงฆ์กำลังจะแตกแยก กำลังใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่ตนเป็นภิกษุ แต่แสดงอำนาจเป็นยักษ์มาร ไม่กล้าให้เขาตรวจสอบ เป็นอำนาจโลกีย์ พอฆราวาสเขาจะตรวจสอบหน่อยจะทำให้ดีขึ้น ก็ไม่ยอม คนมีแผล วัวสันหลังหวะ งูไส้เน่า กินผีเข้าไปทั้งตัว ไส้เน่าหมด ใช้อำนาจที่โลกเขายกให้เป็นเอกสิทธิ์ อย่างนี้คนดีเขาก็ไม่อยากยุ่ง ที่พูดนี่ไม่ได้เอาแพ้ชนะนะ แต่ว่าความถูกต้องน่าจะเป็นฝ่ายชนะ คนที่คุกคามเขา เช่น ถ้าไม่ถอยจะชุมนุมประท้วง แล้วบอกว่าที่กฎหมายออกนี่ไม่ให้ชุมนุมทางการเมือง เรื่องศาสนาก็ให้ชุมนุมได้ เป็นพระเป็นเจ้าขู่อย่างนี้ด้วย สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ก็ไปคุกคามด้วยคนมากไปข่มคนน้อย เอากฎหมู่ไปล้างกฎหมาย นี่คือลักษณะของสิ่งที่แสดงออกเป็น กายวิญญัติ วิจีวิญญัติ อาตมาว่าเขารู้นะ แต่เขากลัวเสียอำนาจ ไม่กล้าให้ตรวจสอบ เป็นอสุรกาย จึงออกมาปกปิด ภาวะสังคมไทย ที่กำลังเป็นอยู่ เกิดอยู่ ปัจจุบันขณะนี้ เป็นสัจจะของสัทธรรม ที่เป็นธรรมดาจะต้องเป็นเช่นนั้นเอง(ตถตา) เป็นปกติตามจริง นั่นคือ คนผิด ย่อมเปิดเผยความผิดของตนไม่ได้ ไม่กล้าเปิดเผยความผิดของตน ทั้งอาย ทั้งกลัว ทั้งโกงต่อ ทั้งใช้เล่ห์ต่ออย่างยิ่ง ส่วน คนถูก ย่อมเปิดเผย ความถูกของตนได้กล้าเปิดเผยความถูกต้องของตน ไม่เก้อ ไม่ยาก ไม่อาย ไม่กลัว ไม่โกง ไม่ต้องบิดพริ้วแต่อย่างใด ยิ่งมีพฤติกรรมสังคมที่กระทบต่อส่วนรวม มีปรากฏการณ์แห่งวิกฤติในสังคม เกิดความผิดแล้วมีอาการปกปิด บิดพริ้ว หมักหมม เน่าใน เกิดขึ้นหนักมากในสังคมเท่าใดๆ สังคมจึงยิ่งต้องมีพฤติกรรมสังคมให้กระทบต่อส่วนรวม ให้มีปรากฏการณ์แห่งวิเศษการในสังคมที่เกิดความถูก ให้มีอาการเปิดเผย เพื่อแก้ ปรัปปวาทะให้ชัดเจน เรียบร้อย เท่านั้นๆ ต้องมีการสร้างอาการของกายวิญญัติ วจีวิญญัติ จะเคลื่อนไหวด้วยศิลป์และศาสตร์อย่างไรก็เอา ไม่เช่นนั้นก็ถูกผีมารครอบงำบ้านเมืองแน่ๆ ปรับปวาทะคือ คำสอน คำพูดนี่แหละเป็นหลัก ใช้มุขสตี ใช้วาทะเป็นหลัก คำว่าประ แปลว่าอื่น ปรับปวาทะคือคำพูดที่ออกมามันคลาดเคลื่อนจากสัทธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เขาออกมาข่มขู่คือมันออกนอกอนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้า มันทำผิดเพี้ยนคำสอนพระพุทธเจ้า จึงเป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่ตอนนี้ไม่เอาตาดูหูแลเป็นพวกผีมารไปแล้ว เมืองไทยต้องปฏิรูปทั้งการเมืองและศาสนา เพราะศาสนา เป็นตัวหลัก อาตมาดูว่าเมืองไทยกำลังมีคุณธรรทางธรรมะ ศาสนากำลังดี โดยเฉพาะด้านการเมืองโลกๆเขา อย่าบอกว่าฆราวาสไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับธรรมะ ไม่ใช่ ทั้งนักบวชและฆราวาสก็ต้องเกี่ยวข้องกับธรรมะ เดรัจฉานเรียนธรรมะไม่เป็น อย่าให้ผีมารหลอกเอา อย่าเชื่อคารม ต้องปรับปวาทะ ต้องแก้คำผิดของผีของมาร ต้องแก้ ฝากนายกฯ ท่านปราศรัยเก่ง ต้องใช้วาทะอย่างนั้น ยุคนี้เป็นยุคแห่งวาทกรรม ต้องใช้ศิลป์และศาสตร์ในการพูด ท่านอยู่ในภาวะที่ควรพูด มาต่อกันที่ พระไตรปิฎก เล่มที่ 10 [ 63 ] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมี ประมาณเท่าไร ก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็น อัตตาของเรา ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา อานนท์ บรรดาความเห็น 3 อย่างนั้น ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนา มี 3 อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา 3 ประการนี้ ท่านเล็งเห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใดอัตตาเสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น อานนท์ ในสมัยใดอัตตาเสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ในสมัยใดอัตตาเสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา คงเสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ดูกรอานนท์ เวทนาแม้ที่เป็นสุขก็ดี แม้ที่เป็นทุกข์ก็ดี แม้ที่เป็นอทุกขม สุขก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้นความเสื่อม ความ คลายและความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเขาเสวยสุขเวทนาย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อสุขเวทนาอันนั้นดับไป จึงมีความเห็นว่าอัตตาของเรา ดับไปแล้ว เมื่อเสวยทุกขเวทนาย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อ ทุกขเวทนาอันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่าอัตตาของเราดับไปแล้ว เมื่อเสวย อทุกขมสุขเวทนาย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่ออทุกขมสุขเวทนา อันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่าอัตตาของเราดับไปแล้ว ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรานั้น เมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นเวทนาอันไม่เที่ยง เกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็น อัตตาในปัจจุบันเท่านั้น เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา เขาจะพึง ถูกซักอย่างนี้ว่า ในรูปขันธ์ล้วนๆ ก็ยังมิได้มีความเสวยอารมณ์อยู่ทั้งหมด ใน รูปขันธ์นั้น ยังจะเกิดอหังการว่าเป็นเราได้หรือ ฯ ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา แม้ด้วยคำดังกล่าว แล้วนี้ ส่วนผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย อัตตาของเราไม่ ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า อาวุโส ก็เพราะเวทนาจะต้อง ดับไปทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหลือเศษ เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ เวทนาดับไป ยังจะเกิดอหังการว่า เป็นเราได้หรือ ในเมื่อขันธ์นั้นๆ ดับไปแล้ว ฯ ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาเลยก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา แม้ด้วยคำ ดังกล่าวแล้วนี้ ฯ [ 64 ] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่เล็งเห็นอัตตาว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่ สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อานนท์ ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ กะภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การกล่าวของบุคคลนั้นไม่สมควร ฯ ข้อนั้น เพราะเหตุไร
พ่อครูว่า … ตอนนี้ท่านเน้นความเป็นสัตว์ ผู้บรรลุแล้วก็ไม่ควรกล่าวว่าท่านเป็นสัตว์หรือไม่เป็นสัตว์ ท่านตายไปแล้ว หรือเป็นๆก็หมายเอาสัตว์ว่าคือจิตวิญญาณ เพราะจริงๆแล้วสัตว์ตายไปจริงๆ แล้วท่านก็เป็นพรหมสัตว์ ก็จะกล่าวว่าท่านมีสัตว์อยู่หรือไม่มีสัตว์ก็ไม่ได้ คนที่มีใจขับอาตมาออกจากศาสนาพุทธ คนนั้นก็ทำอนันตริยกรรมนะ ไม่ได้ขู่ แต่ว่าเป็นเรื่องสัจธรรม ความจริงที่ต้องเปิดเผย
ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ การแต่งตั้ง ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้นเพราะรู้ยิ่ง วัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มี ทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น นั้นไม่สมควร ฯ [ 65 ] ดูกรอานนท์ วิญญาณฐิติ 7 อายตนะ 2 เหล่านี้ วิญญาณฐิติ 7 เป็นไฉน คือ 1. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 1 2. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพผู้นับเนื่องในชั้นพรหม ผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย 4 นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 2 3. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 3 4. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 4 ( วิธีจำ วิญญาณฐีติ 7 สี่ข้อแรก คือ ต่างต่าง ต่างเดียว เดียวต่าง เดียวเดียว ) 5. สัตว์ที่เข้าถึงชั้น อากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุด มิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา (พ่อครูว่า … ประโยคนี้แปลไม่ถูก คำว่า นานัตตนัญญา ไม่ใช่ว่าไม่ให้ใส่ใจไม่แคร์เลย ก็ไม่ได้ศึกษาจะไปล้างอัตตาได้อย่างไร) โดยประการทั้งปวงนี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 5 6. สัตว์ที่เข้าถึงชั้น วิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุด มิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 6 7. สัตว์ที่เข้าถึงชั้น อากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 7 (ส่วนอายตนะอีก 2 คือ อสัญญีสัตตายตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ) พ่อครูว่า … คำว่าอสัญญี คือการดับสัญญา ที่มีสองอย่าง เป็นธรรมะสอง ในสัญญา 1 .เกิดอุปาทาน 2 .ดับอุปาทาน (สัญญูปาทานักขันโธ) ก็ดับอุปาทานในสัญญา ดับสัญญาที่เป็นอุปาทาน เป็นสัญญาวิปลาสก็ดับให้หมด แม้สัญญาคุณสะอาดแล้ว เป็นเจตสิกของจิต คุณก็อย่าไปยึดว่าสัญญาเป็นเรา แต่คุณยังไม่ตายก็ต้องเวียนวนเป็นโพธิสัตว์ต่อไป ก็ยังมีอยู่เป็นธรรมดา นี่แหละคือ ธรรมะสอง รวมตรงที่เวทนา และก็รวมที่สัญญาด้วย
ดูกรอานนท์ บรรดาวิญญาณฐิติทั้ง 7 ประการนั้น วิญญาณฐิติข้อที่ 1 มี ว่า สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก ผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่งวิญญาณฐิติข้อนั้นและรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ วิญญาณฐิติที่ 7 มีว่า สัตว์ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการ ว่า ไม่มีอะไรเพราะล่วงชั้นวิญญาณณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่งวิญญาณฐิติ ข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติข้อนั้น เขายังจะควร เพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ส่วนบรรดาอายตนะทั้ง 2 นั้นเล่า ข้อที่ 1 คือ อสัญญีสัตตายตนะ ผู้ที่รู้ชัดอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษ แห่งอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินอสัญญีสัตตายตนะนั้น อีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ส่วนข้อที่ 2 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้ที่รู้ชัดเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ เพราะภิกษุมาทราบชัดความเกิดและความดับทั้งคุณและโทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ 7 และอายตนะ 2 เหล่านี้ ตามเป็นจริงแล้ว ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นได้ เพราะไม่ยึดมั่น อานนท์ ภิกษุนี้เราเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ ฯ
พ่อครูว่ า… ผู้มีเจโตวิมุติ แล้วมีปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริง รู้จักรู้แจ้งรู้จริง อุภโตภาควิมุติ จึงไม่ใช่อุภโตภาคนิโรธ(ซึ่งคือการดับหมดเลยเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน)
[ 66 ] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ 8 ประการเหล่านี้ 8 ประการเป็นไฉน คือ 1. ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 1 (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ( พ่อครูแปลว่ า ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย) 2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน ย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 2 (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป) 3. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 3 (พ่อครูแปลว่ า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) 4. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ ข้อที่ 4 5. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ที่ 5 6. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 6 7. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 7 8. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 8 ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล วิโมกข์ 8 ประการ ภิกษุเข้าวิโมกข์ 8 ประการ เหล่านี้ เป็นอนุโลมบ้าง เป็นปฏิโลมบ้าง เข้าทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง เข้าบ้าง ออกบ้าง ตามคราวที่ต้องการ ตามสิ่งที่ปรารถนา และตามกำหนดที่ต้องประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน อานนท์ ภิกษุนี้ เราเรียกว่า อุภโตภาควิมุตติ อุภโตภาควิมุตติอื่นจากอุภโตภาควิมุตตินี้ที่จะยิ่งหรือประณีตไปกว่าไม่มี พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดี ชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ฯ จบมหานิทานสูตร ที่ 2 พ่อครูว่า… ปัญญาวิมุติ ถ้าจิตท่านไม่ดับ ท่านก็ล่วงพ้น แต่อุภโตภาควิมุติท่านหลุดพ้นทั้งสองอย่าง …