000000-I อภิณหปัจจเวกขณ์ ตอน9-พ่อท่าน-สันติอโศก-อ002.txt
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปเป็นการนำปัจจะเวกม้วนที่ 9 โดยพ่อท่านพระโพธิรักษ์ณพุทธสถานสันติอโศกขอเชิญท่านติดตามรับฟังได้ณบัด ต้นเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งของตนคำว่าตนจะเป็นที่พึ่งของตนนั้นไม่ใช่ความตื้นเขินจนจะเป็นที่พึ่งของตนก็เพราะว่าตนมีปัญญาตนหลุดพ้นตนชนะกิเลสไม่ได้เป็นชนะการคนอื่นเอาเปรียบเรารัก เพลงอะไรคนอื่นก็เขาอย่างนั้นไม่ใช่แต่ว่าชนะเพราะชนะกิเลสเป็นผู้ชนะเป็นผู้ที่มีปัญญารู้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนตั้งแต่เบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายตามที่เราได้แนะนำกันมาเสมอแล้วเราก็ได้รู้ตามขั้นตอนของตนของตนรู้จักวิชารู้จักว่าขนาดที่เราจะปฏิบัติแก่ตนนั้นจะต้องปฏิบัติขนาดใดขนาดใดเราเอาให้จริงปฏิบัติให้จริงจนบริสุทธิ์สะอาดเป็นผู้มีความอิสระลอยตัวแล้วเราจะได้พึ่งตัวจิตสะอาดตามขั้นตามตอนมันสะอาดไปแค่ขั้นใดเราก็ได้พึ่งความ สะอาดความอิสระเสรีที่ไม่ต้องเป็นธาตุโลกิยะหรือกิเลสตัณหาต่างๆในเหตุปัจจัยที่มีอยู่ในโลกทุกอย่างในโลกมันเป็นเหตุเป็นปัจจัยเมื่อเรากระทบสัมผัสแล้วเราไม่รู้เท่าทันและเราไม่ชนะไม่อยู่เหนือมันไม่เป็นโลกุตตรจิตเราก็จะต้องพ่ายแพ้เราก็จะต้องอยู่โดยมีมันมีอำนาจที่จะทำให้เราเองต้องโลภต้องโกรธในสิ่งนั้นสิ่งนั้นด้วยความพ่ายแพ้จริงๆแต่ถ้าเผื่อว่าพวกเราผู้ใดปฏิบัติแล้วที่ได้พิสูจน์มาเป็นขั้นเป็นตอนเราได้รู้เท่าทันในปัจจัยอย่างนั้นอย่างนั้นจริงๆแล้วเราก็จะสะอาดประหารได้ค่าได้เพียงกิเลสเหล่านั้นตายรู้เท่าทัน นั้นมันก็คือสิ่งนั้นเราจะกลับมาสังเคราะห์หรือมาจะใช้จะสอยเพื่อเป็นประโยชน์ให้ยังขันนี้ไว้ 1 หรือเป็นประโยชน์เพื่อที่จะเอามาประกอบการงานเพื่อจะสร้างสรรค์ไปสู่มนุษย์โลกอื่นๆอีกหนึ่งเป็นใหญ่ๆเราก็กระทำด้วยความรู้ว่าเราไม่ได้ทำจนเกินเลยชีวิตนี้เราเลี้ยงมันไว้ด้วยเหตุปัจจัยที่สังเคราะห์เราพยายามเรียนรู้และลดลงจน
อ่านต่อ
กระทั่งเหลือน้อยที่สุดในความน้อยที่สุดของสิ่งที่เรารับมาให้แก่ตนเองนั้นก็เป็นความพอดีเป็นความไม่ทรมานตนให้สังขารร่างกายสุขภาพเสื่อมโทรมเป็นความพอดีพอเหมาะแต่ก็น้อยที่สุดเทียบเคียงกับคนในโลกลงไปลงไปก็จะ สาวน้อยโดยส่วนเฉลี่ยเราก็น้อยและน้อยไปจนกระทั่งถึงมีหลักถึงสัปบุรุษหรือสัตบุรุษพระอริยเจ้าผู้ที่ท่านได้พ้นแล้วท่านเป็นตัวอย่างเป็นหลักเป็นแกนยืนยันยืนหยัดให้เราดูอยู่เพราะฉะนั้นพระอริยเจ้าทั้งหลายคือตัวอย่างจะกินจะอยู่จะมีจะใช้จะสะสมไม่สะสมต้องทำตนเป็นตัวอย่างด้วยความรู้เรามีก็ได้ไม่มีก็ได้เพราะฉะนั้นเราควรจะยืนอยู่ในฐานที่ไม่มีเมื่อผู้ใดยืนอยู่ในฐานที่ไม่มีก็เป็นตัวอย่างอยู่ถ้าเราบอกว่าเรามีก็ได้ไม่มีก็ได้แต่เรายืนอยู่ในฐานมีมันก็คลานแย้งแล้วมันก็เป็นตัวอย่างให้แก่คนอื่นเขาเอาอย่างในความมีในความสะสมกอบโกยโลภโมโทสันแก้ตัวด้วยเลี่ยงด้วย กลบเกลื่อนตัวเองไปก็ได้มีเป็นต้นเพราะสิ่งที่จะสอดคล้องสูงสุดนั้นเราก็จะต้องอยู่ในจุดมักน้อยและจุดที่มีน้อยที่สุดให้ได้จนอันใดที่ไม่สมควรจะมีก็ไม่ต้องมีเลยแสดงความบริสุทธิ์สะอาดนอกสะอาดในเป็นตัวอย่างคนในโลกอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราอย่างพระมหาสาวกพระอริยเจ้าพระอริยเจ้าทั้งหลายอย่างนี้เป็นต้นผู้ใดที่พึ่งตนได้ก็เพราะจิตสะอาดอย่างจริงใจเป็นความสุขไม่ทรมานกายจิตที่ว่างสะอาดเปล่าจากที่เราไม่ต้องการอะไรนั่นแหละเป็นสิ่งที่เราได้พึ่งอย่างเกษมจริงๆและเมื่อเราเองเรากระทำนี้เพื่อพิสูจน์อยู่ในสังคมของคนที่เป็นสังคมพุทธสังคมที่มี ความเข้าใจมีสัมมาทิฏฐิอยู่ร่วมกันเราจะอยู่ร่วมกันได้จริงๆเผื่อแผ่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนสะสมแต่ก็อยู่ด้วยกันได้เราพึ่งความดีพึ่งความไม่โลภไม่โกรธถ้าทายให้พิสูจน์สิ่งนี้ใครก็ตามเราไม่มีความโลภไม่มีความโกรธมีความขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัวจริงๆแล้วเราก็กระทำจริงๆเราจะมีที่พึ่งแม้เราเป็นคนแก่แล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้ก็พึ่งกันได้คณะของเรานี่นับวันจะมีคนแก่เพิ่มขึ้นเพิ่ม ขอให้เข้าใจและคนแก่ที่อยู่ในคณะของเราก็อย่าไปหวั่นไหวอย่าไปคิดว่าแม้ตัวเองแก่แล้วแล้วก็มีมานะเราทำอะไรไม่ได้แล้วเดี๋ยวเพื่อนฝูงคนนั้นคนนี้ก็ดูถูกดูแคลนและเป็นกิเลสมานะเป็นกิเลสที่เราเองถือดีเราก็เป็นคนดีอยู่ด้วยดีไปแล้วเขาก็รู้กันเขาก็เข้าใจกันเพราะทุกคนต้องศึกษาไม่รู้เราก็ต้องบอกกล่าวกันผู้ใหญ่ผู้รู้ท่านก็มีไม่ต้องชี้ต้องแจ้งคนแก่ก็พึ่งได้เด็กก็พึ่งได้คนป่วยคนเจ็บคนพิการอะไรพอสมควรฉันเหมาะที่ควรจะพึ่งกันได้เราไม่ได้ไปเสาะแสวงหามาเราไม่ได้ไปอ้าขาเพราะว่าปีที่จะไปเลี้ยงคนที่เขาจะต้องลำบากลำบนกันทั้งหมดเราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกแต่ว่า จะเป็นไปตามธรรมมันก็จะมีสิ่งเหล่านี้ปะปนอยู่เป็นผู้ที่เราจะต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันได้ผู้ใดยิ่งโลภน้อยยิ่งเป็นคนขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์มีผลผลิตมากกว่าสิ่งที่ตัวเองผลาญแล้วก็เผื่อแผ่แล้วโดยเฉพาะน้ำใจความเข้าใจมีน้ำใจและมีความเข้าใจลดความโลภความโกรธออกจากจิตจริงๆมีความรู้ถูกไม่โมหะชัดแจ้งสิ่งเหล่านี้เป็นหลักประกันสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่โลกควรจะรู้และควรจะได้ลงมีการระดมปลูกฝังสิ่งนี้ลงไปให้ได้แต่เมื่อโลกเขาไม่เห็นเขาไม่เข้าใจเขาไม่เชื่อมันก็มีความจำเป็นที่พวกเราจะต้อง สูตรในกลุ่มคนเราว่าคนที่ไม่มีความโลภไม่มีความโปรดไม่มีความหลงผิดเมื่อเป็นจริงแล้วคนกลุ่มนี้จะมีวัฒนธรรมมีความเป็นอยู่มีสิ่งที่เป็นจารีตประเพณีมีความเข้าใจมีน้ำใจอย่างใดอย่างใดซึ่งมันจะมีของจริงมีความจริงนั้นเกิดขึ้นอย่างแนบเนียนตามความจริงในอนาคตขณะนี้เราก็ฝึกปรือและพยายามที่จะมีทิศทางมีอุดมการณ์มีเป้าหมายที่จะสร้างสรรค์ไปและเราก็จะเป็นไปได้เหมือนทุกคนแม้จะเป็นเด็กก็ดีแม้จะเป็นหนุ่มสาวแม้จะเป็นคนเฒ่าคนแก่ก็ตามหรือบางคนอาจจะต้องป่วยเจ็บบางคนอาจจะพิการบ้างอะไรก็ตามเมื่อมาตกอยู่ในหมู่นี้โดยธรรม แล้วพอเป็นไปกันได้เราก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันเท่าที่จะเป็นไปได้เอื้อเฟื้อแสดงน้ำใจมีความจริงใจให้เห็นว่ามนุษย์นั้นต้องพึ่งกันสัตว์มันก็ยังพึ่งพาอาศัยกันพอได้แม้แต่มันเป็นเดรัจฉานเราเป็นคนเราจะพึ่งกันไม่ได้นะมันจะเป็นอย่างไรกันเชียวเพราะงั้นก็ต้องจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามหลักการที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้จริงๆแต่ละคนแต่ละคนมีคำว่าเราพึ่งตนได้และเราจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่าพึ่งตนได้ก็ได้แนะนำจากต้นแล้วว่าเราจะต้องพิสูจน์ความจริงว่าจิตของเราละล้างจากกิเลสออกไปนั่นแหละจะเป็นจิตสะอาดไซร้จะเป็นสิ่งผิดไร้ความโลภความโกรธลงไปเรื่อยๆๆอย่างถูก จริงๆไม่หลงผิดแล้วมันก็จะเป็นทหารอาศัยของมนุษย์ทาทาให้พิสูจน์สิ่งนี้อย่างจริงๆเรามีอะไรดีบ้างแล้วเป็นขั้นเป็นตอนแล้วก็พิจารณาตนอย่าติดแป้นพยายามเพิ่มอธิษฐานให้แก่ตนด้วยเรื่อยๆไปเราจะเจริญมีทั้งผู้ได้แต่เบื้องต้นผู้ได้ทำปรางพูดได้บ้างปลายสอดหนุนกันอยู่มีมากฉันมากคนเพราะฉะนั้นเราจะไปดูว่าในที่นี้มีแต่คนดีไปทั้งหมดเป็นชั้นที่สุดทั้งหมดนั้นไม่ได้ต้องมีที่บกพร่องต้องมีชั้นต่ำชั้นกลางชั้นสูงปะปนกันอยู่แน่แท้และเราก็จะช่วยเหลือกันอย่างจริงๆเพราะฉะนั้นสังคมหมู่นี้จะมีคละเคล้ากันตั้งแต่เริ่มต้นบางคนเป็นกัลยาณชนยังไม่ดีนัก กระทั่งเป็นพระอริยะขั้นตอนการกลางกันปลายขั้นสูงสุดซึ่งจะมีปนเปอยู่แล้วเราก็จะเกื้อหนุนเป็นสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นคนที่จะพิสูจน์หลักธรรมทฤษฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริงอย่างอิสระเสรีภาพของแต่ละบุคคลที่มาในที่นี้ด้วย เมื่อเราได้ปฏิบัติกันมาผู้ที่มีสภาวะธรรมมีได้บรรลุมรรคบรรลุผลไล่เรียงขึ้นมาเรื่อยๆจะเห็นสัจธรรมข้อความที่ว่าพุทธะอันเอาสารัตถะกันว่าผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแจ่มใสลืมเบิกบานสดชื่นอัตถะ 3 อย่าง 3 ความหมายนี้ได้เคยที่คลายขยายความเพื่อที่จะได้ให้เราได้เข้าใจถึงสภาวะที่ละเอียดชัดเจนแล้วก็จะได้เอามาจับวัดตัวเอง เทียบเคียงกับตัวเองเพื่อให้รู้ว่าตัวเองมีหรือไม่หนอเรามีธาตุรู้เรามีธาตุตื่นเรามีธาตุเบิกบานสดชื่นอยู่ในตัวเราหรือไม่หนอจะได้เอามาวัดเอามาเปรียบเทียบจริงๆเมื่อผู้ใดได้ปฏิบัติธรรมได้มักได้ผลขึ้นไปจริงแล้วแล้วเขาคิดเข้าทางของพระพุทธเจ้าจนเรียกว่ามีทาสพุทธะคือมีธาตุรู้มีธาตุอื่นมีท่านเบิกบานสดชื่นจริงเราจะเป็นคนที่เข้าถึงพุทธหรือมีตัวพุทธและรู้เห็นการเห็นธาตุพุทธนั่นแหละคือการเห็นพระพุทธเจ้าโดย ความหมายโดยคำพูดผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราก็คือผู้ใดเห็นธาตุพุทธะนี้เองแหละคือผู้เห็นพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่บุคคลเราเขาพระพุทธเจ้าคือทาสพุทธะผู้ใดได้มีธาตุพุทธผู้นั้นมีมากก็เป็นผู้ที่ได้เห็นพระพุทธเจ้ามากผู้ใดมีน้อยก็เห็นพระพุทธเจ้าน้อยถ้างั้นตรวจสอบตนเองให้ดีถ้าเราได้แล้วเรายังกลายเป็นคนที่ยังงงๆๆช้ายังสงสัยยังไม่ชัดไม่แจ้งยังวกๆวนๆฟุ้งซ่านนั่นเรียกว่าเรายังไม่ได้ธาตุพุทธนั้น วางสายรู้รู้จนไม่สงสัยไม่วกวนไม่เปลี่ยนไปเวียนมามันนิ่งมันแน่มันหยุดมันสงบมันสถิตเสถียรมันมั่นคงมันยืนยงอยู่ไม่ใช่หรอกไม่ใช่ปุ๊ปไปมาพบแพทย์ไปอย่างนู้นอย่างนี้กูบอกว่าปรับไปเปลี่ยนมาแปรปรวนไม่ใช่ทาสอย่างนั้นเป็นธาตุที่ต่างจากธาตุมั่นคงยังยืนสถิตเสถียรหรือว่ายืนยงคงกล้าอาจหาญเป็นสง่าไม่ใช่ว่าเราและและไปรับมาแต่ชวนไป บอกมาอย่างนี้ไม่ใช่ถาดพุทธะหรือไม่ใช่ทานรูปมันยังเป็นธาตุสงสัยมันยังเป็นธาตุเรรวนมันยังเป็นทาสลังเลมันยังเป็นธาตุที่ไม่แน่ไม่เที่ยงมันยังเป็นธาตุที่เป็นนิยตยังไม่เสร็จสักทีเห็นก็จะต้องทำความรู้ให้แน่วแน่มันคงยังลงตั้งลงอย่างมันๆแน่ๆจนไม่สงสัยอีกพ้นวิกฤติอิจฉาจนสถิตอยู่แจ้งชัดมีเป็นแล้วก็ได้อาศัยมันรู้ว่าอันนี้เป็นของดีมันรู้ว่าอันนี้เป็นของเจริญมันเมื่อวานนี้เป็นของที่พ้นทุกข์มันรู้ว่าอันนี้เป็นของสบายอำเภอพลก็หลุดมาแล้วมันเจริญมันสบายมันเบามันว่างมันพ้นภาระอะไรต่างๆ ใช้ภาษามาชูเชิดมันอีกไปได้อีกมากมายนักมันรู้รู้ด้วยธาตุรู้ที่เรามีไม่ใช่รู้เป็นแต่เพียงการแสดงคำนวณรู้แต่เพียงปัญญาตรรกะแต่มันรู้มันเห็นอยู่มีอาศัยอยู่ที่เดียวมันจึงแน่วแน่มั่นคงสถิตย์เสถียรและไม่ฟุ้งซ่านลังเลอาทิตย์นี้ก็รู้อีกอันนึงก็คือมันรู้ซ้อนลงไปว่าเราเองเรารู้แล้วเราก็สถิตจนกลายเป็นสถิตเกินไปคือว่าแน่เกินไปอยู่กันไปจนหยุดจนจมจนกลายเป็นการตกผลึกหรือกลายเป็นมิตรทางเป็น เป็นสภาพตกผลึกเป็นสภาพแข็งตัวถ้าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษก็แปลว่ามันเป็นภาพ Fossil มันเป็นธาตุจับแข็งไม่เป็นท่าที่ไม่ไม่ปราดเปรียวคล่องแคล่วว่องไวเหมือนคนมันกลายเป็นหินแข็งกลายเป็นน้ำนิ่งน้ำเน่าที่มันไม่เคลื่อนคลายที่มันไม่ได้สารัตถะไม่มีบทบาทมันไม่มีคุณค่ามันไม่มีกระแสสัมผัสมันไม่มีแรงผลิตมันกลายเป็นของตายเน่าอย่างนั้นเรียกว่าผู้ไม่ตื่นเพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามที่จะทำตนให้เป็นผู้อื่นซึ่งเป็นธาตุอื่นการตื่นจึงตรงกันข้ามกับ Canon การตกแข็งการไม่กระดิกกระดิกการเฉื่อยชาซึมเศร้าโง่ๆหลบดีไม่มีอะไรที่จะมาแสดงบทบาทหรือว่าอยู่กับเขาอย่างผงาดกล้ามีแปรงผลิตมีแรงงานมีความกระปรี้กระเปร่าเบากายเบาใจทำได้คล่องๆมีทั้งพลังในตัวแม่ของๆเรายังมีพลังมากมายมหาศาลมีสีม้าลายมือมีประสิทธิภาพไม่เป็นอย่างนั้นจึงเรียกว่าผู้ไม่ตื่นแต่ถ้าเป็นผู้ตื่นนั้นตรงกันข้ามกันจะเป็นคนที่ตื่นเป็นคนที่มีสติไวรู้ฉลาด ปราดเปรียวสร้างสรรค์เห็นอยู่รู้อยู่ไม่หลบไม่ดีไม่เลี่ยงไปจันอยู่เรียกว่าพูดตื่นไม่ใช่ผู้หลบผู้หลักผู้นี้ผู้หนีไม่ใช่ภาษาต่างๆมาอธิบายหลายคำหลายความมากเพื่อสื่อให้ชัดแจ้งเพื่อสื่อให้ลึกซึ้งคิดว่าจะเข้าใจได้ดีถ้าผู้ใดมีธาตุอื่นที่แท้อันตรงกันข้ามกับธาตุหลับหลบหนีแค่แข็งอะไรต่างๆนาที่กล่าวไปแล้วผู้นั้นก็เป็นพุทธะเป็นทาสพุทธะมีธาตุพุทธที่แท้ตรวจงานให้จริงอันใดที่เรายังไม่ตรงกันโดยที่ยังไม่ชัดเอาให้ตรงเพราะจะมานั่งแช่อิ่มอย่ามานั่งเป็นฤาษีบอกแล้วว่า มันต่างกันตรงไหนเอาให้ชัดมันก็ยังเองยังเป็นผู้ที่ยังแช่แข็งเฉื่อยชาซึมเสื่อมดับดีอะไรไปอย่างที่กล่าวแล้วก็จงแก้ไขปรับปรุงอันนั้นเป็นการสงบตายหรือเป็นการสงบเน่าไม่ใช่สงบอย่างศาสนาพุทธมันเป็นการสงบสงัดที่แบบนี้หนีเรียนมันไม่มีประโยชน์คนอย่างนี้พระพุทธเจ้าไม่สร้างพระพุทธเจ้ามีพระปัญญาที่คุณที่เห็นชัดแจ้งถึงความแตกต่างจุดนี้ของศาสนาอื่นที่เขาค้นคว้าและทำได้ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาที่ยืนยันตามปัญญาของคุณคุณคิดดูว่ามันจริงไหมว่ามัน กว่าแน่ชัดจึงมีธาตุตื่นดังกล่าวนี้แท้และสุดท้ายพลาดเบิกบานสดชื่นหรือทานบุกเบิกบานแจ่มใสอยู่อะไรมีก็ตามหากเป็นผ้าที่เห็นได้ชัดเจนเลยแม้ที่สุดมันมีฤทธิ์ออกมาถึงตัวกายมนุษย์พอสัมผัสเราก็เห็นความเบิกบานสดชื่นอยู่ในตัวมนุษย์มนุษย์ผู้มีความเบิกบานสดชื่นเพราะมีธาตุเบิกบานสดชื่นครองชีวิตอยู่จึงเห็นได้ถ้ามีน้อยมันก็มาบังคับหรือว่ามาทำให้เนื้อกายเนื้อตัวราศีรังสรรค์อะไรต่างๆมันไม่ขึ้นมันก็ไม่สดชื่นยิ่งมีกิริยาอาการท่าที หงอยๆหลบๆดีๆไม่อาจหาญแจ่มใสมันก็เป็นสภาพจริงแล้วผู้ใดมีจริงหรือไม่จริงตรวจตัวเองที่ใจเราด้วยถ้าใจเราก็เบิกบานสดชื่นอยู่ไม่หดหู่ห่อเหี่ยวไม่หลบไม่ดีไม่แดงไม่นายไม่ฟุ้งซ่านไปแล้วก็ไม่ตกผลึกหรือว่าไม่ตกดับดิ่งเน่าเซาซึมหมองหม่นอะไรไม่มีเน็ตไม่อั้นไม่ขัดไม่คล่องอะไรต่างๆก็เรียกว่าเรามีความเบิกบานสดชื่นแจ่มใสอยู่ใจเราตรวจนอกจากตรวจใจและตรวจกิริยาอาการท่าทางท่าทีแม้แต่รูปรูปกายของเราคนบางคนพวกเรา เป็นนักปฏิบัติธรรมแต่เป็นคนมีท่าทีร่างกายหน้าตาเนื้อตัวลีลาเป็นคนที่ไม่เป็นกิริยาเปิดเผยเบิกบานสดชื่นลบๆจะยืนจะนั่งจะนอนจะนั่งก็นั่งหลบๆส้มๆไม่กล้าสู้หน้าสู้ตาใครจะเดินจะเดินก็เดินหลบๆเลี่ยงๆเดินก็ไม่ไม่ไม่เป็นสภาพที่เลยว่าอาจหาญทานกล้ามันดูมันหอมๆเหี่ยวๆหลบๆเลี่ยงๆๆๆอะไรอยู่อย่างนั้นแม้จะนั่งตรงก็ตามหน้าตาก็ดูกายการประชุมองค์ประชุมกิริยากายหน้าตาเนื้อตัว แม้แต่ปลาหน้าของเราตาเรานี่ก็เป็นตาดีๆหรือว่าตาของเราก็เบิกโพลงแจ่มใสเปิดรับอย่างอาจหาญชานกล้าดีๆหลบหลบหลบสายตาเอ่อไม่กล้าประสานซ่อนบังยังงี้มันลักษณะที่เรียกว่ามันมันไหม้มันอยู่ในสภาพไม่ตื่นอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งมันก็ดูไม่เปิดเผยมันไม่บานเบิกมันไม่สดมันไม่ชื่อเพราะแม้แต่สีตาสีหน้ากิริยากายกิริยาหน้าตากิริยาของกายที่ทรงไว้มันไม่ดูเบิกบานสดชื่นได้เหมือนกันเพราะงั้นก็ต้องพยายามเข้าใจด้วยก็ปรับปรุงทั้งกาย สุจริตคำว่าสุจริตนี่หมายถึงกัลยาณังพร้อมกุศลกุสะลาธัมมาธัมมังพร้อมเป็นทั้งกุศลธรรมเป็นทั้งกัลยาณธรรมเป็นทั้งการดูงานพร้อมถูกต้องกับสัดส่วนสมมุติโลกเขาก็เข้าใจดีและเราเองเราก็เป็นผู้ที่ทำได้ถูกความดีที่จริงเลยว่ากุสลาทำหรือความฉลาดที่ฉลาดถึงที่รู้ในอายตนะทั้ง 6 เรียกว่าฉลาดคือฉลาดถึงที่รู้อายตนะทั้ง 6 ปรับปรุงอายตนะทั้ง 6 ของเราให้ถูกต้องลงส่วนของมันที่แท้จริงเราก็จะได้ปรับปรุงทั้งกายก็เป็นผู้เบิกบานสดชื่นคำพูด ก็เป็นคำพูดเบิกบานสดชื่นวาจาเบิกบานสดชื่นไม่ใช่วาจางองๆเหงาๆอะไรหรือว่าแรงไปไม่ใช่สดแต่มันสาดเลยวาจาสาดซ่าแรงกล้าเกินการก็ต้องดูต้องพยายามปรับปรุงให้มันดูพอเหมาะสมควรสดชื่นเบิกบานร่าเริงอาจหาญชาญกล้าอยู่อย่างได้สัตว์ได้ส่วนเหล่านี้เป็นภาษานำให้พวกคุณได้เข้าใจสภาวะธรรมเพื่อจะได้ตรวจสอบตนเองทั้งภายนอกและภายในทั้งความประชุมยาวและความประชุมละเอียดเราจะได้รู้แม้แต่ใช้คำว่าธาตุรู้ธาตุอื่นธาตุ เบิกบานสดชื่นไปแล้วเราก็จะทำให้มันถูกตรงเรายิ่งมีปัญญาอันแยบคายมีจิตอันแยบคายละเอียดระลึกรู้กายภายนอกคือความประชุมภายนอกระลึกรู้กายภายในความประชุมภายในขั้นเทพรูปพระจิตท่านอุตุท่านอุณหภูมิขั้นต่ำขั้นจิตขั้นการกระทำทั้งหลายแหล่ท่านจิตของเราขั้นอุณหภูมิและแม้ที่สุดเราเข้าใจถึงขั้นพ้นหรือขั้นวิบากรู้ในวิบากที่กำลังเผชิญอยู่ผลขณะนี้เราได้รับผลอย่างนี้เป็นอย่างนี้เป็นสุขหรือไม่เป็นสุขสบายหรือไม่สบายเจริญหรือไม่เจริญงามหรือไม่งามเรารู้ทุกสภาพแม้สภาพ กะหรือสภาพฝนที่เสวยอยู่ตลอดเวลาเราก็จะรู้ว่าเราเสวยอะไรสงวนวิบากอย่างไรเป็นกุศลแล้วมีบาปหรืออกุศลเรามีบาปเราจะรู้ซึ้งไปจนถึงที่สุดแห่งวิบากและเราก็ใช้แล้วก็เข้าใจตามวิบากทั้งนั้นมันมีส่วนเกี่ยวข้องมาแต่กรรมผู้ที่เข้าใจดังกล่าวนี้ก็ให้พึงประพฤติตรวจสอบแล้วก็ปรับปรุงตนเข้าไปในรูปของพุทธะทรงไว้ซึ่งธาตุรู้ธาตุอื่นธาตุเบิกบานสดชื่นให้มากเป็นตัวเป็นตนเป็นสภาพที่แท้จริงขึ้นเราจึงได้ชื่อว่า พุทธะและเราก็จะยืนยันว่าเราเห็นพุทธเราเห็นพระพุทธเจ้าเพราะเราถึงทำเราเห็นธรรมและเราส่งไว้จึงทำให้ชนเหล่าใดมีความรู้ในธรรมตัณหาสาระไม่ได้ว่าเป็นสาระและมีปกติเห็นในธรรมอันเป็นสาระว่าไม่เป็นสาระชนเหล่านั้นมี เป็นโคจรย่อมไม่บรรลุธรรมอันเป็นสาระชนเหล่าใดรู้ธรรมอันเป็นสาระโดยความเป็นสาระและรู้ธรรมอันมหาศาลมิได้โดยความเป็นธรรมอันหาสาระมิได้ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็นโคจรย่อมบรรลุธรรมอันเป็นสาระฝนยอมรั่วรถเรือนที่บุคคลมุงไม่ดีฉันใดราคาย่อมรู้ว่ารถจิตที่บุคคลไม่อบรมแล้วฉันนั้นฝนย่อม รถเรือนที่บุคคลมุ่งดีแล้วฉันใดราคะย่อมไม่รั่วรถจิตที่บุคคลอบรมดีแล้วฉันนั้นบุคคลผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ย่อมเศร้าโศกในโลกหน้าย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสองบุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเศร้าโศกบุคคลผู้ทำบาปนั้นเห็นกรรมที่เศร้าหมองของตนแล้วย่อมเดือดร้อนผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมบันเทิงในโลกนี้ย่อมบันเทิงในโลกอนาคตในโลกทั้ง ผู้ทำบุญไว้แล้วนั่นย่อมบันเทิงพุทธทำบุญไว้แล้วนั้นเห็นความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตนแล้วย่อมบันเทิงอย่างยิ่ง [ไม่สามารถถอดข้อความได้] ถ้าเราได้มีการปฏิเวชโดยการนำโดยการบอกโดยการกล่าวนำเพื่อให้รู้ให้เกิดปัญญาและจะได้เอาไปใช้เป็นทฤษฎีเป็นความรู้แม้กระนั้นในปัจจุบันจะทำที่เราเองเรากินเราฉันเราก็จะต้องอย่าลืมผู้ใดยังไม่ จิตหรือพูดได้ยังเหลือเศษจะมีเศษมีเหลืออะไรต่ออะไรก็จะต้องพึงเพียรซึ่งฝึกหัดอ่านรู้จับปัจจุบันอธรรมเข้าใจแจ้งชัดให้เกิดความรู้ตามที่เราได้รู้ทฤษฎีต่างๆปริยัติต่างๆวิธีการต่างๆก็ฝึกจริงอบรมจริงทำตนจริงพยายามทำไปจึงอย่าประมาทปัจจุบันน่ะทำทุกปัจจุบันอธรรมเราจะฝึกตนเราจะเรียนรู้ไม่ว่าเวลากินเวลาเดินเวลานั่งเวลานอนเวลาเยี่ยวแข็งไปขาส่งผ้าสันติจีวรบิณฑบาตอุจจาระปัสสาวะหรือทำจิตทำการอะไรก็ตามแต่เราก็จะต้องรู้ทั่วพร้อมในทวารทั้ง 6 มีสัมผัสเป็นปัจจัยและเราก็จะ จับรู้อันใดที่ยังไม่รู้อันใดที่ยังไม่เป็นสักกายะต้องรู้ให้เท่าทันจนกระทั่งเห็นอนิจจังเห็นทุกขังเห็นอนัตตาได้เป็นที่สุดโดยความเห็นแจ้งด้วยความรู้จริงๆมีรูปีปกติมีรูปสิ่งที่ถูกรู้เห็นสิ่งที่ถูกรู้รู้ปีปกติเห็นสิ่งที่ถูกรู้นั้นอย่างชัดแจ้งตามความหมายตามตามความรู้ตามเชิงที่จะบอกโดยบัญญัติเข้าใจตรงกันบัญญัติก็ตรงกันกับสัจจะเพราะมันมีของจริงให้เรารู้ว่าเราลดเรารักจนกระทั่งถึงขั้นไม่มีสิ่งใดที่ต้องการให้ไม่มีสิ่งนั้นก็หมดไปมันมีทั้งสภาพสูญญตามันมี ภาพอนัตตามีสภาพที่หมดจางคลายนึกถึงกันหมดแต่จริงต้องจับลูกจับนามนามนะไม่ใช่ตัวจับหรอกพี่โมกไม่ได้ต้องกล่าวถึงนามแต่วิโมกข์ก็กล่าวถึงครูให้รู้รูปเห็นชัดคือสิ่งที่ถูกรู้นั้นชัดจึงเรียกว่ารูปีรูปนี้แล้วเราก็เห็นความมีความหมดเพราะฉะนั้นสิ่งที่มันยังจะต้องมีมันก็เป็นสิ่งที่มีจิตหรือวิญญาณที่สะอาดเป็นนามแท้เป็นตัวรู้และเป็นตัวเสวยผลเป็นตัวนิพพานเป็นตัวพระอริยเจ้าเป็นตัววิญญาณสะอาดเป็นตัวอริยบุคคลวิญญาณนั่นแหละเป็นตัวเป็นเอง จริงๆอะไรจะต้องอ่านต้องรู้ต้องทำจริงๆอย่าประมาทแม้จะได้ขั้นตอนที่มันหยาบๆกลางๆอะไรเราได้ไปแล้วเราก็ทำอย่าทำขนาดทุกขณะให้เสียต้องทำจริงๆมันเป็นจริงๆระลึกรู้จริงๆแล้วทำไปเรื่อยๆเราก็จะถึงซึ่งที่สุดตามจริงปัญญาก็มีเจโตก็ไม่กลับกำเริบและดับสนิทศูนย์เจโตเป็นจิตสะอาดแท้ได้รู้เห็นเป็นจริงและการพิจารณาที่เราเองพูดนำบางทีไม่ใช่เรื่องการกินไม่ใช่เรื่องปัจจุบันน่ะทำเป็นเรื่องอะไรต่ออะไรก็เป็นความรู้รอบไปทั้งทั่วทั่วไปส่วนปัจจุบันน่ะทำที่เราเป็นอยู่เราก็อย่าเพิ่งทำให้ปัจจุบันเสียดังกล่าวแล้วให้จริงๆ เราจึงจะเป็นผู้ได้นอกจากผู้ที่เสพติดแล้วในเรื่องนี้สิ้นภาระแล้วสบายแล้วหมดกังวลไม่มีในสิ่งที่จะต้องเป็นจิตเป็นภาระอีกฝ่ายรู้ให้แน่ตัดสินให้เด็กเห็นได้ชัดและเราก็ทำกิจอื่นแม้จะเวลาปัจจุบันน่ะทำเราจะทำการฉันแต่เราก็ย่อมมีการอื่นได้เหมือนกันบุพเพสันนิวาสเทียบเคียงหรือแม้แต่เราจะทำกิจการอะไรไปพลางหรือไม่เราจะพักผ่อนไปในตัวว่างๆไม่ต้องปรุงอะไรเป็นแต่เพียงรับรู้แล้วก็ทำจิตนั้นไปให้เสร็จสำเร็จก็ได้อันนั้นก็เป็นเรื่องของเราที่เราจะใช้สำหรับผู้ที่ท่านจะคิดหรือว่าเราเสพติดเป็นจุดนี้แล้วส่วน ยังไม่เสร็จก็ต้องทำไปเรื่อยๆทุกเวลาทุกขณะไม่ว่าเราจะอยู่ในวาระใดมีคำกิริยาใดรู้เท่าทันทวารทั้ง 6 มีผัสสะเป็นปัจจัยเพราะงั้นมโนปวิชญ์ 18 นี้แหละเป็นหลักที่เราจะต้องรู้ตาหูจมูกลิ้นกายใจทั้ง 6 ทวารกระทบแล้วจะเกิดเวทนา 3 โดยเวทนา 3 ทั้งหมดนั่นแหละแต่เราก็จะเรียนรู้จนกระทั่งอย่างลงถึงฐานอุเบกขาเวทนาเป็นแกนของนิพพานและเราก็รู้ว่านี่เป็นฐานพักที่อาศัยเป็นที่กระทําก็จะหมดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นได้ แล้วเราก็ไม่ยึดติดไม่แช่อิ่มแล้วมันก็เป็นจริงหมดสนิทเราจึงจะเป็นผู้ที่ได้ทบทวนบริบูรณ์ตามหลักการตามทฤษฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถูกต้องทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว คนเรานี่เกิดมาไม่กินตายกินโง่ๆก็กลายเป็นกินแล้วก็ฆ่าตัวเองตายเหมือนกันอาหารที่กินเข้าไปนี่เป็นยามันเป็นสิ่งที่จะเข้าไปเลี้ยงชีวิตไปบำรุงชีวิตไปรักษาชีวิตถ้าใครกินโง่ๆไม่รู้ว่าอาหารก็คือยาอาหารก็คือสิ่งที่จะเอาไปเติมเชื้อเพลิงไม่ใช่สิ่งที่กินจนเกินการกินซะจนไม่รู้เพราะว่าเขามาหลอกไว้ว่ามันเป็นของอร่อยมันเป็นของสวยของงามของน่ากินแล้วยังมีกินเล่นกินหัวกินก็กินหรูกินตะพึดตะพือกินบ้า คนทุกวันนี้ไร้สัจธรรมไม่มีปัญญาไม่มีความรู้จึงกินอย่างคนบ้าและตายเยอะตายเพราะการกินกินนึกว่าเราได้กำไรได้กินมากนึกว่าได้กำไรไม่รู้ตัวก็ฆ่าตัวเองตายเพราะกินเข้าไปยาเหมือนกันแต่ว่าอาหารเนี่ยจะกินเข้าไปนี่เป็นยาแต่ว่าไม่ใช่ยาประเภทที่มันแรงมันก็ยังหัวยาที่เขาเคี่ยวมาเพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะกินมากๆๆมันก็เลยไม่เป็นพิษเป็นภัยฆ่าคนหรือว่าค่าตัวได้ทันทีทันใดแต่มันฆ่ากินไปมากๆมันก็เริ่มฆ่าไปวันละเล็กวันละน้อยค่ากินมากๆเท่าไหร่ก็ยิ่งฆ่าตัวเองเข้าไปทุกทีการกินข้าวไม่รู้ เป็นยาการกินข้าวนึกว่าเป็นของหลงของอร่อยเมืองกาญจึงเท่ากับกินเข้าไปฆ่าตัวเองชั้นเดียวกันกับการกินยามากๆก็ตายฉันได้หรือเป็นพิษเป็นภัยฉันใดกินข้าวหรือว่ากินกับกินแกงกินขนมข้าวต้มกินอะไรที่ล้วนแล้วจะมาแปลงมาปรุงมาหลอกมาล่อแล้วก็ชวนให้เรากินจนไม่มีความเข้าใจจนหลงจนเลอะคนทุกวันนี้จึงตายเพราะการกินอย่างไม่รู้อย่างอวิชชาไม่ใช่มาจากพระพุทธเจ้าจึงให้มาพิจารณาถึงอาหารพิจารณาการกินให้ลดให้ละให้ทำความพอดีลงไปกับชีวิตให้กินแต่พอดีได้ให้รู้จักสาระของการกินว่าเรากินเอาธาตุเราไม่ได้กินเอาลูกเอารถเอาเป็นเอาเสียงอร่อย อะไรไม่ใช่ไอ้อารมณ์อร่อยอะไรนะมันก็ถูกหลอกทั้งสิ้นเรารู้ความจริงตามความเป็นจริงไอ้ที่มันลดอย่างนี้เราเรียกว่าหวานก็หวานแล้วเดี๋ยวผมทำหน้ากินควรกินแล้วผมก็กินไอ้ไม่น่ากินแล้วหวานก็ไม่กินกินของนั่นแหละดีไอ้นี่เป็นต้นถ้าได้ที่เหมาะสมที่ควรกินเป็นประโยชน์แท้ไม่ว่าหวานไม่ว่าผมไม่ว่าอะไรจะตายต่างๆนานามันเหมาะสมก็กินกินพอเลี้ยงทันกินพอเลี้ยงชีวิตแต่งานจะสวยหรือไม่งามไม่สวยก็กินถ้าเป็นของมีค่ามีคุณประโยชน์เดี๋ยวนี้ก็เป็นหลอกกันไอ้สิ่งที่ไม่เป็นคุณประโยชน์ก็หลอกว่าเป็นคุณประโยชน์หลอกกันไปหลอกกันมาโกหกกันไปโกหกกันมากินของไม่มีค่าก็เยอะกินของปรุงแต่งสวยๆหรูๆราคา แดงกับไปลงของราคาแพงๆนึกว่ามันมีประโยชน์เปล่าเลยบางสิ่งบางอย่างนอกจากไม่เป็นประโยชน์และเป็นโทษด้วยแต่เราก็ไปหลงว่าเป็นของแพงเพราะคนมันหลอกๆๆเพื่อขายขายให้ได้แพงๆเอาอะไรมาก็มาหลอกหลอกหลอกขายคนโง่ก็หลงซื้อนิยมกันก็เลยกลายเป็นล้วงเอาของแพงมากินทั้งๆที่มันไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควรสิ่งที่เป็นประโยชน์ถูกๆก็ไม่รู้เรื่องนั้นเรียกว่าเราไม่รู้ความจริงตามความเป็นจริงเราไม่รู้สัจธรรมเราอยู่ตามประสาถูกหลอกคนจึงถูกหลอกอยู่กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดถ้าคนใดมาพิจารณาเรียนรู้แล้วแล้วก็พยายามจัดแจงตัวเองลงไปให้มีชีวิตอยู่อย่างพอดีจะกินอาหารก็คือกินอาหารไม่ใช่กินอย่างโง่ๆกินอย่างถูกหลอกเราก็จะไม่เปลืองไม่ฆ่าตัวเองมีชีวิต ง่ายว่างเป็นสาระชีวิตนี้มันเกี่ยวกับการกินมากๆในชีวิตเพราะมันเป็นเชื้อเพลิงหรือว่ามันเป็นท่าที่จะสังเคราะห์ร่างกายชีวิตอยู่ไม่กินตายบอกแล้วแต่ต้นไม่กินตายก็จะต้องกินแต่เราก็ต้องรู้ด้วยปัญญามีสัจธรรมมีความรู้ว่าเรากินนี้กินอย่างผู้รู้จริงอย่างพระอริยะว่าจะกินอย่างคนโง่ๆชมๆซานๆแต่ประการถูกหลอกอะไรก็โง่ไปตามเรื่องตามราวไม่ใช่นะเพราะปกติเรียนรู้แล้วจึงจะเห็นจริงว่าเราลดลงได้เพราะเราลดกิเลสจริงและเราเห็นความจริงจริงๆจนเร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive