220110-1-107 ทางเอกภาค1-ตอน107(หน้า320)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท051.txt

โฟลเดอร์2521 MP3 ทางเอก-ภาค1 107 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์246 KB
วันที่แก้ไข24 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพุธที่ 10 มกราคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 1 บทที่ 9 ครั้งที่ 107 ที่พุทธสถานสันติอโศกข่าววันนี้เรามาเรียนกันเอาจนจบจะให้ได้มันมีสำหรับภาค 1 ของทางเองอาจจะระณะข้อสุดท้ายหิริและโอตตัปปะร่วมด้วยร่วมระงับที่จริงมันเป็น 2 จะชนะ 1 ศิริจะชนะ กัปปะแต่มันมีความหมายนัยยะที่จริงมันมีความหมายไปถึงเนื้อถึงแก่นมันอย่างเข้าไปทั้งจิตศิริโกโอะเนี่ย Siri มันก็ยังไม่ถึงทีเดียวปวดถึงในจิตเป็นตัวจริงเกิดจริงเป็นจริงปะเป็นไปจริงมันเป็นตัวที่รู้ดีรู้ชั่วชัดเจนเห็นจริงเหมือนกับเราเห็นว่าขี้นี่สกปรกถ้ารังเกียจเราจะยกตัวอย่างมาแต่ต้นมันไม่อยากแต่ต้อง มันไม่อยากแตะต้องทำรถติดราวแล้วเราก็ต้องรีบสลัดออกขนาดเป็นสัญชาตญาณเลยว่ารีบสลัดแม้จะอยู่ในที่ลับในที่แจ้งต่อหน้าคนลับหลังคนก็ตามเราก็รู้ว่ามันไม่น่าแตะต้องมันไม่น่าที่จะมาติดกับเราถ้ามันมีที่เราเรารีบสลับออกฉันใดและเรียกว่าเรารู้ว่าสิ่งนี้มันควรหลุดขาดละออกจากเราหรือไม่ควรจะเป็นจะมีแต่นัยยะของที่ยกตัวอย่างว่าขี้เนี่ยมันเป็นนัยยะที่เรียกว่าเราช่างเขาไม่ชอบเป็นในระยะที่ที่จริงมันไม่ใช่ในยากของนิพพานนิพพานมันไม่มีทั้งชังมันไม่มีทั้งชอบ แต่มันรู้ความจริงเหมือนกันกับการหลุดพ้นนี่มันจะต้องปล่อยที่สุดที่สุดจะต้องไม่ติดแตะแต่มันมีความนิ่มนวลมันไม่ต้องรีบสลัดเหมือนกันกับขี้แต่มันรู้ว่าไม่ไม่ดูดควยไม่ติดไว้ยังไงยังไงก็ไม่ติดไว้แม้จะตั้งใจเข้าคลุกคลีเกี่ยวข้องเป็นอยู่ร่วมด้วยเหมือนยินดีเหมือนยินดีหรือเรียกว่ายินดีแต่ก็ไม่ได้อยู่กับเราไม่ได้ติดจึงไม่เป็นตัวไม่เป็นตนไม่เป็นสิ่งที่จะเหลือเชื้อพอถึงเวลา ปล่อยมันก็รู้เวลารู้กาละไม่เสร็จเสร็จแล้วเสร็จการเกี่ยวเสร็จการคล่องเหตุการณ์ที่จะคลุกคลีเสร็จการที่จะต้องร่วมจึงเล่าวิโรจน์จะยังจะเรียกว่าเ

อ่านต่อ

สร็จแล้วก็ปล่อยอยู่ปล่อยอยู่ถึงเรียกว่ารีโมทจะยังสุดท้ายปล่อยอยู่สถานที่ใช้รีโมทจะยังมีในนาอานาปานสตินี่ก็คือเป็นฐานที่อนุโลมบทจบบทสุดแต่เราเห็นทุกอย่างเป็นปัจจุบันน่ะทำเห็นอนิจจังเห็นเวลาคะเห็นนิโรธและก็เห็นปฏิสังขรณ์ของเราเห็นเรา สลัดกลับเห็นเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่นั่นไม่ได้แช่อิ่มอยู่อย่างนั้นไม่ได้เป็นตัวผูกยึดอยู่ที่นั่นอย่างแท้จริงพออนุโลมกลับก็ขึ้นมาหาฐาน 2 มาหาฐานที่รู้จิตสังขารไม่รู้จิตสังขารแล้วก็มีอภิปประมาทอยู่ด้วยความปราโมทย์อยู่ที่ความร่าเริงเบิกบานเท่าที่มันจะควรเป็นไปอภิเจริญอยู่ยิ่งอยู่เท่าที่มันควรจะเป็นทหารแข็งแรงมั่นคงเด็ดขาด รีโมทจะยังปล่อยอยู่เป็นที่สุดแม้แต่จิตสังขารเราก็รู้จิตในจิตรู้จิตในจิตและรู้ธรรมในธรรมก็หมายความว่ารู้สิ่งที่มันทรงอยู่ปัจจุบันนี้ของเราสิ่งใดที่อยู่ในปัจจุบันนี้ของเราแม้จิตวิญญาณคือธาตุรู้เราก็รู้ธาตุรู้ของเราขณะนี้เรามีอย่างไรเราเป็นผู้รู้เราเป็นผู้เข้าใจว่าธาตุรู้ของเราในขณะนี้อยู่อย่างสงบอยู่อย่างดับมืดอยู่อย่างไม่รับรู้หรืออยู่อย่างเป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่นเป็นผู้เบิกบานอยู่อย่างไรถ้าเราอยู่อย่างรู้อยู่อย่างตื่น อยู่อย่างผู้เบิกบานแล้วก็อยู่อย่างพุทธะอยู่อย่างพุทธะถ้าเราดับแล้วไม่มีธาตุรู้แล้วก็ไปอยู่อย่างเดียวละทีเรารู้แม้กระทั่งว่าเราเองเราจะดับโดยเจตนาโดยสติสัมปชัญญะโดยกาลเวลาเรารู้ว่าเราจะดับเช่นเราจะพักแล้วจะนอนหลับเราจะนอนหลับให้เราจะหลับไปโดยธาตุรู้ของเราเราจะพักสนิทเลยไม่รับรู้เลยเป็นอสัญญีแต่เราก็จะตื่นอย่างเราว่าเราจะกำหนดรับกำหนดตื่นอะไรอย่างนี้เราก็เอาถ้าเราไม่รู้อย่างนั้นถ้าเราไม่กำหนดอย่างนั้น กำหนดว่าเราจะหลับหลับโดยให้รู้หลับโดยให้จิตทำงานสอนเทวดาหรือว่าให้จิตมันมีงานปรุงให้มีงานทำความเจริญอยู่ในภายในแล้วเราก็ควบคุมโดยจริงแล้วพวกเรานี่ก็ควรจะกระทำอย่างยิ่งต้องทำต้องไม่ทำมันไม่ได้นะไม่ทำมันไม่ได้หรอกมันปล่อยปลานั้นเลยมันก็ไปตามอำเภอใจขณะที่นอนหลับเนี่ยถ้าเผื่อว่าสติของเราไม่ตั้งแล้วก็เราไม่ได้ฝึกตนจนกระทั่งสามารถมีอำนาจเหนือมีการควบคุมจิตได้จิตมันก็จะเป็นตามแรงกิเลสในขณะที่สติตกสติสัมปชัญญะยิ่งเราไม่ฝึกนอนหลับก็คือปล่อยไง มันก็จะมีฝันมีภาพมีเรื่องมีราวมีอะไรก็ได้แรงอยู่อยู่ในจิตมันเป็นทางออกถ้ายิ่งเวลากลางวันเราก็ประพฤติเราก็มีสติปัฏฐานแล้วก็มีการพากเพียรพยายามอยู่ที่จะควบคุมระมัดระวังมันก็ยิ่งอัดๆๆๆๆมันก็ยิ่งต่อสู้กันน่ะกิเลสก็พระต่อสู้กันพอได้ช่องมันก็บุกตะลุยกิเลสมันก็บอกตะลุยในขณะที่ตอนนอนหลับสติแรงอ่อนแล้วก็ฉันจะแรงอ่อนอำนาจของจิตของเราก็อ่อนมืออ่อนมันก็ทำงานมันก็เป็นฝันเป็นเพ้อออกมานั่นคือตัวกิเลสแท้ๆ งานเต็มเหนี่ยวเต็มที่มันจะทำตามแปลงของมันเท่าที่มันมีมันจะทำทีเดียวเพราะผู้ใดที่กิเลสของตนอ่อนแล้วเบาแล้วว่างแล้วมันจะไม่ค่อยมีหรอกฝันไม่ค่อยมีหลับทุกคนหลับไปตื่นก็ตื่นมากำหนดเวลาตื่นด้วยตามเราฝึกตำรวจเวลาตื่นก็ตามเราฝึกถ้ายิ่งจนกระทั่งเราเหนือจิตใจเราสั่งจิตหรือเราเป็นเป็นผู้ที่เป็นเจ้านายของจิตได้อย่างดีถึงเวลาตื่นถึงเวลาที่เราให้เราตื่นกันขนาดนั้นประมาณนั้นอย่างนั้นแล้วเสร็จสั่งอย่างดีมันก็ตื่นจะนอนหลับอยู่มันก็ยังนอนไม่หลับเลยสว่างไปแล้ว พอได้เวลามันก็เป็นไปของมันเองตามเวลาหรือเอาตามกำหนดจะกำหนดเป็นเวลาชั่วโมงหรือกำหนดเป็นเวลาที่ควรเจ็บขนาดนั้นอย่างเราอยู่ที่นี่แล้วเรามีกำหนดเขต 3 แล้วก็ไม่ควรจะเกินนั้นควรจะรู้สึกตัวเป็นยังไงยังไงก็แล้วแต่จะนอน 2:00 น มันก็ตี 3 กว่าคนรู้สึกตัวเพราะว่าตี 3 เราจะมีกิจวัตรอะไรอย่างนี้เป็นต้นเราต้องฝึกหัดฝึกแล้วเราจะเร่งสุดๆเราจะสามารถจับจิตเล่นจิตๆอยู่ใกล้ชิดๆแม้แต่ตอนหลับตอนนอนตอนที่หลับไปแล้วจิตของเราก็ยังดูแลจิตลึกควบคุมจิตทำงานกับจิตอยู่ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเล่นเป็นเรื่องที่จะต้อง จริงๆไม่ง่ายทำได้ยากถ้าเผื่อว่าผู้ใดยิ่งไม่ฝึกเลยยิ่งจะไม่รู้เรื่องแล้วก็ยิ่งจะไม่เป็นเลยไม่ได้เลยว่าเราจะต้องเรียนเราจะต้องทำเสมอตั้งอกตั้งใจทำต้องใช้เวลาไม่ใช่ว่าทำเดี๋ยวเดียวได้ไม่ใช่อาจจะได้แต่ผู้ใดมีภาวะปัจจัยมีบารมีได้กระทำได้ชินชาได้เก่งมาก่อนแล้วก็เป็นแต่เพียงเรามาเรื่องอัธยาศัยว่าไปแล้วมันก็ชาติก่อนๆแล้วได้ฝึกมาชาตินี้มันเรื่องมันยังไม่ได้มาฝึกฟื้นพอเรามาฟื้นมาฝึกดูใหม่แต่เดี๋ยวๆมันก็ได้สำหรับคนที่มีความเป็นเหมือนเราเป็นช่างเราเป็นโน่นเป็นนี่เป็นอะไรก็แล้วแต่ เป็นละครเชี่ยวชาญด้วยซ้ำไปเรารู้ว่ามันนานเราไม่ได้ทำมานานแล้วพอกลับไปทำฝึกปรือซะหน่อยนึงมันก็ฟื้นมันก็ฝืนมันก็กลับมาเป็นอีกรุ่นใหม่แต่งงานมันไม่ยากถ้าเผื่อว่าเรามีภาวะปัจจัยเรามีคืนเรามีบารมีมันเป็นอย่างนั้นเพราะบางคนมันได้เร็วได้ง่ายจริงๆบางคนมันเหมือนกับเราเราเองบางทีบางอย่างเราไม่รู้ตัวเราพอเรามาฝึกฟื้นขึ้นหน่อยนึงมันก็เป็นเร็วบางคนอาจแทบตายทำได้เจตนาตั้งอกตั้งใจครูสอนก็เก่งๆซะด้วยนะพยายามหัดมันก็ปกติไม่ค่อยได้ไม่ค่อยเป็นเลย แต่ถ้าถึงดูว่าเขาก็ไม่ใช่คนขี้เหร่อะไรไม่ใช่คนขี้โม้อะไรไม่ใช่คนที่อยากกล้ามยากเย็นอะไรก็ทำอื่นบางทีก็ทำได้เก่งข้าวกล่องก็ทำมาอย่างนี้ฝึกแล้วก็ไม่ค่อยได้มันก็เป็นมันก็เกี่ยวกับแกทาสจึงธาตุแท้ที่ผู้นั้นมีบางอย่างบางสิ่งเกี่ยวมาถึงฐานของจิตกลุ่มในมือก็ 10 นิ้วร่างกายก็เหมือนกันกล้ามเนื้ออะไรก็ได้มันก็ดูมันจะไม่ได้ผิดอะไรดูจนบางคนไม่สวยได้ได้ถ้าดีกว่าด้วยนะดูดูรูปแล้วถ้าดีกว่าด้วยแล้วก็กลับไม่ได้มันเกี่ยวกับอะไรมันเกี่ยวกับทั้งสองส่วนทั้งจิตโดยเฉพาะ จิตมันมีเป็นรากฐานใหญ่เลยทีเดียวทั้งข้างนอกด้วยลูกด้วยทั้งรูปทั้งนามและจิตก็เป็นรากฐานที่สำคัญมากมันจะดึงได้เริ่มต้นพยายามถ้าผู้ใดฝึกอะไรแล้วก็ตามแต่จะทำอะไรก็ตามแต่ต้องมีจิตเป็นฉันทะต้องมีจิตยินดีแม้เราจะมีมาเก่าหรือไม่มีมาเก่าแล้วก็จะต้องฝึกให้ยินดีและต้องเปิดจิตให้ยินดีจะเปิดได้ยังไงคุณจะทำจิตยังไงให้เข้าใจว่าต้องยินดีในสิ่งนี้ต้องเพิ่มในส่วนดีต้องพยายามถ้ามันไม่ยินดีก็ต้องพยายามพิจารณาเห็นถึงประโยชน์ถึงคุณเห็นทุกสิ่งน่ารักน่าชอบจึงเรียกว่าฉันทะ ต้องทำจิตของเราจริงๆเปิดจิตของเราจริงๆใครจิตเขาเกิดฉันทะเมื่อเกิดฉันทะแล้ววิริยากดง่ายแล้วก็เพี้ยนได้ดีเราก็พยายามที่จะกระทำกับเขาที่จะขยันที่จะอุตสาหะวิริยะกับมันได้ดีดีขึ้นง่ายเพราะว่าจิตมีเท่าไหร่เราก็ผมใส่เข้าไปแต่เราแปลติดตามว่าเอาใจใส่เขาแปลเอาใจใส่มันยังน้อยมีจิตเท่าไหร่ผมก็ไปจิตเรามียังไงเราเคยใช้จิตยังไงเราเอาจิตเข้าไปใช้ร่วมด้วยทั้งหมดแล้วจิตใจภาษาบาลีก็แค่จิตตะก็คือจิตนั่นเองไม่มีอื่นหรอกจิตสาธิต ฉันท้ายมีวิริยะจิตตะวิจิตรไม่ใช่ว่าทำแล้วจิตไม่อยู่กับอันนี้เลยลองๆลอยๆแม้ว่าเราเองเราจะทำงานแล้วเราจะเก่งแล้วก็ไม่ใช่ว่าบางคนทำงานเก่งแล้วก็ทำด้วยความชินจิตไม่อยู่กับอันนี้ก็ทำไปมันก็ทำได้มันคืออัตโนมัติคือสิ่งที่เคยชินแล้วคือที่เกิดแล้วที่จริงก็มีจิตก็ไปช่วยด้วยไปทำด้วยแต่ว่าใช้นิดเดียวมันก็พอแล้วเพราะมันเก่งแล้วมันมีลูกมันมีไอ้ลูกจริงบอกเลยเคยบอกว่าเป็นลูกคนเป็นเฟืองเป็นอะไรมันเป็นแล้วมันก็ได้หรอกแต่ก็ไม่ควรที่จะปล่อยปลานั้นเลยก็ควรจะมีจิตใจเข้าไปด้วยไม่มีจิตก็ไปควบคุมด้วยมันประมาท เมื่อมีจิตก็ไปดูควบคุมแล้วไม่ใช่ว่าเป็นอย่างเก่าด้วยถ้าไม่มีจิตไปควบคุมแล้วมันจะแม้มันจะเก่งมันจะเข้าคลองมันก็ได้เท่าที่เป็นเหมือนอย่างดีสุดกับประมาทแล้วจะเสียหายลดลงมันไม่มีวิมังสามันมันจะไม่มีการพัฒนาหรือจะดีขึ้นมีแต่ทรงกับทรุดแต่ถ้าเรามีจิตเข้าไปร่วมด้วยมันจะมีการพัฒนาดีขึ้นเพราะจิตมันมีตัวปัญญาตัวตรวจสอบตัวเอาใจใส่เนี่ยมันจะเข้าใจมันจะตรวจทานทั้งตรวจทานทั้งตรวจสอบทั้งพิจารณาเพิ่มให้มันดีขึ้นกว่าเก่าหรือบังสาจึงแปลว่าพัฒนาหรือแปลว่าเจริญแปลว่าดัดแปลงแปลว่าประยุกต์ก็แล้วแต่ ไม้มันหมายความว่ามันเกิดเหตุเกิดผลนี่บางสามันเกิดเหตุเกิดผลเกิดเห็นส่วนที่เกิดกับส่วนที่จะเกิดอีกกับสิ่งที่จะมีปัญญาเข้าไปประกอบอีกมังสามังสวินี้ก็คือการฝึกจิตนั่นแหละวิมังสาแล้วยิ่งอะไรที่ควรไหม้ก็จะละออกอะไรที่ควรเป็นก็จะเติมข้าววิมังสาวิมังสาวิมังสาอะไรเนี่ยปฏิมากรรมปฏิบัติเตือนตนแล้วเตือน จะแปลไว้ขะมะถะแปลว่าตัวไหนตัวไหนเกิดแปลให้ฟังด้วยนะเตือนตนพยายามที่จะพิจารณาพิจารณาพิจารณาพิจารณาพิจารณาแล้วพิจารณาอีกเป็นการพิจารณาเป็นการใช้จิตนั่นเองโดยใช้จิตแล้วมันก็มีมีอะไรจิตมันจะมีพิจารณามีปัญญามีการเลือกเฟ้นมีการดูรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วมีธรรมะวิจัยมีวิตกวิจารณ์มีอะไรทั้งนั้นน่ะเป็นตัวจิตเนี่ยมันจะรู้ว่าดีเราก็ดีอะไรไม่ดีมันก็จะพยายามทำดีไอ้นี่เป็นสัญชาตญาณมนุษย์เป็นสัญชาตญาณมนุษย์ธรรมดาอะไรบกพร่องเราก็รู้อยู่ว่าบกพร่องมันจะเป็นส่วนที่เราจะลดละลงอะไรเป็นสิ่งดีเราก็จะทวีขึ้น มันเป็นเรื่องธรรมดาเพราะรัฐธรรมนูญไร้จิตแล้วมันก็ไม่ค่อยเข้าท่ามันจะต้องพยายามก็ทำให้มันมีจิตไม่ใช่ปล่อยจิตให้ล่องลอยไม่เอาใจใส่เป็นคนที่ลอยเป็นคนจิตเดิมและกลายเป็นบางทีเป็นคนจิตว่างแล้วก็เลยว่างๆเด้อๆไม่ใช่เรามีจุดหมายของจิตเรามีสัญญามีการกำหนดมีความสำคัญมีการรู้มีความรู้มุ่งหมายจุดหมายความหมายมันมีการรู้เป็นคนที่มีจะบอกว่าเราเป็นผู้ที่ยังพระอรหันต์ว่างั้นพระอรหันต์เป็นคนไม่มีเป็นคนมีจิตก็จิตว่างแต่ว่าจิตมีจิตสัญญามั่นหมายรู้เป็นสัญญาแล้วก็รู้สภาพความสุขด้วยความอยู่เหนือ ด้วยความที่ไม่ให้อะไรเกิดนิโรธวีระบอกพุทธหรือบุคคลแปลว่าพุทโธอะไรที่จะไม่ให้โผล่เลยนี่ปิดสนิทเลยไม่ให้มันเกิดไม่ให้มันโผล่หัวขึ้นมาไม่ให้มันเป็นหมายความสำคัญมีไม่ได้ไม่ต้องให้มีก็ไม่มีเลยมีอำนาจเหนือนิโรธอุทานไม่ให้ไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ไอ้นี่พอจะแปลอย่างสูงสุดแล้วก็แปลว่าไม่ให้ไอ้สิ่งที่ไม่ควรโผล่ขึ้นมาไม่เกินไม่ใช่สิ่งที่ไม่ควรเกิดให้เกิดเลยเด็ดขาดทำได้จริงหรือว่าสัญญานี่กำหนดรู้เวลา จะมีเสวยอารมณ์รู้แล้วอย่างเรียบร้อยแล้วก็นิโรธสัญญาไว้ที่ตรังนิโรธแล้วก็สิ่งไม่เกิดก็ไม่เกิดสิ่งที่เกิดก็เกิดไปสิ่งที่ควรเป็นควรมีอยู่ตามที่มันต้องเป็นต้องมีก็มีไปดีที่สุดเป็นอย่างนั้นไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องไม่เคยคนนั้นเดินแล้วด่าไม่ใช่คนลอยๆแล้วเราว่างๆก็วางแบบเดิมหรือว่าไม่มีอะไรไม่ใช่เป็นปัญญายอดเลยเป็นตัวปัญญาแทนจิตตัวนั้นเป็นจิตตัวปัญญาที่รู้ดีรู้ชั่วที่ชัดรู้อย่างซื่อตรงรู้อย่างมีทั้งเจตนามีมโนสัญเจตนาเป็นวิญญาณธาตุที่ละเอียดบริสุทธิ์ไม่ใช่ว่าวิญญาณธาตุที่ ปล่อยปละละเลยไม่ใช่เลยถ้าเราได้ยกตัวอย่างในเรื่องของหิริโอตัปปะเป็นชั้นเป็นเชิงแล้วก็ได้พระยาอธิบายสอดประสานให้รู้ว่ามันมีความหมายแตกต่างกันอย่างไรก็มีนัยยะคล้ายกันมีน้ำหนักต่างกันน้ำหนักต่างกันเนี่ยมากด้วยมากกว่ากันเพราะว่าจะเป็นโปรดสัตว์ป่าที่แท้ก็เหมือนกับยกตัวอย่างว่าเราไม่ชอบเรารู้ว่าขี่มันไม่ดีไม่ควรแตะกับเราอย่างนั้นแหละมันมีน้ำหนักกว่ากว่าจะมีน้ำหนักจริงจริงไม่ดีไม่เข้าท่าไม่ควรจะเป็นอย่างที่เราไม่ควรจะมีอยู่ที่เราแล้วมันคือสลัดปล่อยอันนี้ควรมีคน ก็มีไม่ควรทำอันนี้เหมือนกับเราเองเราเห็นเหมือนกับเด็กเห็นท๊อฟฟี่แล้วก็แหมอยากกินท๊อฟฟี่เลยไม่ให้ได้ถึงจะร้องเอานั่นหมายความว่าอดแต่ปะเหมือนกันแต่ตีกลับนะไม่ใช่ว่าละชั่วมีอธิบายเชิงย้อนกลับไปฟังมันต้องการดีต้องการดีเหมือนกับเมื่อกี้นี้สลัดชั่วต้องการดีกว่าแต่ปากก็หมายความว่าเราเกรงกลัวต่อบาปก็ปรารถนาตอนนี้ให้ดีอยากได้ดีเป็นธรรมดามันจะมีแรงอย่างนั้นโอตัปปะหรือหิริ แต่โอตัปปะถ้าไม่ได้บอกว่าปรารถนาดีแต่มีแต่ความหมายว่ากลัวต่อบาปตอนความชั่วความต่ำมันสลัดบาปถ้าเดียวเพราะฉะนั้นอันนึงมันจะต้องสลัดออกมันจะต้องสลัดอันนึงมันกลับมาเป็นให้อยู่กับอีกอันนึงมันก็จะต้องกลับมาอยู่อีกอันนึงอยากให้ชัดเจนแต่ยังไม่ใช่สุดท้ายยังไม่ใช่วิมุติเป็นภาพปฏิบัติภาคกรรมกิริยาของการประพฤติพิจารณาข้อมูลวิเคราะห์ต่างๆเพราะเมื่อเราทำได้แล้วเราจึงจะมีผลจริงจึงไปถึงเจตนาข้อต่อ พาหุสัจจะไปถึงความจริงถึงจะไปถึงความจริงพหูสัจจะเป็นความรู้จริงเห็นจริงเข้าใจจริงสลับหลุดปลดปล่อยแล้วก็จะได้รับรถรับจ้างรู้สภาพว่าควรเป็นควรมีรู้รสวิมุตต่างๆรู้ว่าทำได้ไม่ใช่ของปลอมไม่ใช่ของน่าจะคาดคะเนไม่ใช่ได้แต่ว่าโดนดาวฤดูจะเปิดแต่ปากไม่ใช่แต่มันเป็นความรู้จริงรู้ยิ่งรู้ถึงสัจจะซึ่งเกิดอธิบายต่อภาค 2 จะอธิบายถึงจิตใจแย่ๆละเอียดละออมาก สุดท้ายไม่เคยเรียนก็จะรู้แปลกใหม่ถ้าใครเคยเรียนมาแล้วก็จะเข้าใจว่าละเอียดละอออย่างไรผ่านไปแล้วแล้วเขาก็เล่าให้ฟังได้อีกแล้วจะมีหลายอย่างที่จะเข้าใจกันยังไม่ตลอดแม้แต่ก่อนก็เคยอธิบายมาหลายรอบแล้วก็ตามก็ยังฟังได้อีกถ้าลองมาตอบตอนจบจะจบนี่ซิว่าเราได้ยกตัวอย่าง helio ตบปากยกตัวอย่างว่าเช่นหญิงสาวที่ไม่กล้ายุ่งกับโครงสร้างเป็นต้นผู้ที่มีความรู้สึกก็มีความรู้สึกจริงๆว่ะมันยุ่งกับโปร่งสั้นเปิดมากปิดน้อยอะไรอย่างนี้ซึ่งเป็นสัญชาตญาณหรือว่าเป็นความสมมุติของ ปิดสมมติที่สัจจะที่จริงแล้วว่าเขาไม่ควรจะไปเป็นอย่างนั้นหรอกเป็นมนุษย์แล้วเราไม่ใช่เดรัจฉานเราไม่ใช่ว่าเป็นผู้ที่ไม่รู้กติกาไม่รู้ความสมูทมันสร้างจนกระทั่งมันมีกิเลสมันสร้างกิเลสกันจนกระทั่งมันต้องนุ่งผ้าเมนูพาไม่ได้กิเลสมันแรงอย่างพวกชาวป่าชาวเขาเขาไม่นุ่งผ้าเขาก็อยู่ได้ขนาดนั้นจะเป็นสิ่งที่มีสมมติอะไรมากนักมันก็ไม่มีมากมันไม่ถึงขั้นอยู่กับคันโยนเดี๋ยวนี้มันไม่ได้มันต่างกันแล้วก็ต้องรู้สัจจะที่เกิดทุกอย่างเป็นสังขารธรรมมันเกิดตามวันตามกาละตามเหตุตามปัจจัยและมันก็สมมุติคนจนกระทั่งยึดติดจนกระทั่งรู้เป็นสัญชาตญาณ สภาพที่ดูเหมือนกับรู้มาแต่เกิดเชียวแล้วก็อย่างนั้นจริงๆไม่งั้นจะต้องนุ่งผ้าปิดมากสำหรับผู้หญิงผู้ชายก็เหมือนกันนั่นแหละที่จริงผู้หญิงยิ่งผิดต้องมาทีนี้ก็แค่นี้ไม่รู้ไม่เข้าใจตีกลับถ้ามึงดูในระยะหนึ่งคล้ายๆกันกับทางธรรมเหลือเกินไปขายหรอกไม่ยึดมั่นถือมั่นปล่อยมันไม่มีอะไรมันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติมันเป็นอะไรไปพวกฮิปปี้อย่างเงี้ยไม่เอาแล้วไม่เอาสมุดโลกไม่เอากติกาไม่รู้ว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วกิเลสมันเต้นเลยนะลูกเขาเห็นไม่ได้มันเป็นการกลับมาเป็น การปรับมันเป็นการเสริมขออภัยไม่ใช่การปรับมันเป็นการเสริมเสริมกิเลสทั้งๆที่โลกของเขานี่ไม่มีแล้วเราจะมาทำให้มีเปิดเผยแบบที่ไม่ทนทานเสริมหรือเร่งเร้าแล้วเราก็จะถามว่าเราปล่อยไม่ได้เราต้องรู้กติกาจุดนี้เอามันกลับกันกระทั่งทำทำเราเนี่ยโลกก็เป็นขนาดนี้แหละเขายกระดับสมมุติขึ้นมาจนกระทั่งปรุงแล้วก็อยู่ในส่วนกลุ่มได้ระดับของโลกเป็นสมัยนิยมเป็นสมมติสัจจะเอนเอียงไปค้างที่อยู่อย่างนั้นแหละก็จะต้องปรุงตามสภาพนั้นทีนี้เราจะหยุดแล้วแต่ว่าที่จะปรุงไปปรุงมาแล้วอย่างนี้มันก็ไม่เป็นไป เรากิเลสมันเป็นไปเพื่อความที่จะทำบาปทำภัยแล้วกลับไม่ไปยุ่งเหมือนอย่างเขาอย่างนี้เป็นต้นเอาแต่แค่แง่ประเด็นหนึ่งนุ่งผ้าโป๊เปลือยสั้นอะไรนี่มันเป็นการเร่งกิเลสเรารู้แล้วเราไม่ทำอย่างนั้นแล้วกลับมายุ่งให้เรียบร้อยปกปิดซึ่งเป็นจุดที่ไม่ได้เป็นบาปเป็นภัยอะไรนอกจากไม่เป็นบาปไม่เป็นภัยแล้วก็ง่ายไม่ต้องหมุนไปหมุนมาหรอกก็หยุดกาละหยุดแฟชั่นหยุดสิ่งนี้เราจะใช้อันนี้ไปนิรันดรหรือว่าฉันมั่นคงนานวันเราทำได้แล้วอย่างเรามาทำเนี่ยเราไม่ตามสังคมเราไม่ตามฉันเมื่อกี้นี้ถ้าบอกว่าเอาสมมุติว่าเขาแฟชั่นเขาจะ เป็นยังไงก็ตามแต่แฟชั่นก็สมมุติจะนุ่งสั้นนุ่งยาวอะไรก็ตามใจแต่อีกคนนึงกลับจากโป๊เปลือยเลยไม่รู้แฟชั่นหรือลูกกระโปรงสั้นๆน้อยๆหรือไม่ก็ไม่ต้องใส่เลยเสื้อผ้าไม่ใส่แล้วมันร้อนกับท็อปเลยตัวอะไรไปเลยไม่แค้นคนบ้าไปเลยงั้นน่ะเขาไม่มีความเข้าใจถึงสัจธรรมไม่เข้าใจถึงจิตวิญญาณไม่เข้าใจถึงกิเลสที่แท้แล้วก็ทำไปงั้นแสดงว่าเหมือนกันแต่ที่เราไม่เหมือนสังคมเหมือนกันไม่ตามแฟชั่นสังคมเหมือนกันแต่เราไม่ได้ไปเป็นแบบนั้นเราเข้าใจจิตวิญญาณเราเข้าใจความหมายแล้วเข้าใจส่วนประกอบ องค์ประกอบที่จะเป็นไปเพื่อเป็นบาปเป็นกรรมอะไรหรือไม่เรารู้ด้วยแล้วยิ่งจุดหมายที่ดีถ้าเราแต่งนี้โน้มน้าวมาอย่างนี้แล้วทำให้คนมาง่ายเพราะว่าของเรานี่ง่ายไม่เปลืองไม่ยุ่งอะไรเลยแล้วก็ไม่ต้องหมุนไปหมุนมาดื่มนมนอนมาให้มันเป็นจุดที่มันสบายด้วยซ้ำไปจะบอกว่างานก็งามสมมุติได้แต่ก่อนนี้ก็งามเดี๋ยวนี้มันบ้าปรุงบ้าแต่งบ้าเปลี่ยนบาปแรงมันก็มากเรื่องแต่ก่อนนี้ก็มาถึงอันเนี้ยยิ่งแต่ก่อนถึงจะเป็นพวกชาวป่าชาวเขายังไม่มีรูปนี้ยังไม่ถึงงามขนาดนี้หรอกนี่ก็งามนักหนาแล้วเนี่ยปรุงแต่งชุดอย่างนี้ไม่ใช่ชุดชุดชาวป่ายังไม่เป็นภาษาเลยนึงก็ไม่รู้เรื่องผ้านุ่มผ้าห่มเป็นยังไงไม่ แบบนี้อย่างอะไรเลยนี่เรามีแบบมีอย่างดีไม่ดีขนาดนี้ขึ้นมายังมีภาพสบงสไบอีกโอ้ยมันแต่งมาตั้งเยอะแล้วหรือไม่มีต้องมีผ้าสไบมีเรียบๆง่ายๆอย่างนี้ก็เธอมันก็มีแบบมีทรงมีรูปมีร่างมีเสื้อมีแขนมีขอบมีเกร็ดมีอะไรเล็กๆน้อยๆก็มีอยู่แล้วมากแล้วขนาดนี้แล้วก็บอกว่าเอาละขนาดนี้ก็เอาละเอากันเอาภิกขะเวพอละภิกขุเอยเป็นขั้นเป็นตอนเนี้ยสมมุติขึ้นมาอย่างนี้ก็ปรุงกันขนาดหนักแล้วมาเป็นพระนี่ลุงห่มอย่างนี้แม่ก็มีสังฆาฏิมีอะไรที่ยังผู้หญิงให้มันนุ่งห่มอย่างนี้เงินนั่งมาเป็นนักบวชนี้ ถึงแล้วเนี่ยเป็นเครื่องหมายเป็นความหมายเป็นสภาพที่ได้สังขารแล้วพอแล้วแล้วก็ยังยืนไปนี้ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรมากที่สุดแล้วว่างั้นเถอะไม่ขีดที่มากที่สุดแล้วตามระดับตามขั้นตอนถ้าเราเข้าใจเราก็จะรู้มองให้เห็นเข้าใจใช่วันนี้เราปรุงแล้วไม่ใช่ไม่ปรุงแล้วสังหารแล้วไม่ใช่เราไม่สังขารแม้มันจะเก่าจะใหม่เราก็รู้สาเราก็เหมือนเก่ามันก็คือความเก่ามันเก่าแล้วมันจะผุจะฟังจะขาดแล้วปะเราชินเราทำโน่นนี่ได้มันก็เป็นความปรารถนาไม่แปลกประหลาดอะไรเลยความงามอยู่ที่ว่ามันเป็นสาระเป็นแก่น ที่จริงงามมันอยู่ในนามกรรมไม่ใช่งามอยู่ที่แคบเหลือแค่พันนึงแค่รูปแบบขายอะไรก็ได้ผลงานกิจกรรมกรรมคือการงานคือการกระทำกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมงามสุจริตเป็นกุศลอยู่ที่นั่นผ่านนั่นเป็นแกนเป็นสาระเสียแล้วเรื่องพวกนี้เป็นเรื่ององค์ประกอบแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมงามการกระทำกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมเป็นแก่นแท้งามและช่างมันเราเปลือยผ้านุ่มทำก็ได้ก็ไม่ใช่อีกแหละมันก็เกินไปอีกเพราะฉะนั้นก็ให้มันส่วนสัตว์ที่มันมีอยู่กับตัวเราก็พอเหมาะสมไม่ใช่อันนึงดีอีกอันนึงถ่วงและเสียก็ไม่ใช่ ว่าเราก็จะต้องปรุงด้วยปรับให้พอเหมาะพอสมมีอะไรยกตัวอย่างเรื่องเครื่องนุ่งห่มเนี่ยแล้วก็อธิบายเพื่อเพิ่มให้ฟังอีกเป็นแง่นึงแค่ครึ่งหนึ่งของเราก็จะประมาณเท่านั้นเองอธิบายให้เป็นเรื่องของสังขารเรื่องของความปรุงเรื่องของเขตของไม่ใช่ไม่มีมีแล้วก็พอแล้วเรารู้จักสันโดษรู้จักน้อยที่สุดได้แล้วแต่เราน้อยแล้วแล้วเรามีขีดขอบที่เป็นกติกาและก็ตัดสินหยุดแต่เดี๋ยวจะเสริมเรื่องการตัดสินเรื่องการหยุดหรือการจบแล้วจะอธิบายเน้นจุดนี้ให้ฟังให้ชัดเจนเป็นจุดสุดท้ายเป็นจุดจบหรือเป็นอรหันต์ถ้าไม่เช่นนั้นเราไม่เข้าใจอรหันต์เราไม่รู้จุดจบจุด กูจะตรัสรู้ผู้จัดรู้ตัวผู้จะวางจะปล่อยกูจะสิ้นจะมียังไงหรือไม่เช่นนั้นแล้วเราก็ไม่รู้ตัวไม่รู้ตนไม่รู้ว่าเป็นยังไงเอ้าแล้วเราก็เข้าใจไม่ได้นั่นก็เอาเดี๋ยวจุดนี้จะอธิบายเมื่อเวลาลงท้ายสรุปอธิบายอันนี้แหละเพราะว่าผู้ที่เกิดเหตุเกิดอุบัติเหตุกระโปรงสั้นเขาไม่กล้าลงจริงๆมันเกิดอุบัติเหตุแต่ปากอย่างนั้นก็เป็นแง่ของโลกีย์โลกีย์ก็จะจูงไปให้ลูกกระโปรงสั้นอีกแฟชั่นนะเราต้องทำตามเขาก็ไม่กล้าจริงๆก็เฉยอย่างนั้นก็แสดงว่าคนนั้นชักจะเป็นพระชักจะมีธรรมะชักจะรู้ว่ามันควรไม่ควรยังไงจริงๆ ฝืนโลกไว้ที่เรานี่ยิ่งมาเข้าใจสาระที่แท้อย่าว่าแต่แค่ว่าเขานุ่งกระโปรงยาวเลยเขาปรุงมากเขาแต่งสีแต่งสันก็แต่งโน่นแต่งมีอะไรเยอะแยะเลยเราจะไปตามเขาเรามี 40 แล้วเราก็มีรายได้เรามีทรัพย์สินเรามีข้าวของและมีสิ่งจะแต่งจะปรุงจะแปลงอะไรไปตามเขาอย่างแต่เราก็พอใจอย่างนี้ทำขนาดนี้เป็นไปขนาดนี้ของเราแล้วก็มีปัญญาของเราด้วยไม่ใช่ว่าถูกล้างสมองคุณต้องคิดของคุณเองคุณเห็นด้วยคุณทำถ้าเรายิ่งเห็นด้วยเกิดหิริโอตัปปะในส่วนที่จริงแล้วตอนแรกๆหิริโอตัปปะของเรายังไม่เกิดจริงเราเห็นด้วยหลักการมีทฤษฎีนี้เราก็ทำตามบ้างพอทำแล้วจิตของเรายังไม่สนิทเนี่ยมันก็จะเกิดวัฏจักร โสดก็กลัวเขินๆโกรธสะเทือนเกิดหวั่นไหวเกิดอายมันเป็นอายเหมือนกันแต่อายกลับกันมันเป็นอะไรวะเรามาทำอย่างนี้ไม่เหมือนโลกเขาอย่างเรามาแต่งอย่างนี้ใหม่ๆเดินออกไปกลางฝูงชนเป็นอะไรต่ออะไรต่างๆนานาพรุ่งนี้มันจะเกิดจะเขินมันจะรู้ว่าเราไม่เหมือนเขาแล้วรู้ว่าเราไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ถ้าบอกว่าส่วนที่งามหรือส่วนที่ยังเห็นตามเราจะเข้าใจว่าเขาถึงจะเป็นความพอดีเป็นความควรเราก็จะรู้สึกว่าเราเองด้อยจุดด้อยก็ทำให้เราทานทำให้เราก็เขินได้แต่ถ้าเราเห็นว่ามันไม่ได้ด้อย มันไม่ได้ด้อยอะไรความเกิดขึ้นก็จะหายทีนี้นอกจากว่าความไม่ด้อยอะไรนอกจากไม่ด้อยแล้วยังมีจิตเห็นไปอีกส่วนหนึ่งว่าผมไม่ต้องยังไม่ได้หรอกว่ามันเด่นด้วยนะมันดีด้วยนะทีนี้จิตก็จะฟูเกินที่นี่นอกจากจะไม่หวั่นไหวแล้วแอคซะด้วยฟังนะฟังทิศทางของจิตนะความคิดทางจิตเกิดมานะเกิดถือตัวถือตนว่าฉันเหนือกว่านะโก้นะนี่แกอย่ามานั่งเข้าใจผิดให้ไม่ติดเปลี่ยนทั้งนั้นที่จริงถ้าความหมายของรูปเก่านะแต่งตัวอย่างเก่านี่แหละเพราะจิตมันเปลี่ยนแปรแล้วมันก็กลายเป็นมานะได้มันชนะแล้วจิตมันไม่เกรงกลัวไม่หวั่น กล้าเกินไปอาจหาญเกินไปฟูใจเกินไปมีตัวมีตนมีอัตรามีมานะถือตัวถือตนว่าดูถูกคนอื่นก็โทรเนี่ยฉันโง่ฉันเด่นก็มีแอปฟังภาษาโดยมีแอปเลยมีทรัพย์เป็นมาดเป็นอะไรเหมือนกับพวกคุณผู้หญิงบางคนที่เขาแต่งตัวสวยเนี่ยเขาบอกเขานำแฟชั่นตั้งแต่เพื่อนก็ยังไม่ไปเลยนะมันเป็นสิ่งน่าอายอย่างสมมติว่านุ่งสั้นกระโปรงมินิอะไรที่มาคนที่รีบนำแฟชั่นได้มินิเข้ามานี่มันหน้าก็คือเขาไม่เก้อเขินนะเพราะพวกนี้จิตพูดเลยพวกฟูอ่ะมีมานะมีตัวตนถือดีไหมจะเห็น ตัวอายเขาไม่มีเขาแอดด้วยเนี่ยจิตมันจิตคล้ายๆกันน่ะที่กำลังอธิบายในจิตคล้ายๆกันมันเป็นกิเลสมันเป็นส่วนที่มันเกินวันพรุ่งนี้แทนที่เขาจะบอกว่าเขาจะได้เปล่าคือว่าเขาเด่นนะก็นำแฟชั่นชุดแต่ง Mini นี่โอ้โหบางคนนี่บอกตายแล้วว่าต้องแต่งอย่างนี้อยู่แล้วน่าอายตายเขาบอกมาแล้วมีใหม่แบบนี้แล้วก็นำสมัยเลยก็เลยแทนที่เขาจะอายไม่มีอายไม่มีคนด่าไม่มีสะเทือนสะท้าน act ด้วยกูฟังดูดีๆก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงนี่ก็ใช้ภาษาและก็ใช้สิ่งสมมุติเนี่ยให้คุณวาดจินตนาการตามจินตนาการชั้นเดียวกันเราแต่งอย่างนี้ ถือตัวถือตนเป็นกิเลสได้เพราะตอนแรกเราเองก็ห่อเหี่ยวนึกว่ามันเป็นความด้อยปมด้อยของโลกเพราะรถปมด้อยได้แล้วมันไม่ได้ด้อยด้วยโดยอะไรเราไม่ได้ไปทำเปลืองทำผานทำผ้ามันเป็นค่าเป็นอะไรพอเข้าใจด้วยปัญญาแท้จริงหมดถ้าเราไปแต่งอย่างโน้นทีนี้เราก็จะรู้ชัดเจนมันเป็นภัยเป็นบาปเป็นหิริโอตัปปะไปแต่งอย่างตามลูกๆไปหมุนเวียนไปอะไรก็ตามเขาไปจนเกินขอบเขตไปแล้วเขาไปยังไงก็ไป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน