000000-C อภิณหปัจจเวกขณ์ ตอน3-พ่อท่าน-สันติอโศก-อ002.txt
เนื้อหาในไฟล์
เทปธรรมะที่ท่านจะได้รับฟังต่อไปนี้เป็นการนำอภินิหารปัจจะเวกม้วนที่ 3 โดยท่านพระโพธิรักษ์ณพุทธสถานสันติอโศ ขอเชิญท่านรับฟังได้ณบัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่าสัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้เพราะอาหารอันนี้เป็นธรรมะที่ 1 เป็นธรรมะ คันสำคัญขั้นเอกขั้นแรกที่เดียวที่เราจะต้องพึงรู้พึงสังวรอันนี้เป็นข้อสังเกตที่ตั้งขึ้นให้สนใจหรือว่าให้พิจารณากันเพราะอธิบายเคยแนะนำเสมอว่าเรื่องอาหารนี้มันมีรายละเอียดแม้กระทั่งถึงกระจายไปเป็นอาหาร 4 อาหาร 1 ก็ตามเป็นอาหารกินจริงๆเอาเข้าปากอาหารที่จะเข้ารับประทานเข้าไปในท้องนี่แหละมันก็เป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องเป็นผู้ที่รู้อย่างแยบคายถ่องแท้เพราะว่าอาหารมันเกี่ยวข้องกับชีวิตตั้งแต่เป็นคนธรรมดาไปจน ถึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันก็จะต้องเกี่ยวข้องกับอาหารไปตลอดแล้วมันเกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกายชีวิตจะผาสุขสำราญมันจะแข็งแรงมีคุณค่ามีประโยชน์ก็เพราะเรารู้เท่าทันอาหารและเราจะมีกิเลสตัณหามันก็ประกอบอยู่ในอาหารอีกหลากหลายทีเดียวผู้ที่ปฏิบัติธรรมด้วยอาหารมาจะรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆมันแยบคายมันลึกซึ้งมันซับซ้อนมากหลากหลายเพราะฉะนั้นผู้ใดได้ศึกษาปฏิบัติธรรมะด้วยการพิจารณาธรรมจากเรื่องอาหารให้ไปอย่างแยบคายเรื่อยไปเราจะรู้เลยว่าเราเกิดปัญญาญาณเกิดการละการลดกิเลสรู้แง่รู้เชิง ผู้เรียนรู้มุมของมันในการที่มีความลึกซึ้งละเอียดที่มีกิเลสอย่างหยาบรางละเอียดเล่นเล่เล่นเลขอยู่ในจิตใจของเราระบบพูดได้ด้วยเบาบางพอสมควรมันก็ไม่มีปัญหามากนักหรอกเรื่องอาหารแต่ว่าในส่วนละเอียดลึกซึ้งแล้วมันมีมันมีเลขเลยไม่มีเลขคนของมันในตัวที่เราจะจับไม่รู้จักไม่เท่าทันชนะเห็นจริงเห็นจังจนกระทั่งสามารถตัดสินเข้าใจได้ว่าอย่างนี้คือความลงตัวคือความสมบูรณ์ของเราที่จะอยู่อาหารเป็นความพอเหมาะ
อ่านต่อ
พอดีเป็นอาการของจิตมีกิเลสเหลือส่วนรูปรถเป็นเสียงสัมผัสในอาหาร มันก็เหมือนกันตาต่างหูทางจมูกทางลิ้นทางกายละเอียดละออเข้าจริงๆนั้นตาเห็นมันก็จะไม่ชื่นชมอะไรนักหนาหรอกได้ยินเสียงทหารไม่ค่อยมีเสียงตาได้กลิ่นตาเห็นรูปจมูกได้กลิ่นกายสัมผัสแตะต้องอย่างไรก็ตามมันก็จะไม่ค่อยเท่าไหร่แต่พอแตะรถถึงรถเนี่ยจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่มันมีนัยยะที่ลึกซึ้งละเอียดที่เราจะรู้ว่าอาหารกับรถที่แตกทางลิ้นแล้วทำให้เราเกิดมีอาการของกิเลสมากบ้างน้อยบ้างเยอะเพราะ ฐานนอกแล้วไม่ต้องยุ่งเกี่ยวเท่าไหร่ด้วยตาด้วยกลิ่นรูปหรือกลิ่นทั้งจมูกแม้จะสัมผัสจะผ่านจะอะไรก็เฉยเมยก็พอได้จะไม่รบเราจะไม่รบกวนอะไรมากมายแต่พอเราสัมผัสแตะลิ้นเรารับประทานจะผลักหรือจะดูจริงๆเป็นกิเลสในเชิงลบเชิงบวกเชิงชอบหรือเชิงชังเนี่ยมันจะมีจริงๆที่ให้เราศึกษามันเป็นส่วนที่แยกรายละเอียดละออเพราะฉะนั้นผู้ใดครับผมว่าปลอดโปร่งได้ว่าไม่ผลักในอาหารที่เราไม่เคยชอบนอกจากไม่ชอบและจะชังมาด้วยก็ไม่ได้ผลักอะไรมากมายขนาด