600317_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก กรณีธรรมกายสังคมได้หรือเสีย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข26 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600317_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก กรณีธรรมกายสังคมได้หรือเสีย

พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560 แรม 5 ค่ำเดือน 4 ปีระกา ก่อนจะได้ เกริ่นกล่าว ก็ขอโฆษณาก่อน ว่าสันติอโศก จะมีโครงการเข้าวัดปฏิบัติศีล 8 ครั้งที่ 143 วันศุกร์ที่ 17-19 มีนาคม 2560 คือวันนี้ ใครจะมาวันนี้ทันก็มา พรุ่งนี้มาทันก็มา จนถึงวันอาทิตย์ที่ 19 สามวัน ครั้งนี้ชื่อว่า วิริยะอุตสาหะชนะทุกสิ่ง คนที่ไม่ปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมขณะนี้ ในกาละนี้ ยุคนี้นี่ ตกยุคเลย อยู่ไปก็อย่างนั้นแหละ ตกยุค เสียท่าเลย ไม่อยากจะต่อว่า เสียชาติเกิด ยุคนี้มีธรรมะมีเหตุปัจจัยองค์ประกอบ ที่จะนำพาเราไปสู่ที่เจริญที่สูงได้จริงๆ เพราะฉะนั้น อย่าเผลอ ยิ่งเห็นแล้วรู้แล้ว อย่าโง่เกินไป ต้องฉลาดรู้ทัน กาละเทศะบ้าง ก่อนจะได้ว่าอะไรกันต่อ ก็อ่าน sms เมื่อวานนี้ SMS วันที่ 16 มีนาคม 2560

9769 คนที่เคยดูหมิ่นโพธิสัตว์ ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า แต่รีบมาขอกราบขอโทษโพธิสัตว์ แบบนี้กรรมจะลดลงไหม ชาติหน้าระยะเวลาที่จะหลงลดลงไหมครับ พ่อครูว่า...การสารภาพบาป เป็นการทำคืนเป็นการลดได้

0750xxxผมมองว่าสมีโยเลวกว่าทักกี้ พ่อครูว่าจริงปะ

2436คติธรรม:พึงสละชีวิตเพื่อรักษาธรรมะ แต่ธัมมชโยสละธรรมะเพื่อรักษาจีวร! พระวัดธรรมกายมีเงินเป็นล้านๆ ไม่ต้องมาบิณฑบาตแล้ว..โทรสั่งKFCกินก็ได้! ถ้าพุทธเจ้ามาเจอทัตตชีโว ตถาคตคงต้องบัญญัติศีลข้อ228..ห้ามพระเล่นหุ้น! พ่อครูว่า..227 นี้ไม่ใช่ศีลแต่เป็นวินัย แต่ถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ คงออกวินัยว่า ห้ามพระภิกษุเล่นหุ้น หรือจะมีวินัยอีกเยอะเลย

พุทธดำรัส..ผู้ที่ทำลายศาสนาพุทธมิใช่คนศาสนาอื่น แต่เป็นพระเรานี่แหละ! ชิตังเม โป้ง รวย ซวย หนีคุก ฯ โอม..ปิดบัญชีสวรรค์~เปิดบัญชีนรก ซิมิๆ ! โจรกลับใจบวชเป็

อ่านต่อ

นพระ ได้ขึ้นสวรรค์..แต่ถ้าพระกลับใจ รับของโจร นรกนะจ๊ะ! ทุกศาสนาในโลกถือความสุจริต ฉนั้นธรรมกายจึงมิใช่ศาสนา เหตุเพราะทุจริต! คำสอนของธัมมชโยเปรียบเหมือน..ตุ๊เจ้าตาบอดจูงมือขโยมตาบอด..(เดินลงนรก!) พ่อครูว่า..ของอาตมาเป็นอย่างนี้ว่า คนตาบอดเดินจูงมือคนตาบอด ไปดูหนังใบ้ ถ้าคนตาบอดจูงคนหูหนวกไปดูหนังใบ้ ยังพอเห็นรูป แต่นี่คนตาบอด จูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ เพราะโยมชอบทำบุญกับพระอรหันต์.. พระที่เห็นแก่ลาภ จึงอวดอรหันต์กันเยอะ! พระเกย์~ตุ๊ดเป็นภัยต่อพุทธศาสนา เพราะเก่งทางหลอกลวง โดยเฉพาะโยมผู้หญิง! พ่อครูว่า..พวกเกย์ตุ๊ดหากกลับใจ มาศึกษาศาสนา เข้ามาก็จะปรับเปลี่ยนแปลงได้ 3867xxxอยากมาช่วยงานสันติฯ เสริมโรงบุญสนามหลวงฯ แต่ศก.ฝืดรายได้อืด ไปได้แต่ที่ใกล้!ไม่พอมาที่ไกล! จนใจแต่ไม่จนการเจียมตัวใช้กินตามอัตภาพที่มีจำกัดพอเพียง!

จิตโลกิยะรู้ไม่ทันทุกขเวทนา! ผุดอารมณ์ใดก็ยึดติด!เกิดความรู้สึกสุขทุกข์ก็ตามดับไม่ทัน! จิตโลกุตระรู้ทันเวทนา108อารมณ์เกิดก็ละวาง! เกิดความรู้สึกทุกสภาวะก็ตามดูตามรู้ดับได้ทัน! พ่อครูว่า...ฟังธรรมะไปเถอะ จะเห็นว่า เวทนาคือกรรมฐาน จับเวทนาให้ทันวิจัยกิเลสในนั้น แล้วฝึกหัดปหาน 5 หนึ่งกดข่ม สองวิปัสสนา กายเวทนาจิตธรรม กิเลสไม่เที่ยง มันพาทุกข์ มันไม่คงเดิม เราชัดเจน จนปัญญาเข้าใจไตรลักษณ์ จะเสริมหนุนเป็นพลังไฟฌาน อุณหธาตุที่พิเศษ จะค่อยๆเข้าใจพยัญชนะแต่ละคำ ที่อาตมาพยายามอธิบายสภาวะ พยัญชนะแทนสภาวะ ลึกซึ้งไปเรื่อยๆ กระทั่งบาลี อาตมาอธิบายถึงรากศัพท์ รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ อาตมาก็ยังไม่ค่อยฟื้นความรู้เต็มที่ หลายผู้หลายคน ก็พยายามติดตาม จะรู้สภาวะ โดยมีพยัญชนะเป็นตัวแทน พยัญชนะภาษาบัญญัติ เกิดทีหลังสภาวะ อธิวจนะ เกิดทีหลัง และเกิดมาเป็นนามธรรม ที่ยังไม่มีชื่อไม่มีภาษา เรียกนามธรรมนั้นว่า ปฏิฆสัมผัสโส ฆ คือตัวก้อนที่รวมตัวกัน ตั้งแต่ดินน้ำไฟลม กลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม(ปัญจสาขา) ค่อยๆศึกษาไปตามลำดับ อาตมาไม่ปิดบัง มีอะไรก็พยายามพูดอธิบาย ให้พวกเรารับไว้ ผู้ที่มีภูมิธรรมรับได้ ก็จะเข้าใจดี บางคนไม่เข้าใจ แต่จำพยัญชนะได้ ก็ไม่เป็นไร รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม เหมือนเครื่องคอมฯ อยู่ในฮาร์ดดิส คุณยังไม่มีรหัสจะเอาไปใช้ด้วยซ้ำ แต่มันมีอยู่ในนี้ สักวันเหตุปัจจัยพร้อม เอามาใช้ได้ สรุปแล้วเวทนาทั้ง 108 เข้าใจอย่างละเอียดลออ เทียบธรรมะ พูดไม่ใช่เรื่องปลอมเรื่องเก๊ เริ่มต้นเรียนอาริยะถึงอรหันต์ ก็เรียนตรงเวทนา ทำได้ครบ 36 อดีตปัจจุบัน อนาคต ครบ 108 ก่อนจะมาถึง 36 ก็รู้เวทนา 2 3 5 6 18 36 สิ่งเหล่านี้ หากไม่มีสภาวะจริง เอามาพูดไม่ได้ อาตมาได้มาโดยสืบทอด DNA จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คิดเอาเอง อยากจะได้ชื่อว่า เป็นเจ้าของธัมมสามี ก็ต้องชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าก่อน ผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้า จึงจะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของธรรมะศาสนาพุทธ แม้แต่คำว่า ธรรมกาย คือพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่นี่สมีไชยบูลย์ สู่รู้ เรียกตัวเองว่าธรรมกาย นี่ขี้กลากกินตัว

5356ผู้น้อยมีความเห็นว่า พ่อครูเมตตาไขความจริง ตีแสกหน้า ชี้จุดตรงแบบนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว กาลคับขัน ช้านักจะไม่ทันกาล

1819ความเป็นพระมีในคนธรรมดา ที่จิตเป็นพุทธรู้ดีชั่ว และเว้นชั่วทำดี จนเป็นพ่อพระแม่พระ ที่คนเรียกใช่ไหมครับ ดีกว่าสงฆ์ห่มผ้า แต่จิตไร้การละชั่ว มุสาให้คนหลงสวรรค์ ขัดหลักจิตว่างผ่องใส พ่อครูว่า...ใช่ รู้ชั่ว เว้นชั่วทำดี อย่างนี้ไม่ใช่โลกุตระ แต่ถ้าสะอาดแบบโลกุตระถึงถาวร คือสจิตตปริโยทปนัง สัพพปาปัสส อกรณัง ไม่ทำบาปทั้งปวง บาปคือกิเลส ต้องใช้บุญในการชำระบาปหรือกิเลส บาปหมดบุญก็หมด บาปหมดแล้วไม่มีอกุศลเกิด มีแต่กุศล ถ้าไม่ปรินิพพาน ก็ทำแต่กุศล บาปบุญ คือโลกุตระ หมดได้เป็นเอกังสะ บาปหมดบุญก็หมด ไม่เกิดอีก แต่กุศลยังเกิดอีกได้ อกุศลก็ไม่เกิดได้ หมดแล้วไม่เกิดอีกได้ อรหันต์ขึ้นไปไม่เกิดอกุศลอีก ฟังซ้ำไปเรื่อยๆ ผู้เข้าใจชัด ก็จะเข้าใจเพิ่มเรื่อยๆ รู้ดีชั่ว ละชั่วทำดี เป็นโลกียะอยู่

มีหนังสือที่รวบรวมมาอีกเล่มหนึ่ง คือหนังสือ A Bomb of love อาตมาสะดุดเลย เอามาขยายความ ตอนนี้มีคนขานรับ มีเหตุการณ์ที่ใหญ่ของโลก ในหลวงสิ้นพระชนม์ลง มีรูปลักษณ์ของ Bomb of love เกิดเป็น Phenomena ทุกวันนี้ยังไม่หมดกระแส ที่ท้องสนามหลวง เป็นจุดกลาง ไอน์สไตน์ก็ไม่รู้ว่า อันนี้จะเกิดที่ไหนเมื่อไร ไอน์สไตน์เป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่มีภูมิพอจะรู้ ก็พูดทิ้งไว้ ว่าพลังงานอย่างนี้ ซึ่งเกิดจากจิตวิญญาณมนุษย์ เขียนฝากลูกทิ้งไว้ อาตมาเอามาเปิดเผย ต่อสาธารณะ พอดีเกิดที่เมืองไทย อาตมาก็บอกว่า นี่ไงๆๆ ยืนยัน ตอนแรก เขาก็งงว่าอะไร Bomb of love แต่เดี๋ยวนี้ คนเข้าใจแล้ว เป็นความรักมิติที่สูง อาตมาบรรยายความรัก 10 มิติ เมื่อปี 2517 วันที่จะบรรยายความรัก 10 มิติ อาตมาไม่ได้เตรียมข้อมูลเลย ก็ไปเทศน์ที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พออันนี้ขึ้นมา ก็เทศน์ความรัก 10 มิติ เทศน์แล้วก็ไปที่ ม.เชียงใหม่อีก เทศน์ซ้ำ เขาก็เลยเอาสองบทที่บรรยาย พิมพ์ออกเป็นหนังสือ ความรัก 10 มิติ อาตมาก็เอามาเรียบเรียง จากภาษาพูดเป็นภาษาเขียน ทีนี่ก็พิมพ์รวมกันหลายครั้ง ทั้งแบบที่บรรยาย และแบบที่เรียบเรียง อาตมาจึงรู้ว่า ทำไมอาตมาเกิดมาชื่อ รัก เกิดก่อนจะบรรยายความรัก 10 มิตินะ สิ่งเหล่านี้เดาไม่ได้ ถ้าพระพุทธเจ้าท่านประสูติ แผ่นดินจะต้องไหว คนจะไปห้าม ทุกพระองค์ของพระพุทธเจ้า ที่มีความลงตัวในรูปและนาม ประสูติแล้ว แผ่นดินจะต้องไหว หรือ ท่านจะประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ก็ต้องวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จะต้องลงตัวเป็นอย่างนั้น พระสมณโคดม จะต้องมีอัครสาวก ต้องชื่อสารีบุตร โมคคัลลานะ พระพุทธเจ้าบอกว่า นั่นเดินมาแล้ว อัครสาวก เพิ่งจะเดินมาท่านก็รู้ ไปห้ามท่านไม่ได้ ท่านรู้ ขออภัย เหมือนอาตมารู้อะไรบ้าง สำหรับฐานะของอาตมา ไม่เทียบเท่ากับพุทธเจ้า แต่ก็รู้อย่างที่อาตมารู้ คนนี้ชื่อนี้ๆ ก็พอรู้ ใช้ของอาตมา อาตมาบรรยายไม่ไหว หลายคนใกล้เคียง ก็พอเข้าใจบ้าง แต่อย่ามาลอกเลียนเอาอย่างไม่ใช่ฐานะ อย่าอุตริ เดี๋ยวเสียเวลา ตกนรกไปอีกหลายรอบ มันไม่ถูกแล้วทำทำไม ไปทำสิ่งผิดก็มีวิบาก แล้วเป็นวิบากฐานะสูง บาปก็ราคาสูงนะคุณ ไม่ใช่บาปราคาถูกนะ เป็นสิ่งที่สูง หนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวม ที่อาตมาได้บรรยายไว้ มาสร้างองค์ความรู้เรื่อง Bomb of love แม้เราไม่ได้ร่ำรวย แต่เราทำสุดที่ เท่าที่ควรจะทำได้

ลองอ่าน บทความในหนังสือพิมพ์มติชน รายสัปดาห์ บทความ มุกดา สุวรรณชาติ...คอลัมน์ หลักศิลา กลางน้ำเชี่ยว บทความว่า เกือบแพ้แต่ยังเป็นพระ เปลี่ยนเกมให้ชนะ เพราะไม่อยากเป็นมาร .. .คราวก่อนที่บอกว่า แนวรบคลองหลวงจะถึงจุดตัดสิน ในไม่กี่วันนี้ เพราะคิดว่า รัฐจำเป็นต้องหยุด ขั้นตอนเผชิญหน้า ทีมวิเคราะห์เลยคาดเดาว่า การจบของเกม แบบที่เข้าไปค้นแล้วไม่พบ จึงถอนกำลังกลับ จะเกิดขึ้นภายในประมาณ 10 วันแรก แต่ก็ลากยาวมาได้อีก เกือบครึ่งเดือน ทีมงานพยายามหาเหตุผลต่างๆ และประเมินผลกระทบ ที่มีต่อฝ่ายวัดพระธรรมกายโดยตรง ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป รัฐหยุดรุกเปลี่ยนเกม ก่อนถูกด่าว่าเป็นมาร การเคลื่อนไหว กรณีปิดล้อมวัดที่ผ่านมา ฝ่ายวัดทำถูก ที่ใช้เกมอ่อนตลอด ฝ่ายรัฐไม่สามารถ ใช้กำลังและอาวุธ แม้แต่ไม้กระบอง ซึ่งก็ถือว่าเดินเกมเป็นทั้งคู่ การให้ข่าว กลายเป็นเวทีต่อสู้รูปแบบหลัก การใช้กำลังปฏิบัติการ ใหญ่โตเกินไป ภายใต้มาตรา 44 แม้มิได้ใช้อาวุธ ในการปฏิบัติ ต่อพระหรือผู้ศรัทธา แต่รูปแบบ ปรากฏภาพที่ออกมา เป็นด้านลบ และมีผู้เสียชีวิตโดยอ้อม เพียง 2 ราย ก็ถือว่ากระทบต่อชื่อเสียง ถ้าหากมีการจับพระหรือลูกศิษย์ ไปเป็นจำนวนมาก เรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ และจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ทางด้านสิทธิมนุษยชน จะมีภาพติดลบไปลึกมาก เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกจับตาเรื่องนี้อยู่ อย่างใกล้ชิด ในทางยุทธวิธี คล้ายกับการกระชับพื้นที่ราชประสงค์ แต่ผลทางจิตวิทยา และการปิดล้อมจริง ทำไม่ได้ การตัดเสบียงอาหาร พระและคนแก่ ไม่มีใครสนับสนุน ยิ่งนานยิ่งถูกมองว่า ไปรังแกพระ การใช้ปฏิบัติการ ทำให้มีผลกระทบต่อผู้คน ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้อง และเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาในการทำธุรกิจ การติดต่อสื่อสาร สุดท้าย เมื่อผลลงเอยแบบนี้ คนทั่วไปก็ยังคิดว่า งานนี้เหมือนขี่ช้าง จับตั๊กแตน ถ้าทำแบบปกติ เข้าไปค้นให้หมดทุกจุดรวดเดียว เมื่อไม่พบก็กลับมา และดำเนินการ ตามกฎหมายต่อไป ก็จะจบแบบไม่ต้องเป็นข่าวใหญ่โต กระทบถึงคนที่อยู่บริเวณนั้น ทั้งยังไม่สร้างลักษณะ ความเป็นศัตรู ให้หนักมากขึ้น แต่เมื่อปฏิบัติการออกมา เป็นแนวใช้อำนาจ ภาพและผลที่ออกมา ก็จะดำรงอยู่ ตามที่ปรากฏขึ้นจริง ยังฝังใจกันไปอีกนาน การได้ประโยชน์ แต่เสียการเมือง และได้ศัตรูเพิ่มเพิ่ม นับว่าสมควรหยุดนานแล้ว ถ้าทำมากกว่านี้ ไม่มีผลชนะมากกว่านี้ ก็จะกลายเป็นมาร แต่ดูจากรูปแบบล่าสุด เป็นการหยุดรุกเชิงการทหาร มารุกทางการปกครอง ดังนั้น การยึดพื้นที่และตำแหน่ง จะกลายเป็นข้อขัดแย้งใหม่ วัด ทำได้แค่ถอยและตั้งรับ

ฝ่ายวัดก็มีแนวคิด 2 ทาง 1. หลวงพ่อไม่ยอมออกจากวัด มีคนสนับสนุนส่วนหนึ่ง 2. ให้หลวงพ่อหลบออกไปก่อน เพราะรู้ว่าถ้ามอบตัว หรือถูกจับ จะถูกจับสึก ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นศาล ทั้ง 2 แนวคิดไม่มีใครยืนยันว่า แปรเปลี่ยนไปมาอย่างไร แต่ช่วงแรกยอมให้ค้น เพราะคิดว่าไม่เจอแล้ว เจ้าหน้าที่จะกลับ แต่เมื่อเกมยืดเยื้อ มีลักษณะการปิดล้อม ก็กลัวจะมีการหยุดวัด เกมต้านจึงมีมากขึ้น ความเป็นไปได้ของช่วงสัปดาห์แรกคือ 10 วันแรก จึงเป็นไปทั้ง 2 ทาง ช่วงท้าย มีเรื่องเล่ากันว่า บุคคลในวัดพระธรรมกาย ได้แอบนำข้อมูลออกไปป้อนให้ฝ่ายรัฐ จนกระทั่งเชื่อว่า หลวงพ่อยังคงอยู่ในวัด และมีฝ่ายที่แสดงท่าทีว่า ถึงยังไงก็ไม่ยอมให้ค้น ทางการจึงปิดล้อมมากขึ้น ถึงตรงนี้ข่าวลับข่าวลึก ที่ปล่อยออกไปสู่ภายนอก คืออยู่เนี่ย ดูจุดว่าอยู่ตรงไหน แต่ลูกศิษย์จะสู้ตาย เจอเรื่องแบบนี้ ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง ตั้งก็เดากันไปต่างๆนานา เกมปิดล้อมกับเกมต้าน ช่วงท้ายจึงดูรุนแรงขึ้น ในขณะที่ฝ่ายรัฐกางตาข่ายฟ้า ไม่มีรูให้ได้ไป วัดก็ตั้งกำแพงคน มนตราแกร่งมาป้องกัน สมัยสงครามครูเสด มีการฆ่ากันจริงๆ แต่สมัยนี้ เป็นสงครามของ ศาสนาพุทธ เป็นเรื่องสูงส่งกว่า ไม่มีการฆ่ากัน ก่อนที่เข้าค้นรอบสุดท้าย ผู้ปฏิบัติงานทั้งฝ่ายรับและฝ่ายวัด ก็คาดได้แล้วว่าจะไม่พบอะไร หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่า หลวงพ่อก็น่าจะออกไป นานพอสมควรแล้ว ไม่ใช่วันสองวันก่อนค้น วิชาแปลงกายย้ายร่าง ถอดวิญญาณ ถูกใช้เมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ และช่วงที่ปิดล้อมวัดและจุดสนใจ มาอยู่ที่วัด อาจจะเป็นช่วงที่ ออกไปต่างประเทศ เรียบร้อยแล้วก็ได้ ข้อมูลการอยู่หรือไม่อยู่ ของหลวงพ่อในวัด แม้แต่คนวงใน ยังรู้ไม่กี่คน ดังนั้น เกมค้นไม่พบก็จบเรื่อง จึงมาถึงจุดที่ทั้งสองฝ่าย ต้องการตรงกัน เกือบแพ้ เกือบชนะ แต่ต้องเปลี่ยนเกม การหยุดเกมรบทางกำลัง ในวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม ถือว่าก็ยังเป็นการหยุด ที่ทันท่วงที ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ มีการประทะเกิดขึ้น ความรุนแรงที่มากกว่านั้น เป็นการรักษาภาพของรัฐ ในทางสากล ช่วงเวลานี้ มีการเตรียมความพร้อม ให้กับคณะผู้แทนไทย ซึ่งมีกำหนดในการนำเสนอรายงาน ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ประจำ กติกา ระหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง International Convenient on civil and political rights Iccpr 2 วันคือ 13-14 มีนาคม 2560 ที่นครเจนีวา ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทย จะถูกพิจารณาในเวทีอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องคอยติดตามดูกันเพราะในขณะที่เขียนต้นฉบับ การเปิดประชุมเรื่องนี้ ยังไม่เกิดขึ้น ถึงไม่รู้ว่าจะโดนวิจารณ์ ตำหนิหรือชมเชยอย่างไร การเตรียมการทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ คนที่เป็นเสนาธิการ จะต้องเข้มงวดสักหน่อย เรื่องใดที่ไม่ได้เป็นประโยชน์มากมาย หรือไม่ได้เป็นอันตรายมากๆ ควรจะประนีประนอมเช่น กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ไกลเกลี่ยให้ยกฟ้อง และยุติการดำเนินคดีกับ 3 NGO นักสิทธิมนุษยชน ฐานหมิ่นประมาท ที่สภ. เมืองปัตตานี โดยมีดอกเตอร์โคทม อารียา ผอ. ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี และผู้แทนจากองค์กรสหประชาชาติ ร่วมด้วย เรื่องวัดพระธรรมกาย จึงต้องถอนการปิดล้อม เรื่องนี้ถ้าค้นเป้าหมายไม่พบจะถอยออก ตั้งแต่สัปดาห์แรก ก็จะไม่มีปัญหา ที่ต้องใช้งบประมาณมากมายกับทหารตำรวจ ไม่ต้องมีคนเดือดร้อน จากการตัดสัญญาณโทรศัพท์ จากรถติด การทำมาค้าขาย ต้องหยุดชะงัก ทำให้คนบางคนต้องเสียชีวิต และอีกการ ทำให้เกิดความเข้าใจว่า จะมีการยึดวัด ยึดทรัพย์สินต่างๆ ทำให้เกิดลักษณะเป็นศัตรูกัน เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ถึงยังคงมีคำถามจริงๆ แนวปฏิบัติการ ตั้งแต่ต้นจนจบครั้งนี้ เป้าหมายแท้จริง คืออย่างไรกันแน่ แค่ต้องการจับกุมคนๆหนึ่ง หรือมีเป้าหมายมากกว่านั้น และเป้าหมายมากกว่านั้น อยู่ในระดับไหน แค่ไหน คำถามนี้เป็นที่สนใจ ของศิษย์ธรรมกาย และคนทั่วไป ที่สนใจการเมือง ประเมินความสำเร็จของฝ่ายรัฐ และจังหวะที่จะก้าวเดินต่อไปในกรณีนี้ พิจารณาสถานะต่อที่จบลง แบบค้นหาเป้าหมายไม่พบ ได้หยุดการเผชิญหน้า ประเมินผลรวม ถือว่ารัฐเป็นฝ่ายรุกและได้เปรียบ 1. สามารถทำให้หัวหน้าของฝ่ายวัด ต้องหลบออกไปจากที่มั่น 2. ใช้กฎหมายควบคุมและกดดัน ทำให้ไม่สามารถกลับมาได้อีก 3. ป้อนข้อมูลต่างๆ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ และความศรัทธา 4. สามารถใช้กฎหมายกดดัน และควบคุมผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน ระดับรองลงมา คือเป็นการตัดกำลังขั้นหนึ่ง 5. มีการกดดันเพื่อตัดกำลังทางเศรษฐกิจ 6. ใช้กฎหมายเข้าควบคุม สถานที่หลายแห่ง ที่อ้างว่าได้มา หรือก่อสร้างผิดกฎหมาย ประเมินผลกระทบของฝ่ายวัด ยังไม่แพ้แต่ถอยหลัง ต้องตั้งรับเกมใหม่ งานนี้มีได้มีเสีย ถ้ามองทั้ง 2 ด้านจะพบว่า 1. ฝ่ายวัดเสียผู้นำองค์กรออกไป จากโครงสร้างหัวขบวน ตามโครงสร้างทางกฎหมาย แต่ไม่ได้ออกไปจาก กระดานของการต่อสู้ หรือออกไปจาก ความนับถือของลูกศิษย์ ความเข้มแข็งในการนำทางจิตวิญญาณ ความเชื่อถือศรัทธาของหัวหน้า จะยังอยู่หรือไม่ มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการกระทำในอนาคต 2. ถ้าฝ่ายวัดฉลาดและทันเกม ต้องถือโอกาสนี้ จัดโครงสร้าง ให้มีลักษณะเป็นประชาธิปไตย มีการนำรวมหมู่ มีผู้นำที่เปลี่ยนแปลงได้ ความเชื่อถือ และความศรัทธา ให้อยู่ที่ความรู้ข้อมูลทางธรรมะ ข้อมูลทางวิชาการ ไม่ใช้ตัวบุคคล จะเป็นการสร้างศรัทธาไปอย่างถาวร ไม่ว่าตัวบุคคลใดจะมีปัญหา ก็สามารถเปลี่ยนผู้บริหารได้ และการบริหารจัดการองค์กรใหญ่ จะต้องได้รับความร่วมมือ จากมวลสมาชิกทั้งหมด 3. ถ้าหากองค์กรถูกบีบคั้นว่า มีลักษณะผิดกฎหมาย หรือผิดกฎทางศาสนา ผลกระทบข้อนี้ ก็อาจแปรสภาพ ทำให้เกิดกลุ่มธรรมกาย ที่แยกออกไป ในลักษณะเช่นเดียวกับ สำนักสันติอโศก ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพ ในการนับถือ และเชื่อมั่นตามแนวทางสิทธิของตัวเอง (พ่อครูว่า...ความบริสุทธิ์เท่านั้น จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด ) 4. บทเรียนนี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานผู้บริหารลูกศิษย์ผู้ศรัทธา ได้มองทุกอย่างเป็น 2 ด้าน มองทางด้านเป็น คุณ ทั้งด้านเป็นโทษ มองเห็นมิตรเป็นศัตรู มีความเข้าใจถึง กฎตามธรรมชาติ ความเป็นมิตร ความปรารถนาดี บางครั้งไม่สามารถสร้างสิ่งที่ต้องการได้ และมีความเข้าใจถึงแรงกดดัน ของอำนาจตามกฎหมาย ที่มีต่อประชาชนกลุ่มต่างๆ ว่ารุนแรงและมีอำนาจมากเพียงใด มีความเข้าใจว่า เมื่ออยู่ในโลกนี้ อยู่ในสังคมของความจริง ที่อำนาจปกครองเป็นไปตามผู้ปกครอง รั้วของวัด ก็ไม่สามารถแยกตัว ออกไปจากโลกที่เป็นจริงได้ 5. ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง คาดว่าวัดพระธรรมกาย จะต้องพบกับปัญหา ในเชิงกฎหมายอีกหลายแบบ หลายขั้นตอน สูญเสียพื้นที่ครอบครอง หรือสูญเสียแนวร่วม สูญเสียที่มั่น ในหลายพื้นที่หลายวัด จะติดตามมา และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล ในหลายๆจุด 6. ตัวหลววงพ่อถ้าไปอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถเคลื่อนไหวได้ แม้จะเป็นทางธรรมะ แต่ก็สามารถสื่อสาร เสริมสานุศิษย์ และผู้ศรัทธา ทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ ซึ่งจะจำกัดขอบเขตอยู่แค่ไหน ยังไม่มีใครรู้ แต่น่าจะมีผลสะเทือนพอสมควร มีคนตั้งคำถามว่า ถ้าหลวงพ่อยอมให้จับ แล้วถูกนำไปสึก นำไปขัง เวลาไปขึ้นศาล ภาพที่ออกมา จะเป็นอย่างไร ผู้ศรัทธาเขาจะทำอย่างไร มีคนวิเคราะห์ว่า การบังคับให้หนี น่าจะดีกว่า แต่ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า การถอด ปลด ลด ถอน ไม่สามารถเปลี่ยน ความนับถือของคนได้ ประชาชนดูการกระทำ ดังนั้น ครั้งนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่ยังมองไม่เห็นจุดจบ เหมือนความขัดแย้งทางการเมือง พระหรือมาร อยู่ที่ความคิดคน พ่อครูว่า...อาตมาขอสรุป เทียบกับสันติอโศกให้ฟังว่า อโศกผ่านเรื่องนี้มาหมดแล้ว อโศกไม่มีปัญหา คนที่จะมีปัญหาก็เรื่องของเขา เราไม่มีปัญหา เรามั่นใจว่า เรามีความบริสุทธิ์ อาตมานี่ ทำงานต่อสู้กับทุกอย่าง ไม่ทำแบบกระบิดกระบวน อ้อยสร้อย แต่ทำแบบ มีความจริงเท่าไหร่ ก็เทออกมา ไม่เสียเวลา อาตมาต่อสู้แบบว่า มีความจริงเท่าไหร่ก็เทออกมา ไม่กลัวแพ้ แพ้ก็แพ้ แต่อาตมามั่นใจว่า เป็นความจริงสั้น และลัด ตายก็ตาย ตาย..อาตมาว่าเป็นเรื่องเล็ก อาตมาตาย พวกเราก็ว่าไปตามวิบาก พวกคุณก็ต้องฝึกฝน ทุกอย่างจะต้อง พรากจากกันในสุดท้าย พระหรือมาร อยู่ที่ความคิดคน นั้นยังไม่ถูก พระหรือมาร อยู่ที่ความจริง เพราะความคิดนั้น เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ

อีกคอลัมน์หนึ่ง… ศรัทธาไม่เสื่อมจากธรรม เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ วัดพระธรรมกาย ที่เจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม หรือ dsi รับบทบาทเจ้าภาพ ได้ตามจัดการกับ พระธัมมชโย ในสารพัดข้อหาทางอาญา ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาล ต้องทุ่มงบประมาณ มากกว่า 100 ล้านบาท พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ จำนวนมหาศาล เพื่อเข้าตรวจค้นจับกุม ซึ่งตามมาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างครึกโครม ถึงความคุ้มค่าเท่านั้น แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้น และสร้างความกังวลต่อ พุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่ง ที่ห่วงใยศรัทธา ในพระพุทธศาสนา จะได้รับผลกระทบ เมื่อปรากฏว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนทั่วไป พูดถึงพระสงฆ์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง อย่างไม่เคยมีมาก่อน อาตมาขอแสดงความเห็นว่า ไม่ต้องเป็นห่วง ว่าเขาจะพูดถึงพระสงฆ์ ด้วยความรุนแรงหรอก เพราะประชาชนผู้มีปัญญา เขารู้ว่าคนไหนเป็นพระสงฆ์ คนไหนไม่ใช่พระ ถ้าผู้ใดเป็นพระสงฆ์ เขาจะไม่ใช้คำพูดรุนแรง ถ้าคนไหนเอาจีวร มาหุ้มหนังหมาป่า ก็ต้องใช้คำโดนๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีการเสนอว่า ควรจะมีการปฏิรูป พุทธศาสนากันสักครั้ง เพื่อหาทางรักษาศรัทธา ของประชาชนไว้ อย่างไรก็ตาม แม้ทุกฝ่ายจะแสดงความเห็นด้วย ที่จะร่วมกันปฏิรูปพุทธศาสนา ก็ยังมีปัญหาอยู่ว่า จะเริ่มต้นปฏิรูปกันอย่างไร การเสนอความคิดความเห็น มีอยู่ไม่น้อย ที่ออกไปในทางที่เห็นว่า ความไม่เหมาะสม ในวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์นั้น ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด เฉพาะที่วัดพระธรรมกายเท่านั้น ในภาพรวมของพระทั่วไป ถูกยกขึ้นมากล่าวถึง ในทางตำหนิติติงไม่น้อยเช่นกัน ยิ่งมีการพูดถึงวิธีการแสดงออก ซึ่งศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ของประชาชนด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ว่าเป็นศรัทธาที่ถูกต้อง หรือว่าพากันงมงาย ในสิ่งนอกคำสอน ขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ความคิดที่จะปฏิรูป ถูกตั้งคำถามมากมายว่า จะเริ่มต้นกันอย่างไร ก็ดูเหมือนว่า จะต้องทำความเข้าใจเรื่อง หลักพระพุทธศาสนากันใหม่หมด ซึ่งอาจจะต้องตั้งคำถามกันว่า นับถือพุทธศาสนากันเพื่ออะไร คือหลุดพ้นจากความทุกข์ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ หรือเพื่อบนบานศาลกล่าว ให้ได้มาซึ่งลาภยศสรรเสริญ ตามที่คนส่วนใหญ่ ใช้เป็นเป้าหมาย ในการทำบุญ บูชาพระกันอยู่ทุกวันนี้ ความเข้าใจในปัญหาเบื้องต้น ประชาชน จึงน่าจะเป็นคำตอบสำคัญ สำหรับการปฏิรูป พุทธศาสนาในประเทศไทย ประชาชนมีความเข้าใจปัญหา ที่เกิดขึ้นแค่ไหน อาจจะได้คำตอบบางส่วนจากผลสำรวจ ของกรุงเทพโพลล์ล่าสุด เรื่องถอดบทเป็นพระธัมมชโย วิกฤตการณ์สั่นคลอนพระพุทธศาสนา ที่ออกมาว่า บทเรียนที่ชาวพุทธได้รับ กรณีพระธัมมชโยมากที่สุด ร้อยละ 25.9 คือ การนำความศรัทธาของชาวพุทธ มาแปลงเป็นผลประโยชน์เข้าวัด ในรูปของการทำบุญ รองลงมา ร้อยละ 24.9 คือแสดงให้เห็นว่าชาวพุทธมีความเข้าใจ ในหลักธรรมทางพุทธศาสนาน้อยมาก จึงง่ายที่จะคล้อยตาม และหลงใหลศรัทธา และร้อยละ 21.1 คือการปล่อยให้มีการปลูกฝัง คำสอนที่ผิด บิดเบือนการสอนพระธรรม จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ๆ และเมื่อถามถึง เรื่องที่อยากให้มีการปฏิรูป ในวงการพุทธศาสนา ให้เห็นเป็นรูปธรรม มากที่สุด ร้อยละ 35.8 ระบุว่า ให้ยึดและเผยแพร่ พุทธธรรมคำสอน ที่ถูกต้อง ของพระพุทธศาสนา รองลงมา ร้อยละ 27.7 ระบุว่า พระภิกษุควรประพฤติตามวินัยสงฆ์ การอันใดไม่ใช่กิจของพระสงฆ์ ไม่ควรยุ่ง และร้อยละ 10.2 ระบุว่า ให้กลั่นกรองผู้เข้ามาบวชเรียน อย่างเคร่งครัด ที่พบจากคำตอบนี้ คือไม่ว่าที่ผ่านมา ศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะเบี่ยงเบนไปจาก หลักธรรมคำสอน ที่แท้จริงแค่ไหน ประชาชนส่วนใหญ่ พร้อมที่จะกลับมาสู่ แนวทางที่ถูกต้อง ขอเพียงให้ได้รับรู้ว่า พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร ดังนั้น สาระหลักของการปฏิรูป จึงอยู่ที่การควบคุมพระสงฆ์ ซึ่งมีหน้าที่เผยแพร่ พระธรรมคำสอน ให้อยู่กับร่องกับรอย ไม่พาประชาชน ที่เชื่อถือศรัทธา ออกนอกลู่นอกทาง เพราะเห็นแก่ประโยชน์อื่น นอกพระธรรมวินัย ที่เสียหายไป ไม่ใช่ความเสื่อมในศรัทธาพระธรรมคำสอน แต่เป็นความเสื่อมจากความนับถือพระสงฆ์ ด้วยรู้ว่า ประพฤตินอกพระธรรมวินัย

พ่อครูว่า… พระธรรมคำสอนยังอยู่ ยังมีหลักฐานบันทึกอยู่ แม้ใครจะบอกว่ามีข้อบกพร่องบ้าง แต่ว่ามีดีกว่านี้ยังมีไหม มีอยู่เท่านี้ก็เอาเท่านี้ เพราะฉะนั้น ไม่เป็นปัญหาอะไรเลย เราก็นับถือฉบับที่ดีที่สุด ถ้ามีดีกว่านี้ก็มาสิ ทีนี้ก่อนจะได้พูดถึง หรือพระไตรปิฎก หรือศีล ขอพูดถึงวินัย ทุกวันนี้ในวงการศาสนาพุทธ ยึดถือได้แค่พระวินัย พระวินัยเป็นกฎระเบียบ ที่ตั้งขึ้นมาทีหลัง เป็นกฎระเบียบที่ตั้งขึ้นมาเลย แล้วมีบทลงโทษ ส่วนศีล เหมือนรัฐธรรมนูญ ตั้งมาแล้ว ใครปฏิบัติได้ก็ได้ดี ไม่ปฏิบัติก็เสื่อม ไม่มีการปรับลงโทษ ถ้าเข้าใจความชัดเจนของคำว่า ศีลกับวินัย ว่ามันมีนิยาม ชัดๆกันอย่างไร ไม่เหลื่อมกัน ไม่ปนเปกัน ถ้าไม่ชัดก็จะยาก เมื่อพูดถึงความเป็นจริง ที่เห็นและเป็นอยู่ คนไทยขณะนี้ ไม่รู้จ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน