370107 สัมภาษณ์ศิวกานต์ ปทุมสูตร โดย กองบรรณาธิการดอกหญ้า ณ สถาบันราชภัฎ กาญจนบุรี.docx
เนื้อหาในไฟล์
370107 สัมภาษณ์ศิวกานต์ ปทุมสูตร โดย กองบรรณาธิการดอกหญ้า ณ สถาบันราชภัฎ กาญจนบุรี
สัมภาษณ์ศิวกานท์ ปทุมสูตร
เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2537
ณ สถาบันราชภัฎ กาญจนบุรี
โดย กองบรรณาธิการ ดอกหญ้า
ถาม : ให้อาจารย์พูดเกี่ยวกับชีวิตตอนเด็กๆ ก่อนค่ะ เดี๋ยวจะไล่ลำดับไป
ตอบ : ชีวิตตอนเด็กคร่าวๆ จนโตเป็นหนุ่ม
ถาม : ขอโทษนะคะ อาจารย์เป็นคนที่ไหน พื้นเพเป็นมายังไงคะ
ตอบ : เป็นคนวังสะพุง วังหลุมพอง อ.อู่ทอง สุพรรณบุรี
ตอนนี้วังหลุมพองนี่ ก็อยากจะเล่าที่มาสักนิดหนึ่ง เพราะมันน่าจะเป็น ประโยชน์ อยากจะใช้สำหรับโอกาสนี้ หรือโอกาสไหนก็ตาม มีที่มาว่า วังน้ำจรเข้สามพัน ที่ไหลผ่านหมู่บ้าน มีปลาหลุมพองชุกชุม ปลาหลุม พองก็คือปลาเนื้ออ่อน ที่คนทั่วไปรู้จักนะฮะ ทีนี้ชาวบ้านนี่ ก็เลยเรียกบ้านที่น้ำในเวิ้ง วังนี้ไม่ขาดว่า วังนี้คือวังหลุมพอง ทำบุญวัดเดียวกับบ้านหนองบัว ที่เล่าให้ฟังเมื่อ ตอนเช้า คือบ้านหนองบัวนี่ จะอยู่ทิศเหนือ วังหลุมพองจะอยู่ทิศใต้ วัดจะอยู่ตรง กลาง ชื่อวัดปทุมวนาราม ลำน้ำจรเข้สามพัน ก็คือลำน้ำประวัติศาสตร์ดั้งเดิม ส่วนประวัติ ตำนานจรเข้สามพันนั้น ก็อยากแถมให้สักนิดก็คือว่า... มีเรื่องเล่าว่าสมัยพระเจ้าอู่ทอง ให้เสมียนมาจดว่า ผุด วันหนึ่งกี่ตัว กี่ครั้ง นะฮะ จรเข้ในลำนี้นี่ จดได้สามพันครั้ง ก็เลยว่าสามพันตัว แต่จริงๆแล้ว อีกตำนานหนึ่ง เขาบอกว่า มันมีจรเข้อยู่ 3 ชนิด ในลำน้ำ คือพันธุ์ตีนเป็ด ตีน แร้ง แล้วตีนกา นั่นก็เป็นเรื่องราว ทีนี้มา...มาตอบคำถามที่ว่าวัยเด็ก ก็เป็นลูกชาวนา ทำไร่ไถนากับพ่อแม่เป็นเด็กวัด วัดปทุมวนารามนี่แหละ แล้วก็เมื่อเข้าโรงเรียน ก็เรียนโรงเรียน ศาลาวัด ซึ่งไม่มีฝากั้น ป.1 ถึง ป.4 ป.มูล ป.เตรียม อะไรทั้งหมด
อ่านต่อ
นี่ กี่ชั้น ก็อยู่ ในบนศาลาวัดนั่นแหละ ศาลาวัดนี้ยังอยู่นะฮะ ตอนที่ผมกลับไปเป็นครูนี่ ศาลาวัด แห่งนี้ ก็ได้เปลี่ยน ...ไม่ใช้เป็นโรงเรียนแล้ว เป็นเพียงศาลาวัดอย่างเดียว ได้ สร้างโรงเรียนใหม่แล้ว ในวัยเมื่อจบประถม ผมก็ไม่ได้เรียนต่อ คุณพ่อและชาวบ้านโดยทั่วไป ก็เห็นว่าอยู่ในชนบทห่างไกล ไปมายากกับโรงเรียนอำเภอที่จะต้องไปเรียนต่อ ก็ ไม่นิยมส่งลูกเรียน แล้วคุณพ่อก็อยากจะให้มีอาชีพพิเศษ บางอย่างไปจ้างช่างตัดผม มา มาหัดให้ผมเป็นช่างตัดผม ชื่อนาย ฝู ช่างฝูนี่ มาหัดที่บ้านผม มาจากสระ ยายโสม อำเภอเดียวกัน แต่ถีบรถมาหลายสิบกม. มาสอนผมให้เป็นช่างตัดผมที่ หมู่บ้าน มาอยู่สักระยะหนึ่ง แล้วก็ทิ้งให้ผมอยู่ลองตัดเองโดยไม่ต้องสอน
ถาม : ตอนนั้นอายุเท่าไหร่คะ
ตอบ : คงจะช่วง จบป.4 แล้วนะฮะ ผมก็จำไม่ได้
ถาม : ยังเด็กอยู่เลย ฝึกอาชีพแล้วจบป.4 แล้วไม่ได้เรียนต่อ
ตอบ : ฮะ ไม่ได้เรียนต่อ ตัดผมด้วยนะ เปิดร้านปะยางอีกต่างหาก ปะ ยางรถจักรยาน แล้วก็เวลาหน้าไถนา ก็ไปไถนากับพ่อ เกี่ยวข้าว ไปถากหญ้า ตัด ข้าวโพด หยอดข้าวฟ่าง ก็แบบชาวไร่ชาวนาทั่วไป ช่วงนั้น เป็นช่วงดี ที่ผมได้มี โอกาสคลุกคลีอยู่กับท้องไร่ท้องนา มีสองกระแสของวัฒนธรรม ด้านภาษา อือ วัฒนธรรมเพลงลูกทุ่ง พ่อผมนี่ชอบสุรพลมาก เวลาที่ดูสุรพลมาเล่นที่ไหน ท่านจะ พาผมไปชม ผมอยากดูภาพยนตร์มากกว่านะฮะ ในวัยเด็กๆ ผมไม่ค่อยอยากชม สุรพลเท่าไหร่ แต่ว่าคุณพ่อก็พยายามจะรั้งให้อยากให้ชอบเหมือนท่านละนะ ฮะ คอยจะรั้ง รั้งพาเข้าไปชมดนตรีสุรพลทุกครั้งไป ที่มาเล่นในย่านอู่ทอง สองพี่ น้อง วัดป่าเรไร แถวนี้นะ ท่านจะต้องไปให้ได้
ถาม : สุรพลเป็นคนสุพรรณ
ตอบ : คนสุพรรณ สุรพล สมบัติเจริญ นักร้องขวัญใจอย่างยิ่งของคนสุพรรณ จนกระทั่งผมชอบสุรพล
ถาม : แสดงว่าพ่อเคี่ยวเข็ญไปให้ชอบนักร้องได้
ตอบ : จนกระทั่งผมชอบสุรพล แล้วก็แต่งเพลง ร้องเพลงอะไรเล่น แบบลูก ทุ่งละนะ แล้วในวัยนั้น ก็มีอีกกระแสหนึ่ง ก็คือวัฒนธรรมเพลงพื้นบ้าน ผมเติบโตมา ในวงเพลงเหย่ย เพลงเหย่ย ก็คือเพลงดอกแคร่วง ซึ่งเป็นชื่อ ชื่อเดิม ชื่อเก่า ผมได้เล่นตรุษสงกรานต์ เล่น การละเล่นต่างๆ ตามประเพณี ตามวัยของเด็ก ในยุคนั้นของชนบท แล้วก็ได้ร่วมวงเพลงเหย่ย วงเพลงพวงมาลัย รำแคน รำโทน จนกระทั่งเป็นนักเชียร์รำวงด้วย คือ มั่วไปหมด
ถาม : เราเป็นเองหรือคะ โดยที่ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องได้รับการถ่าย ทอดมา
ตอบ : ก็เข้าไปคลุกคลี แล้วมันก็ทำให้อยาก อยากแสดง อยากแสดงว่า
ถาม : ตอนที่แต่งเพลงเป็น ร้อง ใส่ทำนองได้ อะไรละค่ะ
ตอบ : อาศัยทำนองที่เขามีอยู่แล้ว
ถาม : อ๋อ ... แล้วก็ใส่เนื้อ...
ตอบ : ฮะ แล้วใส่เนื้อเข้าไป อย่างเช่น ช่วงนั้นนี่ มีเพลงสุดบูชาของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ร้อง เราใส่เนื้อทำนองเพลงใหม่เข้าไปเป็นบ้องกัญชา ประสาหนุ่มๆ วัยรุ่น สมัยวัยรุ่น มันก็ซอกแซกนะฮะ ซอกแซก ประเภทเพื่อนดูด กัญชาก็เอากับเขา ฮะ เหล้าสาโท กระแช่เอากับเขาหมด ไม่ปฏิเสธ เพียงแต่บุหรี่ ดูดไม่เป็นมาตั้งแต่เด็ก โชคดีไป
ถาม : แล้วกัญชาดูดได้
ตอบ : ฮะ ดูดจน จนรู้สึกว่ามันก็อร่อย
ถาม : ดูดตั้งแต่เด็กหรือคะ กัญชายังยากกว่าบุหรี่
ตอบ : กินข้าวอร่อย
ถาม : เด็กวัดนี่ หมายความว่า อยู่ที่บ้าน แต่ไป
ตอบ : ฮะ เป็นบางวัด วัดของหมู่บ้าน วัดของหมู่บ้านไปอยู่ในช่วงที่ หลวง น้าบวช
ถาม : ไปนอนที่วัด
ตอบ : ฮะ นอนที่วัด
ถาม : ไปอยู่ตลอดเลยหรือคะ
ตอบ : นอนที่วัดอยู่กับหลวงน้า จำได้ว่าครั้งหนึ่ง ตอนที่เรียน ป.มูล ป.เตรียมนี่นะ หลวงน้าเขาซื้อหนังสือ ก.กา ก.ไก่มาให้ โอ๋ ดีใจมากๆ ไปอวด เพื่อนๆ แล้วก็เห็นมีลายเซ็นรัฐมนตรีหน้าคำนำนั่นแหละ นี่หลวงน้าเขียนชื่อให้กูหรือ
ถาม : แล้วมีครูสอนหรือเปล่าคะ ในวัด แล้วมีครูเข้าไปสอน อนุญาติให้ เป็นแบบเรียน
ตอบ : ครูสอน ก็คือหลวงน้า หลวงน้าเป็นคนเอาการเอางานในเรื่องของ การศึกษา เคี่ยวเข็ญให้ผมอ่านหนังสือ หลวงน้านะ เคี่ยวเข็ญมาก ให้ท่องหนังสือเจ็ดตำนาน ผมได้เจ็ดตำนานอะไรต่างๆ ตั้งแต่ตอนอยู่กับพระ
ถาม : เรียนอยู่กับพระ หรือว่ามีครูสอนให้
ตอบ : ก็ไม่มีครูสอนฮะ หลวงน้านั่นแหละสอน แล้วก็เรียนที่โรงเรียน เรา ก็เรียนที่โรงเรียน
ถาม : ปกติเขามีโรงเรียนด้วย
ตอบ : ฮะ
ถาม : ไปอยู่นานไหมคะ ที่ไปเป็นเด็กวัด
ตอบ : เด็กวัดอยู่มา 2 สมัย มีหลวงน้า 2 คน หลวงน้า 2 คนสึกแล้ว หลวงน้าท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ ท่านเป็นสมภาร แล้วก็อีกท่านหนึ่งเป็นพระลูกวัด พอ ท่านสึกทั้ง 2 แล้วก็มีญาติอีก บวชพระอีก เขาก็ให้ผมไปเป็นลูกศิษย์อีก เป็น ลูกศิษย์พระ ก็ค่อนข้างยาว 3 สมัย 3 สมัยในช่วงวัยประถมนะฮะ
ถาม : ช่วงเรียน 4 ปี
ตอบ : ช่วงฮะ ช่วงเรียนประถม ทีนี้ พอหลังจากจบป.4 มาแล้ว ก็ดูเหมือน จะไม่ได้หยุด มาเลี้ยงควาย ไปป่า ไปป่ากับเขา ไปอะไรยิงนกตกปลา ยิงแย้ ดักแย้อะไรอย่างนี้ สนุกไป
ถาม : แล้วช่วงที่เป็นเด็กวัดนี้ ได้ซึมซับธรรมะอะไรมาบ้างคะ คิดว่าได้ อะไรมาตอนตรงนั้นบ้างคะ
ตอบ : น่าจะได้จากหลวงน้า หลวงน้าเป็นพระที่มีคุณธรรมสูง ถึงแม้ว่าจะไม่ ได้ปฏิบัติธรรมอะไรมากมาย แต่ว่าท่านมีคุณธรรมสูง ก็สั่งสอนโดยตรง ในทางที่ดี ซึ่งมันเป็นภาพตัดระหว่างบ้าน พ่อผมนี่ตระกูลทางลุง ทางปู่ผมนี่เป็นนักเลง เป็น นักเลงค่อนข้างจะ เป็นที่ขึ้นชื่อของแถบย่าน ถิ่นนั้นทีเดียว แม้กระทั่งทางแม่ก็ เหมือนกัน หลวงน้าเมื่อสึกออกมา แล้วก็ไปเหมือนกัน ไปเป็นนักเลงคนละฝ่าย คน ละทาง อาจจะเป็นธาตุนั้นก็ไได้ ที่ทำให้ผมติดตัวออกมา โดยที่มันมีความรู้สึกว่า เราไม่ชอบนะ เราไม่ชอบนะฮะ มันไม่ชอบ ไม่ชอบว่าทำไมเขาต้องเอาอย่างนั้น กัน แต่ว่ามันก็มีอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงที่เที่ยวไปกับเพื่อนนี่ เพื่อนชวนไปแหละหละใน ลักษณะที่ไปย่องไก่ ย่องที่ลักวัวลักควายก็หลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จสักครั้ง บุญคงมีดี ละนะ
ถาม : ทำบาปไม่ขึ้น ใจ จิตใจไม่
ตอบ : ก็เลยคิดว่า เอ้อ เราคงไม่เหมาะมั้งทางนี้ ก็เลยไม่ไป ไม่ตาม เพื่อนไปในช่วงหลัง
ถาม : แล้วก็อาจารย์ออก ป.4 วัด อยู่บ้าน นานเท่าไหร่คะแล้วถึงได้ไป เรียน
ตอบ : ผมมาเรียนตอนเป็นหนุ่ม จะบวชพระอยู่แล้ว ผมตัดผมอยู่ที่หมู่บ้านสัก ระยะหนึ่ง พอโตจะรุ่น ได้เที่ยวสักระยะหนึ่งแล้วในหมู่บ้าน เที่ยวประสา แล้วก็มา พ่อได้ส่งให้อยู่ร้านตัดผมที่ตลาดฮะ
ถาม : แล้วอาจารย์มีพี่น้องกี่คนคะ
ตอบ : มีน้องชาย 2 คน
ถาม : เป็นผู้ชายหมดเลย
ตอบ : ฮะ เป็นผู้ชาย 2 คน แล้วก็น้องสาวคนหนึ่ง
ถาม : อาจารย์เป็นคนโตหรือคะ
ตอบ : ครับ มีพี่คนหนึ่ง มีพี่คนหนึ่ง แต่แกเสียตั้งแต่เยาว์วัย ผมยังไม่ เกิดน่ะที่พี่ชายเสีย
ถาม : แล้วเป็นพี่ชายคนโตนี้ ได้ดูแลน้องๆไหมคะ
ตอบ : ก็ช่วงหนึ่ง ในช่วงที่อยู่บ้าน ก็จะเหมือนกับเป็นหัวแรงในการนำน้องๆ ไปไร่ไปนา ก็เป็นช่วงหนึ่ง แต่ในช่วงมาเรียนต่อที่มาศึกษาผู้ใหญ่นี่ ก็เอาน้องมาอยู่ ด้วย มาเป็นเด็กวัดอยู่ด้วยฮะ ที่ตอนอยู่กรุงเทพฯ ตอนนี้อยากจะบอก ต่อเนื่อง ตรงนี้นิดหนึ่ง ตรงที่ว่าหลังจากพ่อแม่ให้มาอยู่ร้านตัดผมที่ตลาดเขต อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตลาดนะ จากสุพรรณ มากาญจน์แล้วฮะ มันเป็นเขตติดต่อฮะ หมู่บ้านผม มันเป็นเขตติดต่อไม่ไกล มาอยู่ที่ตลาดเขต ก็เป็นมากขึ้น ตัดผมเป็นมาก ขึ้น ก็กลับไปอยู่บ้านอีก กลับไปอยู่ เปิดร้าน ค่อนข้างจริงจังมากขึ้น ได้ระยะหนึ่ง จน พ่อเห็น ช่วงที่ร้าน ที่ตลาดเขตที่เคยมาหัดกับเขา มาต่อจากช่างอู๋นี่ ช่าง ประเทือง ที่ตลาดเขตเขาชวนให้มาอยู่ด้วย แล้วตัดแบ่ง ก็มาตัดแบ่งอยู่กับช่าง ประเทืองระยะหนึ่ง แล้วก็มีความรู้สึกบางอย่าง ที่ขัดกันนะฮะกับบ้านกับที่ร้าน ก็ เลยไป ไปหางานทำที่ท่าม่วง ที่ตลาดท่าม่วง เมืองกาญจน์
ถาม : แล้วรายได้จากการตัดผม
ตอบ : ตอนนั้น เขาแบ่ง 10 ชัก 3 เราจะได้ 7 หัวละ 2 บาท 3 บาท ผู้ใหญ่นะ
ถาม : วันหนึ่งได้เยอะไหมคะ
ตอบ : วันหนึ่ง ในราว 20-30 บาท ฮะ
ถาม : แล้วเงินที่ได้เอาไปไหนคะ
ตอบ : ผมไม่ค่อยได้รู้เรื่องว่าไปไหน มันก็ใช้ไป
ถาม : อ๋อ ไม่ส่งไปให้ทางบ้าน เล็กน้อยๆ
ตอบ : คงไม่เหลือส่งทางบ้าน
ถาม : เอาพอเลี้ยงตัวเองได้
ตอบ : ไม่รู้จะเลี้ยงรอดหรือเปล่า ช่วงนั้นยอมแบบ คือพ่อแม่ก็ไม่ได้หวังพึ่ง อะไรเท่าไหร่ ท่านก็คิดว่า เมื่อคิดว่ามีอาชีพแล้ว เดี๋ยวก็คงจะหาทาง เก็บเงิน เก็บทองเพื่อตัวเอง ตั้งตัวได้บ้าง พ่อคงจะคิดอย่างนั้น
ถาม : ตอนนั้นอายุเท่าไหร่แล้วคะ
ตอบ : ตอนนั้น ประมาณสักดูเหมือนจะ 16-15
ถาม : 15-16 ซึ่งยังไม่ได้เรียนต่อ
ตอบ : ฮะ ยังไม่ได้เรียนต่อ ทีนี้ก็หลังจากมาอยู่ท่าม่วงอีกเกือบปีนะฮ่ะ เราก็มาอยู่ตัดผม ไปเป็นพี่เลี้ยงนักมวยมั่ง อะไรมั่ง มั่วไปหมด แล้วก็กลับไปตลาด เขตอีกครั้ง ตอนนี้ไปเปิดร้านเองเลย ไปเปิดร้านเอง ไปเปิดร้านเอง อยู่ได้ ประมาณสักปีหนึ่ง ตอนนั้นจำได้ว่า ประมาณปี 11 ถึง ปี 12 รอยต่อตรงนั้น ไม่รู้ อายุเท่าไหร่นะ ต้องลองคำนวณดู ผมเกิด 96 น่ะฮะ มีเพื่อนคนหนึ่งสมัยเล่นเพลง โทนด้วยกัน รำวงหมู่บ้านละนะ เขาไปบวชอยู่ภูเก็ต เขาไปบวชอยู่ภูเก็ต กับพระ ที่เป็นพระท่านเป็นญาติห่างๆอยู่ที่สุพรรณ แล้วท่านไปอยู่ที่ภูเก็ต เป็นพระผู้ใหญ่ท่าน หนึ่ง ท่านก็ ท่านที่เป็นเพื่อนน่ะ แต่เป็นเพื่อนรุ่นพี่ ท่านชวนผมไปอยู่ภูเก็ต เพื่อ เรียนศึกษาผู้ใหญ่ที่โน่น เรียนกวดวิชา มันมีอยู่ในนิราศภูเก็ต ในดอกจันใน ดวงใจ ผมเขียนไว้ตอนนี้ นิราศหนียายฮะ นิราศหนียาย นิราศนี่ก็เขียน ตอนแรกใช้คำว่านิราศหนียาย ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นนิราศภูเก็ต ในดอกจันในดวงใจ ในนั้นจะบรรยายช่วงไปภูเก็ต ดู ชนบท
ถาม : คิดว่ามีกลอนอะไรที่หล่อหลอมจิตใจเรา ช่วงที่เราทำงานช่วงไปไร่ ไปอะไรอย่างนี้ มีผลอะไร
ตอบ : มีผลมากฮะ
ถาม : ที่ทำให้เราเกิดอะไร
ตอบ : มีผลมาก ตรงประเด็นที่ว่ามีผลมากต่อความรู้สึกที่เรารักชนบท รัก ธรรมชาติ รักชีวิตแบบเรียบง่าย มีผลมากเลย มีผลมาก เพราะว่าวิถีชีวิตของบ้าน ผมได้เอามาใส่ไว้ในเพื่อนแก้ว คำกาพย์ค่อนข้างจะเป็นความรู้สึกพอสมควร เพราะ ผมรักหนังสอเพื่อนแก้วคำกาพย์มาก ก็เพราะว่า ผมตั้งใจเรียน ผมส่งเข้าประกวด ธนาคารกรุงเทพจริง แต่ผมไม่ได้หวังว่าได้ หรือไม่ได้ แต่ผมหวังว่า ผมกินใจตรงที่ ผมได้ ได้ทำมาแล้ว ได้ทำมันขึ้น
ถาม : เสร็จแล้วได้
ตอบ : ได้ชิง ได้ชนะเลิศ
ถาม : แล้วตอนอาจารย์จบประถม 4 แล้วมีความใฝ่ฝันอยากจะเรียนต่อ ไหมคะ
ตอบ : โอ๊ย อยากมากเลย อยากเรียนต่อแต่เมื่อพ่อไม่นั่นก็ไม่ได้ กระตือรือร้นอะไร เขาก็เข้าใจเลยนะ ก็ไม่ได้อ้อนอะไรมากมาย แต่ก็อยากเรียน ต่อ
ถาม : แล้วเคยสร้างความหวังอะไรไว้ไหมคะ ตอนนั้น
ตอบ : ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งว่าจะเป็นอะไร ฮะ ก็อยากเรียนเท่านั้น
ถาม : ยังอยากเรียน
ตอบ : ทีนี้ พอมาอยู่ที่ร้านตัดผม ที่ตลาดเขต พอเพื่อนเขียนจดหมายมาบอก มันมเพื่อนคนหน่ง บวชเรียนจบป. 4 รุ่นเดียวกับผม แต่เขาบวชก่อนผม เขาปีขาล บวชก่อนผมตั้ง 3 ปี 4 ปี เมื่อเขาบวชแล้ว เขามาบอก มาตัดผมกับผมนี่ เขาบอก ว่า อย่างเขานี่ จบนักธรรมตรีแล้วเดี๋ยวนี้บุรุษไปรษณีย์ก็เป็นได้ ถ้าเขาไปเรียน ภาษาอังกฤษน่ะ เพราะตอนนั้น บุรุษไปรษณีย์รับนักธรรมตรี เราก็คิดว่า เอ๊ะ แค่ นักธรรมตรีนี่ เราบวชปีเดียว เราก็สามารถจะเรียนได้ แล้วเราก็สามารถจะเป็น บุรุษไปรษณีย์เปลี่ยนอาชีพก็ยังได้ เราคิด เอ๊ะ มันก็มีทางนี่ ถ้าเราเรียนต่อนะ อย่างน้อยๆเป็นบุรุษไปรษณีย์ก็ยังดี
ถาม : เอ๊ คิดยังไง
ตอบ : ก็เลยทิ้งร้านตัดผมฮะ หนียายด้วย ยายมาอยู่ด้วย แกร้องไห้ ไป ภูเก็ต
ถาม : อันนี้หยุด
ตอบ : ตรงนี้ก่อน จะถามในเรื่องวัยเด็กอะไร
ถาม : อาจารย์ประทับใจอะไรบ้างในวัยเด็ก
ตอบ : ที่ประทับใจมากๆมาคิดถึงตอนนี้นะ เพลงลูกทุ่ง เพลงพื้นบ้าน การละ เล่นในเทศกาตรุษสงกรานต์ แล้วก็ความรู้สึกของวัย วัยรุ่น วัยหนุ่ม วัยสาว เพื่อน หนุ่ม เพื่อนสาว ที่เที่ยวกัน แล้วก็มีน้ำใสไมตรีต่อกัน มันเป็นภาพที่ฝังใจนึกหลับตาก็ เห็น คิดว่านั่นคือเนื้อแท้ของวัฒนธรรมของพื้นบ้านจริงๆ
ถาม : คิดว่าวัฒนธรรมพวกนี้นี่ จะมีส่วนเชื่อมในสมัยนี้ได้
ตอบ : มันคงไม่สามารถเชื่อมหรอก แต่ว่า มันอาจจะประสานได้ ในลักษณะ ที่วา่ คนที่เข้าใจในกรณีที่มันเป็นอยู่ ก็ปล่อยให้มันเป็นไป ขอเพียง อย่าไปทำลาย มัน ทุกวันนี้ เราทำลายมัน เราเอาของใหม่ ไปให้เขารับ โดยเขารับไม่ทัน เขา รับไม่ถึงไอ้แก่นสารที่แท้จริงของมัน ก็เลยกลายเป็นรับแต่เปลือก ก็ไปทำลาย ของเก่า ทุกวันนี้ เขาก็นึกวา่ ผู้แทนที่เอาเข้าไปให้ครูอาจารย์ที่ไปสอนโรงเรียน เป็นผู้ที่มีปัญญา น่าจะเอาของดีๆไปให้เขาอะไรเขาก็นึกว่า แม้กระทั่ง พระสมภารที่ มาจากถิ่นอื่น ที่อื่นอะไร ที่มาจัดงานวัด จัดมหรสพ อะไรต้องลิงโลดโดดเต้นไป ตามยุคไปตามยุคสมัยอะไรต่างๆเหล่านี้ ไปทำให้หมู่บ้านเสีย ถาม : งานวัดเป็นยังไงคะ
ตอบ : ผมดูแล้ว มันน่า
ถาม : เป็นยังไงคะ
ตอบ : ก็มีเครื่องขยายเสียง มีลำโพง ไมโครโฟนประกาศ มีแผ่นเสียงเปิด อะไร มันรู้สึกคึกคัก แล้วก็ไปเล่นรำวงกัน มีกลองเอาไปตี ใครมีฉิ่งเอาไปตี ใคร ร้องเพลงเป็น ไปเล่น สาวคนไหนที่อยากเล่นรำวงก็ไปนั่งรอบๆวง หนุ่มๆ ก็ไปโค้ง มารำ ก็มันก็ง่ายๆ แล้วมันก็ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก มันไม่ซับซ้อน มันง่าย แล้วใครๆ ก็ไม่ปฏิเสธความสนุกสนานตรงนี้ แต่พอมายุคสมัยปัจจุบันนี่ มันเหมือนแบ่งแยก แบ่งแยกคนที่เป็นกับคนที่ ไม่เป็น ใครละ เป็นคนทำลาย ถ้าไม่ใชข่คนที่คิดว่าตัวเองรู้ คิดว่าเองมีสิ่งที่ดีกว่า เอาไปให้เขา ทำให้คนเหล่านั้น คิดว่าเขาเข้าไม่ได้ เข้าวงไม่ได้ ด้วยเขารำไม่ เป็น เขาเล่นไม่ถูก ก็เลยกลายเป็นผู้นั่งดูอยู่ห่างๆ แล้วในที่สุดเวลาเขารับมั่ง ก็กลายเป็นรับไอ้สิ่งที่ง่ายที่อย่างเช่นเด็กวัยรุ่น วัยหนุ่มวัยสาวทุกวันนี้ เขาก็รับไอ้ การดื่นๆง่ายๆ
ถาม : แล้วอาจารย์ คุณพ่อ คุณแม่ คิดว่าอาจารย์ประทับใจในส่วนไหน ของท่านที่เราคิดว่าเราได้ เราได้ตัวอย่างที่ดีจากท่าน
ตอบ : พ่อเป็นคนมีความยุติธรรม ญาติข้างแม่ กับข้างพ่อนี่ ไม่ถูกกัน บาง กรณีบางคน คำว่าไม่ถูกกัน หมายความว่า มีบางอย่างที่ขัดๆกันอยู่ แต่พ่อจะ พยายามเป็นตัวประสาน เป็นตัวกลาง แม้กระทั่งชาวบ้านที่เป็นลูกบ้าน พ่อก็จะ แสดงความยุติธรรมทั่วถึง พ่อเป็นนักเลง อยู่ในกลุ่มของทางตระกูลปู่ ที่เป็นนักเลง แต่พ่อก็เป็นนักเลงที่ดี มีความยุติธรรม ไม่รังแกใครในกรณีที่ไม่เป็นธรรม นั้นคือ ส่วนหนึ่งที่ได้จากพ่อ ส่วนแม่นั้น เป็นผู้ที่มีการรักเอื้ออารีต่อลูกไม่เคยทำให้ลูกต้องมีความรู้สึก ไม่สบายใจ เดือดร้อนใจ แม่จะเป็นคนเอื้อคนเสมอ
ถาม : เวลาถ้าเกิดเจอปัญหาอะไร เคยปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ไหม?
ตอบ : คงไม่ได้เป็นการปรึกษา แต่เป็นในลักษณะว่า ก็อยู่ไปแบบง่ายๆน่ะ ตอนที่อยู่บ้าน ไม่ค่อยมีอะไรเป็นปัญหา ไม่ค่อยมีอะไรเป็นปัญหา ก็อยู่ง่ายๆ พ่อ แม่มีอะไรจะสอนก็สอน แล้วก็ไม่ได้สอนจริงจัง ก็ถือว่า สิ่งที่สอนจริงๆ ก็คือวิถี ปฏิบัติประพฤติสั่งสอนของน้า
ถาม : คือการกระทำ การกระทำของท่าน นั้นคือการสอน ก็ได้ตัวอย่าง
ตอบ : ฮะ ทุกวันนี้ ก็สอนลูก ก็เลยใช้วิธีการกระทำ
ถาม : แล้วการกระทำที่ไม่ถูก ก็ย่อมมีอยู่นะคะ แล้วเราแยกแยะออก
ตอบ : ฮะ มีมันเกิดการแยะแยะได้ เพราะว่า อยู่กับวัดด้วยหรือเปล่าไม่รู้ ละนะ อยู่กับวัดใกล้ชิดกับพระทำให้เรามีเหตุมีผล บางครั้งก็เคยเถียงพ่อแม่เหมือน กัน แต่เถียงในลักษณะว่า แสดงเหตุผล ซึ่งบางครั้งก็เถียงเสียงดังเหมือนกัน พอนึกได้ว่า ไม่ควรเสียงดังกับพ่อกับแม่ แต่บางทีก็เผลอไป ด้วยความรู้สึกของ ว่า ความคิดตรงนั้นไม่ถูก ตรงนี้ไม่ถูก มีผลเหมือนกันตรงนี้ มีผลมาจนผมโตเป็นครู แล้ว บางครั้งผมก็ยังก้าวร้าว ฮะ ก็ยังก้าวร้าว เพราะว่าความยึดในเหตุผลของ ตัวเองว่าผมถูกกว่าจะเปลี่ยนได้ นานเหมือนกัน มันไม่ค่อยจะปรับตัวไดไเลย
ถาม : แต่ถ้ายึดด้วยเหตุผล อธิบายด้วยเหตุผล ไม่น่าจะเรียกว่าก้าวร้าว นะคะ
ตอบ : บางที มันเสียงดังด้วย เมื่อเจอคนงี่เง่า ละนะ บางทีมันเสียงดัง ด้วย
ถาม : กับพวกเพื่อนๆ สมัยเด็กๆ ชอบเพื่อนประเภทไหน
ตอบ : ก็คงเป็นเพื่อนที่เรียบๆ สนุกๆ ไม่ชอบ ไม่ชอบเพื่อนนักเลง เพื่อน นักเลงไม่ชอบ
ถาม : ก็ตรงกับนิสัยของเราใช่ไหมฮะ
ตอบ : ฮะ เพื่อนนักเลงประเภทที่ไม่มีความยุติธรรมอะไรนี่ ไม่ชอบ ก็ ปลีกตัว
ถาม : ไม่ชอบเกะกะ แล้วพื้นฐานที่เป็นเรื่องกาพย์ กลอน อะไรนี่
ตอบ : ผมติดมาจากเพลงพื้นบ้าน ผมติดมาจากไอ้เพลงลูกทุ่ง
ถาม : เพราะฉะนั้น เด็กทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาก็เป็นโดย สายเลือด
ตอบ : คงด้วยใจรักของ ...เพราะว่ารุ่นผม ที่จะรัก แล้วก็จริงจังอย่างมามันก็มีไม่กี่คน ก็เติบโตมารุ่นราวคราวเดียวกัน ถึงแม้ว่าบางคนมาเรียนต่อก็ไม่ได้รัก อย่างผม บางคนไม่ได้เรียนต่อ แต่เขาก็คลุกคลีมากกว่าผม แต่เขาก็ไม่ได้เอามา สืบสานอะไร อย่างที่ผมทำ ตรงนี้มันอาจจะไม่รู้นะ ผมไม่รู้ว่า
ถาม : นิยามได้ไหมคะ รักอย่างอาจารย์รัก ที่รักกระแสเพลงพื้นบ้าน รัก ขนาดไหน
ตอบ : ผมมี รัก คือ มีความรู้สึกว่ามันสนุก มันเป็นชีวิตที่หายาก มันเป็น ความบันเทิงที่หายาก เอ๊ะ ทำไมเขาร้องได้ เอ๊ะ เขาร้องดีนะ น่าฟังนะ
ถาม : ตอนนั้นน่ะ ฟังยังไง
เพลง : แม่จะลงกระได แม่จงดูให้ดี ลูกกระไดมันถี่ ระวังจะถูจะไถ
เพลงพวงมาลัย ลงกระได ต้องดูให้ดี เล่นอักษร ถี่ ถู ไถ นี่ก็อักขระ
เพลง : พี่มายืนตะโกนกันอยู่ที่โคนสะแก สองตาเหลือบแลหาแม่ พวงมาลัย นี่ เล่นอักษร ก็คิด ทำไม เขาร้องกันได้ ขนาดนี่ มีลุงอยู่คนหนึ่ง แกชอบร้อง
เพลง : เวลาจะไปละเหมือนไก่หลงรังให้ละล้าละลัง เหลียวหลัง อาลัย
โอ ร้ายมาก เราฟังแล้วชม ทำไมเขาร้องได้ ทำไมเราจะร้องได้เหมือนเขา ในความรู้สึก ทีนี้ก็เข้าวงเพลงเหย่ย เพลงเหย่ย นี่ร้องง่าย เพราะ 2 วรรคจบ
เพลง : ตรุษสงกรานต์มาเล่นกะฉันเถอะน้องเอย ตรุษ สงกรานต์มาเล่นกะฉันเถอะน้องเอย หน้านวล นวล อย่าว่าพี่ชวนเลยน้อยเอย หน้านวล นวล อย่าว่าพี่ชวนเลยน้องเอย นี่มันง่าย ง่าย พอง่าย เอ๊ะ เราก็เล่นได้นี่ คนที่ขึ้นเพลงนี่เขาจะ เรียกว่าเป็นพ่อเพลง หรือเป็นต้นเสียงในการขึ้น เพลงเหย่ยนี่ เขาจะ เอา ช่วยเอาเหย่ยหน่อย ไอ้หนูเหย่ยหน่อย เอ้า ลุงเหย่ยหน่อย ก่อนที่จะเหย่ยนี่ แกก็จะเป็นต้นเพลง ต้นเสียเหย่ย แล้วลูกคู่ก็จะรับ ฉิ่งก็จะตี แคนก็จะเปา ไอ้ที่รำ ก็ออกไปรำ ไอ้ตบมือก็ตบมือ ผมคลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ยังเพลงลูกทุ่ง ก็ ผสมผสานกันในช่วงนั้น มันก็โดยไม่รู้ตัว พอมาอยู่ร้านตัดผมนี่ อ่านหนังสือพิมพ์ แรงบันดาลใจ ที่มันต่อเนื่อง ตรง นี้น่าจะเป็นจุดสำคัญ มันต่อเนื่องก็คือว่า พอมาอยู่ร้านตัดผม มีหนังสือพิมพ์ หนังสือ พิมพ์ไทยรัฐ ตอนนั้น มีคอลัมน์กลอน ประกายเพชรเกล็ดดาว ผมก็จะแต่งไป ประกายเพชรเกล็ดดาว อู๊ย ส่งไปมากมาย ส่งหาย ส่งหาย ส่งแล้วก็ไม่ได้รับคำ ตอบ เพราะเราก็คงเขียนไม่รู้เรื่องมั้ง จบความรู้ แค่ป. 4 คงจะไม่ได้ลง ได้เรื่องได้ราวอะไร แต่ก็เขียนไปด้วยใจรัก ไม่ได้น้อยอกน้อยใจเลยนะว่าไม่ได้ลง เฉยๆ เพราะเราก็ได้ส่งไปแล้ว แล้วเราก็ถือว่า เราได้ทำได้เขียนแล้ว พอมาจนมาเรียนศึกษาผู้ใหญ่ รู้ฉันทลักษณ์มากขึ้น อะไรมากขึ้น ก็ทำ ให้เขียนถูกต้องขึ้น ก็จึงได้ลง ลงไทยรัฐ คือครั้งแรก ครั้งแรกจริงๆ ไม่ได้ลง ไทยรัฐ ลงในนหนังสือมหาราช เป็นกลอนเกี่ยวกับอะไร ประกวดสินค้าไทย ใช้ สินค้าไทย ลงหนังสือมหาราช
ถาม : แล้วไปตามเจอเอง
ตอบ : ก็ตอนนั้น อยู่วัดที่กรุงเทพฯแล้ว จากภูเก็ตนะฮะ ไปอยู่ภูเก็ตไม่ได้ เรียน
ถาม : อยู่ภูเก็ต นานเท่าไหร่คะ
ตอบ : อยู่ภูเก็ตประมาณปีหนึ่ง ตอนนั้นปี 13 หรือ 12 12-13 วัดมงคลนิมิต วัดกลางนะฮะ วัดกลาง
ถาม : เดี๋ยว ขอแทรกอีกนิด อาจารย์บอกว่า ได้จากการคลุกคลี ได้ สำนวนเพลงอะไร
ตอบ : ฮะ แล้วมันก็มาต่อเนื่องด้วยความรักชอบเพลง
ถาม : ทีนี้ คนที่ไม่คลุกคลี ไม่มีโอกาส มีโอกาสที่จะเป็น
ตอบ : เป็นได้เหมือนกัน อย่างคนที่มารักในภายหลัง แต่ว่าผมคิดว่า เขา คงเข้าไม่ถึงวิญญาณอย่างที่ผมเข้าถึง ผมเข้าถึงตอนนั้นนี่ อย่างเพลงสุรพลนี่ ผมเข้า ถึงจนขนาดว่า เมื่อพอสุรพลประกาศว่า วันพุธหน้านะ เพลงใหม่จะออก ผมจะต้อง รีบกลับ ไถนาวันนั้น จะต้องรีบกลบเร็วที่สุด แล้วรีบกลับมาฟังรายการสุรพล 3 โมงเช้า 9 โมงเช้า หรือว่า 4 โมงเช้า จำไม่ได้ รีบกลับมาเลย รีบกลับมาฟัง เพลงเอกใหม่ของสุรพล นั้นคือ มันเกิดความรักฝังใจมากแล้ว แล้วชอบ แล้วฟังถึงไอ้เนื้อหาของมันมากกว่าที่จะฟังผิวเผิน สนุกสนาน ฟังไปถึงเนื้อหา มัน เนื้อหามันดีอย่างไร มันไพเราะอย่างไร มันเล่นล้อกันอย่างไรน่ะ
เพลง : ขาขาวขาว ก็ขาฉัน จะด่างจะดำช่างมันไม่หนักกบาล ใครเลย
นี่ เพลงแก้ที่สุรพลแต่งนี่ ผมว่าสุรพลใช้คำง่ายๆ แล้วเป็นลูกทุ่ง สมบูรณ์แบบที่สุด ก้าน แก้วสุพรรณ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ เพลงเสียงนี้ ที่ดัง
: เรียมเอ๋ย ยังจำได้หรือเปล่า
ถาม : ถ้าอย่างนั้น เพลงนี้ ก็มีอิทธิพล
ตอบ : มีอิทธิพลมาก
ถาม : ตั้งแต่เด็กเลย
ตอบ : ฮะ แล้วมันก็มาต่อเนื่อง จนอยู่ร้านตัดผม ได้อ่านกลอน ตรงนี้อาจจะ เป็นจังหวะที่มันไม่เหมือนคนอื่น แล้วก็ทำให้ความต่อเนื่อง มีเพื่อนหลายคนที่ เขาเป็นนักเพลงละนะ โดยเขาเรียนจนจบอนุปริญญา จบปริญญาแล้วกลับไปศึกษา อย่างคุณ ชูชาติ เพชรใจกล้า นี่ เป็นคนสองพี่น้อง เป็นรุ่นน้องอยู่เลาขวัญ ตอนนี้คุณชูชาตินี่ เขาเป็นนักเพลงพื้นบ้านคนหนึ่งที่สำคัญ ที่ สามารถเล่นได้ร้องได้ สามารถแต่งได้ แต่ก็มาแต่งในช่วง เมื่อมีการศึกษาแล้ว แล้วกลับไปเล่นใหม่ แต่ผมไม่แน่ใจว่าคุณชูชาติ มีความรู้สึก เหมือนที่ผมรู้สึกหรือ เปล่า นี่ยกตัวอย่าง
ถาม : แล้วในความรู้สึกของอาจารย์ พ่อเพลง แม่เพลง ที่เป็นคนพื้นบ้าน ที่สืบสานกันมาแต่ดั้งแต่เดิม กับคนที่มีความรู้กลับไปทำนี่ มันยังไงคะ มันเทียบกัน ได้ไหม
ตอบ : คนที่มีความรู้กลับไปทำ ถ้าหากเข้าไปถึงวิญญาณของมัน อาจจะทำ ได้ดีก็ได้นะ แต่ยังไมเคยเห็น แต่ยังไม่เคยเห็น แต่คนที่ติดพันมากับมันนี่ มี ทำได้ ดี ผมเชื่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive