580305_ทวช.งานพุทธาภิเษก ไพศาลี มหานิทานสูตร ตอน ๓.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580305_รายการเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ที่ไพศาลี เรื่องมหานิทานสูตร ตอน 3 โดยพ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า....วันนี้วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558 และก็เป็นวันที่ 5 ของง า น พุทธาภิเษกฯด้วย เห็นผีเห็นเทวดากันบ้างไหม? จริงๆแล้วผู้ใดที่เห็นผีจริงๆเลย แน่นอนว่า ใครก็ไม่อยากให้ผีอยู่ในตัวเรา หากเราได้ฝึกฝนมาก็อยากจะปราบ เหมือนเราเห็นขี้กลาก ขี้โคลนเปรอะตัวเราก็ต้องเอาออก นอกจากมันทำอย่างไรก็ไม่ออกก็แล้วไป แต่ธรรมดาก็ต้องรีบเอาออก แล้วจะรู้จักเทวดาที่แท้จริง เป็นอุบัติเทพ ผู้ใดมีญาณมีตาทิพย์เห็นผีในตัวเราจริงๆและมีวิธีกำจัดผีก็ต้องรีบกำจัด มีสิทธิ์เป็นเทวดาจริงได้ แต่ผู้ไม่รู้เข้าใจว่า ผีเป็นเทวดาด้วย อวิชชา ไม่รู้ว่าผีคือสิ่งที่ต้องรีบจัดการ หลงว่าเป็นมิตรน่าคบ น่าบูชา น่านับถือก็เสร็จเลย คนเราอวิชชาคือคนชนิดนี้มีทั่วไป เขาไม่รู้ว่าคบกับผี ยิ่งหลอกกันหนัก ยิ่งหลงกันหนัก กิเลสก็ยิ่งอ้วน น่าสงสาร ถูกครอบงำด้วยวิมาน ยิ่งเป็นอาหารที่ผีชอบ แล้วหลง ตนเป็นผีเป็นกิเลสด้วยก็เลยต่างคนต่างป้อนอาหารหลอกกันไปกันมา ต่างคนก็เลย มี กิเลสใหญ่ตามๆกันไป เป็นวิกฤติจริงๆ เมื่อไม่รู้ไม่ศึกษาจึงเกิด เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 10 ข้อ 60 ท่านให้อ่านวิญญาณ นามรูป อ่านรูป 28 ว่ามีเหตุปัจจัยอย่างนี้ รูปที่เราจะเกี่ยวข้อง มีปสาทรูป มีโคจรรูป สัมผัสแล้วก็ทำงานกัน เกิดภาวรูป เราก็ศึกษาภาวรูปนั้น ทำให้เปลี่ยนจากอิตถีภาวะมาเป็นปุริสภาวะ ใครอยากได้เป็นผู้ชายก็ต้องทำตรงนี้ ใครมีเรือนร่างเป็นหญิงก็ต้องทำตรงนี้จะเป็นเอกบุรุษได้ ในตัวร่างผู้หญิงนี่แหละ ไม่ต้องไปฝึกเป็นกระเทยอะไร นี่คือสัจจะที่ผู้เรียนรู้จริง ได้สัมผัสปฏิบัติมีผลจริง เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยก็ดี อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ก็อยู่ในพระไ
อ่านต่อ
ตรปิฎก เ ล่มที่ 10 ข้อ 60 โดยเฉพาะธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนาโดยส่วนสอง ธรรมทั้งสองเหล่านี้เป็นสภาวะของปสาทรูป โคจรรรูป หรือนามกับนามอย่างผัสสะกับเวทนาก็ตาม ถ้าเป็นเวทนาด้วยกันก็เป็นสอง ถ้าเริ่มต้นมีเวทนากับผัสสะเป็นธรรมทั้งสองอย่างนี้ รวมเป็นอันเดียวกัน โดยส่วนสอง [ 60 ] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหา สัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับผัสสะเสียได้ เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครู ว่า… มูลสูตร 10 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58 ) พ่อครูว่า… ในลักขณรูป 4 มีอุปจยะ ก็ต้องมีสันตติ คือตัวต่อ พระโพธิสัตว์หรืออรหันต์จะรู้สภาวจิตที่จะต่อหรือไม่ต่อ คือสันตติหรือไม่ จะทำอนุปาทิเสสนิพพาน ดับด้วย อปณิหิตนิพพพาน เป็นสุญญตนิพพานก็สูญเลย แต่หากจะต่อไปก็ไม่ทำสุญญตนิพพาน จิตท่านจะรู้ว่าจะต่ออย่างไร แม้ว่าจะต่อก็จะต้องมี ชรตา ก็เป็นสามัญที่ใครก็เดาได้ มีชรา มีมรณะ คือลักษณะอนิจจตา ท่านรู้และทำใจเป็น ทำได้อย่างเรียบร้อยไม่ให้กิเลสเกิด หรือจะทำเพื่อการดำเนินไปเพื่อประโยชน์ต่อโลก ไม่เป็นภัยต่อโลก ไม่มีเหตุที่ทำให้เกิดภัยอีก แต่สมมุติสัจจะท่านผิดได้ แต่ปรมัตถสัจจะอรหันต์ทุกองค์ไม่ได้ทำด้วยกิเลส ชื่อว่าอรหันต์กิเลสดับอย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ถ้าทำได้ก็ถึงอรหันต์ แต่ถ้าได้ อรหัตตมรรค สอบได้สัก 70 % ท่านก็ทำอรหัตตมรรค ไปเรื่อยๆ ถึง 80 % ก็ถือว่าสอบได้แล้ว คุณสมบัติจิตท่านสามารถอยู่ได้โดยไม่เบียดเบียนใครแล้ว อนาคามีก็ไม่เป็นภัยกับใคร เหลือแต่ทุกข์ส่วนตนเอง ที่เป็นกิลมถะ เท่านั้น อนาคามี พอเป็นอรหันต์ก็สลายบางเบา ยิ่งเป็นอรหัตตมรรค ครึ่งหนึ่งขึ้นไปก็เป็น อวิหาสุทธาวาสภูมิ อตัปปาสุทธาวาสภูมิ สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ อรูปพรหม ยิ่งสบาย เป็นคุณธรรม 5 อย่างในสุทธาวาส ...คุณธรรมอย่างนั้นก็เกิดในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าว่าท่านไม่เคยเกิดในสุทธาวาส คือไปจมอยู่ในนั้น ไปเกิดในภพนี้ ก็จะมีอาการของ อวิหาสุทธาวาสภูมิ อตัปปาสุทธาวาสภูมิ สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ เป็นภพภูมิของอาริยะ องค์ประชุมที่เน้นหาข้างในคือ นามกาย ส่วนองค์ประชุมที่เน้นหาข้างนอกคือ รูปกาย แต่ไม่ขาดจากกันทั้งนอกและใน พระไตรปิฎก เล่มที่ 10 ข้อ 60(ต่อ) เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะ นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบจะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า … อย่างคำว่ารูปกาย เน้นภายนอกก็ยังไม่รู้แล้วจะไปรู้นามกายได้อย่างไรที่ละเอียดกว่าอีก สังเกตสิคนที่มีปัญญา พอสัมผัสแล้วรู้ว่าแรงก็จะระวังสังวร แต่คนไม่รู้ก็จะเสพรู้ว่าแรงก็เสพเลย แต่ว่า ถ้ารู้แต่กิเลสแรงก็จะบอกว่า เอาหน่อยน่า....เป็นต้น ดูกรอานนท์ การบัญญัติ นาม (พ่อครู ว่า… สังเกตว่าท่านที่แปลนั้น ตัดคำว่า กายออกไป ทั้งที่ ในบาลีเขียนว่า นามกาย แสดงให้เป็นชัดว่า ท่านที่แปลไม่รู้จักคำว่า กาย นี่เรียกว่า เบี้ยวบาลี ขออภัยที่อาตมาวิจารพระไตรปิฎก) ก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อ ก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบ(ปฏิฆสัมผัสโส) ก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูป นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลงในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป นามรูปจักบังเกิด เพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป ก็คือวิญญาณ นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ นามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏต่อไปได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ ก็คือนามรูปนั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติหรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสารย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความเป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ [ 61 ] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ประมาณเท่าไร ก็เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่าอัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ พ่อครูว่า … กามาวจรต้องมีสภาพเป็นปัจจุบัน suddenly แต่คุณเองไปบัญญัติยึดให้มันเที่ยงแท้เองทั้งที่มันก็ไม่เที่ยงแท้ คุณจำมันไว้ในอนุสัยเอง หรือยึดมั่นถือมั่นไว้เอง ความจำกับการยึดมั่นถือมั่นก็ต่างกัน ยึดไว้อย่างอาศัยก็คือสมาทาน อย่างสมณะ แต่ยึดไว้อย่างเป็นอัตตาก็คืออุปาทาน เป็นผู้ไม่รู้ มีอวิชชา ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจรนั้น(พวกนี้เป็นสัสสตทิฏฐิ) ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้มีบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมี ความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจรนั้นย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ส่วนผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูป ทั้งหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน ผู้มีอรูป เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตาย่อมบัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ [ 62 ] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา(พวกนี้เป็นอุทเฉทิฏฐิ) ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุ มีประมาณเท่าไร อานนท์ ก็เมื่อบุคคลไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่บัญญัติว่าอัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อไม่บัญญัติอัตตามีรูปอันหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่าอัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ หรือเมื่อไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่บัญญัติว่าอัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาจร เมื่อไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่าอัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ อานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย อานนท์ ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร กล่าวไว้ด้วย พ่อครูว่า … ทั้งสองแบบเป็นอุจเฉทิฏฐิและสัสตทิฏฐิ คือบัญญัติเป็นสัสตทิฏฐิ และไม่บัญญัติเป็นอุจเฉทิฏฐิ มันสุดโต่ง แต่ผู้ที่หมดกิเลสแล้วจะมีหรือไม่มีก็ได้ มีก็เป็นเพียงอาศัยใช้ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น อย่างอาตมาแต่ก่อนไม่ยอมขึ้นเครื่องบิน เพราะว่ามันแพง แต่สุดท้าย คุณแจ๋ว พี่ของดาบบุญ ที่เป็นแอร์โฮสเตท ก็ว่ามันจะได้รักษาสุขภาพ สุดท้ายก็จำนนเพราะว่ามันไปไม่ทันก็ต้องขึ้น และอีกอย่างรถนี่ อาตมาก็ต้องจำนนจนต้องมี เพราะว่า เขาเอามาให้ รถคันเก่าโฟล์ค ทัวร์ทีป เขาก็เอามาให้โดยไม่บอก ใช้มา 9 ปี เขาก็จะให้คันใหม่อาตมาก็ว่ายังไม่ต้อง แต่สุดท้ายเขาก็เอามาแบบที่ว่าอาตมาไม่ได้รู้เลยว่าจะมาให้ แล้วก็มาเปลี่ยนคันเก่าไปเลย อาตมาเลยจนใจต้องรับ ก็เลยตั้งชื่อรถคันใหม่ชื่อว่า “จนใจ” ก่อนหน้านี้มีรถเบนซ์bเขาซื้อมาให้แต่ก็เสียบ่อย ต้องเข็น จนต้องเปลี่ยน เขาก็ให้รถโฟล์ค ตั้งชื่อรถว่า ทัวร์ทีป ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นรถจนใจนี่แหละ บอกต่อหน้าขวัญดินเลย ก็จนใจต้องรับนี่ ส่วนผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพ อันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า(พาอครูว่า … เจ้าตัวนี่แหละที่มีความเป็นตัวเองตัดสิน พิพากษาเอง) อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ พ่อครูว่า … อัตตาหาที่สุดมิได้ นี่มันมีอยู่นะ แต่คุณเองไม่เห็น ก็ถ้าคุณไม่บัญญัติ มันก็ไม่มี อันสุดท้ายนี้เป็นคนบริบูรณ์แล้ว ผู้ที่มีแต่ทำเป็นลืมเหมือนไม่มีทุกอย่างเลย กับแบบสุดโต่งเป็นกามอันหาที่สุดมิได้ คือ สองแบบ อีกอันหนึ่งมีนิดหนึ่ง กับอีกอันไม่มีนิดหนึ่ง ก็ทั้งสองแบบก็สุดโต่ง แต่ที่สุดแล้ว ผู้บรรลุของพุทธจะมีได้แต่มีด้วยโลกุตรจิต คือผู้บรรลุ ผู้ที่มีแต่ว่าทำตนเหมือนไม่มี ด้วยบัญญัติภาษาก็พูดได้ แต่จริงๆแล้วมี แล้วความมีนี้คุณต้องรับ แล้วต้องรู้ว่าอยู่กับมันได้โดยไม่ทุกข์ ไม่มีพิษภัยต่อตนและผู้อื่น อยู่กับมันได้ไปอีกนานเท่านานก็ไม่เป็นภัย แล้วก็ไม่ใช่ไปเป็นภัยต่อคนอื่น อย่างน้อยผู้ไม่เห็นแก่ตนแล้ว ต้องรักษาประโยชน์ผู้อื่น แม้จะเป็นภัยแก่ตัว อย่างอนาคามีมีภัยต่อตน แต่หมดภัยต่อคนอื่น นี่คือคนหมดความเห็นแก่ตัวขั้นจริง จนกว่าจะหมดภัยแก่ตนด้วย ต้องไม่มีภัยต่อท่านก่อน จึงไม่มีภัยต่อตน คนที่อะไรมันจะเป็นภัยต่อตน ก็เอาออกก่อนแล้วค่อยไปเอาภัยของคนอื่นออก คือทำให้ตนเองสำเร็จก่อนแล้วค่อยทำให้คนอื่น มันก็สลับไปสลับมา สรุปแล้วก็คือ ภัยที่ว่า ไม่เห็นแก่ตัวคือทำของคนอื่นให้พ้นก่อน แม้จะเหลือภัยต่อตนเอง เหลือภัยของตนเองเศษเล็ก นี่คือคนไม่เห็นแก่ตัว แม้ตนเองต้องรับทุกข์หนักลำบาก เขายอดเสียสละเลย ลึกซึ้งและเป็นจริงสำหรับผู้จริง [ 63 ] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร ก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเรา แล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตา ของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา อานนท์ บรรดาความเห็น 3 อย่างนั้น ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนา มี 3 อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา 3 ประการนี้ ท่านเล็งเห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใด อัตตาเสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น อานนท์ ใน …
พ่อครูว่า … รูป นาม ขันธ์ 5 นั้น ผู้ที่ยังไม่ปรินิพพานก็ยังมีอยู่ แม้ท่านจะหมดกิเลสแล้ว แต่ท่านก็มีรูป นาม ขันธ์ 5 อยู่ เรื่อง ความมีกับความไม่มี นั้น รู้ได้ยาก เพราะคนจะต้องมีในขณะที่คุณไม่มี และแม้คุณมี คุณจะต้องไม่มีให้ได้ คุณต้องศึกษาความมีกับความไม่มีให้ได้ แล้วถ้าบรรลุจบ คุณจะมีความไม่มี ในขณะที่คุณยังมีอยู่ เพราะคุณต้องมีรูป นาม ขันธ์ 5 ใช้อาศัยอยู่นั่นเอง จบ