ใครจะรู้เพราะว่าในภาพของอาหารมันมีทั้งสิ่งที่มันเป็นจริงว่ายังเพชรชนิดเป็นต้นคุณเคยชอบหรือคุณเคยชังก็ตามมันก็ผิดของมันอยู่อย่างนั้นแม้จะเคยชอบแต่เวลามารับประทานแล้วมันก็ผิดแม้จะเคยชังคุณก็จะต้องพยายามรับให้ได้พอสมควรเคยชอบแล้วคุณก็มารับไม่ได้พอสมควรคุณจะรู้ว่าเรายังมีอาการดูดการผลักหลุดคนใดแต่ถึงจะมีอาการดูดอากาศหรือไม่มีก็ตามเทคนิคมันก็เผ็ดมันเป็นเชิงชวนผลักอยู่นั่นเองอย่างนี้เป็นต้นก็ปฏิเสธไม่ได้แม้คุณเองคุณจะมีความชอบอยู่ คิดเท่าไรถ้ามันเผ็ดมากเกินกว่าเหตุกว่าควรขึ้นไปแล้วคุณต้องผลักคุณสู้ไม่ได้หรอกถ้าเผื่อว่าเราไม่ได้ไปมีจิตใจหยาบๆว่าชอบเผ็ดชอบอะไรในรสเผ็ดแล้วล่ะก็คุณก็จะรู้ว่าปฏิกิริยาของมันมันแสบมันร้อนมันทุกข์แล้วจะไปห้ามปฏิกิริยาที่มันแสบมันร้อนมันทุกข์นั้นน่ะห้ามไม่ให้มันเกิดห้ามไม่ได้มันต้องมีอย่างนี้เป็นต้นรถอื่นก็เช่นเดียวกันจะเป็นรถของเป็นรถปาดเป็นรถเฟืองเป็นรสหวานเป็นรสเปรี้ยวเป็นรสอะไรถ้ามันจัดจ้านแล้วมันก็มีนัยยะคล้ายกันถ้าเราเองเรารู้แล้วเปรี้ยวจัดๆก็มันก็มันก็ทำให้เราเองเรามีปฏิกิริยาที่ไม่เคยจะดีเหมือนกันแหละหวานจัดๆก็เหมือนกันผม จัดก็เหมือนกันมีปฏิกิริยาผลักหรือมีปฏิกิริยาที่มันมันไม่ค่อยลื่นมันก็ฝืดเพราะงั้นเราจะสังเกตในขณะที่เราไปพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วเนี่ยเราจะสังเกตได้ยากเพราะสิ่งเหล่านี้ธาตุของมันเป็นธาตุที่แรงที่กล้าจัดจ้านแต่เราจะรู้สึกว่าจิตของเรามันยังรู้สึกแปลกๆที่จริงจิตไม่ผลักก็ได้แต่ว่าปฏิกิริยาที่ทำให้ฝืดทำให้ต้องฝืนต้องลำบากอยู่บ้างอันนี้ไม่ใช่สภาพของจิตผลักเนี่ยอ่านยากไม่ใช่จิตราจิตใจว่ามันฝืดมันยากเพราะมันเผ็ดจัดเพราะมันร้อนมากเพราะมันร้อนก็ดีมันเย็นจัดพอดีมันขมก็ดีมันเปรี้ยวมากก็ดีมันเอ่อ หวานมากหรืออะไรก็แล้วแต่มันเป็นรถที่มันเกินที่เราจะพอเหมาะพอดีเพราะฉะนั้นในสิ่งเหล่านี้ก็ต้องอ่านจิตให้ชัดๆให้เห็นว่ามันเป็นการฝืดแต่ไม่ใช่เป็นสภาพจิตของเราผลักเมื่อจิตเราไม่มีหลักจิตของเราก็พอเป็นไปแต่ว่าปฏิกิริยาของธาตุมันเกิดเป็นเช่นนั้นจริงว่ามันก็ยากหน่อยมันฝืดหน่อยแล้วก็ให้รู้ของจริงว่ามันก็ไปได้แล้วล่ะมันพอแล้วอย่าไปหลงผิดถ้าหลงผิดแล้วก็ไม่รู้ตัวจบกังวลว่าเราไอ้นี่ไม่ได้เพราะงั้นกินพริกก็จะต้องให้ใจมันเฉยไม่มีฝืดไม่มีอะไรเลยจัดๆเข้ามาก็ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่เลยตายพอดีก็เลยจะต้องไปทดสอบทดลองกินพริกเผ็ดๆแล้วก็จะให้มันเฉยมันจะตายมันก็ตายเปล่าไปแล้ว รู้จักขนาดนี้เป็นต้นสิ่งอื่นก็เช่นเดียวกันมีนัยยะที่คล้ายๆเช่นนี้อยู่มากในเรื่องของอาหารมันปรากฏว่าเราเองเรารู้ความพอเหมาะพอดีแล้วเราก็จะเข้าใจในการเกี่ยวข้องเป็นอยู่แล้วก็จะไม่เกิดการทุกข์เรารู้ที่จบเรารู้สภาพพอเหมาะลงตัวพอดีได้เราก็จะเป็นคนสบายเพราะแม้จะเป็นพระอรหันต์ก็ต้องกินแล้วเราก็เลือกไม่ได้บางทีเขาก็เอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาให้เราซึ่งเราจะไปเลือกเฟ้นกินอะไรเกินการก็ไม่ได้เผ็ดบางทีก็ให้เป็ดมามากก็ได้ต้องให้เตรียมมามากก็ได้ก็ให้หวานมากๆบางทีก็ได้มันมีพอจะเป็นไปสงเคราะห์ไปได้แล้วก็ต้องกินต้อง จึงจะเป็นผู้ที่ไม่ทุกข์เพราะสิ่งเหล่านั้นมันย่อมเป็นย่อมมีอยู่ไม่ได้ดังเราประสงค์ไม่ได้ดังเราที่ต้องการให้พอดีนั่นแน่นอนมันก็มีมากไปไม่น้อยไปอะไรอยู่ตามสันของโลกตามที่มันเป็นภาวะการที่เราจะต้องอยู่กับโลกอันนี้ก็เป็นแง่หนึ่งที่ให้เราเห็นว่าการพิจารณาเรื่องอาหารนี้มีสภาพลึกซึ้งมีเหรียญมีมุมอะไรที่เราจะต้องศึกษาดังกล่าวนี้อยู่อีกมากมันศึกษาไปทุกทีเราก็จะต้องแนะนำกันไปแนะนำเชิงอื่นไม่เกี่ยวกับอาหารเลยก็ได้แนะนำเชิญอาหารอีกซ้ำซากไปก็ต้องยอมจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องเผินมันเป็นเรื่องที่เราดูแล้วเราไม่ได้อะไรประโยชน์อะไรเพิ่มเติม อย่าคิดเช่นนั้นเราจะต้องพยายามศึกษาจริงๆแล้วก็ปฏิบัติให้มีสติปัฏฐานให้มีการรู้เท่าทันพิจารณาวิจัยแล้วก็พยายามหาวิธีลดและปลดปล่อยไปจริงๆแล้วเราก็จะแข็งแรงแยบคายแยกลึกซึ้งละเอียดทั้งการกระทำให้จิตมันตรงวางได้ทั้งสภาพรู้ที่เป็นญาณทัศนะอันแยบคายเพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมโดยอาหารจึงเป็นเอกกระทําของเราของเราไปได้อย่างจริงจังเลยถ้าเผื่อว่าผู้ใดไม่ ก็ลองลองปฏิบัติเพื่อเธอแล้วเราจะรู้ว่าคนเข้ามาเลยปลายว่าที่นี่ปฏิบัติธรรมอะไรกันเอาเรื่องกินตะกละตะกลามหุ้นแต่เรื่องกินเราไม่ได้วุ่นหรอกเราทำให้เบาบางเราทำให้จางคลายเราทำให้มันง่ายเป็นคนเลี้ยงง่ายเป็นคนที่รู้คุณค่าด้วยบอกแล้วว่าจะมีชีวิตทั้งพลังกายทั้งความเป็นอยู่สุขผาสุขไม่มีโรคไม่มีภัยไม่มีความรู้อยู่ในนั้นเสร็จมันจะเอาออกหนังสือเรื่องอาหารนี่มาถึง 3 เล่มศึกษากันดูมันมีมันมีเหลี่ยมอะไรต่ออะไรเกี่ยวกับอาหารการกินด้วยแม้ที่สุดอาหารเกี่ยวไปถึงนามธรรมเป็นอาหาร 4 ก็ได้อธิบายให้แยกขายลึกซึ้งไปอีกด้วยคอย เพิ่มเติมแล้วเราจะได้ประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมด้วยอาหารผู้มาปฏิบัติธรรมพิจารณารอบตื่นพิจารณารอบซ้อนและลึกเท่าใดพิจารณาดีๆแล้วก็จะเกิดปัญญาจะเห็นสัจธรรมอีกมากฉันมากเธอจะเห็นว่าเราเองเราบางคนได้รอบอื่น ง่ายหยาบๆทำได้ง่ายรวดเร็วแต่เวลาจะเลื่อนชั้นเวลาจะทำรอบสูงขึ้นลึกขึ้นทำได้ยากยากจนไม่สามารถที่จะปีนขึ้นไปได้เลยก็มีอันนั้นหมายความว่าอินทรีย์พละหรือว่าความเพียรของผู้นั้นยังไม่พอส่วนที่ทำได้ง่ายในรอบหยาบนั้นก็เพราะว่ามันเป็นบารมีเดิมเป็นของเก่าที่ได้มีมาแล้วเพราะฉะนั้นเวลามาทำถึงง่ายได้แล้วเสร็จเสร็จแล้วเราก็เพียงน้อยไปแล้วเราก็จะต้องปั่นเพราะว่าการเพิ่มชั้นเลื่อนชั้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ไหนแต่ไหนยิ่งชั้นต่ำ ก็ยิ่งยากจะสูงขึ้นกลับไปอีกชั้นต่ำนั่นแหละพูดจะเลื่อนศูนย์ก็มันก็ยากทั้งนั้นแหละยิ่งสูงขึ้นจะว่ายากก็ยากโดยอีกเชิงหนึ่งที่ว่าย่านั้นก็เพราะว่ามันมีกิเลสลึกซึ้งซับซ้อนที่เนียนในมานะก็สูงขึ้นภาระอะไรต่ออะไรที่จะต้องระมัดระวังที่จะต้องมีสังวรระวังมีระเบียบมีวินัยอะไรแต่สิ่งแวดล้อมของสมมติสัจจะก็สูงขึ้นมันจึงยากเพราะฉะนั้นบางคนจึงไปไม่รอดแต่ส่วนผู้ใดถ้าเผื่อว่าได้เห็นความสบายเห็นอย่างสอดคล้องทั้งสิ่งแวดล้อมนอกทั้งสิ่งใดที่เราเป็นจริงแล้วมันก็เป็นความ ความง่ายทั้งสิ้นไม่ว่าเราจะมีวินัยมีกฎมีหลักมีระเบียบถ้ายิ่งผู้ใดปฏิบัติถูกทางทฤษฎีมักองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าแล้วแล้วได้ทำมาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างแข็งแรงผู้นั้นจะไม่รู้สึกท้อต่ออุปสรรคหรือว่าบทที่เราจะปฏิบัติประพฤติกลับจะเห็นว่าเป็นกำไรที่เราได้มีแบบฝึกหัดที่เราได้ลดละได้ทดลองดีกว่าว่างๆไม่มีแบบฝึกหัดเลยเหมือนนักมวยไม่มีคู่ซ้อมที่มือถือถึงมือดีๆนักมวยเอกไม่มีคู่ซ้อมมือถึงมือดีเนี่ยจะรู้สึกว่ามันรู้สึกมันไม่ค่อยจะสมบูรณ์ไม่เจริญอะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าบอกว่ามีคู่ซ้อมมือถึงๆมาให้ซ้อมเสมอๆจะรู้สึกว่าถนัดๆรู้สึกตัวเองแข็งแรงรู้สึกตัวเองมีความสามารถดีขึ้นดีขึ้นเรื่อยๆฉันใดพระที่ปฏิบัติธรรมทฤษฎีของพระพุทธเจ้านี้ไม่ใช่หนีเลยแต่เป็นทฤษฎีที่กล้าหาญองอาจไปผจญประจำแล้วก็สามารถที่จะแข็งแรงแล้วกล้ามั่นคงไม่ถดถอยหลังเป็นทฤษฎีที่ตรงกันข้ามกันเลยคือทฤษฎีฤาษีเดรัจซึ่งเป็นการอ่อนแอเป็นเรื่องที่หลบลี้หลบเลี่ยงไม่ผจญไม่ประจำเพราะฉะนั้นก็ต้องสังเกตให้ดีๆข้อสำคัญมันอยู่ที่ อย่าทำเกินภูมิเกินฐานฐานะของผู้ใดดูตนมองตนตรวจตนดีๆอย่าเหิมห่ามจนการเสียแล้วจะเข็ดเขี้ยวไปไม่รอดแล้วก็ตื้อๆๆแล้วก็รถถอยลงไปได้ถ้าเผื่อว่าไม่เข็ดเขี้ยวไปได้ยังเต็มมืออย่ามีมานะอันใดสูงต้องยอมรับว่ามันสูงเกินแรงเกินฐานะของตนผู้ใดวัดความสูงเกินแรงของตนได้ชัดเจนอยู่ผู้นั้นไม่พลาดง่ายแต่ระวังอีกในมุมกลับตัวเองอยู่ในฐานะสูงเหมือนกันแต่เสร็จแล้วก็หลงผิดเข้าใจผิดนึกว่าตัวเองต่ำก็ทำให้ชาเหมือนกันทำให้ช้าไม่ค่อยเดินไม่ค่อยเจริญดีมันไม่ตึงๆมือมันไม่สมกับฐานะก็ดูเบา ดูง่ายอยากดูเบาดูง่ายแต่ว่าช้าเพราะงั้นก็ต้องพยายามระมัดระวังดูให้มันพอเหมาะพอสมในเรื่องมัชฌิมาหรือสมฐานะของตนของตนถ้าได้สมศักดิ์สมส่วนดีทุกขนาดแล้วเราจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติได้เร็วเจริญและไม่หนักหนาสบายสบายในการปฏิบัติธรรมถ้าแปลว่ารู้ว่าเราก็จะต้องตั้งตนอยู่ในความลำบากคือจะต้องขัดเกลาต่อสู้พากเพียรเป็นไปด้วยใจที่เข้าใจแล้วนี่นะมันไม่ทุกข์มันไม่เดือดร้อนนอกจากคนนั้นขี้เกียจถ้าไม่ขี้เกียจแล้วมันก็ต้องทำงานมันก็ต้องพากเพียรสร้างสรรค์ไปทั้งหมดปฏิบัติทั้งการงานมันอยู่ร่วมกัน การงานก็อยู่ร่วมกันบทบาทการปฏิบัติธรรมข้อสอบซ้อนอยู่ในการกระทบสัมผัสโดยทวารทั้ง 6 สังวรระวังสำรวมสิ่งที่จะมาผจญประจำทำให้เราเกิดธรรมวิจัยให้เกิดดูกุศลอกุศลแล้วก็ไปมีผลต่อเนื่องถึงจิตจะเรียกว่ามโนปวริศร 18 ต่อเนื่องถึงจิตเราจะดูเวทนาในเวทนาเสมอหรือจะเรียกว่าจิตหรือธรรมารมณ์ก็ได้แต่ว่าในปฏิบัติธรรมแล้วการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 มันเดินบทพร้อมกันทั้ง 4 คือกายเวทนาจิตธรรมมันเดินร่วมกันไปหมดเลยกลายแปลว่าองค์ประชุมเวทนาก็คือสภาพที่ลึกไปถึงตัวความรู้สึกสุขทุกข์และเราก็กลับมาสู่ไม่สุขไม่ทุกข์นี่เป็นระบบ ง่ายๆเป็นความหมายง่ายๆซ่อนลงไปในจิตเวทนาก็คือจิตพยัญชนะซ้อนลงไปในจิตเรียกละเอียดลงไปอีกว่าอารมณ์หรือธรรมารมณ์เราก็จะรู้สภาพของธรรมารมณ์ด้วยอารมณ์ของจิตที่มันซับซ้อนลึกซึ้งแยบคายลงไปอีกไม่ใช่แต่เพียงว่าสุขก็ทุกข์และแม้ที่สุดไม่ใช่แต่แค่โสมนัสและโทมนัสมันถึงขั้นว่าชอบหรือชังเป็นอิจฉารมหรืออนิจจาลมหรือไม่ถึงป่านนั้นทีเดียวและเมื่อเวลาสูงสุดแล้วอารมณ์จะเป็นถึงขนาดอิจฉาลมหรืออนิจจาลมเราก็จะรู้ฐานอาศัยฐานอาศัยได้ว่าอันนี้ถาดกลมคืออารมณ์ที่ไม่น่าภูมิใจนัก แต่ว่าอารมณ์ที่ไม่น่าภูมิใจนักนี้โดยสภาวะธรรมไม่ใช่อารมณ์พิเศษหรือว่าที่ติดของเราเป็นอารมณ์ที่เรียกว่าเราก็จะตั้งอยู่ในทุกขาทุกขังประธานาธิบดีมันตั้งอยู่ในอารมณ์ที่ลำบากสำหรับใช้กับบุคคลจะมีอย่างนั้นเสมอเสมอถ้าเราเข้าใจไม่ถูกต้องแล้วเราก็จะเห็นว่าอารมณ์ที่เราจะต้องตั้งตนอยู่ในความลำบากเป็นอารมณ์ของอนิสอารมณ์เป็นอารมณ์ที่ไม่น่าพึงใจไม่น่าชอบใจเราจะเข้าใจผิดได้ง่ายๆเพราะฉะนั้นเราอย่าไปพึ่งเข้าใจผิดต้องพยายามเข้าใจให้ชัดว่าอารมณ์ที่มันจะต้องฝืนอยู่บ้างนี่แหละจะต้องทนอยู่บ้างนี่แหละเรากำลังขัดเกลาแล้วขนาดเรานี่เราจะเห็นสภาพทุกอย่างเลยว่ามันกระทบสัมผัสอย่าง อย่างนี้แล้วเราก็กำลังได้ลดกิเลสได้ค่ากิเลสเด็กพยายามตั้งมั่นแข็งแรงสู้ทนได้เดินได้เดินสู่สูงได้เดินสู่สูงได้เดินสู่สูงอยู่เรื่อยๆเราก็จะเป็นผู้รู้สิ่งที่มันเป็นนามธรรมพวกนี้เองเพราะในขั้นจิตหรือธรรมารมณ์แล้วก็ยิ่งลึกซึ้งเป็นดังกล่าวที่ผู้ปกครองให้ฟังนี้ถ้าพบปฏิบัติธรรมโดยหลักเอกหรือทางเอกของพระพุทธเจ้าพิจารณาสติปัฏฐานทั้ง 4 กายเวทนาจิตธรรมจึงเป็นเรื่องที่ปฏิบัติมักองค์ 8 แล้วเดินไปมีสภาพให้เราเรียกได้ขานได้จะหยิบมาเป็นแต่ละชื่อแต่ละเรื่อง ว่ากายก็ดีเวทนาก็ดีจิตก็ดีธรรมารมณ์ก็ดีก็เรียกได้ทุกอันมีอยู่พร้อมสรรพเพราะมันเกี่ยวพันทั้งข้างนอกและถึงข้างในแก่บุคคลบุคคลนั้นถิ่นเดียวนี่เป็นการศึกษาเป็นการปฏิบัติเป็นการเรียนรู้และต้องพิจารณากันทำให้จริงผู้ใดเข้าใจแล้วเรียบร้อยก็จะปฏิบัติธรรมโดยไม่หมองหม่นโดยไม่ผิดลักษณะธรรมเบิกบานร่าเริงมีความเพียรและสนุกกับการปฏิบัติธรรมสะด้วยซ้ำไปผู้ที่ปฏิบัติธรรมมีความเบิกบานร่าเริงและมีความเพลิดเพลินในการปฏิบัติธรรมถูกตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าแล้วจึงสร้างประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านไปพร้อมพร้อมกันในขณะ ปฏิบัติธรรมของทุกๆคนและจะเจริญเร็วพร้อมกันนั้นเราเรียกอันนี้ว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาอาการปฏิบัติธรรมที่เราปฏิบัติธรรมในแง่ใดมุมใด ใดๆก็ตามปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งแล้วเราก็พยายามที่จะให้ได้ความชัดแจ้งมีความละเอียดซ้อนลึกตั้งแต่หยาบครางละเอียดเป็นเหตุตั้งแต่ต้นข้างนอกไปจนกระทั่งถึงข้างในเราจะค่อยๆรู้จักอารมณ์จิตเพราะเหตุปัจจัยอย่างนั้นยังอาหารนี่เป็นเหตุปัจจัยที่เราจะต้องเกี่ยวข้องคลุกคลีสัมพันธ์ตั้งแต่เราเป็นฆราวาสอย่างหยาบๆคล้ายๆเป็นพวกชาวอบายมุขในเรื่องอบายมุขของอาหารเนี่ยมันมีทั้งลักษณะต่ำลักษณะสูงลักษณะสูงที่เขาเรียกว่าเป็นผู้ดีในสังคมก็หยาบคายอย่าง ที่ใช้ภาษาคำว่าหยาบคายนี่ก็หมายความว่ามันปรุงมันสร้างมันสังขารมันมีศักดินามันมีความอร่อยมันมีความเปลืองมันมีความเสียเสื่อมอยู่ในนั้นตั้งเยอะตั้งแยะแต่เขาก็มองไปในรูปของความสวยงามบ้างความประดับประดาบ้างความยกย่องได้ค่านิยมอะไรต่างๆบ้างก็กลายเป็นอาหารที่มีมลพิษหรือมีตัวเฟ้อตัวเกินตัวร้ายไปในทิศทางอย่างหนึ่งเรียกว่าหยาบคายหรือว่าไม่ดีนัยยะนั้นเหมือนกันทีนี้มองไปในอีกในชั้นต่ำต่ำเป็นอาหารที่เหมือนหมูเหมือนหมาเหมือนที่ทานกิน 4 ตีนเหมือนอย่างกับที่พระพุทธเจ้าท่านว่าให้แก่ สุนัขกัดตับปลามานพที่ไปเห็นนักบวชคานสี่ตีนกินอาหารบูดอาหารเน่าเป็นของตามขยะแล้วก็หลงว่าผู้นั้นเป็นพระอรหันต์ดังนี้เป็นต้นอันนั้นก็เกินไปต่ำหยาบสุดโต่งไปอีกด้านหนึ่งอีกอันนึงก็สุดโต่งไปในด้านที่ปรุงสร้างซะจนเลิศลอยอีกอันนึงก็เสื่อมต่ำจนกระทั่งกลายเป็นของทั้งรูปหยาบแล้วก็มีเชื้อมีสกปรกเลอะเทอะเกินการและอีกอย่างหนึ่งเราจะเห็นความสุดโต่ง 2 ข้างนี้ได้เพราะฉะนั้นถ้าผมก็พูดได้รู้กันกลางและถ้าเผื่อว่าเราเข้าใจในส่วนใดที่ยิ่งหนักจะเอาไปสุดโต่งใน สามัญมนุษย์รู้ทีนี้ประเด็นด้านที่ตกแต่งชูเชิดพร้อมพ่อหุ้มข้อสารพัดที่จะลวงพรางให้เป็นค่านิยมลูกโลกอันนี้สิหยาบมากหรือสังขารมากหนักมากยุ่งมากเพราะฉะนั้นน้ำหนักของการปรุงเนี่ยมันมีส่วนมากกว่าเราจึงต้องต่อมาในทางที่เรียกว่าค่อนข้างจะไม่ปรุงให้มากให้ดูมันดูมอซอให้มันดูเหมือนจะค่อนมาทางด้านอีกด้านหนึ่งให้มากอย่างนี้เราก็จะต้องรู้รายละเอียดของผู้ที่จะกระทำเพื่อยืนอยู่จุดกลางหรือจุดสมดุลของการเป็นอยู่ทั้งรูปแบบ พฤติกรรมสภาพเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมและเราก็ได้ปฏิบัติซ้อนอยู่ในคำกิริยาเหล่านั้นด้วยพิจารณาออกและพยายามลดละจางคลายในสัจธรรมทางจิตวิญญาณเราเองเราหลงผิดในค่านิยมแบบมานะหรือแม้แต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแบบกามเราหลงมันอย่างไรเราจิตมันอย่างไรแล้วก็พิจารณาออกเราจะเป็นผู้บรรลุเราก็ยังจะต้องกินเพราะฉะนั้นเราจะรู้เลยว่าเราจะอนุโลมได้แค่ไหนและเรายังเหลือค้างติดอยู่แค่ไหนเราสอดซ้อนซ่อนแฝงพลางลวงอยู่ในรูปของอาหารเนี่ยแม้แต่กินอาหารทุกมื้อนี่เราจะรู้เลยว่านี่ท่าทีอย่างนั้นอย่างนี้อ่านจิตอ่านใจของเราเลยบางครั้งเรา ลดได้บางครั้งเราปล่อยได้บางครั้งเราก็ยังแวบมาอะไรต่างๆนานาพวกนี้มันจะเห็นจิตละเอียดของเราอย่างมากมายเพราะการปฏิบัติธรรมด้วยเรื่องของอาหารเนี่ยปฏิบัติได้ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์เพราะเรื่องกระเพาะอาหารบอกแล้วแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังต้องฉันอาหารพระอรหันต์ทุกองค์ก็จะต้องรับประทานอาหารแม้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วต้องรับประทานอาหารและขาดจากกันไปไม่ได้เลยแล้วมีเหลี่ยมมีมุมที่ทำให้เราอ่านจิตละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนได้อย่างมากความสำคัญของการปฏิบัติธรรมด้วยเรื่องอาหารนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งขอยืนยันทั้งหลักการต่างๆทั้งแม้แต่หัวข้อธรรมที่ลึกซึ้งที่ได้เอามาประกอบเสมอๆให้ฟัง ที่ไม่เข้าใจการปฏิบัติธรรมจึงดูถูกพฤติกรรมที่ปฏิบัติธรรมด้วยหลักการวิธีพิจารณาออกละเว้นแม้แต่พอชนะโภชนาอาหารอย่างที่กล่าวนี้เขาก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติธรรมเพราะงั้นพวกเราขอให้พิสูจน์และขอให้พยายามปฏิบัติให้เห็นจริงเห็นจังให้ได้และก็เชื่อว่าเราได้ปฏิบัติกันมาพอสมควรเห็นจริงเห็นจังอยู่ได้ขึ้นมาตามฐานะแล้วก็อย่าประมาทขอให้ทำให้ละเอียดจนกระทั่งเราสนิทเนียนหมดอารมณ์หมดอาการของกิเลสอยากรายละเอียดถอนอนุสัยอาสวะจนเราจะรู้ว่าเราสบายแล้วกินอยู่นี่เราสบายแต่แม้สบายพ้นทุกข์ ตามเศษเสี้ยวของอาสวะอนุสัยยังมีซุกซ่อนซุกซ่อนอยู่ในรูปรถเป็นเสียงสัมผัสเหล่านั้นเราจะเรียนรู้ความซุกซนซับซ้อนในสังโยชน์เบื้องสูงในสิ่งเหล่านั้นได้อย่างแท้จริงเพราะฉะนั้นหลักการอันรอบรัฐของพระพุทธเจ้าทุกอย่างศึกษาให้ดีแล้วเราจะเห็นว่าความเป็นที่สุดของมนุษย์ที่หมดอาสวะหมดอนุสัยสิ้นนั้นเป็นอย่างไรเมื่อเรารู้จุดมุ่งหมายเมื่อเรารู้แนวโน้มและเมื่อเรารู้ถึงอุดมการณ์อันสมบูรณ์ของผู้ชายอย่างนี้แล้วเราก็สั่งสมให้มันสอดคล้องตามอุดมการณ์นี้ไปแม้จะเป็นรูปเล็กแม้จะเป็นรูปน้อยเราก็ทำไปตามรูปและลูกน้อยแล้วค่อยไปโตขึ้นแล้วมันจะสมบูรณ์พรั่ง กันได้เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าและพ้นทุกข์จะไม่เกิดอีกหรือจะเกิดอีกเราจะเป็นผู้ตัดสินเราจะเป็นผู้ที่กระทำให้แก่ตนเองอย่างอยู่เหนือยิ่งกว่าคำว่าพระเจ้าเพราะเราจะทำตายเราจะทำเกิดได้ด้วยตนเอง เรากำชับกัมพูชาอะไรกันก็เราชอบคนชากันมาเรื่อยๆเสมอซับซ้อนซับซ้อนจนบางคนรู้สึกว่าจะเกิดการเบื่อหรือการเซ็งพวกเขากับเจ้าชายในเรื่องเบื่อหรือสิ่งนี้ให้สำคัญมันเป็นอุปทานชนิดหนึ่งที่เป็นกิเลสซ้อนอยู่ในตัวของมันเองที่เราเกิดอารมณ์เบื่ออารมณ์เซ็งนั้นเป็นมานะด้วยเป็นการถือดีเป็นการถือตัวว่าเรารู้แล้วเราได้ยินแล้วเราเข้าใจแล้วและเราก็เกิดความไม่อยากเป็นวิศวะตัณหาซ้อนเป็นความไม่อยาก เพราะถ้าเกิดว่าเราเข้าใจสภาพธรรมดาๆยกตัวอย่างเช่นว่าเราเดินก็เป็นการซ้ำแล้วนอนก็เป็นการซ้ำเรากินก็เป็นการซ้ำเราตื่นก็เป็นการซ้ำอ่านเราทำอะไรต่ออะไรต่างๆนานาที่เราทำซ้ำซากอยู่โดยไม่มีอุปทานไม่มีกิเลสไม่มีมานะอะไรเราก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนแล้วเราก็ไม่มีอาการเบื่ออาการเซ็งไม่จริงๆใช่เราต้องนอนซ้ำซากเราต้องตื่นซ้ำซากเราต้องทำจิตอย่างนั้นอย่างนี้อะไรซ้ำซากและเราก็จำนวนเราเองเราไม่มีจิตเราเบื่อเพราะจำเป็นเพราะมันเป็นอย่างนั้นแหละในชีวิตมันต้องเป็นอย่างนั้นมันจำเป็น แล้วเราก็ไม่ได้เบื่อไม่ได้แหนมไม่ได้ถ่ายอะไรเพราะเราไม่ได้ตั้งจิตที่จะไปมีกิเลสอะไรมันก็เป็นธรรมดามันเป็นธรรมชาติที่จะหมุนเวียนหมุนเวียนไปเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนั้นลดความเบื่อหรือความเซ็งจึงไม่ใช่ความปกติธรรมดาของมนุษย์มันเป็นความเกิดขึ้นด้วยอารมณ์ที่เราไปสร้างอารมณ์อะไรขึ้นมาท่านเข้ามากั้นแล้วก็เกิดการหลักการดูดขึ้นมาแต่ถ้าเกิดว่ามันจะมาก็มามันจะไปก็ไปเช่นว่าเราถึงเวลาเราจะฟังธรรมถึงเวลาเราจะทำวัตรแล้วก็เป็นธรรมดาเหมือนกับเราจะต้องขึ้นมานั่งกินข้าวหรือว่าเหมือนเราจะได้เวลาเข้าห้องน้ำอาบน้ำแล้วเวลาที่เราจะออกไปทำธุระ สุรศักดิ์อะไรก็แล้วแต่มันก็เป็นเรื่องปกติแล้วเราจะกินข้าวข้าวที่เรากินเม็ดข้าวมันก็เป็นข้าวแล้วกินซ้ำซากเราไม่เคยคิดว่ามันน่าเบื่อเม็ดข้าวมันมันก็เป็นข้าวข้าวธรรมดามันไม่น่าเบื่อเราก็ไม่เคยเบิกค่าแต่เราไปตั้งอุปทานอยู่ในกลับกับข้าวบางชนิดก็กลับคราวนี้กินซ้ำซากแล้วเบื่อเราก็ไปมีอุปทานและมีกิเลสเกี่ยวกับข้าวนั้นได้แต่ข้าวแท้ๆกลับไม่เบื่อทั้งๆที่มันไม่มีรสชาติเหมือนกับอาหารหรือกับข้าวบางชนิดที่เราชอบด้วยซ้ำไปชอบเธอก็ยังเบื่อได้แต่ข้าวเนี่ยไม่ชอบไม่ชอบก็ไม่มีชอบก็ไม่มีแต่ว่าก็ต้องกินมันด้วยความยอมรับมันก็ไม่มี ไม่มีเซ็งดังนี้เป็นต้นที่อธิบายวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ฟังก็เพื่อที่จะรู้ว่าสิ่งที่มันจะต้องหมุนเวียนกับชีวิตอย่างอาตมานี่แน่นอนอาตมาจะต้องเทพซ้ำซากจะต้องทำกิริยาท่าทีอย่างนี้เราจะต้องพิจารณาหาในนี้ซ้ำซากรถยนต์ตายอาตมาก็ไม่ได้เบื่อเพราะว่าก็เหมือนกับเราจะต้องไปแค้นไฟฟ้าจะต้องเดินจะต้องนอนจะต้องลุกจะต้องนั่งจะต้องเคี้ยวจะต้องกลืนจะต้องอุจจาระปัสสาวะมันเป็นปกติธรรมที่จะต้องหมุนเวียนมาถึงแต่เราก็เป็นไปถึงกาลเวลามันไม่ได้น่าเบื่อไม่ได้หน้าเป็นหน้ารังเกียจน่ารักน่าดูดอะไรถ้าจะว่าไปแล้วกลับมีคุณค่าถ้าเราจะฟังธรรมซ่ารับทำให้เรามั่นจำแม่น จิตใจและมันก็ง่ายแก่การที่จะหยิบมาใช้เตือนสติมาแก้ไขมาปรับปรุงตนมันเป็นความดีเป็นกำไรด้วยซ้ำและจะฟังพิจารณาซ้ำซากจะฟังธรรมบทกล่าวมันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมันน่าจะดีด้วยซ้ำเราขึ้นมาทำวัตรเช้าประจำซ้ำซากทุกวันมันก็เป็นความดีมันไม่ได้ประหลาดอะไรมันจะเป็นระเบียบแบบแผนเป็นพิธีการเป็นยาพิจิตรต่อไปถึงอนุชนรุ่นหลังไปอีกนานนับชาติมันไม่ได้เสียหายอะไรอย่างนี้เป็นต้นมันกลับจะเป็นสิ่งยืนหยัดยืนยันสำหรับคนดีเขาทำอย่างนี้นะประจำเขามีไว้เสมอๆเมื่อกลับจะเป็นของดีด้วยซ้ำเพราะว่าผู้ที่เกิดอารมณ์ซ้ำซากเบื่อนายจงพิจารณาตนเองให้ดี ว่าเป็นเรื่องที่เป็นกิเลสเป็นเรื่องที่เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดเมื่อผู้ใดเข้าใจแล้วก็ทำคืนอย่าให้เกิดอาการกิเลสผลักไสไม่ชอบใจเบื่อเซ็งก็ให้มันเป็นไปตามธรรมดามึงหมุนเวียนมามันถึงเวลาวาระก็เป็นไปตั้งใจรับให้ดีด้วยซ้ำจำก็ได้แม่นได้มีอะไรรายละเอียดอื่นๆที่ทำให้เราเกิดปัญญาให้เกิดความเข้าใจเราอาจจะบรรลุธรรมด้วยสิ่งอย่างนี้ก็ได้บรรลุธรรมด้วยพิจารณาที่ได้ฟังได้กล่าวบรรลุธรรมด้วยการทำวัตรเช้าบรรลุธรรมด้วยการทำอะไรต่ออะไรที่เป็นพฤติกรรมเป็นอย่างเดียวพิธีเป็นวิธีการที่ดีเราอาจจะบรรลุธรรมได้ด้วยซ้ำเพราะมันพูดได้ได้เกิดจิตที่เบื่อหน่าย ในสิ่งที่จะให้คุณค่าโดยแท้ดังกล่าวนี้แล้วผู้นั้นจึงเป็นผู้ที่ต้องพิจารณาใหม่ให้ดีๆอย่าให้เกิดสิ่งนั้นเป็นอันขาดนี่ไม่ใช่บังคับแต่วันแนะนำวิเคราะห์วิจัยให้ฟังดีๆจริงๆเพราะบางคนอาจจะเกิดอย่างนั้นได้แม้ในหลายนัยยะหลายเรื่องที่เราเองเราต้องทำประจำอยู่แล้วเราก็เกิดความเบื่อหน่ายซ้ำซากอะไรนี้มันเป็นคุณงามความดีมันเป็นผลดีต่อพิจารณาถึงกุศลและยังกุศลให้ถึงพร้อมเพราะกุศลถ้าไม่ทำไว้ไม่อารักขาไม่สร้างให้มันเกิดอยู่ประจำประจำมันก็เสื่อมได้เป็นธรรมดาไม่ว่ากุศลหรืออกุศลเสื่อมได้เป็นธรรมดาเพราะฉะนั้นเราจะยังกุศลทำกุศลอันนี้ให้มันซ้ำซากให้มันแน่นหนาให้มั่นคงไม่ให้แปรปรวนไม่ให้เสื่อมสลายไปได้อยู่ เสมอเสมอทั้งปัญญาผู้ที่ทำก็เห็นชอบแล้วก็พอใจธรรมทั้งพูดทำก็ทำอยู่อย่างมีอิริยาบถมีอะไรที่เป็นแบบนั้นยืนหยัดยืนยันถาวรอยู่ตลอดตลอดไปมีคุณค่ามีประโยชน์อยู่สิ่งนั้นก็เป็นการรักษาสิ่งที่ควรจะยังกุศลให้ถึงพร้อมให้เป็นประโยชน์คุณค่าแก่มนุษย์ต่อทอดไปในอนุชนรุ่นหลังอีกกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive