600314_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กาย บุญ สมาธิ ที่สำคัญสุด_.docx
เนื้อหาในไฟล์
600314_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กาย บุญ สมาธิ ที่สำคัญสุด
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันอังคารที่ 14 มีนาคม 2560 เมื่อวานพ่อครูถามว่า ใครจะอายุอีก 60 ปีถัดไป ก็มีไม่กี่คนยกมือ ตอนนี้ได้ข่าวโยมหล้า เป็นแม่ครัวที่สีมาอโศก ก็เสียชีวิต ฟุบหน้ากับพื้น อยู่ที่โรงพยาบาลไม่กี่วันก็เสียชีวิต เป็นเส้นเลือดในสมองตีบ อันนี้ก็ขึ้นกับดวง บางคนก็รอดบางคนก็ตาย เส้นเลือดมีสามอย่าง ตีบ ตัน แตก ทุกอย่างไม่เที่ยง ฟุบไปหน่อยเดียวถึงคราวจากไปก็ไปได้ พวกเราที่มีชีวิตอยู่ต่อ ก็มาพยายาม ตอนโยมเย็นก่อนจะไป พ่อครูก็บอกว่า วางได้แล้วนะ โยมเย็นเป็นสายศรัทธา บอกวันนี้ วันรุ่งขึ้นก็ไปแล้ว ลูกโยมเย็นคนหนึ่งบอกว่า แม่เขาจากไปเพราะว่า โยมเย็นวางได้แล้ว แต่สิ่งที่พ่อครูต้องการคือ ให้โยมเย็นวางใจด้วย แต่ความจริง การวางใจ ต้องบอกพวกเราทุกคนด้วย ตอนเป็นๆก็ควรจะวางใจได้ ไม่อย่างงั้น ไปบอกตอนใกล้จะเสียชีวิต ก็ไม่ทัน วางไม่ได้ ทางที่ดีเราควรต้องมาศึกษาแล้วว่า เราจะวางใจของเราได้อย่างไร เมื่อถึงวันสุดท้ายของชีวิต จะถึงหรือไม่ถึง ก็ไม่มีปัญหา ถ้าเราวางใจได้ แต่คนที่วางใจได้ พ่อครูก็บอกว่า มันมักจะมีปาฏิหาริย์ คนป่วยจะรอดหรือไม่รอด ก็อยู่ที่วางใจได้หรือไม่ ถ้าวางใจได้ จะมีพลังอะไรมาเสริม ทำให้มีปาฏิหาริย์ เกิดขึ้นมาทันทีเลย หรือถ้าไม่เกิดปาฏิหาริย์ ก็จะไปอย่างสงบ ไม่ทุกข์ทรมาน งั้นตัววางใจ จึงเป็นตัวที่สำคัญ พ่อครูก็พยายามมาบอก อย่างละเอียดลออ เพื่อให้เราเรียนรู้การวางใจอย่างสำคัญ พ่อครูว่า...เดี๋ยวก็คงจะได้สาธยายว่า จะวางกันอย่างไร ก็ใช้ภาษานี่แหละสื่อให้ถึงสภาวะจริง ที่เป็นนามธรรม อรูปในตัวเรา พยายามอ่าน มันไม่มีตัวตน แต่เป็นพลังงานมีอาการ คำว่า อาการ ซ้ำกับภาษาบาลีว่า อาการ ซึ่งเราเข้าใจก็ตรงกัน ภาษาไทยกับภาษาบ
อ่านต่อ
าลี เป็นกิริยาของพลังงาน ที่เราเรียนรู้ตั้งแต่หยาบๆ เรียนรู้ให้ละเอียดขึ้นอ่านออก จนเกิดความรู้ละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น ก่อนจะได้ลงรายละเอียด อาตมาก็ว่า ได้อธิบาย วนไปมาซ้ำซ้อน แต่ขยายกัน อาตมาว่าไม่เสียเปล่า คนไม่มีอัตตาสูงนัก ก็รู้ซ้ำซากซ้อนอีก มีรากฐานที่ขยายความต่อไป ไม่เสียหลาย อย่างน้อยจำได้แม่น เพราะซ้ำซาก ก็จำแม่นไม่เสียหาย หากเราไม่มีอัตตา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแทนสภาวธรรม จะต้องใช้ ที่จะอ่าน อาตมาก็ตั้งปณิธาน จะบำเพ็ญตนถึงพระพุทธเจ้า ก็ต้องใช้อย่างมาก แต่เราก็ต้องมีสภาวะที่จะจำได้ จะเอาไปใช้ประโยชน์
SMS วันที่ 13 มีนาคม 2560
จริงอยู่ที่ปัจจุบันแต่ต้องยืนยันได้ 0893867xxxพ่อครูสอนแรงฤาเบา!มีสุขฤาไม่มีสุข! ไม่มีวันกระทบจิตที่มีสติรับรู้อยู่กับความเป็นจริงทุกปัจจุบันขณะ!แต่คงกระทบจิตที่ลืมสติไม่ยอมอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันขณะนั้นถูกไหม? พ่อครูว่า...จริงที่สุด ถ้าไม่มีปัจจุบันแล้ว ถือว่าเป็นความจริงที่ไม่สมบูรณ์ ต้องมีปัจจุบัน โดยเฉพาะ ปัจจุบันที่ยืนยันกับผู้อื่นได้ด้วย เป็นสมมุติสัจจะ เป็นความจริงแท้ ไม่เช่นนั้น เราจะยึดอยู่คนเดียว อาจจะเป็นความเพ้อฝัน จริงหรือไม่จริงก็ได้ อาจเป็นที่เราเท่านั้น และไม่สามารถให้คนอื่นเป็นตามเราได้ เราก็ฝันคิด เนรมิตไปได้ เป็นสัญญายนิจจานิ ของแต่ละคน แต่สัญญายนิจจานินี้ สามารถร่วมรับรู้กับคนอื่นได้ตรงกัน อันนี้สัญญาตรงกัน มันก็ยิ่งยืนยันว่า อันนี้คือความจริง เพราะความจริงมีหนึ่งเดียว แม้จะแยกออกเป็นสอง ต่างคนมีนามธรรม สื่อมารับรองกันเอง ว่าใช่ก็เป็นสัจจะที่ใช้ได้
ความมีกับความไม่มีในโลก 0893867xxxพ่อครูเคยสอนสัจธ.ในตถาคตฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่วนอยู่ความมีในจิตวิญญาณที่ทุกข์สุขอยู่กับความไม่มี!ว่า โลกนี้โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่างคือความมี 1 ความไม่มี 1 พ่อครูว่า...อันนี้ท่านใช้คำว่า โหติ กับ นโหติ ผู้อ่านในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกล. 16 ข. (43) [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทัย) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี (โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี (โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) โลกนี้โดยมาก ยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบาย และอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า ชัดเจนในเรื่องความมีกับไม่มี โลกของความเกิด เรียกว่า สมุทัย โลกของความดับ เรียกว่าโลกนิโรธ ผู้ที่มีญาณเห็นความเกิด ที่ยังมีสมุทัย กับความดับ คือดับสมุทัยไม่เหลือ ผู้ที่เห็นความมี แล้วทำความไม่มีในตนได้ ผู้นี้ก็ชัดเจน ในความมีกับความไม่มี ก็ตนเองบรรลุถึง ความมี ตนเองก็มี คนอื่นก็มี ก็ชัดเจนในความมี แล้วความไม่มีเราก็ทำได้ โหติ กับนโหติ อัตถิ กับนัตถิ สองคู่นี้ ถ้าเข้าใจ จะใช้พยัญชนะกับอันไหน คนที่ไม่ตายก็มี แต่ถ้าคนที่ไม่ตาย สามารถหมดความสงสัย ถึงขั้นไม่มีแล้ว อะไรที่จะไม่ให้มี ผู้นั้นสำเร็จแล้วอย่างสูงสุด คือสมุทัยของความเป็นโลก หรือกิเลสตัณหานี่แหละ หรือจะเรียกว่าอนุสัย มันได้ดับแล้ว เรารู้จริงๆว่า มันดับไม่เกิดอีก อัตตาไม่มีในเรา เห็นแล้วด้วยจิตเรา ผู้ที่ถึงขั้นนี้มีจริงของตน เป็นจริงของตน คนนี้ก็จะไม่สงสัย และไม่เดือดร้อนอะไร จะบอกว่า เรามีหรือเราไม่มีก็ตาม ก็ไม่เดือดร้อน คนอื่นก็ไม่สามารถรู้อย่างเรา เข้าไม่ถึงอย่างที่เราเป็น ก็เรื่องของเขา แต่เราเป็นแล้วเรามีแล้ว เราทำได้แล้ว ทำอะไร ก็คือ ทำความไม่มี ผู้นั้นจึงจะชัดเจนเลย แล้วก็จะมีความไม่มี ซึ่งมีอยู่ 2 นัยยะ ไม่มีโดยการสร้างภพความไม่มี สร้างภพความว่าง กับไม่มีเพราะมีเหตุปัจจัย ว่ามันไม่มี มันไม่มีจริงๆ แต่ที่ยังมีอยู่ นี่ก็คือไม่มี หรือว่าง แต่ที่เคยมี มันหมดไปแล้ว ผู้นี้จึงมีแต่ปัญญา ไม่มีปัญหา หมดสงสัยแล้ว เช่น เอาหยาบๆ อารมณ์โกรธ มันเป็นอาการอย่างไร หยาบ กลาง ละเอียด ก็อ่านความจริงเข้าไปให้ละเอียด ว่ามันไม่มีเลย นับตั้งแต่นี้ไป คุณอาจมีญาณปัญญา อ่านละเอียดไม่พอ แต่จริงๆแล้ว มันยังเหลือน้อย เหมือนอาฬารดาบส ไม่สามารถรู้สิ่งที่แว้บมา รู้ไม่ได้ แต่อุทกดาบส รู้ได้ว่ามันยังมี เป็นต้น อาฬารดาบสแกก็แน่ใจว่า แกไม่มีจริง เป็นฌาน 7 แต่แกมีภูมิเท่านั้น แต่อุทกดาบส รู้ละเอียดกว่า จะไปบังคับให้รู้ไม่ได้ อันนี้อาตมาได้กับตัวเอง อย่างอาตมารู้ แต่เขาไม่รู้ จะบีบให้เขารู้อย่างไร แล้วเขามีอำนาจ จัดการเล่นงานเรา จนต้องแพ้ก็ต้องยอม ทำอย่างไรได้ อยู่ในฐานะนี้ เราก็ต้องยอมแพ้ ก็ไม่ได้เสียหายเรายอมแพ้ เราหมดอัตตาตัวตน เราไม่มีปัญหาอะไรในโลก จะมีหรือไม่มี จะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ เป็นสมมุติสัจจะ แต่ทุกอย่างสงบ เรายอมแพ้ก็สงบ ไม่ต่อเรื่องราวก็จบ เป็นผู้รักษาความสงบ เราหยุดดันทุรัง หยุดต่อเรื่องก็จบ มันก็ไม่มีอัตตา เขาจะหาว่าเราแพ้ ขี้แพ้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร พิสูจน์ไปเถอะ จะได้ชัดเจนว่า เมื่อผู้ใดมีสัจจะความจริง ความจริงพวกนี้ จะทำให้สังคมสงบ (พ่อครูไอ ตัดออก) สังคมไม่เดือดร้อนวุ่นวาย และที่สำคัญก็คือ แม้จะแพ้แต่เราก็ไม่ได้หนี ไม่ได้ไปทำอะไรแกล้ง ไม่ได้ทำอะไร ที่จะไม่เกิดประโยชน์ เกิดการสร้างสรรค์ เราก็ยังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สร้างสรรค์ ซึ่งสัจจะอันนี้ อาตมามั่นใจว่า พวกเรามีความรู้ และก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ สามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้ แล้วพวกเรานี่แหละ จะเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ไปให้แก่ สังคมมนุษย์โลก หรือความรู้ ความมีกับความไม่มีอัตตา สรุปไปตรงนี้ ความมีหรือไม่มีอัตตา หมดหรือไม่หมดอัตตา เป็นสุดยอด
0893867xxxเมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลกย่อมไม่มี! เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลกย่อมไม่มี! พ่อครูสอนประจำ! พ่อครูว่า... เมื่อเรามีโลกนิโรธแล้ว แต่เราไม่ตาย เราก็ยังเป็นผู้มี
0893867xxxโปลิศดำใจแดงก็ไทย! นักบวชก็ไทย! ญตธ.ศีล 8 ก็ไทย! กทธ.ก็ไทย! มวลมหาปชช.ก็ไทย! รบกันเองตายเจ็บเอง ตามวาทะกรรม รัฐสภาเผด็จการนกกระสา 500 สุดท้ายคนอยู่สภาบน มั่งมียิ่งขึ้น! ส่วนคนเดินดินล่าง ทุกข์ยากหนักขึ้น! บทเรียนเชื่อโลก ธ.จอมปลอมจากเลือกตั้งปชธต. ใบน้ำเน่าเอวัง(เวง)
ประชาธิปไตยสองขากับขาเดียว พ่อครูว่า... มาถึงวันนี้ อาตมาจะรอดูว่า ประชาธิปไตยขาเดียว กับประชาธิปไตย สองขา และประชาธิปไตย ที่ยึดเอาเลือกตั้ง เป็นเกณฑ์หลัก กับประชาธิปไตย ที่เอาเรื่องการเลือกตั้ง เป็นเกณฑ์เล็กน้อย แต่จิตวิญญาณเป็น เกณฑ์หลักสำคัญ ของประชาธิปไตย คือจิตวิญญาณ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัวจริงๆ แล้วทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจริงๆ เรียกว่าประชาธิปไตยไหม นั่นคือเนื้อแท้ของสัจจะ อาตมาดูตามเหตุปัจจัย ของประเทศไทย ตั้งแต่เราออกไปแสดงความเป็นประชาธิปไตย ใช้ความสงบ สยบความรุนแรง และชนะมาตลอด แต่คนไม่เข้าใจว่าคือความชนะอันยิ่งใหญ่ มานั่งเฉยๆแล้วเขาก็หนีไป หรือนั่งอยู่เฉย เขาไม่ได้ยิงเราก็เรียกว่าสงบ จะว่าโมเมตีกินก็ไม่ว่า แต่สิ่งที่มันเป็นสัจจะ เกิดจากเหตุปัจจัยอีกเยอะ ทำไมเขาจะต้องมาทำอย่างนี้ แล้วเราจะต้องพ้น มันมาจากจิตวิญญาณ เป็นเหตุปัจจัย เป็นเหตุปัจจัยทางนามธรรม เป็นสัจจะที่อาตมาว่า ต้องรอดูกันไป ตั้งใจปฏิบัติตนเองดีๆ อย่าเพิ่งรีบตาย จะได้เห็นว่า ประชาธิปไตยที่ชัดเจน ว่าประชาธิปไตยจริงๆ มันเป็นเช่นนี้เอง อาตมานิยาม ความเป็นประชาธิปไตยถึง 10 ข้อ เขาก็ไม่ค่อยจะเชื่อ เพราะว่าอาตมาไม่มีตำแหน่ง หรือเครื่องยืนยันทางโลกเลย แต่จิตวิญญาณ มันเป็นความจริง แต่หากไม่ปราศจากกิเลส มันก็ไม่จริง ความไม่จริงนั้นแหละ ดูกันไป อาตมาว่าไม่ได้ลบหลู่ แต่มันมีประสิทธิภาพสู้ประชาธิปไตย ที่มีทั้งจิตวิญญาณและวัตถุ ประชาธิปไตยที่เป็นสองขา จึงเป็นทั้งปัญญาและเจโต กล้าตายอย่างสมควรตายได้เลย ไม่ใช่ตายอย่างโง่ๆ อาตมาไม่แย้งไม่เถียง แต่มันพิสูจน์ได้ ต้องใช้ระยะเวลา ตอนนี้ก็มีให้ดู ประชาชนที่เป็นประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตยขาเดียว เขาก็พัฒนาของเขา ของเราประชาธิปไตยสองขา อังกฤษก็เช่นกัน ไทยเราก็เป็นประชาธิปไตยสองขา ไม่เห็นน่าประหลาด และน่าสังเกต (พ่อครูไอ ตัดออก)อย่างมากก็คือ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย 2 ขานั้น เป็นประเทศที่มีประชากร น้อยกว่า ประเทศที่มีประชากร มากที่สุดในโลกขณะนี้ จีนกับอินเดีย ประชากรมากที่สุดในโลก แต่เป็นประชาธิปไตย ขาเดียวทั้งคู่เลย ฝรั่งเศส ตอนนี้โหยหา อยากจะได้กษัตริย์ มันคืออะไร ฝรั่งเศสก็เป็นผู้นำทางประชาธิปไตย ในระดับต้นๆ คุณอู๊ดถามว่า ประชาธิปไตยขาเดียว มีผู้นำเป็นโพธิสัตว์ได้ไหม พ่อครูว่า พระโพธิสัตว์นั้นเป็น 2 อยู่แล้วไม่มี 1 คุณสมมุติเปล่าๆไม่ได้ โพธิสัตว์ต้องมี ทั้งเจโตและปัญญา เป็นอรหันต์และเป็นโพธิสัตว์ เป็น 2 ตลอดกาลนาน แม้แต่ความเป็นโพธิสัตว์ก็คือ นักประชาธิปไตย ต้องมีเราและมวลชน เรารับใช้มวลชนด้วย นี่แหละคือ ยอดนักประชาธิปไตย จะบอกว่ามีแต่โพธิสัตว์เก่งคนเดียว ไม่มีประชาชน จะเป็นไปได้อย่างไร คนเดียวเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ประชาไม่ได้แปลว่าคนเดียว คณอู๊ดว่า ถ้าเป็นกษัตริย์ที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พ่อครูว่า...เป็นได้เป็นเผด็จการ ที่ทำเพื่อประชาชน ตัวเองตายเพื่อเสียสละเพื่อประชาชนก็ยังได้ ก็เป็นประชาธิปไตย คุณอู๊ดว่า เป็นประชาธิปไตย 2 ขาได้ไหม พ่อครูว่า...ก็เป็นผู้เห็นแก่ประชาชน ไม่ได้เป็นขาเดียวเลย ถ้ากษัตริย์ผู้นั้นเห็นแก่ประชาชน มันหมายถึง 2 ไม่ได้หมายถึง 1 ท่านเป็น 0 เป็นนปุงสกลิงค์ ประชาชนคือ 1 ท่านจะเป็นหรือจะตายก็ได้ สำหรับคนที่ไม่มีแล้ว คนที่จบในความไม่มี จะเป็นหรือจะตาย ก็ไม่มีปัญหา และคนนี้ท่านจะต่อภพหรือไม่ ก็ไม่มีปัญหา ท่านไม่ต่อ ก็สูญสลาย แต่ถ้าจะต่อ ก็ต้องมี
ตำหนิคนผิดเราจะบาปไหม _0859856xxxกราบนมัสการครับพ่อครู ผมได้ว่ากล่าวและตำหนิพระที่เป็นลูกศิษย์ของธัมมโกย ที่ออกมาปกป้องธัมมโกยตลอด พระที่เห็นดีเห็นงามกับเขา ผมจะบาปไหมครับ พ่อครูว่า…อาตมายังไม่ตอบให้พวกคุณตอบ...ไม่บาป นอกจากว่า ถ้าไปตำหนิ ด้วยจิตที่มีกิเลส โกรธ หรือโลภ หรือหลงผิด ถ้ามีกิเลสพวกนี้ ก็จะมีวิบากแน่ วิบากมากหรือน้อย ขยายความไม่ได้ ถ้ามีกิเลสมาก วิบากก็มาก แต่ถ้าตำหนิด้วยจิตไม่มีกิเลส แถมมีความเมตตา ปรารถนาดีด้วย อย่างอาตมา ขอยืนยันว่า ตำหนิด้วยเมตตา ก็บอกทุกที อาตมาเหมือนแม่ ว่าลูกที่ขี้ดื้อ ต้องดุด่าอย่างแรง เพราะมีความเมตตา ปรารถนาดี ไม่ได้มีจิตโกรธเคือง หรืออยากทำร้ายใคร ไม่ได้โลภโกรธหลง ก็จะยิ่งเป็นกุศล ยิ่งๆเลย สิ่งเหล่านี้ซับซ้อนมาก ฟังให้ดีจะเข้าใจ แต่ก็มีส่วนกุศลอยู่บ้าง ในส่วนที่ทำเพื่อช่วยศาสนา ู ต้องอ่าน จิตให้ดีว่า มีเมตตาหรือไม่...
ทุกข์จริงหรือคิดว่าทุกข์ _จากไลน์ มีคนกล่าวว่า เวลาส่วนใหญ่ในชีวิต คนเราไม่ได้แย่เพราะ “ทุกข์จริง” แต่แย่เพราะ “คิดว่าทุกข์” พ่อครูเห็นอย่างไรครับ? พ่อครูว่า…ทุกข์จริงๆมีสำหรับคนมีกิเลส แต่คนที่ชัดเจน ไม่มีกิเลสแล้ว ทุกข์ไม่มี คนที่ยังไม่รู้จักกิเลส ทำกิเลสออกไม่ได้ คนนี้ก็มีทุกข์จริงๆ แล้วเขาไม่รู้ว่าเขาคิด เขาคิดหรือยึด เขาไม่วางนั่นเอง นึกออกไหม คนนี้ชัดเจนหมดแล้ว จบ ไม่ต้องคิด จบ นอกจากไม่ต้องคิดแล้ว ชัดว่าเราดับเหตุแห่งทุกข์แล้ว จะคิดทำไม ถ้ายังคิดอีก แสดงว่าไม่แน่ใจ แต่ถ้ามันจบแล้ว ไม่หนักไม่หนืด
ถ้าศึกษาตามคำสอนพระพุทธเจ้า อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะแยกแยะได้ว่า ทุกข์มันมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เราก็เรียนมาแล้วขอผ่าน ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) . 1. สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย 2. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน . 4. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ 5. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่ ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7 . ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) 8. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า) เราก็ต้องพิสูจน์ว่า ทำให้ทุกข์ที่เลี่ยงได้นี้ หมดไปได้ไหม ทุกข์เลี่ยงได้ ยังแยกเป็น กายิกทุกข์ กับเจตสิกทุกข์ กายิกทุกข์เลี่ยงไม่ได้ แต่เจตสิกทุกข์นั้น เลี่ยงได้หมด ทำให้ดับเป็นอาริยสัจได้หมด ทุกข์จริงคืออะไร และคิดว่าทุกข์คืออะไร ทุกข์จริง คือทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ก็ยังมีตัวเองอยู่น่ะ ทุกข์ที่เลี่ยงได้ คือทุกข์ไม่จริง คือคิดว่าทุกข์ ยังมีเศษแห่งความไม่สมบูรณ์ ทุกข์ที่คิดเอา คือทุกข์อาริยสัจ นักศึกษาปฏิบัติ จะสามารถพ้นทุกข์ที่เลี่ยงได้เลย หรือทุกข์ที่คิดว่า ทุกข์ที่ยังมีเศษส่วนแห่งอุปาทาน จะมากหรือน้อย ก็แล้วแต่ ส่วนทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ แม้เป็นพระอรหันต์ก็ยังมี จะเหมาว่าผู้พ้นทุกข์ จะบอกว่า ไม่มีทุกข์อะไรเลยใดๆไม่ได้ คนนั้นก็ยังไม่ชัดเจน ขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่พ้นทุกข์ทั้งหมดเลย พระอรหันต์จะรู้ดีว่า เราก็ยังมีส่วนที่ เลี่ยงไม่ได้ จะไม่สงสัยเลยว่า ถ้าจะไม่ทุกข์จริงๆก็หมดรูปนามขันธ์ 5 ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ทุกอย่างแตกเป็นสสาร ไม่มีรูปธรรมนามธรรมอีกแล้ว แยกสลายเหมือนน้ำ h 2 oแยกกันแล้ว แม้จะไปก่อตัวเป็นตนเองอีก ก็ไม่ใช่เราแล้ว กว่าจะเป็นอุตุ เป็นพีชะ ก็ไม่เป็นตัวเราแล้ว ก่อใหม่ก็ก่อใหม่อีก ตั้งแต่อุตุ พีชะ กว่าจะเป็นจิตนิยาม กว่าจะมีอัญญะ แล้วจะมาเป็นเราอย่างไร ไม่มีตำนานให้สืบสานได้เลย ไม่มีเหลือเศษเสี้ยวอะไรของเราเลย
ที่อาตมาพูดกับพวกเรา ถึงขั้น DNA เราสามารถสืบตำนาน DNA ของเราได้ DNA เป็นธาตุน้ำ Acid ที่เราเรียกภาษาไทยว่าน้ำกรด น้ำที่มีประสิทธิภาพเข้มข้น เป็นสภาพที่ผสมรวมกันสาม ในตัวมันเองมี Deoxy Ribo Nucleic Acid คือน้ำ Deoxy ตัว ขัด แย้ง Ribo มีสอง ตัว Nuclear คือธาตุเล็กที่สุด แต่ยังขัดแย้งเป็นธรรมะสอง อาการขัดแย่งคือ Deoxy ส่วน Ribo คือสอง Nuclear คือธาตุเล็กที่สุด สามตัวนี้เป็นพลังงานจับตัวกันเป็นธาตุน้ำ ธาตุดิน เป็นธาตุที่ไม่มีน้ำมากที่สุด มีแต่ธาตุไฟกับธาตุลม จับตัวเป็นธาตุดิน ถ้า แตกธาตุดินออกไป ก็เหลือไฟกับลม ถ้าเป็นภาษาไฟฟ้าก็คือ แรงเคลื่อนกับกระแส คือไฟกับลม ขออภัยผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษา วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ ก็คงจะมึนหัว แต่ฟังพอเข้าใจไหม อธิบายขยายความจาก ทุกข์จริง กับ คิดว่าทุกข์ ทุกข์จริงคือกายิกทุกข์ ส่วนคิดว่าทุกข์คือ เจตสิกทุกข์ ต้องทำให้หมดไปด้วยญาณปัญญา แต่ถ้าไม่ทำด้วยปัญญา ทำด้วยสมถะ โดยเฉพาะพวกสายรู้แล้ววางทำใจให้ใส เขาเลือกอาการสบายใจใส่ใจ เขาเองก็ไม่ได้ว่างจริงจากกิเลส ก็ได้ภพว่างใส่ใจเขา ก็ดีระดับหนึ่ง ไม่สร้างความรุนแรง แม้แต่ธัมมชโย ก็ไม่สร้างความรุนแรง เขาเข้าใจ ใครสร้างความรุนแรงคนนั้นแพ้ ก็อนุโมทนารัฐบาล ที่รู้ทันตรงนี้ไม่เสียท่า ใครจะว่าอย่างไร ตอนนี้ก็ขอตั้งหลักก่อน หาวิธีอื่นต่อไป สักวันหนึ่ง อาตมาว่า จะไปไหนธัมมชโย มันต้องเห็นจนได้สักวันว่า ขาจะดำบวม จริงหรือไม่ ถ้ามันดำบวมจริง จะไปได้ขนาดไหน บอกว่าถ้าเคลื่อนไหวจะตาย แต่ก็ยังไม่เห็นตายสักที ถ้าตายเขาก็เอาศพมาเผา
ถ้าเข้าใจสามคำนี้ อย่างทะลุและสัมมาทิฏฐิ ในคำว่า บุญ กาย และสมาธิ คน ปฏิบัติภาคเรียนไปเถอะ เป็นอรหันต์แน่นอน ถ้าไม่เป็นอรหันต์ อย่างเก๊ที่สุดเป็นอนาคามี พยายามทำความเข้าใจสามคำนี้ กายคือธรรมะสอง คนต้องปฏิบัติธรรมะสอง ปฏิบัติธรรมะเดี่ยวนั้น เป็นอัตตาแล้ว มันไม่มีตัวเปรียบเทียบ มันยืนยันไม่ได้เลย คุณก็เป็นของคุณ สัญญายนิจจานิ คนเดียว ไม่มีใครรับรองคุณเลย เพราะฉะนั้นคำว่า อัตตานี้ จึงเป็นธรรมะ 2 ที่ต้องยืนยันได้ว่า เหมือนกันนะ สองคนนี้ หมดอัตตาด้วยกัน จะต้องพูดกันรู้เรื่อง ยิ่งมีสาม มี 4 มี 5 มีหมื่นมีพัน มีแสน ตรงกันหมด ก็ยิ่งเป็นสัจจะ เป็นอรหันต์แล้วสองคนก็ตรงกัน คนอื่นทำอีกก็ได้ตรงกันอีก ยิ่งมีมากคน เป็นร้อยเป็นพัน สัจจะต้องมีผู้อื่นด้วย ที่รับรอง สัจจะมีหนึ่งเดียว ก็มีผู้อื่นรับรอง ว่าตรงกันหมดไง สัญญายนิจจานิ ตัวเองนึกอยู่คนเดียว มันรับรองไม่ได้เลย ว่าคุณจะถูกต้องจริงหรือเปล่า นอกจากคุณจะปฏิบัติมีสัจจะ จนถึงสัมมาสัมโพธิญาณ จนเป็นปัจเจกสัมมาสัมโพธิญาณ อันนั้นสัญญายนิจจานิ ตัวปลายสุด แต่คุณจะได้ลงทะเบียนสอบทาน ตั้งแต่เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ จนถึงขั้นที่ 9 ขั้นที่10 คุณมีวิบาก อนันตริยกรรม ก็บอกว่าเป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรินิพพานไปก่อน ก็ได้ แต่จะเป็นสัจจะ คุณพิสูจน์ไม่ใช่แค่ร้อยแค่พัน แต่เป็นล้านๆแล้ว อย่างน้อยที่สุด อาตมาเป็นโพธิสัตว์ขนาดนี้ เอาธรรมะมาขยาย ให้ทุกคนรับรู้ แล้วเอาไปปฏิบัติ ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว พวกคุณรวมกันเหล่านี้มีไหม นี่ยืนยันเป็นปัจจุบันนี้ไง อาตมาไม่ได้มีสัญญายนิจจานิ ของอาตมาคนเดียว แต่มีอยู่นี่ต้องเท่าไหร่ คนยังสงสัยอยู่ไหม ว่าชีวิตนี้มาเป็นคนจน ยังไม่มีความข้องใจลังเล มาอยู่กับหมู่นี้ อย่างนี้ได้ไหม แล้วมันตรงกันไหม คนที่อยู่ทางบ้าน อยู่หน้าจอมีไหม ก็มี ก็ไม่มีปัญหา นี่คือสัจจะ แม้แต่บอกว่ามาจน ก็จนอย่างพวกเรา มันจนอะไร มันทำมะเขือ นี่กำปั้นอาตมานะ อะไรกันนักกันหนา เหมือนแกล้งเลย เอามาจากวัดป่าติ้วนะนี่ มาจนแบบเรา ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ผักคะน้าใบเท่านี้ หักกร๊อบ เคี้ยวกรุบเลย เกิดจากเหตุปัจจัย แม้แต่วัตถุ ก็เกิดจากความรู้ ความเพียรพยายาม เกิดจากความเข้าใจของเรา มันไม่เคยเป็น ไม่เคยมี ก็เป็นก็มีขึ้นมาแล้ว จะไปโกหกทำไม แล้วมีความจริงอยู่ที่ว่าตัวเราเอง จริงๆแล้ว เอาง่ายๆ เราเคยขี้เกียจไหม ก็เคย เดี๋ยวนี้ขี้เกียจเหมือนเก่าไหม ก็ไม่ คุณยังเหลือความขี้เกียจอยู่ไหม ก็เหลือ ...ตอบได้หมด จริงทั้งนั้นเลย แต่อาตมาเห็นว่าพวกคุณ ความขยันมีมากขึ้นเยอะ จะเหลือความขี้เกียจ ก็เป็นส่วนตัวที่สำนึก แต่ในความขยันของพวกเรานี้ เราไม่ต้องเทียบกับเขา เพราะเราไม่มีอัตตา เราขยันกว่าเขาตั้งเยอะ แต่เรายังรู้สึกว่า เราบกพร่องเราขี้เกียจ ก็พัฒนาต่อไป เทียบกันไม่ติดแล้ว นี่เป็นอัตตาที่ซ้อน เราจะรู้ด้วยจริงใจ ส่วนใครที่มาแฝงแอบ ก็เหลืออัตตาเห็นแก่ตัว คุณจะรู้จริงๆ อยู่กับหมู่ฝูงไป หิริมีจริงโอตตัปปะมีจริง ความละอาย อัตตาตัวเองว่าเอาเปรียบเขาอยู่ หิริโอตัปปะ จะมีจริง แต่ถ้ายังโง่อยู่ จะเอาเปรียบก็มีวิบาก ก็ช่างศีรษะใครศีรษะมัน หากคุณรู้แต่ก็ยังแฝงเอาเปรียบ วิบากจะเพิ่มไหม?...ก็เพิ่ม ความเป็นเทวดา คือจิตใจเจริญ มีหิริโอตัปปะ เรามีอัตตาเอาเปรียบเพื่อนยังมี เราจะละอายเลย ไม่ใช่สิ่งหยาบแล้วนะ แต่อย่างพวกเรา จะเข้าใจชัดเจน หิริคือเทวดาคือผู้เจริญ คือเกรง แต่ก็ยังละลาบละล้วง แต่ถ้าโอตตัปปะมันชัดเจน ไม่เอา สุดวิสัยก็แล้วไปเถอะ ละเมิดก็รู้ตัวเองจะไม่เอา มันเรื่องจริงเป็นสัจจะ ศึกษาแล้วจะรู้
ลองมาอ่านรายละเอียด เราคิดอะไรเล่ม 321 กำลังพูดย้ำละเอียดซ้ำ ความพิเศษของ“บุญ”ในศาสนาพุทธว่า ทุกวันนี้ชาวพุทธทั้งหลาย เข้าใจคำว่า“บุญ” หรือเข้าใจความเป็น“บุญ”เพี้ยน ผิดออกไปจากสัจจะ ผิดอย่างตรงกันข้าม หน้ามือเป็นหลังมือกัน ปานนั้นทีเดียว นั่นคือ หลงผิดว่า การ“ทำบุญ”แล้วจะ“มี”ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,เป็น“ผล”ของ“บุญ” หรือแม้แต่“มี”โลกียสุข เกิดในจิตใจของผู้“ทำบุญ” ผู้เข้าใจอย่างนี้ ผิดทั้งนั้น เพราะเชื่ออย่างนั้น ทำใจอย่างนั้นล้วนเป็น“ภพ” เป็น“ชาติ”ทั้งสิ้น จิตใจยังไม่ตัด“ความต่อ” คือ“สันตติ” แต่ยัง“ต่อ”สันตติ”ไปอีก จึงมี“อุปจยะ” (เริ่มมีความเกิด) ยังไม่จบที่“สันตติ”เป็นที่สุดเด็ดขาด ยังมี“ลักษณะของ “ความเกิด”(ชาติ)อยู่ จึงต้องมี“ชรตา” และ“อนิจจตา”อยู่ “ทุกข์”ก็ยังไม่สิ้นเศษ นิยาม(define) ความหมายคำว่า“บุญ”ที่เสร็จสัมบูรณ์สุดจริง จะไม่เหลือแม้แต่“ชรตา-อนิจจตา” เพราะไม่มี“อุปจยะ”ใดอีกแล้ว จะยุติเด็ดขาด จบที่“สันตติ” ถ้าแม้นผู้ใดเข้าใจไม่ครบอย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่า ยังมีส่วน“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่ คือยังเหลือ ส่วนที่ยังเข้าใจผิด เชื่อผิด จากความหมายของคำว่า“บุญ” ที่สัมบูรณ์สุด จึงไม่ชัดเจนครบใน“ทิฏฐิ”ว่า “บุญ”คือ ต้องเป็น“การชำระกิเลส” ออกไปจากจิตใจ เมื่อทำบุญแล้วเสร็จ ก็ไม่มีอะไร“เกิดต่อ”เลยเป็นอันขาด “บุญ”จะหายไป สิ้นไปทันที ไม่มีอะไร“ก่อการเกิด” (อุปจยะ)ต่อเลย กล่าวคือ ผู้ใดทำ“กรรม”ใด “กรรม”นั้นทำให้จิตเกิด“บุญ” ผู้นั้น“มีผลบุญ” “ผลบุญ” คือ กิเลส“ถูกชำระ” จะเรียกว่า “เกิดผลบุญหรือมีผลบุญ”ก็ได้ แต่ไม่ใช่ “ได้” อะไรที่เป็น“ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,โลกียสุข” ไม่มีทั้ง “รูป”ทั้ง“นาม”ใดๆเกิดต่อเลย จิตว่างเปล่า “ผลบุญ”นั้นคือ กิเลส“เสื่อม” ถึงที่สุดก้อ..“กิเลสสิ้นสูญ”ไปจากจิต เท่านี้เท่านั้น คือ“บุญ” แล้วก็“จบกิจ-จบเรื่อง”ของ“บุญ” หากปฏิบัติมี“ผลบุญ”สำเร็จเสร็จลง แล้ว จากนั้นไม่มีอะไรเกิดต่อ ไม่มี“ภาวะ” ใดเหลือต่อจากการปฏิบัติที่สำเร็จ“การทำบุญ”มีผล ไม่ว่า“วัตถุธรรม”หรือ“นามธรรม”ใดๆ จะ“อุปจยะ” (เริ่มมีความเกิด) ต่อจากเมื่อทำ“บุญ” เสร็จสิ้นหน้าที่บริบูรณ์แล้ว..ไม่มี จึงชื่อว่า ไม่มี“ภพ-ชาติ”ใดๆในจิต นั่นคือ ไม่มี“การได้อะไร”จาก“การทำบุญ”หากสัมมาทิฏฐิ ที่มีผลสำเร็จเต็มบุญ แต่จะ“เสียกิเลสไปจากจิตตน” เท่านั้นถ่ายเดียว ในจิตจะเป็น“สูญ” คือว่างเปล่า ดังนั้น ผู้ยังเข้าใจผิดไปจากที่ว่านี้ ก็คือผู้ยัง“มิจฉาทิฏฐิ” ตามส่วนผิดที่เหลือนั้นๆอยู่ เพราะผู้นั้นปฏิบัติธรรมของพุทธแล้ว ประโยชน์ที่เกิด ไม่เป็น“พุทธ”ก็ดี เพราะปฏิบัติไม่ถูกต้อง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้ คือประพฤติ“กรรม” ไม่เป็น“บุญ” ตาม “สัมมาทิฏฐิ”ของพระพุทธเจ้า ทำ“บุญ”ผิด “บุญ”จึงต้องเข้าใ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive