600316_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ฉีกหน้ากากธรรมกลาย รัฐอิสระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600316_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ฉีกหน้ากากธรรมกลาย รัฐอิสระ
พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม 2560 แรม 4 ค่ำเดือน 4 ปีวอก วันนี้ ก็มาเทศน์อยู่หน้าน้ำตก ทางฉากเขาออกไปเป็นหน้าน้ำตก แต่ที่อาตมานั่งอยู่ไม่ใช่น้ำตก เดี๋ยวนี้ใช้เทคโนโลยี แต่ก่อนนี้ ออกอากาศอย่างนี้ ทางบ้านเขาเคยส่ง sms มาบอกว่า เทศน์อยู่หน้าน้ำตก คงจะหนาวแย่ แท้จริงแล้ว อาตมาเทศน์อยู่ที่นี่เขาใช้ Green screen ซ้อนเข้าไป บอกอธิบายเรื่องจริงไป สมัยนี้ฉากที่ดูเท่ๆบนโทรทัศน์ ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น ไม่มีฉากจริงอะไรหรอก ดูหรูหรา แต่เป็นฉากตกแต่ง ถ้าเราจะทำแบบเขาก็ได้ แต่เรานิยมแบบธรรมชาติมากกว่า พูดถึงเรื่องฉาก ฉากของเราโดยเฉพาะ อาตมายังจำที่บ้านราชฯ ของเรา ฉากเป็นผลไม้ พืชผักสารพัด มีดอกไม้บ้าง มันแปลกที่ว่า เอาผลไม้มาจัดฉาก ที่ไหนๆ เขาไม่ได้เอาผลไม้ มาจัดฉากหรอก เหมือนอย่างที่เราทำ เอาคะน้า ผักกาด หัวไชเท้า เอากะหล่ำปลี มะเขือเทศ โหระพา แมงลัก มาจัดฉาก ไม่เห็นว่าสถานีไหน จะจัดฉากแบบนี้ จัดอย่างนั้นมาตลอด ที่นี่ก็จัด แต่ว่าวันนี้มีน้อย แต่ถ้าอยู่ชั้นล่าง เต็มโต๊ะเหมือนกัน แต่มาชั้นบน อาจขี้เกียจขนมา ที่อาตมาหยิบมาพูด เพื่อให้เห็น จิตของคน ความสำคัญในความสำคัญ ใครรู้ค่าสาระ คนที่รู้ค่ารู้สาระ และเอาค่าเอาสาระ แต่แสงสีสวยๆเป็นฉาก เหมือนอย่างธรรมกาย มันเฟ้อ สร้างขึ้นมาเกินจริง เพ้อพก ออกนอก สัจธรรม ออกนอกธรรมชาติความมีจริงเป็นจริง ฟุ้งซ่าน ส่อให้เห็นจิตภายใน ตกแต่งอะไรต่างๆนานา อาตมาเรียนศิลปะ รู้ว่าศิลปะคืออะไร ที่เกินสาระธรรมชาติแล้ว เรียกว่า Abstract อาตมาก็รู้ รู้ว่าจิตคนปรุงแต่งไป เขาหลงใหลยกย่องส่งเสริม เป็นพวกเหนือจริง เหนือธรรมชาติบ้าบอ สร้างเนรมิตอะไรขึ้นมา เพ้อฝัน อาตมาก็รู้ก็เข้าใจ มันส่อถึงจ
อ่านต่อ
ิตใจ ของคนที่ฟุ้งซ่าน จะบอกว่าคนนั้น ศิลปินหรือไม่ คนไม่เข้าใจศิลปะ ก็ยกย่องว่าเป็นพวก มีแนวคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ อาตมาว่า ยิ่งเรียนไป อาตมาว่า จะบอกว่าเป็นศิลปะ แต่ทางพระพุทธเจ้าเรียก มัณฑนวิภูสนฐานา ประดับตกแต่ง อันเป็นฐานะที่เกินไป
ธรรมกลาย รัฐอิสระ ก่อนอื่นก็อ่านบทกวีของ อโศก สัมปวังโก เขาก่อน ชื่อบทกวีว่า...ธรรมกลาย รัฐอิสระ
สักวา พาชม สังคมพระ ยุคมิจฉา อาชีวะ พระมหาศาล ซื้อตำแหน่ง แย่งฐานา ล่าบริวาร ยุคผีบุญ ทุนสามานย์ สร้างจานบิน
คือมหา-อาณาจักร นักห่มเหลือง หนุนการเมือง อยู่เบื้องหลัง เหล่ากังฉิน ใช้เลศเล่ห์ อเนสนา เป็นอาจิณ ทานกถา ล่าทรัพย์สิน หมิ่นวินัย
พระต้นธาตุ ต้นธรรม ผู้อำมหิต หารายได้ ใช้ชีวิต ผิดวิสัย ขายสวรรค์ ปั้นวิมาน สุสานใจ อวดอุตริ เป็นนิสัย ไร้ระอา
ใช้อิทธิ-ปาฎิหาริย์ ผ่านเทคนิค เมาธุดงค์ หลงจาริก นอกสิกขา หลงอวดโชว์ มโนม-ยอัตตา แย้งคำสอน ย้อนศาสนา คลั่งอาธรรม์
ยึดมิจฉา-สมาธิ นิรผล สร้าง “ ตัวตน ” บนวิมุติ สุดโมหันธ์ หลงนิมิต ติดแสงสี อัคคียัญ หลงภพชาติ อาตมัน ไร้ “ อัญญา ”
ฐานทั้งเจ็ด เคล็ดปฎิบัติ วัตต์อันเอก จึงอาภัพ อับวิเวก อุเปกขา ทิ้งโพชฌงค์ หลงความใส ใน “ สัญญา ” หนีผัสสะ ละเวทนา ล่าภวังค์
ใช้ความว่าง ล้างสมอง จ้องล้างผลาญ สะกดจิต ปิดทวาร ปานถูกขัง แดนนิพพาน ฐานที่มั่น อันจีรัง สู่ความเชื่อ เพื่อปลูกฝัง ให้คลั่งบุญ
เกิด “ ธรรมกลาย ” ขายตรง หลงอามิส นักธุรกิจ ผู้ติดรวย ช่วยอุดหนุน จึงยินยอม น้อมนบ ประจบสกุล จึงคบคุ้น นายทุนชั่ว เจ้าสัวมาร
กุหนา อย่างบ้าบิ่น ดิ้นไม่หลุด โล่ห์มนุษย์ หยุดคดี หนีขึ้นศาล รัฐอิสระ พระอาบัติ เหนือรัฐบาล ใช้กฎหมู่ ผู้สามานย์ ต้านยุติธรรม
อโศกสัมปวังโก
พ่อครูว่า...แต่ละคำ สรรหามาเรียบเรียบ เป็นภาษากวี เป็นภาษาวาทิตะ ไม่ใช่ร้อยแก้ว แต่เป็นร้อยกรอง ที่เอาคำมารวมเนื้อหาความหมาย ใช้ในแต่ละวรรคๆ
ศาสนาพราหมณ์คือศาสนาพุทธ สักวา พาชม สังคมพระ ยุคมิจฉา อาชีวะ พระมหาศาล ซื้อตำแหน่ง แย่งฐานา ล่าบริวาร ยุคผีบุญ ทุนสามานย์ สร้างจานบิน สมัยก่อน มีพราหมณ์มหาศาล แต่ในยุคนี้ คือพระมหาศาล ที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึง อาจารย์ชื่อนั้นชื่อนี้ต่างๆ เป็นพราหมณ์ เป็นหัวหน้าสำนัก เป็นหัวหน้าหมู่กลุ่ม เขามีมากสำนัก ในยุคนี้ก็เหมือนกันกับ ยุคพระพุทธเจ้า ศาสนาพราหมณ์ก็ตาม เขาก็มีแนวเหมือนกัน ศาสนาพุทธก็มีแนว แต่พอดีมันเพี้ยนไป กลับไปกลับมา ระหว่างศาสนาพุทธ กับศาสนาพราหมณ์ เมื่อพระพุทธเจ้าเกิดมา ก็เอากลับมาสู่ความเป็นพุทธ เรียกว่าพุทธ แต่พอนานไปแล้ว เนื้อหาก็กลายเป็นพราหมณ์ แต่ยังเรียกว่าศาสนาพุทธ พอนานเข้าไปมีพระพุทธเจ้าอุบัติใหม่ ก็เรียกว่าศาสนาพราหมณ์ เพราะพุทธก็คือ ศาสนาพราหมณ์ วนอย่างนี้ กลับไปกลับมา ศาสนาพุทธคือ ศาสนาอเทวนิยม ศาสนาพราหมณ์ คือศาสนาเทวนิยม เมื่อพระพุทธเจ้ามาประกาศ อเทวนิยม เป็นศาสนาแห่งปัญญา มีจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น เสร็จแล้วพอต่อไปเสื่อม เป็นเทวนิยมอย่างเก่า นี่ครึ่งศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้ามาประกาศ ไปถึงสองพันห้าร้อยกว่าปี ครึ่งหนึ่งของ 5,000 ปี บัดนี้ก็เวียนกลับไปแล้ว เป็นศาสนาพระมหาศาล เหมือนกับสมัยโน้น เป็นพราหมณ์มหาศาล เป็นเจ้าสำนัก เป็นผู้ได้ตำแหน่ง ยศศักดิ์ ได้ทรัพย์สินเงินทองมหาศาล อู้ฟู่ด้วยโลกธรรม ขออภัยที่พูดนี้ ไม่ได้ด่าใคร มีพระที่พยายามปฏิบัติ ซึ่งก็ออกนอกรีตอีก คือหนีเข้าป่า หลับตาสะกดจิต บอกว่าเป็นภาคปฏิบัติ ซึ่งก็ผิดอีก ไม่ใช่พุทธ อาตมามาพูด เขาก็หาว่าผิด จะเอาอาตมาตาย สองนิกายรวมกันเลย ระหว่าง มหานิกายกับธรรมยุต จะเอาผิดอาตมา พอดีอาตมาไม่ตาย เอาไปฆ่า เช้าด้วยหอกร้อยเล่ม เสร็จแล้ว พระราชาก็บอกว่าเป็นอย่างไร ตายแล้วหรือ ก็ยังไม่ตายพระเจ้าข้า เอาไปฆ่าในเวลาเที่ยงอีก ด้วยหอกร้อยเล่ม ก็พากันเอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่ม เสร็จแล้วตกเย็น พระเจ้าแผ่นดินก็ทำใหม่ ว่าเป็นอย่างไร ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มหรือยัง ก็บอกว่าฆ่าแล้ว แต่ยังไม่ตาย ก็บอกว่า เอาไปฆ่าอีกในตอนเย็น ตื่นเช้ามาก็มีใหม่ อยู่ยงคงกระพันไม่ตาย สัจธรรมเป็นอมตะไม่ตาย แต่ที่จริงที่ไปฆ่านี้ เขาบอกว่าฆ่าในสิ่งที่ควรฆ่า คือกิเลส แต่อีกนัยคือ คนอมตะแล้ว ก็ฆ่าไม่ตาย
คือมหา-อาณาจักร นักห่มเหลือง หนุนการเมือง อยู่เบื้องหลัง เหล่ากังฉิน ใช้เลศเล่ห์ อเนสนา เป็นอาจิณ ทานกถา ล่าทรัพย์สิน หมิ่นวินัย สีเหลือง ก็ไม่ใช่สีของ ศาสนาพระพุทธเจ้า แต่ตอนนี้ ไปนุ่งเหลืองห่มเหลืองกันแล้ว เป็นหนึ่งในเจ็ดสีต้องห้าม ที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ 1. สีครามล้วน 2. สีเหลืองล้วน 3. สีแดงล้วน 4. สีบานเย็นล้วน 5. สีดำล้วน 6. สีแสดล้วน (คือสีแสดผสมแดง) 7. สีชมพูล้วน พตปฎ. เล่ม 5 ข้อ 16๙ เดี๋ยวนี้หาวัดที่ ไม่พยายามหาเงินหาทองยาก วัดที่ไม่เรี่ยไรยาก พูดถึงเรี่ยไรแล้ว สถานีโทรทัศน์บุญนิยม เป็นสถานีเผยแพร่ศาสนา แล้วก็มีสถานีโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมทางศาสนา อีกหลายช่อง แต่ทำการเรี่ยไรทุกช่อง มีสถานีบุญนิยมนี่แหละ ไม่เรี่ยไร พูดแล้วเหมือนเป็นเชิง ยกตนข่มท่าน แต่เป็นอยู่ได้อย่างไร...ก็อยู่ได้เพราะธรรมะ ตอบได้เลย ไม่ได้ปิดบัง เปิดเผยจะตาย อยู่ได้เพราะพวกเรา มาช่วยกันทำ เป็นคนที่มาช่วยทำงาน ในกิจการของการเป็นช่าง เป็นคนที่ทำทุกอย่าง ฟรีทั้งนั้น ไม่มีใครจ่ายตังค์ ก็ได้แล้ว สองที่มีค่าใช้จ่าย ค่าดาวเทียม ค่าโสหุ้ย ก็ต้องมีเงินก้อน เดือนละเป็นล้าน ได้มาจากไหน? อาตมาก็ตั้งทิศทาง ที่จะมาทำงานเพื่ออุดหนุน อุปถัมภ์ค้ำชู ให้สถานีนี้ไปรอด เพราะเราไม่เรี่ยไร ใครจะมาบริจาคช่วย ก็มีบ้าง แต่น้อยมาก เพราะเราไม่ได้บอกเรี่ยไร และพวกเราไม่ได้รับเรี่ยไร โดยเฉพาะชาวอโศก ไม่รับเรี่ยไร บุคคลทั่วไป เป็นกติกาไม่รับเงินบริจาค จากบุคคลทั่วไป ถ้าจะรับบริจาคได้ จากบุคคลทั่วไป จะต้องมาวัด และศึกษากับพวกเรา อย่างน้อย 7 ครั้ง อยากให้ศึกษา เจตนาไม่อยากให้คนมาหลงใหล มอมเมาคลั่งไคล้ ว่าทำทานบริจาคกับใคร จะถูกเอาไปเป็นเครื่องมือ ในการผลาญศาสนา หรือทำให้เสื่อมอย่างไร ถ้ามันเป็นบาป ผิดไม่ได้เรื่อง ก็ช่วยกันสร้างบาป ก็ต้องมาสัมผัสจนรู้ว่า อันนี้เป็นอย่างไร อย่างมีปัญญา ไม่ใช่ว่าถูกครอบงำเอา นี่เป็นเจตนารมย์ซื่อๆ ไม่ได้ทำเพราะจิตวิทยา แต่ให้มาศึกษาให้รู้จัก ถ้าเห็นว่าดี ก็ช่วยกันอุดหนุนจุนเจือ จะมาช่วยทางแรงงานก็ได้ หรือถ้าเชื่อมั่นใจแล้วเป็นสมาชิก จะเต็มใจบริจาคเงินทองก็ได้ แต่เราไม่ไปพูดเรี่ยไรเงินทอง เพราะถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย พระต้นธาตุ ต้นธรรม ผู้อำมหิต หารายได้ ใช้ชีวิต ผิดวิสัย ขายสวรรค์ ปั้นวิมาน สุสานใจ อวดอุตริ เป็นนิสัย ไร้ระอา สร้างสวรรค์วิมาน เฟส 2 3 แล้วล้วนแต่เป็นสุสานใจ เป็นที่ฝังใจ เป็นศพตายเลยนะ เป็นศพคนลงนรก อวดอุตริเป็นนิสัย อย่างไร้ระอา หมดทาง มันระอาจนไม่รู้จะระอาอย่างไร
ธุดงควัตร 13 ข้อ ใช้อิทธิ-ปาฎิหาริย์ ผ่านเทคนิค เมาธุดงค์ หลงจาริก นอกสิกขา หลงอวดโชว์ มโนม-ยอัตตา แย้งคำสอน ย้อนศาสนา คลั่งอาธรรม์ เขาใช้เทคนิคหลอกจนหัวปักหัวปำ ทุกวันนี้ภาษาคำว่าธุดงค์ ได้ผิดเพี้ยนไปไกล เหมือนกับภาษาคำว่าบุญ คำว่ากาย คำว่าสมาธิ ผิดเพี้ยนไปจากสาระสัจธรรม ถ้าบอกว่าพระธุดงค์ ก็ไปคิดถึง นักบวชที่ออกป่า บอกว่าพระธุดงค์ คือพระเดินดงป่า คำว่า ดงแปลว่าป่า จริงๆในภาษาไทย ภาษาบาลีไม่มีคำว่าดง เขาไม่มีสระอง ภาษาบาลีคือ ธุตังคะ แล้วก็มาเป็นไทยว่าธุดงค์ แล้วไปซ้อนกับคำว่าออกป่าออกดง เลยสมคล้อยว่า ภาพพระปฏิบัติธุดงค์ ก็คือพระออกป่า เข้าใจยังงั้นเลย เป็นมิจฉาทิฐิ ตีลังกากลับ 100% ธุตังคะ เป็นองค์แห่งธูตะ คำว่าธูตะ แปลว่าศีลเคร่ง เช่น ธุตังคะ ธุดงควัตร 13 ข้อ ของพระมหากัสสปะ ท่านมีศีลเคร่ง ประจำตัวท่าน 1.ปังสุกูลิกังคะ คือผ้าไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่การทอดผ้าป่า สมัยก่อน คนจะเอาผ้าไปให้พระ ก็จะต้องรู้ว่า พระท่านไม่มีจีวร ก็อยากจะหาจีวรให้ท่าน คนจะทอดผ้าบังสุกุล ก็เอาผ้าไปทิ้งให้ท่าน ตามทางที่ท่านจะผ่าน ท่านก็ต้องเห็นว่าไม่มีเจ้าของแล้วจริงๆ จึงจะเอาไป เจตนาจะไม่ให้ท่านรู้ ไม่ให้ท่านเห็นว่าผ้ามีเจ้าของ เพราะถ้าเป็นผ้ามีเจ้าของ จะเอาไม่ได้ เป็นอาบัติ ลักขโมยของ อาบัติลักทรัพย์ แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ลักทรัพย์แล้วเต็มใจให้ การทอดผ้าบังสุกุลสมัยนี้ จึงออกนอกรีต ออกจากสาระสัจจะเดิม ผ้าบังสุกุลนั่นแหละ เอามาทำเป็นผ้ากฐิน กฐินแปลว่า สดึง คือที่ดึงผ้าจีวร เสร็จแล้วได้ผ้าเขาทิ้ง ผืนหนึ่ง ก็มาตัด หาที่มันจะมีรูปร่างพอดีได้ ได้มาก็ต่อๆกันไป จึงเป็นผ้าท่อนสี่เหลี่ยมเป็นชิ้นๆ ต่อกันไปเป็นผืน เรียกว่าผ้าจีวร จีวรพระ จึงเป็นผ้าที่เย็บต่อกัน เป็นช่องๆ แล้วแต่ว่าจะได้ผ้ามา เป็นพื้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส เล็กใหญ่ต่างกันไป ตอนหลังก็เอาผ้าดีๆ มาตัดให้เป็นช่อง ๆ เป็นกระทง ก็แปลงมา และผ้ากฐิน เอามาต่อจนครบ ก็ได้เต็มสดึง เป็นผ้าจีวร ก็เลยกลายมาเป็น นางวิสาขา บอกว่าทรมานพระ กว่าจะได้จีวร นางวิสาขาก็จ้างคนตัดผ้า ยาวเท่ากับพื้นจีวร อันควรเหมาะสมกับพระ ได้ผืนเท่านั้นมาเลย แรกๆเป็นผืนเดียว ตอนหลังบอกว่า ผืนเดียวไม่ใช่ผ้าของพระ ผ้าของพระ ต้องต่อกันเป็นช่องๆ ภาษาบอกว่า ผ้าทั้งผืนคือผ้ากฐิน ไม่ต้องไปต่อคือกฐิน ที่เขาตั้งใจเอามาทอด มาให้ นางวิสาขาขออนุญาต พระพุทธเจ้าให้ทำได้ ตอนหลังบอกว่า ให้มาต่อเป็นช่องๆ ก็เลยปนไป คำว่ากฐินแปลว่าสะดึง เอาเนื้อหาเรื่องของผ้า เดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีผ้าบังสุกุลหรอก
2. เตจีวริตังคะ ละเว้นการมีผ้าครอบครอง และใช้สอยผ้าเกิน 3 ผืน มีจีวร สังฆาฏิ สบง มีชุดเดียว ก็ถือเคร่ง
3. ปิณฑปาติกังคะ ละเว้นรับอดิเรกลาภ จะใช้ชีวิตรับอาหาร แต่จากการบิณฑบาต ฉันอาหารเฉพาะที่ได้จากบิณฑบาต หากไม่ฉัน ก็ไม่ออกบิณบาต 4.สปทานจาริปังคะ ละเว้นการโลเล (ยึดติด) เที่ยวจาริก (ภิกขาจาร) (เพื่อมิให้ผูกพันกับญาติโยม) สมาทานบิณฑบาตรตามลำดับ ลำดับบ้าน ไม่เลือกบ้านที่จะรับบิณฑบาต คือเดินไปทางเดียว ไม่ข้ามถนนไปรับบาตร เช่นว่าถ้าเดินไปเห็นตั้งโต๊ะอาหารไว้มโหฬาร ถ้ามาทางเดียวกับที่เดินก็รับ แต่ถ้าไม่อยู่ทางเดียวกับที่เดิน ก็ไม่ไปรับบาตร 5.เอกาสนิกังคะ ละเว้นอาสนะที่สอง สมาทานอาสนะเดียว (ฉันมื้อเดียว). ฉันวันละมื้อเดียว เป็นศีลในจุลศีลของพระ ไม่เคยเห็นในศีลบอกว่า พระฉันสองมื้อต่อวันได้ แล้วไปแปลวิกาลโภชนา ว่าเป็นการฉันตามเวลา แล้วไปกำหนด ฉันวันละสองมื้อ อาตมาไม่เคยเห็น แต่ว่าในข้อ 9 ของจุลศีล ท่านว่าให้ฉันมื้อเดียว ฉันในที่นั่งแห่งเดียว งดการฉันในเวลาวิกาล ทุกวันนี้ การฉันวันละมื้อเดียว จึงกลายเป็นความเคร่ง 6.ปัตตปิณฑิกังคะ ฉันเฉพาะในบาตร มีอะไรก็ผสมรวมกัน ฉันในบาตร จะได้ของสุกหรือไม่สุก ก็ฉันในบาตร แต่ในศีลบอกว่า ไม่ให้รับอาหารดิบ (ที่เอามากินไม่ได้ ต้องเอาไปต้มแกงก่อน ถึงฉันได้) หรือถ้าอะไรที่สดฉันได้เลย ก็รับได้ ท่านไม่ให้เก็บอาหาร ไว้กินข้ามวัน แต่พระมหายานเก็บได้ 7.ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ฉันแต่อาหารที่ได้มา แล้วเราบอกว่าพอแล้ว สมาทานเมื่อเริ่มลงมือฉันแล้ว ไม่ยอมรับเพิ่ม ถ้าเราพูดว่าพอแล้ว ใครมาถวาย หลังจากบอกว่าพอแล้ว รับไม่ได้ นี่ถ้าไม่ถือก็รับตะพึด แต่ถ้าถือธุดงค์ข้อนี้ 8.อารัญญิกังคะ ละเว้นการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน สมาทานการอยู่ในป่า ต้องเหมาะสมว่า ทำไมต้องไปอยู่ป่า การไปอยู่ป่าต้องสมควร ผู้นั้นต้องมีฐานะขั้นสมาธิ แล้วจึงไปออกป่า ในอุบาลีสูตร ท่านตรัสไว้ ผู้ใดที่ยังไม่มีสมาธิ ออกไปป่า ป่าจะกินหัวใจเธอไปเสียแน่ ไม่ลอยก็จม ลอยคือฟุ้งซ่าน จมคือติดป่า ไม่ออกมากับสังคม ติดป่าคือจม ที่จริงแล้ว ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาออกป่าด้วยซ้ำ มีศัพท์คำนี้ว่า ยินดีในเสนาสนะป่า … อันนี้ลึกซึ้งถึงจิต คือป่าไม่ใช่เมือง ที่จุ้นจ้านป่าคอนกรีต ป่าโลกีย์ไม่ได้ยินดี แต่อยู่ได้ แต่จิตนั้น จะไม่ยินดีในป่าคอนกรีต จะยินดีในป่าธรรมชาติ เมืองคอนกรีตมันเกินไป สังคมแบบนั้น ไม่ใช่แบบพระพุทธเจ้า อย่างเราจะมีหรูหราสุด ก็ที่สันติอโศก มีร้านค้าขาย แต่ก็ไม่ใช่อย่างธรรมกาย ของเขาหลังละพันล้าน ห้าร้อยล้าน แต่ละหลังๆ เขาทำทุกอย่าง ประชดแดกดันกับที่พระพุทธเจ้า บัญญัติวินัย ศีลไว้ เป็นพวกครูได้ใหญ่โตมากมาย มหัปปิจฉะ ซึ่งศาสนาพระพุทธเจ้า ต้องเป็นศาสนาที่อัปปิจฉะ แม้แต่อัตตา ก็ใหญ่มหาศาล ประชดพระพุทธเจ้าทุกอย่าง เทวทัตย้อนแย้งพระพุทธเจ้า แต่นี่เทวทัต 99 (เทวทัต ยกกำลัง99) มโนสัญเจตนาเขา เป็นอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร ไม่อยู่ในหัวเขา อบายมุขตื้นๆเขาไม่ทำ แต่อบายมุขอย่างหลงความรวย สวย หรูหรา จัดจ้าน มันคือมหาอบายมุข มหานรกอเวจี วิภูสนัฏฐานา เป็นข้าศึกแก่กุศลทั้งนั้น ประดิดประดอยตกแต่ง เส้นแสงสีเสียง ทุกอย่าง เขาไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความรู้เลย ใน มาลาคันธวิเลปนาธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา ยิ่งกว่าเด็กไม่รู้เดียงสา แต่นี่สร้างปรุงแต่ง จนไม่รู้จะว่าอย่างไร นี่คือเทพบุตรมาร คนตาถั่ว จะเห็นว่าเป็นเทพบุตร แต่ที่จริงคือมาร คือมหาเทพบุตรมาร อย่าว่าแต่ทางธรรมเลย ทางโลก ทางกฏหมาย เขาก็สุดดื้อด้าน ศีล ธรรมวินัย ข้าก็เหยียบมาแล้ว กฏหมายข้าก็ต้องเหยียบ
9.รุกขมูลิกังคะ ละเว้นนอนในที่มีที่มุงที่บัง (เช่นบ้าน ถ้ำ กุฏิ) สมาทานอยู่โคนไม้ 10 อัพโภกาสิกังคะ ละเว้นการเข้าในที่มีที่มุงที่บัง และใต้ต้นไม้ สมาทานอยู่กลางแจ้ง คือการไม่เข้าไปพัก ในร่มไม้หรือชายคา หลังคาใด ๆ หรือแม้การกางร่มกลด เพื่อกันแดดกันฝน ก็ไม่ได้ห้าม ทั้งซุ้มจีวรและการใช้มุงใด ๆ วัดป่าบางทีก็ถือการไม่ใช่อาสนะใด ๆเลย เช่น เก้าอี้ เตียง ผ้าปูหรือ แม้แต่ผูกเปล รวมทั้งไม่นอน บนต้นไม้ โดยถือหลักการ ไม่อิงอาศัยสิ่งใดเกินจำเป็น แม้แต่รองเท้าก็ตาม 11.โสสานิกังคะ ละเว้นการอยูในสถานที่ไม่เปลี่ยว สมาทานอยู่ป่าช้า 12. ยถาสันถติกังค ะ ละเว้นการโลเล (ยึดติด) ในเสนาสนะ สมาทานอยู่ในที่ตามมีตามได้ เสนาสนคาหาปกะจัด ให้อย่างไรก็อยู่ตามนั้น. 13. เนสัชชิกังคะ สมาทานถืออิริยาบถนั่ง -อิริยาบถยืน -อิริยาบถเดิน เพียง 3 อิริยาบถ ไม่อยู่ในอิริยาบถนอน
หลงอวดโชว์ มโนม-ยอัตตา แย้งคำสอน ย้อนศาสนา คลั่งอาธรรม์ พ่อครูว่า...เขาหลงมโนมยอัตตา ที่เขาปั้นเอา เขาถือว่าเป็นมโนมยิทธิอีก เป็นฤทธิ์ทางใจ ที่สามารถบันดาล เสกให้เป็นตัวตน เนรมิตได้ เขาบอกว่า สามารถพัฒนาจิต ให้มีอิทธิปาฏิหาริย์ มโนมยิทธิ จิตเขาจะเห็นภาพ เห็นแสงใส อย่างที่ธัมมชโย เขาว่าเขาเห็น เป็นวิมานสวรรค์เฟส 3 4 เห็นสตีฟจ๊อบ ตายไปแล้ว เกิดเป็นเทวดา ชั้นกุมภัณฑ์ จะเป็นการลืมตาแล้วเห็น หรืออัตตาแล้วเห็นก็ตาม แย้งคำสอนของพระพุทธเจ้า ย้อนศาสนาของพระพุทธเจ้า
ยึดมิจฉา-สมาธิ นิรผล สร้าง“ตัวตน” บนวิมุติ สุดโมหันธ์ หลงนิมิต ติดแสงสี อัคคียัญ หลงภพชาติ อาตมัน ไร้“อัญญา”
ยึดมิจฉาสมาธิอย่างสนิท เขาหลงในอาภัสราพรหม สายใสสว่าง ส่วนสายหลับตาแล้วดับดำมืด เรียกว่าสายสุภกิณหา เป็นพรหมสองสาย คือหลับตาสว่างใสอาภัสราพรหม กับหลับตาแล้วดับดำมืด สายสุภกิณหา นิโรธดับดำ แต่นิรผล ไม่มีผลทางศาสนาพุทธทั้งคู่ ในวิ โมกข์ 8 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ วิโมกข์ 8 ของพุทธ 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ปัสสติคือเห็นด้วยการสัมผัสภายนอก ถ้าชานติ คือรู้ 2. *ผู้ไม่มีความสำคัญ ในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงาม ที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163 แม้ผู้ใดจะเป็นสายศรัทธา ปฏิบัติธรรม สัทธานุสารี สายศรัทธา 1. สัทธานุสารี . > 3. สัทธาวิมุติ . > 5. กายสักขี . > (ต้องอาศัยวิโมกข์ 8) สายปัญญา 2. ธัมมานุสารี . 4. ทิฏฐิปัตตะ . 6. ปัญญาวิมุติ . . (มีวิโมกข์ 8 มาตลอด)
กายสักขี อาสวะบางอย่างอาจจะดับ กดจิตไว้ ทำให้รูปบางอย่างดับ เหมือนนิโรธ แต่จะเวียนกลับเป็นอาคามี ไม่เป็นอนาคามี แต่ไม่ได้อรหันต์ ถ้าจะเป็นอรหันต์ จะต้องสัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย จะต้องรู้จักวิโมกข์ ตั้งแต่รูปฌาน จนถึงอรูปฌาน 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ปัสสติคือเห็นด้วยการสัมผัสภายนอก ถ้าชานติคือรู้ 2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงาม ที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) 4. ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา (พ้นรูปฌาน) เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) 5. ผู้ที่ล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญาณัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) 6. ผู้ที่ล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) 7. ผู้ที่ล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (สัพพโส อากิญ-จัญญายตนัง สมติกกัมมะ เนวสัญญานาสัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) หรือจิตวิญญาณ ต้องพ้นสิ่งที่ไม่รู้ และไม่มีที่จะไม่รู้ . . . . พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163 จะมีสัญญาเวทยิตนิโรธ จะมีอากาสานัญจายตนะ ก็ต้องมีทั้งภายนอก และภายในคือ กาย กายคือ จิตคือมโนและวิญญาณ แต่ต้องมีภายนอก นี่ต่างหากคือกาย ต้องมีธรรมะสอง แต่ กายคือจิต ไปเอาพจนานุกรม ราชบัณฑิตทุกฉบับ ท่านแปลว่า กายคือกอง คือองค์รวมของรูปและนาม กายคือ หมวดหมู่กองของ เวทนา สัญญา สังขาร กาปาคุญญตาคือ แปลว่า ความคล่องแคล่วของ เวทนา สัญญา สังขาร
แม้กระทั่งที่เรายืนยัน ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 คือไม่มีใครสอนศาสนา อย่างอาตมาสอน ไม่มีใครสอนพุทธธรรม อย่างที่อาตมาสอน อย่างคำว่า กาย คำว่าบุญ สมาธิ ไม่ใช่อย่างที่คุณสอน กันมาผิดๆนะ ไม่มีใครเขามาสอนหรอก สอนไปแล้ว เขาก็เกลียด เพราะเขาเดินมาจากอาจารย์ และได้ลาภยศสรรเสริญ อะไรมาเยอะแยะ โพธิรักษ์ มาล้าง ความรู้ความเห็นของเขา ก็เท่ากับ พังบัลลังก์ของเขา เขาหาว่าอาตมาไปว่า เอ็งเรียนจากสำนักไหน ใครเป็นอาจารย์ของเอ็ง อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีสำนัก เลยไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้อง ถ้าฮ่องกงเขาสร้างหนัง อาตมาเป็นสำนักที่ไม่มีสำนัก ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้อง เป็นจอมยุทธมือเปล่า ไม่มีอาวุธ มีแต่ปัญญาวุธ กับความว่าง อาวุธของอาตมา คือความว่าง หลงนิมิต ติดแสงสี อัคคียัญ หลงภพชาติ อาตมัน ไร้“อัญญา”
อัญญาไปถึงปัญญา คนที่มีความรู้ทางโลกุตระ นั่นแหละ เริ่มมี อัญญา เกิดความรู้ที่เป็นของใหม่เป็นความรู้ชนิดอื่น ที่ต่างจากความรู้ของ โลกียะทั้งหมด จะเจริญจะเก่งขนาดไหนก็เป็นโลกียะทั้งหมด พอเริ่มมีความรู้ ทางโลกุตระขึ้นมานิดหนึ่ง ก็เริ่มมีอัญญะ ที่จะพัฒนาเจริญ เป็นปัญญา ปัญญาเป็นภาษาของ ศาสนาพุทธเท่านั้น ปัญญา หมายความว่า เป็นความฉลาด ทางวิชชา 8 คือ ปัญญา ปัญญาจะเกิดได้จาก การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ลัทธิใด ศาสนาใด ไม่มีมรรคมีองค์ 8 ไม่มีสมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่ 3 สมณะที่ 4 ไม่มีแม้แต่สมณะที่ 1 คือพระโสดาบันเพราะไม่มี อัญญะ ศาสนาใดไร้อัญญา ก็ไม่มีปัญญา ปัญญาจะเกิดได้ ก็ต้องมีมรรคมีองค์ 8 องค์ธรรมที่จะเกิดปัญญาก็คือ เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องมี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มรรคคังคะ ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 พร้อมกับ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม รู้จักตัวกิเลส และทำให้กิเลสลดได้ คือความรู้โลกุตระ ศาสนาใดบอกสมุทัย คือต้องเจอกิเลส แล้วลดกิเลส จึงจะเป็นความรู้ปัญญา อัญญะ ถึงจะเป็นโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมตัวแรกคือ กาย โพธิปักขิยธรรม 37 คือโลกุตระ 37 เมื่อรู้จักกาย คือธรรมะสอง แล้วแยกตัวที่เป็นกรรมฐาน ของศาสนาพุทธ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ในความเป็น 2 นั้นคือเลข 1 เพราะฉะนั้น เรียนรู้ธรรมะ 2 ก็คือเรียนรู้เวทนา 2 แล้วทำเวทนา 2 ให้เหลือเวทนาเดียว อันหนึ่งคือเวทนาเก๊ เวทนาเทียม เวทนาหลอก เวทนาเท็จ กับเวทนาแท้ เช่นคุณเจอสัมผัส รูปสวยชื่นใจชอบใจ อาการรู้สึกชอบใจชื่นใจ คือความเก๊รูปอย่างนี้ จะสวยหรือไม่สวย ใครสัมผัสก็เห็นเหมือนกัน ใครที่ประสาทตาไม่เสีย ก็จะเห็นรูปสี เหมือนกันหมด นี่คือเวทนาแท้ ความรู้จริงตามความเป็นจริง เรียกว่าเวทนาแท้ เรียกว่าปัญญาด้วย แต่มันมีอีกเวทนา คือมันสวย มีเวทนาเก๊ หรือมีตัวชัง คือเวทนาเก๊ ฆ่าตัวนี้เสีย ให้เหลือแต่เวทนาแท้ ทำได้คืออรหัตตผล ทำให้เวทนาตัวเก๊ ไม่เกิดอีก เหลือแต่เวทนาแท้
มีคนถามว่า ถ้าเราถือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จะสามารถบรรลุ อรหันต์ได้หรือไม่ พ่อครูว่า...จุลศีล สามารถปฏิบัติแล้ว ถึงอรหันต์ได้ ส่วนมัชฌิมศีล คือศีลเพิ่มเติมจากจุลศีล ส่วนมหาศีล คือสิ่งที่บ่งบอกลักษณะ ความเป็นศาสนาพุทธ สำนักไหนอาจารย์ไหน สังคมไหน ถ้าไม่มีมหาศีล ที่ท่านห้ามไว้ ไม่ใช่พุทธ 1. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ (สมัยนี้ต้องเรียกว่าพระ) ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธา แล้วยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มครองบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive