000000-D อภิณหปัจจเวกขณ์ ตอน4-พ่อท่าน-สันติอโศก-อ002.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - 2520 อภิณหปัจจเวกขณ์ (184 ตอน) MP3 ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์98 KB
วันที่แก้ไข31 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

เทปธรรมะที่ท่านจะได้รับฟังต่อไปนี้เป็นการนำอภินิหารปัจจะเวกม้วนที่ 4 โดยพ่อท่านพระโพธิรักษ์ณพุทธสถานสันติอโศกกรุงเทพฯขอเชิญท่านรับ ณบัดนี้อาการมีชีวิตอยู่กับสังคมเราก็จะต้องรู้กาโยหรือกายสิ่งแวดล้อมที่ประชุมอยู่แม้แต่ในระยะใกล้ระยะไกลเราก็จะต้องมีปฏิภาณหรือมีปัญญาที่จะรู้พอสมควรเพื่อเรา จะได้ป้องกันตนเพื่อเราที่จะได้รู้ว่าสิ่งนี้เราควรรับหรือเราไม่ควรรับการรู้และการรับมายึดถือต่างกันเรารู้แล้วเราไม่รับเมื่อเรารู้แล้วว่าอันนี้ไม่สมควรรับเราได้ใช้ปัญญาวิเคราะห์ตัดสินว่าสิ่งนี้เราไม่เกี่ยวข้องเราจะได้วางตนถูกว่าเราจะไม่เกี่ยวข้องสิ่งนี้เราควรเกี่ยวข้องเราก็จะได้วางตนถูกว่าสิ่งนี้ต้องเกี่ยวข้องด้วยเหตุการณ์ต่างๆดูทั้งตนและผู้อื่นที่เราจะเป็นไปได้ถ้าเรามีฤทธิ์แรงสามารถพอที่จะช่วยผู้อื่นได้เราก็จะช่วยอันนี้ไม่ใช่ตายตัวผู้ที่มีความสามารถสามารถจะเอื้อมไปถึง แต่ผู้ที่ตกอยู่ในนรกอยู่ในหลุมโลกโลกีย์อันหนักหน่วงและผู้ที่มีฤทธิ์มากก็สามารถที่จะเอื้อมตัวไปเกี่ยวข้องและสามารถจะดึงขึ้นมาได้ชั่วก็เข้ามาได้และในสถานะการณ์ของเหตุการณ์บ้านเมืองเหตุการณ์ของสังคมเหตุการณ์ของประชาชนในระดับนั้นเวลานั้นมันรุนแรงมันต้องการฤทธิ์ต้องการอะไรต้องการผู้รู้เข้าไปร่วมตัดสินก็ไปร่วมทำด้วยเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ไปตัดสินเมื่อประชาชนทะเลาะกันอย่างใหญ่หลวงเป็นเรื่องของการทะเลาะกันระดับหมู่ 2 หมู่ชนใหญ่ทีเดียวเป็นเรื่องการเมืองพระพุทธเจ้าก็ต้องต่อไปตัดสินเมื่อเหตุการณ์แวดวงนั้นสมควรเพราะเป็นความจำเป็นแต่ท่านจะทำท่านก็ต้องรู้ตน คนเกี่ยวข้องหรือไม่และจะมีผลดีตามควรหรือไม่ถ้าเขาทำตามหน้าที่ตามความเหมาะสมมีอัตตัญญุตามีการประมาณตนมีการประมาณหมู่มีการประมาณบุคคลนั้นทุกคนก็สามารถที่จะศึกษาถ้าอันนี้เราแม้แค่อย่าว่าแ

อ่านต่อ

ต่เราเองเข้าไปร่วมตัดสินเลยแม้แต่แค่เราไปรับสัมผัสเราก็อ่อนแอแล้วเราก็ไม่รอดแล้วเราก็ป้อแปลแล้วเราไปไม่รอดเราต้องติดหรือเราต้องพักต้องดูดอะไรรุนแรงเราก็ต้องรู้ตัวว่าเราเองเราก็อย่าพึ่งหรือบางทีเราต้องรู้ว่าเราเองเราเนี่ยหลักซะจนเราไม่เคยที่จะทำให้เป็นโลกุตตรจิตเลยแล้วจะปรับๆๆแบบชนิดหนีโลกแล้วก็จะต้องหัดสัมผัสดูบ้างหัดเรียนรู้ว่าขณะนี้เรามี มีพละพอหรือไม่จะได้จะสัมผัสสิ่งนี้แล้วเราก็ไม่หวั่นไหวเราไม่เกรงกลัวเราจะไม่เกรงกลัวแล้วเรารู้ตนอีกว่าเราสามารถอุ้มชูเขาได้หรือไม่เราจะช่วยเขาได้หรือไม่นี่เขาทุกข์ร้อนนะเขาลำบากนะก็จมอยู่ในนรกอยู่ในโลกีย์อยู่ในโลกที่น่าสงสารเราจะช่วยเขาได้หรือไม่ก็ดูตนถ้าเราพอช่วยได้เราสัมผัสก็สามารถทนได้และเอื้อมช่วยเขาได้แล้วก็ทำตามที่พอเป็นไปดังนี้เป็นเรื่องของมโนธรรมสำนึกเป็นเรื่องของจิตของมนุษย์ในเรื่องของจิตของอริยชาติเรื่องของจิตของผู้ที่เป็นอารยชนแท้ที่จะต้องรู้ความเป็นจริงแห่งความประชุมเรียกว่ากาโยหรือกายเพราะฉะนั้นเราก็ต้องดูอย่างใจตรงใจเที่ยง เราต้องมีสติธรรม 7 ประการเพื่อที่จะประมาณเพื่อที่จะพิจารณาทั้งตนและสิ่งแวดล้อมทั้งเหตุการณ์ทั้งเวลาทั้งอะไรต่ออะไรทุกอย่างที่จะคำนวณประมาณว่าอันนี้สมควรหรือไม่ที่จะเป็นไปและเราจะต้องเกี่ยวข้องอะไรไม่น่าเกี่ยวข้องร่วมพิจารณาตัดสินแล้วเราก็วางอยู่อะไรที่น่าเกี่ยวข้องหรือว่าควรเกี่ยวข้องแล้วเราก็ต้องเกี่ยวข้องหรือบางอย่างเราไม่อยากเกี่ยวข้องเลยแต่เราจำนวนมันต้องเกี่ยวข้องเพราะเราตกอยู่ในสถานที่อย่างนี้กาละอย่างนี้สิ่งแวดล้อมอย่างนี้เป็นอย่างนี้จำนวนเราก็จะต้องตั้งใจอย่างแข็งแรงเพื่อที่จะสู้สิ่งนั้นอย่างอาจหาญชานกล้าและไม่หลงไม่เลอะมีสติและมีกำลังที่เต็มที่ที่เราจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้เหตุ อย่างนั้นก็จะเกิดขึ้นสำหรับคนบางครั้งบางคราวแน่นอนนี่เป็นเรื่องของการรู้รอบการรู้ทั่วและเราเองก็มีประโยชน์ตนประโยชน์ท่านอยู่อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของศาสนาพระพุทธเจ้านั้นการรู้หรือการรับถึงจะต้องทั้งพิจารณาและก็จะทั้งรู้ว่าการจะปล่อยหรือจะถือการถือนี่ไม่ใช่ว่าการถืออย่างยึดมั่นถือมั่นแต่เป็นการอาศัยเป็นการถือเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นพหูชนะให้ตายยากในศาสนาที่อยู่กับสังคมอยู่กับมวลมนุษยชาติตามหน้าที่ของเราคนที่เป็นสัตว์โคลงงั้นเราจึงจะต้องมีความรู้อย่างนี้แล้วก็ฝึกไปไม่ใช่เราจะรู้ไปทีเดียววันเดียวแต่รูปโปรดพลาดได้เลยไม่ได้เราต้องค่อยๆศึกษาค่อยๆรู้ค่อยๆ ปืนปฏิกูลเราจึงจะเป็นผู้รู้และเป็นผู้รับหรือว่าเป็นผู้ปล่อยอย่างที่เรียกว่าเรารับเนี่ยเราต้องมีประโยชน์กับเขาได้นะเราปล่อยก็เพราะว่าเราเองเราต้องเป็นประโยชน์ต่อการปล่อยเป็นประโยชน์ตนการรับเพื่อที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเป็นประโยชน์ท่านต้องการจะทำให้ประโยชน์เกิด 2 ส่วนเป็นอุปโภคอยู่มันมีประโยชน์ตนประโยชน์ท่านนั้นก็จะต้องเป็นผู้ที่รู้ตนรู้ทันอย่างสมเหมาะสมควรและรู้องค์ประชุมองค์ประกอบกาลเวลาฐานะเทศะอะไรทุกอย่างจะต้องรู้จริงๆเราจึงจะเป็นผู้ที่มีประโยชน์ทั้งตนและท่านยังสอดคล้องไปด้วยกันด้วยกันได้ดีอย่างที่สุดขอให้พวกเราได้เข้าใจอย่างละเอียดหรือว่าเข้าใจให้ถูกเป้าประเด็นให้ดีๆไม่เช่นนั้นแล้วก็กลายเป็นการปล่อยหนีโดยที่เรา ข้าวต้มไม่แข็งแรงอยู่ตลอดนิรันดร์เสร็จแล้วเราก็กลายเป็นอีกอันหนึ่งซึ่งไม่เข้ารอบเข้ารอยของพระพุทธเจ้าแต่ก็อย่าห่ามๆอย่าประมาทอย่าอวดดีถ้าพูดได้ห่ามึงประมาทอวดดีหรือมีความสุขตรงไปในทางที่เรียกว่าตั้งหน้าเข้าสู่โดยที่ไม่มีประมาณอะไรเลยไม่รู้จะปล่อยจากความไม่รู้จักประมาณที่สมควรหรือไม่สมควรอย่างแท้จริงเราก็จะกลายเป็นแพ้พ่ายเรียกว่าเลยเถิดไปอีกตรงไปอีกฝั่งหนึ่งเช่นเดียวกันเพราะคำนวนอย่างละเอียดละออทุกมุมรู้ทุกมุมทุกด้านให้สมส่วนแล้วเราก็จะได้ปฏิบัติตนอย่างถูกสัมมาทิฏฐิเป็นประโยชน์ตามมรรคองค์ 8 ที่เป็นทางปฏิบัติและก็รู้ฐานะแห่งตนอย่างแท้จริงเดินไปอย่างเร็วเพราะว่ามันครบพร้อมไปสัม ทุกๆอย่างในอริยมรรคองค์ 8 เป็นสมาคมพร้อมเราจึงจะเป็นสุขาปฏิปทาและขิปปาภิญญาหรือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตึงตัวพอเป็นกลางอย่างพอดีสบายๆแต่ไม่ใช่หย่อนยานแล้วเราก็จะได้ปฏิบัติได้ผลเร็วที่เรียกว่ากินปลากินยาทุกๆคน หลักการปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนานั้นเรารู้กันดีว่าเราจะต้องมีสติเป็นสติปัฏฐานและเราก็จะต้องเรียนรู้โดยหลักว่ารู้ความประชุมองค์ประชุมต่างๆที่เรียกว่ากายแล้วก็ยังรู้ซ้อลงไปถึงเวทนาซึ่งเป็นตัวจิตเป็นตัวละเอียดจนกระทั่งถึงสภาพแรกของการรับรถ การรู้เวทนาตั้งแต่จะแปรเวทนาเป็นสุขแปลเป็นทุกข์ซึ่งเป็นแนวโน้มของการรับรสรับรู้หรือแม้ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นการรับรถรับรู้เราเข้าใจกันมาแล้วว่าอุเบกขาเวทนาหรือไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นรถรางที่เราจะพึงกระทำให้เกิดให้เป็นเหตุตนเพราะฉะนั้นองค์ประชุมต่างๆเราจะรู้เท่าทันกายต่างๆจะเรียกว่าสังขารกายเมื่อมันสงบเรียบร้อยกายสังขารอันสงบนั้นเป็นที่พักพิงดังที่เราได้รู้ในรายละเอียดของ จุดต่างๆที่เราได้ศึกษามาแล้วเพราะเมื่อเรารู้จักกายสังขารและทำให้มันสงบระงับเป็นไปเพียงราบรื่นพอดีเราก็ถือว่านั่นคือความสมบูรณ์ด้วยความพอดีความเหมาะแล้วจิตของเราได้อยู่ในฐานของอุเบกขาหรืออสุภเวทนาอสุขมวัตถุกามสุขเวทนาก็เป็นฐานอาศัยอันพอดีแล้วร่วมกันไปถึงจิตเราก็จะรู้รายละเอียดของจิตที่เป็นกิเลสในนัยยะต่างๆอย่างละเอียดสุขุมวิทซับซ้อนลงไปในความสงบระงับพร้อมกันนั้นในจิตมันก็มีเวทนาเป็นเจตสิกเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นถ้าเราศึกษากายเวทนาจิต กรงหมาที่อุเบกขาเวทนานั่นเองแม้ในจิตเพลินจิตต่างๆก็เหมือนการประชุมคือกายแต่เป็นกายในการประชุมกายในกายก็คือจิตสุดท้ายเศรษฐกิจที่มันเป็นอารมณ์ของจิตก็อุเบกขาเวทนานั้นเองคนเราจะทรงไว้ซึ่งอารมณ์อย่างไรเรียกว่าธรรมารมณ์หรือธรรมะเราจะทรงไว้ซึ่งอารมณ์อย่างไรพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสสอนให้เรารู้ว่าเป็นอารมณ์อันทรงไว้เป็นที่พักเพียงเท่านั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ต้นไม่ใช่ของเราเราจะเจียนจิตของเราไปจนกระทั่งละเอียดละออถึงขั้นเป็นเทพพยาบาลสูงสุดเป็นพรหมเป็นผู้สร้าง เป็นผู้ประทานเป็นผู้ให้อยู่แก่โลกจิตนั้นสะอาดบริสุทธิ์ซื่อสัตย์เป็นจิตบริสุทธิ์สูงสุดปานใดก็เป็นเพียงฐานอาศัยไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขาที่เราจะต้องรู้อารมณ์ที่เป็นกิเลสก็ต้องประหารออกเป็นสมรรถภาพ 4 เรายังทำไม่ได้ก็ต้องมีอิทธิบาทที่จะต้องพักพิงก็ทำให้จริงเมื่อเรารู้ว่าเราเองเราทำได้ก็ต้องรู้อย่าผิดพลาดรู้ว่าทำไม่ได้ก็ต้องทำให้มันละเอียดอ่อนให้มันได้ไปจนกระทั่งถึงที่สุดอินทรีย์โดยจะกล้าขึ้นภาระเราจะกล้าขึ้นโปรดจงเราจะเต็มบริบูรณ์ขึ้นมักองค์ 8 เราจะเต็มสมบูรณ์เหมาะสมถนัดและทำความตระหนักชำนาญได้ รูปความทรงไว้รู้ความเสพติดที่เรารักความเสพความติดรู้ความเป็นไปตามอิริยาบถของปกติมนุษย์ยืนเดินนั่งนอนทำการทำงานรู้พักรู้เทียนรู้ควรพักหรือพักสมควรแล้วก็รู้เพียงคนจึงสมบูรณ์ด้วยการเป็นผู้เพียรสร้างสรรค์ให้แก่โลกเป็นโรคกำปังอนุกรรมปายะเป็นผู้อนุเคราะห์โลกส่วนตนนั้นไม่ได้ไม่เสียตอนนั้นจะดีเพราะคนอื่นเขายกขาให้ถ้าเรามีงานมีการมีคุณค่าเราก็เป็นคนมีคุณค่าสมกับที่เกิดมาเป็นคนไม่บังคับบุรุษมีความขยันหมั่นเพียรแสดงถึงความเป็นสมณะอันสูงเลิศเป็นผู้ที่ทำตาม จิ๊กหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้าท่านวางไว้เรามีอิทธิบาท 4 เป็นสมณะผู้สงบเป็นคนพูดสงบและเป็นผู้มีอายุคือยังไม่ตายก็มีอิทธิบาทเป็นเครื่องแสดงเป็นผู้มีวรรณะเป็นผู้ที่เป็นสมณะชั้นสูงก็เพราะมีศีลเป็นเครื่องแสดงเรามีศีลเราไม่บริสุทธิ์เราไม่ละเมิดเราบริสุทธิ์ซึ่งศีลทำอะไรอยู่ตามกฎตามหลักตามแนวตามลำดับแบบระเบียบทุกอย่างพร้อมพรั่งเราเป็นผู้มีสุขเพราะเราอาศัยฌานแล้วก็ใจทานอย่างถูกต้องผู้ใดมีฌานลืมตายังแก้วกรองทุกเวลาเราไม่มีนิวรณ์ 5 เราอาศัยฌานสบายทำการทำงานก็มีชาญอยู่แข็งแรง มีพละกำลังเพราะเรามีวิมุตแข็งแรงเรามีโภคทรัพย์เพราะมีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาสร้างอยู่ในโลกแต่ไม่เป็นของเราเราเป็นพระเจ้าที่แข็งแรงและเป็นพระเจ้าที่มีโภคทรัพย์แยกเพราะเรามีเมตตากรุณามุทิตาสร้างสรรค์ให้แก่โลกได้มากเท่าใดเราก็เป็นเจ้าเป็นเทพเจ้าใหญ่เท่านั้นมีอริยทรัพย์มากเท่านั้นมีบุญมากที่สุดเพราะเราเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ได้มากที่สุดเราจึงเป็นเทพเจ้าพระบูชาพระผู้ให้พระอุปทานเป็นผู้มีจิตอันบริสุทธิ์เพราะจิตของเราได้สร้างความบริสุทธิ์มาอย่างเป็นผู้รู้ยิ่งรู้จริงมาแล้วเราสุขสบายแม้เราจะทำงานหนักหนาเหน็ดเหนื่อยอยู่ เราก็สุขเราก็สบายเพราะเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเมื่อยเพลียเพลียสมควรจะพักเราก็พักถ้าไม่เมื่อยไม่เปลี่ยนไม่เพลียมีกำลังวังชามีสมรรถภาพมีความสามารถเราก็ยิ่งทำยิ่งแข็งแรงยิ่งแคล่วคล่องยิ่งทำได้ยิ่งแนบเนียนดีประเสริฐสูงสิ่งเหล่านี้ขอให้ฟังให้ดีแล้วก็ทำให้สมส่วนสมศักดิ์เราทำได้เราก็เป็นจริงตามพระพุทธเจ้าที่สอนในวางหลักไว้ดีแล้วมากแล้วพิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้ก็พิสูจน์ได้เราจึงเป็นผู้ที่มีโพธิปักขิยธรรมอันบนเนินดำเนินถูกเรื่องถูกราวถูกหลักถูกเกณฑ์เป็นผู้สร้างสรรค์เป็นผู้เจริญเป็นผู้ร่ำรวยไม่ใช่เป็นผู้เสพผู้ติดไม่ใช่เป็นผู้ที่เอาเปรียบไม่ใช่ผู้ที่ทำ ก็ไม่ค่อยได้น้อยๆมีแต่ติดตัวติดตนมีแต่คำหลบๆดีๆมีแต่สภาพเลี่ยงๆเว้นๆห่างๆพักๆไม่ใช่แต่มีเพียรมากก็พักไม่ใช่มีพักมากก็เพียงเพราะคนเรานั้นพักไม่เท่าไหร่หรอกทุกอย่างมันก็หมุนเวียนไปเดินตามสภาพความเกิดความเป็นความมีเพราะฉะนั้นเหมือนเครื่องยนต์ที่จะติดเครื่องได้ทั้งวันทั้งคืนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้แต่นอนหลับท่านก็สอนเทวดาติดเครื่องได้ทั้งวันทั้งคืนไม่ใช่เป็นผู้ที่หยุดอยู่ไม่ใช่ผู้ที่เสพติดการนอนการเอนการหลับไม่ใช่เลยท่านไม่ได้ติดในการนอนการเอนการหลับนั่นเป็นความเสื่อมของภิกษุชนิด แต่ถ้าผู้ใดพ้นการนอนกันเองการหลับอยู่มาเป็นผู้ที่ติดเครื่องแม้นอนหลับก็ยังทำงานดังที่มีหลักฐานอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเราก็จะเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าที่ทำถูกที่ถูกทางเข้าแนวเข้าทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถูกต้องผู้ใดยังมีส่วนใดบกพร่องก็ปรับปรุงแก้ไขพยายามกระทำให้ลงร่องลงช่องแล้วเราจะรู้ที่จบที่พักพิงเราจะรู้ที่พอที่พอดีที่พอเหมาะของเราเองจะเป็นคนที่มีทั้งปัญญาอันถูกต้องตามธรรมของพระเจ้าและมีทั้งเจโตรที่มีกำลังอินทรีย์พละอย่างถูกต้องตามพระพุทธเจ้าเราก็ได้อาศัยสิ่งนี้เป็นไปตลอดชีวิตเมื่อผู้ใดรู้ สภาพลงตัวของความเป็นอรหัตตผลคือผลอันพอดีแล้วเราก็อาศัยไปเจริญยิ่งเจริญยิ่งอยู่พระอรหันต์เจ้าของพระพุทธเจ้าก็เป็นผู้เจริญยิ่งเจริญยิ่งอยู่ตลอดเวลาไปทีเดียวไม่ใช่เป็นผู้ที่หยุดซึมเศร้ามึนชาเป็นผู้ที่งงๆงวยๆเป็นผู้ที่ท้อแท้อยู่อย่างนี้ตรงกันข้ามผู้มีวิริยะไม่ใช่ผู้ท้อแท้มึนงงอย่างที่คุณวิริยะเป็นตัวอย่างให้เราเห็นอยู่เดี๋ยวนี้ชื่อจริงและชื่อวิริยะแต่ลักษณะนั้นไม่ใช่วิริยะเลยเป็นสุริยะปัดสักนิดทางเพราะฉะนั้นอันนี้ยังไม่ใช่ความสมบูรณ์ยังเป็นความบกพร่องยังไม่ลงตัวยังไม่สอดคล้องวิริยะคือผู้เพียรมีความขยันหมั่นเพียรเป็นผู้ที่ตื่น ที่รู้เป็นพูดฉับไวแววไวแคล้วค้องไม่ใช่ผู้เซ่อๆซ่าๆทึมๆทื่อๆอยู่อย่างนี้นี่คือรูปแบบตัวอย่างที่เราเห็นความไม่ลงตัวของความจริงจริงคือวิริยะจริงไม่ใช่มึนชาจริงคือแคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียวเป็นผู้ที่สร้างสรรค์เป็นผู้ที่รู้จักรูปเทียนขอให้สังเกตความจริงตัวอย่างทุกอย่างมีได้ให้เราเห็นให้เรารู้ให้เราศึกษาเพราะฉะนั้นแม้ผู้ที่ไม่ตกถึงขั้นนี้เป็นผู้ที่ยังอยู่ข้างๆเคียงๆเอียงๆแอบๆคล้ายๆก็ระมัดระวังปรับปรุงของตนอย่างเป็นผู้บัญชาอย่าเป็นผู้ที่คล้ายๆอย่างนี้หลบๆเลี่ยงๆข้างๆเคียงๆเป็นผู้ที่หนีเป็นผู้ที่ไม่ ประโยคเกี่ยวกับโครงสร้างสรรค์ดังที่เป็นเทพเจ้าอย่างสูงสุดที่เขานิยมกันทั้งโลกมาเป็นผู้สร้างเป็นพระผู้ให้เป็นพระผู้ประทานและพิจิตรบริสุทธิ์โดยเฉพาะเป็นพุทธคือเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแจ่มใสความนี้อาจจะสั้นอาจจะวนแต่ก็พิจารณาให้ดีและเราจะเข้าใจทำไม่ถูกตรงแล้วเราก็จะเป็นคนสมบูรณ์ในชีวิต ภุมรินทร์รู้ธรรมะก็จะเรียนด้วยความรู้โดยฟังสมัยโบราณจริงๆนะน่ะเรียนปริยัตินี้โดยฟังกันทั้งนั้นโดยฟังโดยเห็นเราเห็นเราก็รู้ได้ด้วยปัญญาเหมือนกันเห็นกิริยาเห็นอาการเห็นการกระทำของใครของใครเราก็ใช้ปัญญาเราพิจารณาเอารับเอาจากเห็นรู้ได้จากฟังรับรู้ด้วยเห็นรับรู้ได้ฟังเสร็จแล้วเราก็เอามาพิจารณาเอามาปฏิบัติทดสอบพิสูจน์ธรรมของตนเรียกว่าปฏิบัติเมื่อปฏิบัติแล้วมันก็จะเกิดผลมีเหตุมีปัจจัยครบครันก็จะเกิดได้ผลเองเพราะการศึกษาจึงมีทั้งการรู้ ไปแจกแจงกันไปกว่าจะเกิดศรัทธากว่าจะเกิดความเห็นแจ้งกว่าจะเกิดการเชื่อถือนับถือได้มันยากเพราะว่าธรรมะทวนกระแสโลกโลกก็เป็นอย่างลูกโลกส่วนธรรมะนั้นมันจะตรงกันข้ามกับโลกแต่มันก็สอดคล้องกับโลกเพราะว่าผู้ที่ปฏิบัติธรรมะแล้วไม่ใช่ผู้เป็นปฏิปักษ์ของโลกเป็นผู้กลับทำให้โลกอยู่เย็นเป็นสุขสันติมุมกลับวันนี้เข้าใจยากเราเป็นคนเสียสละเราเป็นคนขยันหมั่นเพียรเราเป็นคนสร้างสรรค์แล้วเราเป็นคนอนุเคราะห์ให้แก่โลกแต่โลกมันโง่โรคมันต้องการต้องการได้มากๆมามันก็ขี้เหนียวมันก็เผาผลาญมัน Moto สันให้กับตัวเองอยู่เท่านั้นแล้วไม่เผื่อแผ่ออกโลกจึงมีแต่การกอบโกยหวงแหนและก็เผาผลาญซึ่งมันเป็นความทารุณไม่ขาดขาดสันติมันเกิดการเดือดร้อนกันแก่งแย่งกันแล้วก็ยิ่งทำลายลงทำลายลงวันสัตว์ศาสนาสัจธรรมจึงมาแก้แก้จุดที่ให้รู้จักการเป็นอยู่แล้วก็เป็นอยู่โดยอย่าเกินเพราะแม้แต่การกินการอยู่การหลับการนอนสิ่งสำคัญของชีวิตที่เรียกว่าปัจจัยมันไม่มีอะไรมากนอกจากไม่มีอะไรมากแล้วเราก็สร้างสรรค์ทีนี้ถ้าสร้างสรรค์และเราไม่โลภเราก็แบ่งแจกเจือจางเกื้อกูลกันออกไปได้ถ้าโลกเข้าใจสั้นๆอย่างนี้แล้วก็เป็นคน Meeting ตรงจริงไม่มีกิเลสเหลือนะโลกไหนๆเมื่อไหร่เมื่อไหร่มันก็ไม่ขาดแคลนธรรมชาติก็จะสมบูรณ์ทุกคนก็จะไม่เผาผลาญแม้แต่การกำหนดกิเลสกำหนดกำหนดราคะอะไรกำหนดได้ไม่ให้มันดิ้นรนออกมาไม่ให้มันมีพฤติกรรมออกมาถึงข้างนอกไม่ต้องมาทำอะไรให้มันมากมายแม้แต่การสมสู่ก็น้อยก็สามารถจะกำหนดจำนวนคนได้มันจำนวนคนพอเพียงกับการหมุนเวียนของธรรมชาติคนเกิดมาแล้วธรรมชาติมันก็หมุนเวียนขึ้นมามันมีใบไม้ต้นไม้นกนกปูปีกมันก็ช่วยธรรมชาติทั้งนั้นมันกินผลไม้กินเมล็ดเข้าไปแล้วก็เอาไปถ่ายตรงนู้นถ่ายตรงนี้มันเกิดต้นหมากรากไม้เป็นการกระจายพันธุ์เป็นการหมุนเวียนอยู่ด้วยธรรมชาตินกบางอย่าง กินก็กัดสัตว์บางอย่างหรือว่าสัตว์บางอย่างก็กินสัตว์บางอย่างอะไรมันหมุนเวียนอยู่ตามธรรมชาติของมันคนเราก็อยู่ในฐานะของคนถ้าคนอยู่สะอาดสะอ้านแล้วสัตว์ต่างๆไม่อยู่ด้วยเพราะว่าคนสามารถทำความสะอาดสะอ้านได้สามารถที่จะป้องกันความรบกวนของสัตว์ต่างๆได้ด้วยความรู้และเราก็อยู่กันโดยไม่ต้องให้มันมาทำร้ายเราเพราะว่าสัตว์หลายอย่างมันทำลายคนเหมือนกันยังยุงมันกินเลือดของคนอย่างนี้เป็นต้นมันก็ทำลายเราแต่เราสามารถป้องกันมันได้มันก็ไม่สามารถทำร้ายทำลายเราได้โดยเราไม่จำเป็นจะต้องไปทำลายมันแต่มันก็ดูของมันเองมันก็ดิ้นรนของมันเองมันไม่กินเราตรงมันก็มีสิ่งอื่นเป็นของตรงของมันเหมือนกันมันก็ไปหาอย่างอื่นอย่างใดอะไรต่ออะไรอยู่ได้ มันไม่เจริญถ้าสมมุติว่าสัตว์บางอย่างมันจะกินเรามันจะใช้เราเป็นอาหารโดยตรงเมื่อเราเองเราไม่ยอมให้มันกินมันไม่ได้กินเราตรงมันก็ไปกินอาหารอ้อมกินอาหารอ้อมมันก็ไม่เจริญมึงไม่เจริญเดี๋ยวมันก็หมดเผ่าพันธุ์ก็ดีแล้วนี่เผ่าพันธุ์มันมาทำลายคนหมดไปมันก็ไม่เป็นไรสัตว์ที่หมดเผ่าพันธุ์ทำลายคนคนก็เป็นอยู่สุขดังนี้เป็นต้นเพราะถ้าคนเราฉลาดรู้ฉลาดที่จะป้องกันตนโดยไม่ต้องไปทำร้ายต่อแล้วเราก็รู้จักธรรมชาติสามารถรู้ปริยัติปฏิบัติและปฏิบัติตนไปในรอบอย่างนี้เราทำได้เมื่อใดเราพ้นเมืองนั้นเราสบายก่อนคนอื่นแล้วเราก็สอนคนอื่นให้สบายเป็นวงกว้างออกไปเป็นสังคมเป็นหมู่กลุ่มนี้เป็นไปมากเพียงพอในโลกโลกนี้ก็จะสุขเย็น นี่เป็นสั้นๆเป็นคำแนะนำสั้นๆง่ายๆเหมือนผู้ใดรู้ผลของตนเองว่าตนเป็นอยู่สุขตนรู้แล้วว่าอยู่กับโลกเขาอย่างไรผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่เป็นพระอรหันต์เรามีจุดมุ่งหมายว่าเราเองเราจะต้องไม่เห็นแก่ตัวเราจะต้องเสียสละก็คือผู้ที่ไม่ต้องเป็นหนักหนาอะไรกับตัวเองแล้วแล้วก็ยังเป็นคนที่จะช่วยโลกพระอรหันต์ทุกวันนี้ทำงานหนักเพราะว่าจะต้องทำงานช่วยโลกเขามากโรคเขาเดือดร้อนมากต้องมีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาพระเจ้าทุกวันนี้ทำงานหนักมากเพราะว่าซาตานมันมีแรงมากซาตานมันมีฤทธิ์สูงพระพุทธเจ้าจึงจำเป็นต้องทำงานหนักมากฉันใดพระอรหันต์ก็คือตัวพระเจ้าหรือฉายาของ ตัวแทนของพระเจ้าโดยตรงจะต้องทำงานหนักมากทำงานหนักก็ไม่เป็นไรเมื่อถ้าไม่มีตัวตนท่านก็ไม่ได้ทุกข์เธอก็ไม่ได้เดือดร้อนท่านทำงานหนักก็เท่ากับช่วยพระเจ้าหรือเป็นตัวพระเจ้าเองนั่นแหละทำงานไปจนกว่าเราจะตายมันก็ตายตายแล้วคนที่อยู่ก็ทำกันไปถ้าผมว่าเราทำให้โลกนี้สงบเย็นเพราะว่าเรามีความรักในหมู่ปวงชนเราช่วยปวงชนมันก็เท่านั้นตัวเราเองเราก็สบายเราช่วยหมู่ปวงชนแล้วก็สบายเพราะงั้นเราสบายอยู่ทั้งขึ้นทั้งล่องเราช่วยเขาก็สบายตัวเราก็สบายแถมเราสบายเรายังได้ช่วยเหลือเกินฝ่ายสัตว์โลกอยู่จนกระทั่งตายเราจึงมีทั้งความพ้นทุกข์มีทั้งความสบายแล้วมีทั้งการได้ช่วยเหลือเพื่อฝ่ายผู้อื่นตามความสามารถของเรา เกมยิ่งทำมากก็ยิ่งจะเกิดความสามารถมากเป็นของธรรมดายิ่งชำนาญยิ่งรู้ยิ่งรู้ยิ่งยิ่งทำอะไรได้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆไม่เป็นเรื่องของความจริงที่ผู้ใดเข้าถึงแล้วหมดสงสัยไม่มีปัญหาเพราะฉะนั้นก็พากเพียรทำตนไปตามความจริงฐานะของเราเท่านี้เราก็ทำให้ยิ่งยิ่งขึ้นมีอุดมการณ์หรือมีเป้าหมายที่จะทำไปจนกว่าเราจะตายทำได้มากได้น้อยก็ไม่มีปัญหาพูดได้หมดปัญหาและผู้ใดรู้ทุกข์รู้เท่าทันทุกข์แล้วไม่เป็นทาสทุกข์ทำงานไปตลอดชีวิตโดยการไม่โลภแต่ยิ่งที่สุดมีเป้าหมายมีมาตรการจัดการตัดสินเราก็จะรู้ว่าเราอยู่ในฐานใดและเป็นผู้ที่สร้างคุณค่าอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็น โซดาสกิทาอนาคาอรหันต์ก็เป็นผู้สร้างคุณค่าถ้าเข้าใจศาสนาพุทธที่แล้วสร้างคุณค่าและก็ทำตนให้ไปถึงที่สุดแห่งที่สุดผู้ได้ถึงแล้วก็รู้ถึงแม้สิ้นสุดในตนแล้วตนไม่ต้องศึกษาอีกก็จะรู้ว่าก็เหลือแต่ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นเท่านั้นเพราะว่าเราเองตัวตนของเราสบายแล้วก็มีแต่สร้างสรรค์ประโยชน์ให้คนอื่นทุกวันทุกวันไปเป็นความจริงเราเมื่อยก็พักเราไม่เมื่อยก็เพียงเราป่วยก็ต้องพักอีกก็เท่านั้นเองหรือแม้เราแก่ทำไม่ได้แล้วแล้วก็ทำได้นิดๆหน่อยๆทำได้ไม่มากไม่มายนักแต่สักวันหนึ่งถ้าคนที่เป็นพระอรหันต์แล้วก็จะไม่อยู่หนักแผ่นดินนักเราทำประโยชน์ไม่ได้มากเท่าที่ควรเขาก็จะปล่อยชีวิตปล่อยร่างกายตายไปเท่านั้นเองนะ ประกอบพวกเราได้พิสูจน์ปริยัติปฏิบัติแล้วรู้ตัวปฏิเวธธรรมที่ชัดเจนเราก็จะได้พิสูจน์ศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตนก็ได้ประโยชน์และมนุษย์ชาติก็จะได้ประโยชน์ตาม อันใดย้ำถึงประโยชน์ที่พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาสำคัญที่ว่าเราจะเป็นผู้ที่ระวังอย่าประมาทอาจเป็นผู้ที่ไม่มีความประมาทมีสติมีศีลอันงามตั้งความดำริไว้ให้ดีเสมอๆและก็จงพยายามรักษาจิตของตนตลอดเวลาการมุ่งไปที่ว่าการรักษาจิตของตนนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรจะปล่อยปละละเลยกายกรรมวจีกรรมก็หาไม่เพราะว่าจิตเป็นประธานของสิ่งทั้งปวงแต่ว่าสุดท้ายจริงๆ Grand แก่นจริงๆมันก็อยู่ที่จิตที่จะเป็นตัวควบคุมกายกรรมวจีกรรมควบคุมพฤติกรรมของเราทุกอิริยาบถนั้นต่อผัสสะทั้ง 6 ก็ดีตอบคำกริยาคนดีเราจะต้องเป็นผู้ที่มีสติมีศีลอันงามตั้งความดำริไว้ให้ดีทีเดียวอย่าประมาทพยายามรักษาไปจนหมดถ้าเผื่อว่าเราสามารถควบคุมพิจารณาติดตามรักษาจิตให้ดีเสมอให้จิตเป็นตัวที่มีธรรมมีใจเลือกเฟ้นแล้วก็มีอำนาจให้จิตไปฝึกปรือให้มีการได้ฝึกหัดจริงๆได้ อดทนพยายามเลือกเฟ้นแล้วก็เลือกกระทำในส่วนที่เป็นกุศลเป็นกุศลเสมอเสมอเสมอเสมอเสมอเสมอดังคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่าเราตั้งตนอยู่ในความลำบากเถิดกุศลธรรมจะเจริญยิ่งญาติเสพยาติดพยายามละออกเว้นขาดออกพยายามตั้งตนอยู่ในความลำบากและเสพถ้าติดแล้วที่ไหนที่นั่นเรื่องไหนเรื่องนั้นเป็นอันว่าจมไม่มีรอยไม่มีที่มันจะเจริญก็เป็นความหมายตรงข้ามกับจมคือหมายความว่ามันก็เซ็นมันฟุ้งซ่านเพราะฉะนั้นอย่าให้มันจมลงไปอย่าให้มันจมลงไปอย่าให้มันฟุ้งซ่านให้มันอยู่ในระดับที่เราเองเราใช้ปัญญารู้ว่าในสมองสมควรเป็นปานกลาง แต่ผู้ที่ยังเป็นเสขบุคคลแน่นอนที่สุดว่าเราจะต้องฝืนจะต้องอดทนจะต้องตั้งตนอยู่ในความลำบากเพราะฉะนั้นถ้าพูดใดเป็นเองในฝั่งใดได้ถามต้นถามหนึ่งแล้วก็ไปแชร์หลักเสพติดเอ็ดอึงให้ดีรู้ความเอร็ดอร่อยไม่ว่าฐานใดได้ผลมาแค่ทานหนึ่งแล้วก็เริงเริงไปตามที่เราได้ดีมานิดนึงมันจะเจริญทางโลกนะเมื่อเราพ้นอบายมุขพ้นกรรมหยาบๆพ้นโลกก็ทำนิดๆหน่อยๆมันจะเจริญทางโลกเราจะได้จะมีความขยันหมั่นเพียรจะมีลาภยศจะมีอะไรต่ออะไรเหลือเฟือเพราะว่าเราไม่ไปผลาญกล้าในทางฉิบหายโดยเฉพาะโรคอบายมุขมาได้เนี่ยมันจะร่ำรวยมันจะมีอะไรต่ออะไรมากมายแล้วมัน มันจะเหลิงระดับหนึ่งมันแม้แต่จะลดกามลงได้บ้างมันก็จะสุขสบายว่างเบาลงไปอีกระดับหนึ่งแล้วจะล้มเสพหลงติดได้อีกแล้วลาภและยศพอสมควรละกามพอสมควรมาได้โดยไม่ยากนักแล้วมันก็จะมาเหลิงติดว่างเบาเฉยหยุดไปอีกซึ่งมันเป็นขั้นๆเป็นระดับๆที่เราเสพเราติดเพราะพวกเราได้พิจารณาพากเพียรเรียนรู้ตามธรรมของพระพุทธเจ้าที่ใช้มักองค์ 8 แล้วรู้จักฉันตอนขั้นตอนที่เราจะไม่หยุดอยู่ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็เตือนไว้ทุกมุมทุกเหลี่ยมพระพุทธเจ้าจะไม่สรรเสริญผู้หยุดอยู่ท่านสรรเสริญผู้ที่เจริญยิ่งเจริญยิ่งอยู่เสมอๆเพราะถ้ายิ่งเสี่ยงยิ่งติดก็ยิ่ง ความเป็นคณิกาหรือเป็นตัวผลึกเป็นตัวติดตั้งเป็นตัวติดตั้งมันก็ยิ่งช้ายิ่งนานก็ยิ่งแกะยากล้างยากทำลายลำบากเป็นพิษเป็นภัยเป็นโทษแก่เราเองแล้วพวกเราได้สังวรสำเนียงในเรื่องเหล่านี้ให้จริงแล้วแต่เผื่อว่าผู้ใดไม่รู้ตัวเองกระทำโดยโลภมากก็เข็ดขยาดเหน็ดเหนื่อยทรมานทำให้หวาดไหวก็ระวังจะต้องประมาณตนจะต้องรู้ขนาดเราจะโลภมากเรากิเลสมีเยอะยอมรับว่ากิเลสมีเยอะทำได้ขนาดตึงๆมือตั้งตนอยู่ในความลำบากพอประมาณของตนทำได้แล้วก็เจริญขึ้นแล้วก็เพิ่มการปฏิบัติเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นส ไปเราก็จะเจริญรุดหน้าไปได้อย่างทั้งเร็วและก็ไม่หนักหนาเกินการไม่มีการเก็บขยะมันจะเจริญได้ดีมันขอให้พิจารณาในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าพวกเธอทั้งหลายจงตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทจงเป็นผู้ที่ไม่ประมาทเถิดและจงมีสติมีศีลอันดีงามศีลคือข้อกำหนดของแต่ละบุคคลผู้ใดทำได้มากได้น้อยก็กำหนดเอาตามฐานของแต่ละบุคคลของตัวเองเราทำได้มากพอทำได้เคร่งทำได้อาทิทำได้สูงทำได้ลึกก็ของแต่ละบุคคลมันยังไม่ได้ก็ไปตามขั้นต่ำตอนมีศีลอันงามตั้งความดำริให้ดีคือพยายามจะคิดจะนึกจะทำอะไรก็ให้ดีเสมอแล้วพยายามไปถึงที่สุดท้ายก็รักษา จิตของตนให้ดีให้ประเสริฐให้สะอาดและให้มีกำลังเป็นเจโตไปสิงคโปร์เป็นฌานเป็นวิมุตเสริมขึ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน