370116 สร้างครูให้โลก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
370116 สร้างครูให้โลก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
สร้างครูให้โลก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ วันครูที่ 16 มกราคม 2537 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ก็เริ่มต้นพูด เริ่มต้นพูดถึง "ครู" ครูนี่ก็เขาก็ว่ามันมาจากภาษาบาลีว่า "คุรุ" ซึ่งแปลว่า "หนัก" เมื่อวานนี้เสฐียรพงษ์ เขาก็เขียนในคอลัมน์ของเขา ว่า "ครู" นี่แปลว่า "หนัก" ว่าอย่างนั้น เขาบอกว่าเขาอธิบายกัน เขาว่าอย่างนั้น เป็นเชิงๆ ประชดนะ มาจากภาษาบาลีก็แปลว่า "หนัก" อธิบายกันไปว่าเป็นผู้ที่มีงานหนัก ภาระหนัก ทำงานหนัก แล้วก็อธิบายกันไปว่า เป็นผู้ที่มีอะไรหนักๆ หลายอย่าง เขาก็ยังแซวต่อไปอีกว่า ดีไม่อธิบายว่า ผู้มีน้ำหนักมาก ก็คือครู คนมีน้ำหนักมาก ก็คือครู เพราะแปลว่าหนัก เขาว่าอย่างนั้นนะ เขาก็แซวไปตามภาษาเขานะ แล้วเขาก็เอาคำอะไรต่ออะไรมาอธิบายไปตามภาษา พอ "วันครู" เขาก็เขียนหากินไปทุกๆปีนั่นแหละ โดยเอาความคำในพระไตรปิฎก ครูมีความหมายว่าอะไร มีลักษณะ 5 อย่าง 6 อย่าง อะไรก็ว่ากันไป ซึ่งรวมแล้วก็ คนเรา อาตมาสรุปได้เลยว่า เกิดมาควรเป็นครูทุกคน ตั้งแต่เด็กจนแก่ตาย เพราะฉะนั้นมีชีวิต อยู่ก็จงมีชีวิตให้เป็นครู อาตมาจะไม่แปลครูว่าหนัก ว่าอะไรดอก ครูก็คือตัวอย่าง ครู ก็คือ ผู้ที่ให้คนอื่นได้รู้ตาม เป็นตาม เป็นผู้ที่จะเป็นแบบ เป็นคนดี เป็นคนประเสริฐ เป็นคนที่มีความรู้ มีความสามารถ มีสิ่งที่จะให้แก่คนต่อๆไป ให้เป็นคนมีความประเสริฐ มีคุณค่า ให้ความเป็นคนมีคุณค่าให้แก่คน คือครู นี่ โดยความหมายที่อาตมาจะแปล ถ้าจะแปลครูว่าหนัก จะแปลว่าเบา จะแปลว่าอะไรก็ตามใจเขาเถิด จะมาจากรากศัพท์โน้นนี้อะไรก็ตามแต่ แต่สำหรับอาตมาแล้วเห็นว่า ครูก็แปลกันว่าอย่างนี้ ครูคือตัวอย่าง คือคนดี คนประเสริฐ ที่เป็นตัวอย่างตั้งแต่ตัวเองเป็นแล้ว แล้วตัวเองก็สามารถจะน
อ่านต่อ
ำพาผู้อื่น สอนผู้อื่น อบรมผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นให้มาเป็นคนดี คนประเสริฐนั้นๆได้ด้วยตาม จะเกิดมาเป็นคนเมื่อไร ก็ควรจะได้เป็นครูเมื่อนั้น อาตมาเอง อาตมาเคยระลึกได้มาตั้งแต่เด็ก อาตมาไม่ชอบวิชาครูเลย ไม่ชอบอาชีพครู ไม่ชอบวิชาครู ไม่ชอบอาชีพครู มีความรู้สึกอย่างนั้นในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมาดอก ไม่ได้พูด แต่ว่าเป็นความรู้สึกลึกๆ ในตัวว่า เอ๊อ เป็นครูนี่ไม่ชอบ รู้สึกมันจะอย่างไรไม่รู้ซิ มันรู้สึกไม่ชอบน่ะ ไม่เป็นหรอก เราไม่เป็นดอกครูน่ะ มันตลกน่ะ มันแปลกๆ แปลกๆ เด็กๆมีความรู้สึกอย่างนั้น แต่เอาไปเอามาแล้ว เราก็มาทำหน้าที่ มาเป็นไปตามธรรมไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นผู้นำเขาไปเรื่อยๆ นำพาเขา ไอ้โน่นไอ้นี่ คิดไอ้โน่น ทำไอ้นี่ คิดไอ้โน่น ทำไอ้นี่ นำพาเป็นหัวโจกมา เรื่อยๆ อย่างที่ประวัติเป็นหัวหน้าโน่น หัวหน้านี่ ทำมา นำพาเขามา จนกระทั่ง ยังไม่ได้ทันเรียนจบเลย ก็ไปเที่ยวได้สอนเด็กก่อนแล้ว โรงเรียนนั้น โรงเรียนนี้ก็ให้ไปช่วยสอน ไม่สอนอะไรก็แค่สอนร้องเพลง เอาไปประกวด ให้ไปสอนนั่นสอนนี่ จบออกมา ทำงานทางธุรกิจบันเทิง คนก็มาขอให้ไปสอน สอนโรงเรียนนะ โดยเขามองว่า อาตมารู้สึกน่ะ ตอนนั้นน่ะเป็น ทำงานโทรทัศน์ และเป็นดาราโทรทัศน์แล้ว เขาก็เห็นว่า นี่เป็นคนที่มีชื่อเสียง ถ้าเอาไปเป็นครูที่โรงเรียน เด็กๆ มันก็คงจะชมชอบ เพราะว่าอาตมาทำรายการที่เกี่ยวกับเด็ก เกี่ยวกับนักเรียน เกี่ยวกับรายการการศึกษา อะไรพวกนี้ ก็เลยเป็นที่กว้างขวาง อยู่ในเรื่องเหล่านี้ เป็นที่กว้างขวางอยู่ในระดับนักศึกษา นักเรียน อยู่ในวงการศึกษา เป็นผู้ที่รู้กัน เรียกว่าลักษณะของคนดัง ออกทีวี ออกโทรทัศน์ โทรทัศน์มันก็มีไม่กี่ช่อง แล้วอาตมาก็มาจัดรายการพวกนี้แทบทั้งนั้น คนอื่นๆ ไม่ค่อยจะได้ทำ อาตมาทำเหมาเข่งอยู่ มันก็ไม่ได้ชอบจะจัด แต่ว่ามันต้องทำ มันไม่มีใครเขาทำ และเราก็เห็นว่า เออ มันต้องทำ ก็เลยต้องทำไป จนกระทั่งมันก็เป็นที่กว้างขวาง เป็นที่รู้จักกว้างขวางไป มันก็เหมือนโฆษณายัดเยียดนะนา ออกอากาศมากๆ คนมันก็ต้องเห็น ต้องรู้ว่าเราเหมือนกับเก่ง ใครก็เข้าใจว่าอาตมานี่มีความรู้ เหมือนจบปริญญามาหลายใบ สอนรายการศึกษาอย่างนั้น อย่างนี้ โอ้โฮ วิทยาศาสตร์ สอนภาษาอังกฤษ สอนอะไร รายการสารัตถะ เป็นวิชาการอะไรนี่ แหม อย่างกับเราเป็น นักวิชาการปัญญาชนระดับ ที่เแท้ปริญญาสักใบก็ไม่มี ทีนี้ โรงเรียนต่างๆ เขาก็ชอบ เขาก็ชอบ ชวนไปเป็นครูของเขาเถิด สอนให้ชั่วโมงพิเศษ ชั่วโมงหนึ่งได้ 30 บาท ธรรมดานี่ ครูปริญญานี่สอนได้ชั่วโมง 20 บาทน่ะ สมัยนั้นน่ะครูไปสอนพิเศษนี่ ได้ชั่วโมงหนึ่ง 20 บาท ถ้าสอน อาตมาได้ 30 บาท เขาให้ 30 บาท ตลก เราก็เอาซี เงินน่ะ ก็ตอนนั้น หาเงินอยู่อย่างกับอะไรดี ให้ไปสอนก็เอาซิ จะไปสอนก็วิ่งไปสอนโรงเรียนนี้ โรงเรียนนี้ก็อยากได้ ก็เลยต้องวิ่งรอกนะ โอ้โฮ! รถก็ไม่มีแรกๆ ขี่มอเตอร์ไซด์ โอ ขับจนมือนี่ เกรียมเลยน่ะ ขับมอเตอร์ไซด์นี่มือเกรียม หาเวลากินข้าวแทบไม่ได้ ข้าวกลางวันนี่ ไม่มีเวลาจะกินข้าว ทำงานทางโทรทัศน์ ก็ไม่ใช่เบา งานนี่ก็วิ่งรอกสอน โอ๊ มือนี่พวกนี้ผิวนี่เกรียมเลยนะ เดี๋ยวนี้ยังดีกว่าก่อนๆ ตอนนั้นขับมอเตอร์ไซค์ผิวเกรียม จากมอเตอร์ไซค์ มาซื้อรถยนต์วิ่งรอกสอน แต่ก่อนรถมันไม่ติดเหมือนสมัยนี้ รถยนต์สบาย วิ่งโรงเรียนหนึ่งอยู่ถนนตก โรงเรียนหนึ่งอยู่อนุสาวรีย์สมรภูมิ โรงเรียนหนึ่งอยู่สุขุมวิท อย่างนี้เป็นต้น โอ๊ วิ่งรอกสอนสบาย สอนได้ แต่มันก็ไม่ได้ไปชนกันทุกวันดอกนะ บางวันก็แล้วแต่ทำ จัดตารางสอน บางทีอาทิตย์หนึ่ง 9 ชั่วโมง สอนพิเศษ อาทิตย์ 9 ชั่วโมง ไม่น้อยนะ สอนพิเศษนี่ อาทิตย์หนึ่ง 9 ชั่วโมง ได้ไปกี่บาทนี่ หา ชั่วโมงละ 30 หา 270 บาท เดือนหนึ่งเท่าไร 270 บาท เดือนหนึ่ง นี่นับว่า เดือนหนึ่ง พันกว่าบาท เงินเดือนชั้นตรี 700 บาท หา 752 อึ๊ย อะไร 270 เดือนหนึ่ง 4 ครั้ง 4 อาทิตย์ หา พันกว่าเอง พันกว่ามันก็เกินเงินเดือนของข้าราชการชั้นตรีเขาแล้ว หา! อาตมานี่เงินเดือนก็ออกจากโทรทัศน์นี่ อาตมาเงินเดือน 2,000 บาท เองนะ เงินเดือนจริง อาตมา 2,000 กว่าเองน่ะ อาตมา Start ครั้งแรกนี่ 750 บาท เงินเดือนอัตราข้าราชการขึ้นมาๆ 2,000 กว่านี่ ชั้นโทเต็มขั้นแล้วน่ะ จะกินชั้นเอกแล้ว สมัยก่อนเขาไม่มีซี เขามีชั้นโท ชั้นเอก เงิน 2 พันกว่าเอง เงินเดือนอัตราจริงๆ นะ อาตมาออกมาจากทีวีสุดท้ายล่าสุดนี่ เงินเดือนที่เป็นหลักฐาน หลักการ นอกนั้นก็เงินพิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ เดือนหนึ่งก็หาได้ตั้งหมื่นสองหมื่น อัตราเงินก็นายกรัฐมนตรีอย่างนี้ เดือนหนึ่ง ก็หาได้ตั้งหมื่นสองหมื่น อัตราเงินก็นายกรัฐมนตรี 12,000 บาทน่ะ คิดดูซิ นายกรัฐมนตรี ยังเงินเดือน 12,000 บาท อาตมาไม่ได้อยากเป็นครู แต่สุดท้ายก็ต้องไปเป็นครู เป็นอยู่ 10 กว่าปี 10 ปีได้ ไม่ถึง กว่า 10 กว่า เพราะทำงานโทรทัศน์อยู่แค่ 12 ปี อาตมาทำงานอยู่ทางโลก 12 ปีเท่านั้น พอจบออกมาก็ทำงานอยู่โทรทัศน์เลย 12 ปี ทำงานโทรทัศน์นับแรก ปีสอง นั่นแหละก็เริ่มต้นมาเป็นครู ในราว 11 ปีน่ะนา พอเริ่มต้น ปีที่หนึ่ง ปีที่สอง ก็เริ่มมาเป็นครู ก็หาลำไพ่ไป ก็ต้องเป็นครู พอออกมา ไม่ทำงานแล้ว ก็ลาออก สุดท้ายแล้วทุกวันนี้ต้องมาเป็นครูจริงๆ เป็นครูกันจนตาย แล้วก็ต้องเข้าใจ มี ความเข้าใจว่า เอ๊! ชีวิตของคนเราหนอ จริงๆ ด้วยมันต้องเป็นครูคน ถ้าไม่เป็น ครูคน ก็แค่เป็นคนที่จะต้องเรียนรู้ตาม เป็นคนที่จะต้องมาคอยประพฤติปฏิบัติตามคนอื่น มันก็เป็นลูกศิษย์ เป็นนักเรียนเท่านั้นเอง จริงๆแล้ว ในความเป็นนักเรียน มันก็เป็นครูในตัว ผู้ที่เรียนได้แล้ว มีผลได้ก็เป็นครู เป็นตัวอย่างแก่รุ่นน้อง เป็นลำดับๆ ขึ้นมา เพื่อสอนน้องนี้โดยธรรม ชาติ ธรรมชาติมันก็คือ เป็นครูแก่กันและกัน เพราะฉะนั้นชีวิตของคนเราจะหนีความเป็นครูไปไม่ได้ คนที่หนีพ้นความเป็นครูไป เป็นครูแก่คนไม่ได้ ก็คือไม่ใช่ คน เป็นคนที่ไม่ใช่คน เป็นพวกที่กเฬวรากอยู่ เป็นเศษมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่เป็นตัวอย่างใครไม่ได้ เป็นมนุษย์ที่จะนำพาคนอื่นไปไม่ได้ เป็นมนุษย์ที่ไม่มีอะไรดี ถ้าจะนำพาคนอื่นก็คือนำพาไปชั่ว เป็นตัวอย่างอันชั่ว นำพาไปสู่ความหายนะ เป็นตัวอย่างแก่โจร เป็นตัวอย่างแก่คนทุจริต คนไม่เจริญ เราก็ไม่น่าจะเรียกว่าครู นำพาไปสู่ความเจริญก็ไม่น่าจะเรียกว่าครู ครูควรจะมีนิยาม มีเงื่อนไขหลักว่านำพาไปสู่ความเสื่อม ฉะนั้น สรุปง่ายๆ เลยว่า คนที่มีปัญญา มีความสำนึก มีความรู้สึก ก็ควรจะรู้ตัวว่า โอ้ เราเกิดมาเพื่อเป็นครูคนให้ได้ หรือเมื่อเป็นครูคนแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ด้วย ไม่โดยตรง ก็โดยอ้อม โดยอ้อมก็คือว่าไม่ได้ไปรับ รับตำแหน่ง รับหน้าที่ รับผิดชอบ รับกำหนดสัญญากับใครมาว่า เราต้องทำงานช่วยเหลือสอนผู้อื่น แนะนำผู้อื่น นำพาผู้อื่น จูงดึงผู้อื่น ให้ขึ้นมาเจริญ โดยไม่ไปตกลง แต่ตัวเองดี สมมุติว่า ตัวเองนี่ประสบผลสำเร็จในความดี มีกายกรรม มีกายธรรม มีอะไรที่ดีแล้ว คนอื่นก็ดูอย่างดูแบบ คนอื่นก็อยากเอาแบบ ก็เป็นครูโดยอ้อม ครูโดยที่ไม่ได้รับสมมุติโดยตรง ถ้ายิ่งตัวเองก็เป็นได้แล้ว ก็มาแนะนำ มาอธิบายแจกแจง มาสอน รับผิดชอบ รับหน้าที่โดยตรงเลย ก็เป็นครูโดยตรงไม่โดยอ้อม เพราะฉะนั้นสรุปได้เลยว่า คนในโลกนี้ ผู้ที่นำพาสังคมไปดีก็คือครู ผู้นำพาคนเจริญขึ้นไปได้ ก็คือครู จะสอนโดยตรง หรือโดยอ้อมก็แล้วแต่ แต่ถ้าเผื่อว่า ยิ่งรู้อย่างที่อาตมาเข้าใจแล้ว อาตมาเข้าใจแล้วทุกวันนี้ อ้อ เราก็ต้องช่วยสอนคนอื่น แนะนำคนอื่น ทำเลย ตั้งใจทำเลย เป็นอาชีพ อาชีพคือสิ่งที่ทำอยู่อย่างตั้งใจ ทำอยู่อย่างส่วนมากในชีวิต ไม่ได้หมายความว่าอาชีพคือสิ่งที่ทำแล้วได้เงิน ทุกวันนี้ถามว่าอาชีพอะไร เขาก็ต้องไปเขียนไว้ที่มันได้เงิน ทั้งๆที่ตัวเองทำอะไรอยู่มากนี่น่ะ ทำอยู่มากๆเช่น เป็นคนว่ามี ที่จริงไม่ได้เป็นแม่บ้านดอกนะ อยู่บ้านได้แต่ชี้นิ้วอะไรนิดหน่อย แต่เอาเวลาไปชอปปิ้ง เอาไปเล่นไพ่เสียบ้าง พวกคนมีเงินน่ะนา พอเขาถาม ไม่มีอาชีพอื่น ก็พวกเมียตำรวจ พวกเมียคหบดี อะไรแล้วนี่น่ะ หรือเป็นคุณนายที่ไม่ได้รับผิดชอบอะไร แล้วนี่ก็ถือว่าเป็นแม่บ้าน อาชีพแม่บ้าน แต่ไม่ได้ทำหน้าที่แม่บ้านดอก ไปเล่นไพ่ ไปช้อปปิ้ง ไปสังสรรค์ ไปเที่ยวเตร่อะไรอยู่ ตกลงวันทั้งวัน ก็สนุกของเขาไปตามประสา เที่ยวตะลอนๆ ไป ที่จริงควรจะชื่ออาชีพสะเปะสะปะ อาชีพไม่เป็นโล้เป็นพาย ถึงแม้จะไม่บอกว่าตัวไปเล่นไพ่ก็ตาม จะเล่นไพ่นี่แหละหนัก มีแต่ตั้งวงไพ่ๆ หนัก ทำเป็นสิ่งที่ทำประจำพวกนั้นน่ะ ไม่ใช่ได้เงิน เสียเงินด้วยนะ บางทีเล่นไพ่น่ะ นั่น แหละ ทำประจำ เพราะฉะนั้นคนที่มากำหนดนิยามลงไปว่า อาชีพคืองานที่ทำแล้วได้เงินมาเลี้ยงชีวิต เรียกว่าอาชีพ อาตมานี่ไปนิยามเอาตามอำเภอใจทุกวันนี้ แล้วเข้าใจกันทั่วไปล่ะ อาชีพอะไรของคุณ คุณก็กรอกลงไปอย่างนั้น ไม่ได้เงิน ไม่ถือว่าอาชีพ เพราะฉะนั้นนักบวช ไปบอกว่าอาชีพ บอกเฮ้ย ไม่ได้เงินดีกว่าไปบอกว่าอาชีพนักบวชนี่ อาชีพปฏิบัติธรรม อะไรอย่างนี้ ฉะนั้นเมื่อเรามาทำกันเป็นประจำโดยตั้งใจเป็นส่วนมาก อาตมาก็เป็นชีวิตที่ผู้ใดที่เป็นครูได้ ก็เป็นชีวิตที่รุ่งเรืองแล้ว เป็นชีวิตที่ประสบผลตนเองมีอะไรดี พึ่งตนเองได้ แล้วเราก็แนะนำสั่งสอน นำพาผู้อื่นให้พึ่งตนเองตามขึ้นมา เจริญขึ้นมาตาม แล้วมีความรู้ ความสามารถสูงขึ้นเป็นระดับโลกียะ หรือสูงขึ้นไปจนกระทั่งถึงระดับโลกุตระ โลกียะก็เลยนำกัลยาณชน หรือกัลยาคนดี ไม่ใช่ว่าในระดับโลกียะเลอะๆ โลกียะก็คนเป็นคนดี เป็นครู หรือยิ่งสูงกว่าโลกียะ เป็นโลกุตระเลย เป็นครูในระดับสูงก็ยิ่งดี อาตมาว่าอาตมาพูดกับพวกคุณนี่เข้าใจ การเป็นครูของพวกเรานี่ ก็เป็นครูจริงๆ ที่หลายคนไม่ได้เรียนวิชาครูมา ไม่ได้เรียนผ่านวิทยาลัยครู ไม่ได้เรียนอะไรครูก็มาเป็นครู หรือยิ่งผู้เรียนมาแล้วจริงๆ ก็คงจะไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังแบบอาตมาพูดเท่าไร มาได้ยิน มาได้ฟังอาตมาพูด ก็จะได้เข้าใจไปอีกเพิ่มขึ้น แม้จะมีความรู้ทางวิชาการที่ได้เรียนมาแล้วก็มาใช้ได้ สอนเด็กได้ มีความรู้ความสามารถที่ได้ฝึกหัดปฏิบัติมา จะทำอะไรมา ก็มาใช้ได้ มาสอนเด็กได้ แล้วนักเรียนของเรา อาตมาก็ได้เน้นให้ฟังแล้วว่า มันไม่ใช่จะมาเรียนแต่วิชาการ ซึ่งอาตมาเห็นความล้มเหลวอย่างโลกๆ ข้างนอกทุกวันนี้ โรงเรียน มหาวิทยาลัย เอาแต่เรื่องวิชาการเป็นหลัก ภาคปฏิบัติก็น้อย ส่วนตัวคุณธรรมนั้นไม่คำนึงเลย วิชาศีลธรรมตัดทิ้งไปเลย อะไรก็ตาม หรือแม้แต่ในมหาวิทยา ลัย ระดับมหาวิทยาลัยก็มีเรื่องของวิชาการ ที่จะต้องอบรมจรรยาบรรณอะไร ด้วยจรรยาบรรณก็ไม่ต้องเรียน เรียนมาแล้วก็เอาเวลาไปเรียนวิชาการ ที่มันมี สมัยใหม่อะไรมา เราไม่มีเวลาเพียงพอที่จะต้องเรียนด้วยซ้ำไป ก็จะต้องดึงเอาเวลาไปเรียนพวกนี้ให้มันทัน ให้มันได้รู้มากๆ เรื่องของศีลธรรม คุณธรรมอะไรช่างหัวมัน อาตมาว่าตัวนี้แหละ เป็นเรื่องชี้ความล้มเหลวของมนุษยชาติ ต่อให้คุณเก่งวิชาการ ต่อให้เก่งศึกษามาก มีความสามารถ อาตมาดำริว่าจะสร้างอาคาร ไม่ใช่อาคารใหญ่โตอะไรดอก เป็นโรงเรียนโรงเรือน ที่จะสร้างคร่อมทางเดิน ที่เป็นทางเดินทางเนินหลังศาลาเสียง ทางหลังศาลาเสียง ที่ผ่านหน้าของขยะวิทยานั่นแหละ อ้าย หลังศาลาเสียงผ่านไปทางหน้าขยะวิทยาเข้าไป มีบ้านของชาวบ้านเขาอยู่ข้างใน เขาใช้เดินทางนั้นแหละ ถ้าเราจะใช้ทางนั้นต่อไป จะได้โดนทุบเป็นถนนสาธารณะ อาตมาก็จะสร้างโรงเรือนขึ้นคร่อมถนนนั้นเสีย จะได้แสดงเป็นที่ไม่ใช่ถนนสาธารณะ เป็นที่ของส่วนบุคคล แต่คุณจะเดินเราก็ให้เดินบ้าง แต่ก็จะสร้างเป็นอาคารคร่อมไว้ให้สูงในระดับรถ 10 ล้อเขานี่ ในบ้านนั้น เขามีรถ 10 ล้ออยู่ ให้เขาวิ่งรถ 10 ล้อเข้าได้ แต่ว่าไม่ใช่ที่สาธารณะ ที่คุณจะพึงยึด หรือว่าเป็นถนนไปได้ในอนาคต ก็ไม่ใช่หวงดอก แต่ว่ามันไม่น่าเสีย มันไม่น่าเสียฟรี เพราะบ้านไม่กี่หลังน่ะ บ้านในนั้น 2-3 หลัง เราต้องเสียที่ไปตั้งเท่าไร โอ้โฮ! ไร่หนึ่ง ตั้งเป็นล้านแล้วเดี๋ยวนี้ ที่ตรงนั้นน่ะ มันก็จะฟรี อาตมาก็ดำริมานานแล้วว่าจะสร้างโรงเรือนคร่อมเสียตรงนั้น ท่านติกขะเขาว่าอาตมาว่าจะสร้างตรงนั้น ก็จะสร้างโรงเรือนขึ้นมาทำอะไร คิดว่าจะสร้างขึ้นมาให้ฆราวาสชายพักอยู่ เพราะฆราวาสชายก็มีสิทธิเหมือนฝ่ายหญิง มีเอ้า เอา มีฝ่ายหญิงน่ะนา แม้แต่สันติอโศก ก็ โอ้โฮ! พะรุงพะรัง ตึก แหม ตึกเนียนนวล ตึกขาวยังไม่พอ ตึกนวล ขึ้นมาอีก โอ้โฮ! หะรูหะรา ฝ่ายหญิงนี่ระวัง เป็นหนี้น่ะ หนี้ระบาด ได้ ได้ ได้ นึกว่ามีบุญ ระวังน่ะ เป็นหนี้ จะเป็นบาป ส่วนฝ่ายชายก็คิดว่าจะไปอยู่บนหลังส้วม ที่พักชายที่ปฐมอโศก ก็มีอยู่ที่เดียวเท่านั้นแหละ อยู่หลังส้วมนั่นแหละ อาคารหลังส้วม ก็คิดว่าเอาโรงเรือนนี้จะให้เป็นที่พักชายไป เสร็จแล้วท่านติกขวีโรก็บอกว่า ก็สร้างอาคาร หรือโรงเรียนนี้แหละ ให้เป็นโรงเรียนและให้เป็นห้องเรียนไปเลยได้ไหมล่ะ อาตมาก็ว่า เออ เข้าท่าน่ะ ถึงแม้ว่าเป็นโรงเรียนนี่นะ เราก็สร้างมันยาวน่ะ ที่มันยาวสร้างโรงเรียนมันก็ยาว มันก็ได้นี่ มันพอมีทุนสร้างเป็นสองชั้นเลยไหมล่ะ ที่จริงมันชั้นล่างๆ เราไม่ได้เรียกชั้น มันชั้นอยู่ข้างบน เราก็จะสร้างโรงเรียนคร่อม เป็นชั้นเดียวน่ะนา เพราะตอนนี้ชักจะตะกละขึ้นมา มันจะเป็นสองชั้นได้ใช่ไหม ถ้าไม่ได้ ชั้นเดียวก็ได้ เป็นโรงเรือนมาเลย ก็คิดว่าจะไม่ยากไม่เย็นอะไร ไม่ต้องให้อภิสงอภิสินออกแบบดอก เป็นอาคารตั้งเสาขึ้น ก็ตั้งคานขึ้น ก็มีผนัง หลังคาขึ้นเสร็จมันก็เสร็จแล้ว เป็นโรงเรือนขึ้น มีบันไดให้ขึ้นได้ มีประตูหน้าต่าง เสร็จเป็นโรงเรียนไปในตัว ดีอีก เด็กจะได้อยู่ในสายตา ครูก็ไม่ต้องเดินไกลนัก หา ว่าอย่างไร? รองสมภาร ? หา หาทุนมาซิ หา หาง่ายหรือ เอ้า เราไม่ได้บอกว่าหาง่าย เราว่าไม่ต้องไปคิดเรี่ยไรมากมาย ไม่ต้องไปวุ่นวายไอ้ทุนมากนักเท่านั้นเอง ไม่ใช่หาง่าย หา โอ้โฮ! มันตั้งห่างน่ะ ศาลา ศาลาวิหารน่ะหรือ อยู่ริมถนนโน่นกับนี่น่ะหรือ เสียว มันตีกันเลยหรือ มันจะมาตีกันเลยหรือ สอนเบาๆ หน่อยซิ โอ้ย มันจะมาตีกันเลยหรือ หา อ้าว ศาลางานมันก็อยู่ชั้น 4 โน่น อา คิดว่าคงไม่เท่าไรละกระมัง ถ้าคุณพูดอย่างนี้ ก็หมายความว่า ต้องเป็น 4 ชั้นน่ะซิอย่างนั้นน่ะ โอ้ย ไม่ใช่ ต้องเป็น 2 ชั้นซิ หมายความว่า ชั้นล่างน่ะ ไม่ถือว่าชั้นน่ะ แล้วก็มีถึงเรือนนี่เป็นสองชั้น มันก็ไปเรียนอยู่ชั้นสองโน่น ชั้นล่าง ใช่ไหม ให้ฆราวาสอยู่กันเสีย พักกันเสีย โอ้โฮ หลายคน สองชั้น ยาวๆ ขนาดนั้นก็ไม่น้อยเหมือนกันน่ะ หา เป็นลักษณะโรงเรียนใช่ เป็นตึกยาวๆ เป็นโรงเรียนยาวๆ เป็นลักษณะโรงเรียน ก็คิดว่า เพราะว่า อย่างไร มันก็เป็นโรงเรียนแน่ๆอยู่แล้ว อาตมาก็ไปคิดแต่จะต้องเป็นตึก อยู่ศูนย์ สุขภาพ 9 ชั้น แล้วก็จะให้เป็นโรงเรียนไปเสีย 2 ชั้น ก็ยัง โอ้โฮ 9 ชั้น ก็เนื้อยเหนื่อย แหม 9 ชั้น นี่ก็ใช้ทุนเท่าไหร่นี่ ก็กะว่า มีเงินทุนสัก 5 ล้านนี่ ก็ถึงจะลงเสาได้ มันก็คงอีกไกล อีกนานน่ะ นี่ก็จะไปขออนุญาติเขาอยู่ ปีนี้ก็ต้องไปยื่น แล้วจะเอาตรงไหน 9 ชั้นก็คืออยู่ในลม อยู่ในสายลม สายลมบนโน่น ฝันหวานเป็นลมกระซิบอยู่โน่น ก็จะไปได้อย่างไร ก็บันทึก คิดถึงว่าจะสร้างโรงเรียน เมื่อนี้น่ะ ได้ก่อนเลยน่ะ ก็เลยทำให้อาตมาคิดถึงว่า ขณะนี้มีทุนเหลืออยู่ในมือขณะนี้ราวๆ 2 ล้านกว่าบาท กับตะวันก็คงจะพอไปได้ อย่างไรๆ แทน จะคุยอย่างนี้ก่อนเถิด ทางโน้นก็ค่อยๆ สะสมแล้วก็ค่อยๆ ทำ ไอ้เรื่องทำจริงน่ะทำแน่ ทางโน้นคิดจะทำศูนย์สุขภาพ โน่นอาจจะลดชั้นลงมาจาก 9 ชั้นลงมาเหลือ 7 ชั้นก็ได้ ไม่น่าจะมีความตะกละ มีเรื่องอะไรผนวกเข้าอีกต้องเล่น 9 ชั้น ก็ค่อยๆ ว่ากันทีหลัง เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นโรงเรือนของโรงเรียน อาตมาก็ว่าไปได้ ที่โน่นก็ยัง เรียนอยู่อย่างเก่า จะฝากศาลางานไว้บ้างก็ยังได้ ถ้ามันไม่ครบคับคั่ง หรือแม้ โรงงาน โรงต่างๆ ช่าง ศาลาช่าง ที่เป็นโรงรถเก่า ที่พอศาลาช่างเขาเสร็จจริงเขาโยกย้ายไป นั่นได้อีก 2 หรือ 3 ห้อง 3 ห้องได้เลยน่ะ เป็น 3 ห้องเรียนก็ได้ ที่นั่นน่ะ แหม โลเกชั่นดีน่ะ ทิวทัศน์ แหม ได้ยินเสียง สายฟ้า สายฝนด้วย น้ำตกโกรกสายกระเซ็นฝอย นั่งลมเย็นโกรกโชยหลับแล้วกัน ปัดโธ่! แหม รู้หมด รู้ไปในทางที่ไม่ดีๆ ประสบการณ์เป็นอย่างนั้น พอ พอ อาตมาว่าโรงเรียนก็คงได้แล้วล่ะ ตามประสาเรา ให้เด็กแกได้รับประสบการณ์พวกนี้ ได้ประคบประหงมไม่ทำให้แกติดฝึกหรูหราอะไรมากมายนักก็ยังดี เพราะว่าเราเรียนสอนให้มักน้อยสันโดษ ให้ฝึกหัดอดทน นี่พูดถึง ขยายถึงเรื่องมันมีอะไรต่อเนื่องขึ้นมา สรุปแล้ว ที่อาตมาเอาเรื่องเหล่านี้มาเล่านี่ เพื่อจะให้เห็นว่าอาตมาไม่ได้ทำเหลาะแหละ ทำเล่นน่ะ ทำจริงแล้วก็จะต้องก้าวหน้าไปเป็นหลักเป็นฐาน ที่นี่มีโรงเรียนกศน. นี่ก็ตาม ก็พยายามที่จะดูอยู่เสมอว่า เปรียบเทียบกันดูสัมมาสิกขากับกศน. อะไรมันจะดูเป็นข้อด้อยข้อดีอะไร ข้อด้อยข้อดีมันจะมากน้อยแค่ไหน ถ้าพอๆกันก็จะเอาไว้ทั้งสองลักษณะ คนละอย่างอยู่บ้าง แต่ถ้าเผื่อว่าอันไหนมันดีชัดเจน อันไหนมันด้อย ก็ยุบอันหนึ่งมาเป็นอีกอันหนึ่ง ซึ่งช่องทางหลักเกณฑ์ของเขาก็ใช้ได้ทั้งนั้น เราจะใช้เป็น กศน.ไปเรื่อยๆ เขาก็ไม่ว่าอะไร เพราะทางการ ศึกษาเขาก็มีปัญหา จะเป็นสัมมาสิกขาหรือทางวงการศึกษาเอกชนการกุศล เขา ก็ไม่ว่าอะไร ถ้าเป็นไปได้ แต่อยู่ที่เราว่า เราจะเอาอะไร ก็ค่อยๆ ดูไป ก็ยังให้คำ ตอบไม่ได้ เพราะเวลามันยังสูน เราเพิ่งจะสามปี สี่ปีนี้ ดูทางด้านศีรษะอโศก อาตมาดูค่ารวมแล้วดีไปดี และโรงเรียนนี่ก็ดำเนินไปดี เขาก็ทำของเขาไป กุ๊กกิ๊กๆ ของเขาไป มีผู้รับผิดชอบ เอาภาระ ดูไปเข้าท่าพอไปได้ ก็มีผลเห็นอยู่ ถึงขั้นเด็กของเขาเข้าอุดมศึกษาแล้วน่ะ ที่นี่มันยังไม่ถึง นี่มี ม. 6 หรือยัง มี ม.6 กี่คน มีไปแล้ว ไปเป็นนักเรียนในทุนหนอ มันยังไม่ไหว ที่โน่นเขามีนักเรียนในทุนเลย อโศก ไม่ใช่ ทุนของอโศก เรียนกันไปแล้วเขาก็ช่วยสอนรุ่นน้องต่อด้วย เขาเรียนเขาก็เป็นครูสอนรุ่นน้องต่อด้วย เป็นเหมือนพี่สอนรุ่นน้อง ซึ่งเราจะถ่ายทอดให้เป็นวัฒนธรรม อย่างนี้เป็นพี่เป็นน้อง เป็นน้า เป็นอา ยาก สอนกันนี่ เห็นเลยว่า การสอนนี่ การถ่ายทอดความดีงาม ความรู้ ความสามารถ ถ่ายทอดจริงๆ นี่คือลักษณะเรียน ลักษณะครู ลักษณะที่จะต้องสืบทอดกันอย่างนี้ไปเป็นวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงความเป็นครูไปไม่ได้ เป็นความสำคัญ สังคมที่เจริญมีครู เพราะฉะนั้นคุณหลับตานึกว่าสังคมทุกวันนี้ มันไม่มีครู มีแต่คนเหมือนครูรับจ้าง พูดแล้วนี่เขาคงโกรธน่ะ มีแต่มือปืนรับจ้าง สอนอะไรก็ต้องเอาค่าสอนมา แพงด้วย นั่นศาสตราจารย์น่ะ นอกจากศาสตราจารย์แล้ว ยังมีกู๊ดวินอีก ไม่ใช่น้อยๆน่ะ ค่าตัวฉันไม่ใช่เท่านี้ ต้องเท่านี้ มือปืนรับจ้าง ซึ่งเด็กเขาก็ รู้สึกแล้วว่า เอ้ย ครูก็รับเงินเดือนไปแล้ว ไม่มีหน้าที่ที่จะมาดูแลอะไร ไม่มีหน้าที่ อะไรมาสั่งมาสอน อะไรมากมาย มีหน้าที่สอนวิชาอะไรสอนไป จ้างแล้ว มัน คล้ายๆ เป็นเรื่องที่ไม่สัมพันธ์กับจิตวิญญาณ เคารพนับถือกันไม่ได้ ล้มเหลว จริงๆ ล้มเหลวจริงๆ ใครไม่ได้สำนึก ใครไม่ทันระลึกรู้ทัน สังคมในประเทศไหน การศึกษาในบ้านไหน เมืองไหน เขาระลึกรู้อันนี้ จุดบกพร่องอันนี้ เขาระลึกไม่ออก ระลึกไม่ทัน ช่างมันเกิด อาตมาว่าอาตมาระลึกออก อาตมาก็มาพูดกับพวกคุณ อาตมาว่ามันจะต้องระลึกกันแล้ว มันจะต้องแก้ไขกันแล้ว มันจะต้องพยายามที่จะต้องมารื้อฟื้น มาทำสิ่งนี้คืนมาให้เป็นมนุษยชาติ ให้มนุษย์ชาติมีสิ่งนี้คืนมา เห็นด้วยไหมล่ะ เงียบ เงียบ หา เห็นด้วยในใจเบาๆ หรือเห็นด้วยในใจเบาๆ หรือเห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วจะหนีไปไหนล่ะต้องทำไปจนตายแหละน่ะ ซึ่งอาตมาก็แน่ใจว่า อาตมาจะต้องเป็นครูจนตาย แต่ยังไม่แน่ใจว่า จะต้องอายุ 70-80 แล้ว จะต้องสอน ม.1 ม. 2 ม.3 ม. 4 ม.5 กันอยู่หรือเปล่า ถ้ามีคนรับแทนแล้ว ก็คงจะไม่ทรมานอาตมา แต่ถ้ายังไม่มีคนรับแทน อาตมาคิดว่า อาตมาเพลาส่วนนี้ มีคนรับช่วงได้ก็ควรจะสัมพันธ์ให้หมดทุกระดับ มันดีน่ะ เหมือนกับว่า เออ ปู่ย่าก็สอนหลาน มันก็ดีน่ะนา ปู่ตาก็ยังมาสอนหลานอยู่นี่ น่าเอ็นดู มีถ่ายทอดไม่ขาดช่วง สัมพันธ์กัน สอดซ้อนกันสนิทดี ที่อาตมาเล่าพวกนี้นี่ อาตมาเอง อาตมาไม่จำเป็นจะมาหลอกลวงอะไรพวกคุณดอกนะ พวกคุณไม่เห็นด้วย ไม่ชอบก็ไม่มีปัญหาอะไร พวกคุณเห็นด้วย หรือคุณเห็นชอบ เห็นดีก็เอา ช่วยกันทำ ช่วยกันรังสรรไป มันจะเป็นไปได้ดี มัน จะสามัคคีดีกว่า อยู่ที่พวกเราก็ต้องศึกษาเข้ากันให้ได้ สมานัตตตาให้ได้ ลดอัตตามานะกัน หมั่นประชุมกัน หมั่นหารือกัน ประชุมกันไปนานเข้าๆ ก็จะรู้เองว่า ถ้าเผื่อว่าตัวเราเอง เราเข้าใจมีญาณปัญญา เออ! เราลดอัตตามานะ ถ้อยทีถ้อยอนุโลม ปฏิโลม ก็ใช้วิธีการในโลกนี่แหละ ประชุมกันแล้วก็ออกความเห็นอภิปรายกัน แล้วก็ใช้ปัญญาอย่างไม่ลำเอียงกัน อะไรมันเกิดจากนี่ดีกว่า เมื่อหลายเสียงหลายหัวคิด ทำสิ่งให้เป็นมติว่า เออ นี่ดี เอาอันนี้กันล่ะ เราก็เต็มใจทำกันไปโดยพลัง ไม่ต้องติดต้องยึด ไม่ต้องไปว่า ไอ้นี่สิ่งนี้เราถืออย่างนี้ ไอ้ความเห็นอันนี้ไม่ตรงกับความเห็นของเรา เราก็ประชดเสียบ้าง เราก็ไม่เอาด้วย ไม่ร่วมมือ ไม่เห็นตามกูนี่หว่า มีอัตตามานะ อย่างนั้นน่ะไปไม่รอด แต่ถ้าเราหัดละวางเสีย จริงๆ เราก็ได้ละกิเลสในตัวทำงาน หัดละกิเลสไปในตัว โดยมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าจริง ได้ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านไปในตัวจริงๆ พลังรวมกัน จะเกิดคุณค่าประโยชน์งอกงามไพบูลย์ ซึ่งอาตมาก็เชื่อว่า พวกเราเข้าใจกันไปเรื่อยๆ แล้วก็ฝึกฝน อะไรมันจะเกิดจริงๆ ให้มันเกิดความเป็นไปได้ อย่างที่อาตมากล่าว ซึ่งจะใช้เวลาอีกไม่นานนัก คิดว่ามันเป็นไปได้เรื่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ นี่เรื่องของโรงเรียน เรื่องของครู หลักใหญ่ๆสำคัญๆ ที่อาตมาขออธิบายนี้ไปก่อน ทีนี้ มาพูดถึงเมื่อเกิดแล้ว เป็นแล้วขึ้นมา เมื่อนักเรียน เด็กนักเรียนเขาก็ต้องมีถูกครอบงำมา หรือเกิดมาในอวิชชา ธรรมดานั่นแหละ เขาก็มีกิเลสเป็น ธรรมดา ทีนี้ปัญหาที่อาตมาเห็นว่าประสบอยู่ตอนนี้ ก็คือว่า ปฐมอโศก สันติก็ดี เด็กไม่ค่อยจะสนใจการเรียน ไม่ค่อยอยากเรียนหนังสือหรือวิชาการ เฮอะ หมิ่นแคลนการศึกษาทั้งนั้นเลย มุมหนึ่งแสดงให้เห็นว่า เด็กเข้าใจแล้วว่า สาระ สำคัญอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นเด็กสำคัญอยู่ทางข้างนอก ข้างนอกเขาก็จะเอาใจใส่การ ศึกษา การเรียน จะต้องเรียนต้องแข่งกัน ถ้าเขาไม่เรียนเขาอยู่ไม่ได้ เพราะข้างนอกเขาบอกอย่างนั้น ถ้าเรียนเก่งๆ ขอให้เรียนเก่งอยู่รอด สอบให้ได้เกียรตินิยม สอบให้ได้ที่ 1 ในประเทศ สอบให้ได้ที่ 1 ในชั้นเสียก่อน ในชั้นในโรงเรียน แล้วก็ไปที่ 1 ในประเทศ เป็นเกียรตินิยม มันก็จะไปได้ดีเลย ไปอย่างนั้นๆ คนที่ร่ำรวย มีเงินมีทองบอกลูก เอ็งต้องเรียนอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไรเลย เหลือแต่ขี้ไม่ให้เขาเช็ดก้นให้เท่านั้น นอกนั้นคนเขาทำให้หมด กินข้าวก็นั่งกิน ไม่ต้องล้างจาน ไม่ต้องเก็บ ด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive