590902_พุทธศาสนาตามภูมิ ตัดขาดขายตรงส่งผลถึงนิพพาน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590902 พุทธศาสนาตามภูมิ ตัดขาดขายตรงส่งผลถึงนิพพาน

พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559 ขึ้น 10 ค่ำเดือน 10 ปีวอกที่ บวร ราชธานีอโศก อีกสองเดือนก็หมดปี อาตมาเห็นพวกเรามานั่งฟังธรรม อาตมาก็เทศน์เกือบทุกวัน อาตมาเทศน์นั้นไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะอาตมาสมัครใจมาทำหน้าที่นี้ตั้งแต่บวชมา ไม่กลับไปแล้วทางโลก อาตมาก็มาทำงานทางนี้ได้ 46 ปี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีไฟเพียร ไฟขยันทำงานนี้อยู่ ไม่ได้คิดท้อถอยหรือท้อแท้ ตั้งใจทำหน้าที่นี้ แล้วเข้าใจด้วยปัญญาชัดเจนว่า เรามาทำงานทางนี้ พวกคุณมานั่งฟังประจำทุกวันๆ อาตมาอนุโมทนาสาธุ เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะมาเอาทางนี้ โดยเฉพาะนักบวช ไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือสิกขมาตุ ถ้ามาบวชเป็นสมณะสิกขมาตุแล้ว ก็มาเอาใจใส่ อาตมาไม่ได้เรียกประชุม ไม่ได้เรียกสอน อาตมาก็ใช้เวลานี้เป็นหลัก เกือบทุกวัน สอนบรรยายธรรมะ เพราะฉะนั้นผู้ที่มาเอาทางนี้ โดยเฉพาะนักบวช ผู้มาบวชแล้วมีหน้าที่มาฟังธรรมะ ก็ต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ก็ต้องรู้จักพากเพียรเอา จะต้องรู้ว่า อาตมามีหน้าที่สอน อาตมาก็ทำหน้าที่ แต่ผู้ที่มารับสมัครแล้วไม่รับคำสอนไม่เอาถ่าน อาตมาว่ามันผิดหน้าที่นะ มันรู้สึกว่ามันจะขบถต่อความจริงที่ตนเองมา น่าจะใส่ใจ เอาใจใส่ ตั้งใจมาฟัง เพราะนี่คือการแสดงธรรม อาตมา ขวนขวาย ค้นคว้านะ ไม่ใช่ว่าอาตมาดูดายทำอย่างเสียไม่ได้ ไม่ได้ทำอย่างแต่สักแต่ว่าทำไปวันๆ หนึ่ง อาตมาก็พยายามพากเพียร ทำสอนธรรมะให้ลึกซึ้งๆ และชัดเจนกระจ่างขึ้น ผู้ที่ตั้งใจฟังก็อนุโมทนา ใครทำใครก็ได้ นี่ก็เตือนให้สติโดยเฉพาะผู้ที่มาบวชแล้ว มาตั้งใจมาทางนี้แล้ว ก็ไม่น่าที่จะขบถต่อตัวเองให้เสียโอกาส เสียประโยชน์ที่ควรจะได้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน หยุดขายตรงส่งผลถึงนิพพาน มี sms เมื่อวานค้างไม่ไ

อ่านต่อ

ด้ตอบอยู่บ้าง .. _มีคนส่งข้อความเกี่ยวกับการขายตรง direct sell ของจากนายแพทย์ผู้ที่เคยออกรายการสุขภาพดีด้วย 8 อ.ของหมอฟ้ารัก แล้วหมอท่านนี้แนะนำให้ใช้อาหารเสริมที่บอกว่าชาวมังสวิรัติขาดสารอาหารนี้ อาหารเสริมนี้ราคาไม่ใช่น้อย มีชาวอโศกที่เป็นสมาชิก ไปขายให้แก่ชาวชุมชน บางคน (อาตมาเคยปรามเคยด่าไดเรคเซลล์ว่าเป็นทุนนิยมชั้นเลว ให้มันตายเพราะไม่ได้กินของดีของไดเรคเซลล์เถอะ อย่าไปใช้เลย) บางคนก็ขายถูก บางคนก็ขายแพงบวกกำไรแพง ทั้งที่เรากินข้าวหม้อเดียวกันยังเอากำไรได้อีก ถามว่าอโศกเราควรขายไดเรคเซลล์ไหม? จะสนับสนุนหรือคบค้าด้วยไหม? (*พ่อครูว่าไม่ส่งเสริมและไม่คบค้า) และไดเรคเซลล์เขาจะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงสินค้าทุก 2 ปี (*พ่อครูว่า เขามีคณะวิจัยให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะกระตุ้นเรื่อยๆ แน่นอนทุกสินค้าที่เขาทำ ก็เลยมีอะไรแปลกใหม่ แต่ก็เห็นว่าทำมากี่ปีก็ไม่เห็นจะยั่งยืน มากี่สินค้าก็ดังวูบวาบ เพราะเขาเอาสารกระตุ้นใส่ตรงนั้นตรงนี้ มันมีความรู้แล้วหลอกกินชั่วคราว อย่าไปหลงบ้า อย่าไปโง่กันกับมันเลย ถ้าของดีจริงป่านนี้ขึ้นแป้นรับรางวัลโนเบลแล้ว ) ซึ่งชาวอโศกเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ หากเขาใช้ความคุ้นเคยศรัทธา มาให้พวกเราซื้อจะบอกอย่างไรดี พ่อครูสอนบุญนิยม แต่ลูกๆกลับทำสวนทาง สังเกตว่าผู้ใช้บริการขายตรงมักเป็นผู้ที่ศึกษาปฏิบัติธรรมไม่ชัดเจน แวะข้างทางชมสวนสุขภาพข้างทางหรือเปล่าคะ เพราะหลงเชื่อโฆษณาง่ายจัง สังคมอโศกเป็นสังคมกสิกรรม ปลูกอยู่ ปลูกกินเอง ได้กินของไร้สารพิษสดๆ จากต้น จนเอาไปปั่นขาย ทำให้คนในสังคมที่เขาเป็นมนุษย์เงินเดือนปลูกทำกินเองไม่ได้ มาซื้อมากิน ซึ่งได้ผลต่อสุขภาพดี แต่ชาวอโศกกลุ่มหนึ่งกลับไปนิยมของที่เขาสกัดแบบไม่ไร้สาร คุณค่าอาหารหายไปด้วย เขาก็ไปเติมสารตัวนั้นตัวนี้ ที่สามารถทำให้เก็บได้นาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผ่านกรรมวิธีสารพัด อุณหภูมิสูงๆ สารเคมีต่างๆ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ปนเปื้อนโลหะหนักอีกมาก สิ่งเหล่านี้พวกไดเรคเซลล์ไม่พูดถึง อีกมากมาย วิถีชาวอโศก ได้กิน ได้อยู่ อย่างอุดมสมบูรณ์ปลอดภัยมากกว่า ชีวิตคนโลกๆมากมาย แต่กลับมีทิฏฐิดิ้นรนไปแสวงหาสิ่งอันไม่ปลอดภัยใส่ตัว อย่างนี้มิจฉาทิฏฐิไหม? ขอให้หลวงปู่ช่วยให้ปัญญาสัมมาทิฏฐิ แก่พวกดิ้นรนวิ่งขายจนจะออกไปนอกเขตวัดแล้ว ยังไม่รู้ตัวหรือว่ามาทำสิ่งที่เป็นบาปเวรภัยเอาเปรียบพวกพี่น้องเรากันเองในวัดก็ตาม ขอหลวงปู่ช่วยเทศน์เตือนเขาด้วยค่ะ ตอบ...บอกมาก็ดีแล้วขอบคุณ ก็ขอยืนยันซ้ำอีกว่า direct sale มันเป็นแนวคิดของกลุ่มทุนนิยมที่ฉลาดหาอะไรมาวิจัยแล้วก็ผสมตัวผลผลิต สินค้าของเขาเอามาปล่อยทีละตัวๆ มาขายเสร็จแล้วก็หายไปๆ ไม่ได้ฮือฮา ติดตลาดอย่างถาวร ถ้าเขาวิจัยได้ดีก็จะติดตลาดถาวร แต่สินค้าของ direct sale นี้ยังไม่เห็นติดตลาดถาวร เห็นแต่เปลี่ยนไปมีสินค้าใหม่มาได้เรื่อยๆ 3 ปีหรือ 5 ปี ถ้าเป็นของดีอย่างเช่นยาหรืออาหารเสริม ถ้ามันดีจริงๆ ก็ควรจะทำให้ติดตลาดไปเลย นานไปถึง 30 ปีถึง 40 ปี แล้วคนก็จะมาทำตามเพราะขายได้ดี เขาก็จะทำให้ถูกลงได้ นี่เป็นข้อสังเกตของอาตมาที่มอง direct sale แล้วเขาก็ทำวิธีนี้หากินมาตลอด เป็นวิธีที่ไม่ซื่อตรงเท่าไหร่ สำนักสงฆ์หลายสำนัก ก็สอนศีลธรรมเอาความดีพื้นๆ ขึ้นมาหลอก อย่างเช่นธรรมกายหลอกล่อให้สร้างสวรรค์วิมาน ไม่รู้กี่ชั้น ตั้งชื่อหลอกกันวิจิตรพิสดาร มีพุทธเกษตรถวายข้าวพระพุทธเจ้า ก็เพิ่งเคยได้ยินสำนักนี้ไปพบพระพุทธเจ้าได้ ถวายข้าวพระพุทธเจ้าได้ คนที่ไปหลงเชื่อเช่นนี้โง่สุดๆโง่จริงๆ ภาวะนิพพานไม่ได้มีลักษณะแบบนั้นเลย เป็นความที่ลึกที่เกินเลย คนก็ยังเชื่อได้ ปล่อยให้เขาหลอกล่อครอบงำความคิด แล้วขูดรีดดูดไปอย่างหนัก จนหมดตัวเลย ทุนนิยมลักษณะเช่นนี้ก็คล้ายๆ กัน ถ้ามาอยู่ในชาวอโศกให้มันตาย ถ้าไม่มีของดีที่จะรักษา จากพวกไดเร็คเซลล์นี้ ** อย่าเอาระบบบ้าบอนี้ เข้ามาในอโศก **

_SMS 1 SEP 59 _0893867xxx พืชผลถั่วอะไรตรงหน้าพ่อครูใหญ่ยาวเฟื้อยบะเริ่มเทิ่ม!คงเป็นพันธุ์1 ในaec กักตุนเก็บไว้ปรุงกับข้าวได้ทั้งปี! _0893867xxx ประชาธิปไตยโดยธรรม ยุคต่อไปคงเกิดได้โดยฆราวาสธรรมในสังคมที่ควรมี สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ จะทำให้ได้การเมืองเปี่ยมคุณธรรม มีสังคหวัตถุธรรม!เราจะได้พบไหมหนอ?skkควันหลงกลียุค จากคอร์รัปชั่น! ตอบ...ได้พบ อย่ารีบตาย เพราะว่าตอนนี้คนเข้าใจเรื่องการเมืองกับธรรมะ ศาสนาพุทธไม่ได้แยกธรรมะกับการเมือง มันอยู่ด้วยกัน เป็นคุณธรรมในคนทุกคนไม่แบ่งแยก ไม่ว่า อาชีพไหน นักการเมืองที่ตอนนี้มา ทุจริต ขี้โกง เอาเปรียบ ตลบตะแลง ตอแหล บอกว่าจะมาช่วยมารับใช้ประชาชน แต่กลับมาขูดรีด ตั้งแก๊งตั้งค่าย เป็นอาชีพ การเมืองแท้จริงคือ งานรับใช้ประชาชน ประชาชนจะเลี้ยงไว้ ไม่มีเงินเดือน แต่นักการเมืองนั้นมีเงินเดือนด้วย เพราะฉะนั้นนักการเมืองดีไม่ต้องกลัวอดตายเลย - นักการเมืองไม่ใช่ นักล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข - นักการเมืองคือ จิตอาสาเสียสละ ไม่ใช่มา กอบโกย โกงกิน - นักการเมืองคือ คนประเสริฐ ผู้มีธรรมะ แต่ไปถูกแยกว่าการเมืองกับศาสนาคือคนละอย่างกัน มาร่วมกันไม่ได้ นักการเมืองไม่เอาศาสนาก็เลยฉิบหาย ไม่รู้จักธรรมะก็เลยเลวลงเสื่อมลง ก็เลยเป็นอย่างที่เป็น การสอนที่ผิดๆ จึงทำให้เลวร้าย ทำให้เสื่อมไปจากศาสนา อาตมาไม่ยอมจึงจะเอาสิ่งที่ถูกต้องนี้กลับคืนมา

_0893867xxx ส่งกำลังใจให้คณะปฏิรูปปท.มีพรหมวิหารธรรมในการปฏิรูปตนเองให้ได้มีสังคหวัตถุธรรมในการปฏิรูปสังคมสำเร็จทุกด้าน!สู้ๆ _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครู บุญนิยมกับ ธรรมะ นิวรณ์ 5 ปหาน 5 วิมุต 5 กิเลสในตัวที่ต้องละตนให้ สิ้นจนหลุดพ้นอัตตาได้ สาธุ!skkที่รู้ 50 ปฏิบัติ 50 ยังมิเต็ม100 เจริญธรรม _0893809xxx บางอาจารย์ก็ถือตนเป็นผู้รู้แจ้ง สั่งสอนศิษย์ให้เคร่งสมาธิจนกลายเป็น "สมาธิบ้า" อาการสมาธิบ้านับว่า "อันตรายที่สุด" เพราะนั่งกันจนเพลิดเพลินหลอกหลอนตัวเองว่าได้พบสวรรค์วิมาน ระลึกชาติได้ พบพระพุทธองค์ขนาดได้นั่งฟังพระพุทธองค์เทศนาให้ฟังจนบรรลุมรรคผลนิพพาน (หลงผิดงมงาย) ตอบ...พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไประลึกชาติ มาเกิดเป็นใครต่อใคร *ในบุพเพนิวาสานุสติญาณ เขาไปเข้าใจว่าเป็นปุคคลาธิษฐาน ซึ่งไม่ใช่ แม้เราจะรู้จริง เป็นบุคคลได้ระลึกได้ แต่ว่าไม่จำเป็นต้องเอามาพูดให้คนยึดติด แต่ให้ระลึกเนื้อหาสาระของธรรม วานนี้ก็อดีตแล้ว สัปดาห์ผ่านไป เดือนผ่านไป ก็ให้ระลึก ระลึกถึงการเกิด ชาติ สัญชาติ โอกกันติ แล้วทำชาติให้เป็นนิพพัตติ อภินิพพัตติ นี่คือการระลึกชาติ อาตมาแม้จะรู้ได้ ก็ไม่มาอ้างอิงในตัวตน บุคคล อาตมาดูถูก อาตมาก็เป็นจริง ชาติก่อนๆ อาตมาเป็นผู้มีความรู้ทางธรรม ก็มีประวัติอยู่ได้ แต่พอมาเป็นชาตินี้ อาตมา มาเป็นสมณะโพธิรักษ์ แต่ว่ามีคนมาบอกว่า อาตมาเป็นคนนั้นคนนี้มาเกิด อาตมาถือว่าดูถูกอาตมา เพราะว่าอาตมาจะมีภูมิธรรมสูงกว่าคนเก่านั้นแล้ว เพราะอาตมามาพัฒนาตัวเอง อันโน้นอันเก่าย่อมภูมิต่ำกว่าอาตมาตอนนี้ ถ้าบอกว่าอาตมาคือคนนั้นอาตมาถือว่าดูถูกอาตมา อาตมาไม่จำเป็นต้องเอาคนนั้นคนนี้มาอ้างอิง เช่น คนที่บอกว่าเป็น ร.นั้น ร.นี้มาเกิด จะให้คนบอกว่าเราเก่ง คนนี้ไม่แน่จริงไม่เก่ง คนที่ทำอย่างนั้นอ้างอย่างนั้น อย่าง นิกร ระลึกชาติว่าเป็นคนนั้นคนนี้มาเกิด อย่างนี้ไม่ได้เรื่อง ไม่แน่จริง จริงๆ แล้วไม่ต้องอ้าง พิสูจน์ความรู้ความสามารถของตนเองให้คนอื่นนับถือได้เลย *อาตมาพอระลึกถึงได้ ระลึกไม่ได้อาตมาจะบอกได้หรือว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์* ระลึกว่าเคยบำเพ็ญมา แต่อย่างโพธิสัตว์นี้ อาตมาเจตนาขยายความ อาตมาประกาศโพธิสัตว์มา คนเขาก็ด่าอาตมาว่าไม่ได้รู้เรื่อง แต่อาตมาอธิบายโพธิสัตว์คนละอย่างกับเถรวาทอธิบาย อย่างมหายานนั้นนับถือโพธิสัตว์มากกว่าอรหันต์ แต่เลอะเทอะกว่าเถรวาทที่ไม่นับถือโพธิสัตว์ ไม่บานปลาย แต่มหายานบานปลาย โพธิสัตว์เลอะเทอะอะไรมากมาย

_0893809xxx เรียนรู้ธรรม จำต้องเรียนรู้ตน จะต้องมุ่งหวังอย่างอริยามีเป้าหมายให้กับตนใครจะว่าอย่างไรอย่าได้สับสน อย่าใส่ใจคำพูดดูหมิ่นถากถางจากผู้อื่นให้มากเกิน หากจะต้องใส่ใจผู้อื่น จะต้องใส่ใจ "เมตตารัก" ที่มอบให้เขาเหล่านั้น อย่าได้เก็บขยะอันเป็นสัมภาระที่เปล่าประโยชน์มาไว้กับตน _0893809xxx ผิดหลักธรรมคือบาป ทำการให้เสียคือบาป เห็นแก่ตัวคือบาป พูดธรรมะแต่ไม่ทำตามธรรมะ รู้ผิดไม่แก้ไข "นี่ร้ายอันดับ1" เสียเปรียบหน่อยไม่พอใจได้เปรียบหน่อยดีใจ"นี่ร้ายอันดับ2" ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวไม่อาจมีส่วนได้ แต่จรดใจใคร่ได้ไม่ลืม "นี่ร้ายอันดับ3" ตอบ...เป็นบาปจริงแต่อย่ากลัวเกิน เพราะว่าผู้มีภูมิยังไม่ถึงก็ต้องผิดไปตามฐานะ อาตมาตามภาษาสำนวนเข้าไม่ถึงสภาวะของคุณคนนี้ อาตมายอมแพ้ เขาเก่งแต่ผิดหรือถูกนั้นไม่รู้ แต่ก็ดูมีอะไรดีๆ อยู่

_0888879xxx ปัจจุบันเป็นเหตุ อ่านเหตุด้วยวิปัสสนากรรมฐาน. ให้รู้รูปนามถูกไหม๊คะ ตอบ…มีรูปอย่างเดียวก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ มีนามอย่างเดียวก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้

_ทำไมหลวงปู่ถึงต้องการให้มีอรหันต์ 9 รูปด้วยคะ ตอบ...ทำไมนักเรียนส่งsmsได้ ยืมของผู้ใหญ่หรือเปล่า? … โดยภูมิโดยปัญญาของอาตมา ถ้ามีผู้ที่บรรลุอรหันต์มาทำงานช่วย จะเป็นผู้ที่ปล่อยให้ทำงานช่วยเต็มมือได้เลย อาตมาก็ต้องการเพียง 9 รูป ใครก็ตามก็จะมีบารมีพ่วง เป็นผู้ที่มาขึ้นด้วย เป็นทีมเป็นคณะ เป็นบริวารมันมีตามสัจจะโดยธรรม ตามบารมี ถ้ามีอรหันต์ 9 รูป จะมีคณะเสริมซ้อน ทำงานจนยืนยาวครบห้าพันปี ตอนนี้ผ่านมากว่าสองพันหกร้อยปีแล้ว นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทำงานศาสนามา

_ตอนนี้ฟังธรรมพ่อครูมากขึ้น เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ทำให้เห็นพระสงฆ์ที่รับเงิน ก็สงสารเขามากค่ะ ตอบ...ดี ก็ไม่ต้องไปถล่มทลายท่าน ปล่อยให้อาตมาพูดก็พอ ที่จริงใครทำผิดก็ต้องบอก ต้องว่า ต้องติเตียน อะไรถูกก็ต้องบอกถูก อะไรผิดก็ต้องบอกผิด ส่วนอาตมา มาทำงานศาสนา มีเรื่องที่ต้องตำหนิ เพราะมันทำให้ศาสนาเสื่อม แต่ที่ทำถูกอยู่แล้วไม่ต้องเสียน้ำลายไปชมเชย ให้เขาทำไป แต่ที่ไม่ถูกนี่ ต้องพูด เหมือนอาตมาพูดปากปลาร้า ว่าเขาทุกวัน ว่าหนักๆ ก็มี บางทีพูดคำแรงจนถือว่าหยาบสำหรับอาตมา แต่คำหยาบอย่างโลกๆ ไม่ได้ใช้ แต่อาตมาให้ความหมายหยาบคือคำแรง ว่าหนัก ว่าตรงเกินไป ทั้งน้ำเสียงสำเนียง ก็จะขออภัยบ้าง แต่ไม่อยากขออภัยหรอก เพราะอาตมาเจตนาทำเอง มันต้องโขกสับหน่อย สำหรับพวกดื้อด้าน จนอาตมาต้องผลิตคำว่าโด้ มันด้านเกินคาด คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีได้ ขนาดที่ดึงดันดื้อด้านต่อกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายบ้านเมืองทำอะไรไม่ได้

_บุญเรือน ถามว่า จิตมีกี่มิติคะ? กราบนมัสการค่ะ _ลิหวา อยากทราบนามธรรม 5 ที่พ่อท่านเทศน์เมื่อ31สค ค่ะ _เต็มตะวัน ถามว่า ปัจเจก ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นแบบไหน??? แล้ว คุณสมบัติของใจ ที่เป็นปัจเจกภูมิแท้คืออย่างไร???? ชีวิตก็ต้องตาย สิ่งที่ยังไม่ตาย แท้ๆคืออะไร ? ตอบ...ปัจเจก คือส่วนตนที่ได้ เป็นลำดับมาจาก *1. ปัจจัตตัง *2. ปัจเจก *3. สยังอภิญญา *4. ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ *5. สยัมภู

1. ขั้นสยัมภู* คือระดับเป็นเจ้าของธรรมะ เป็นพระพุทธเจ้า 2. ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า *คือมีภูมิระดับพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ประกาศศาสนาในโลก แต่ท่านผู้นี้บรรลุสัมมาสัมพุทธะเป็นปัจเจกส่วนตน มีคนตีความว่าสอนไม่เป็น ก็ไม่น่าใช่ ขนาดโสดาบันก็ยังสอนได้มากมาย มีมานะอัตตาด้วย อยากสอนเพราะมันเห็นดีเห็นจริง มีเพชรเม็ดนิดนึงก็อยากให้คนเห็นคนรู้ บางทีก็แรงไปมากไป 3. ปัจจัตตัง คือ คำว่า ปัจจะคือสว่าง ผนวกกับคำว่าสัจจะ คือสิ่งที่รู้ สว่าง เกิดแล้ว เป็นปัจจัตตัง คือตนเองได้บรรลุขั้นแรก มีส่วนรู้จริง เป็นอัญญาโลกุตระไม่ใช่โลกีย์ จะได้ถาวร โสตาปันนะ เข้ากระแสแล้ว จะเพิ่มเป็น อวินิปาตธรรม ไม่แปรเปลี่ยน แต่ถ้าถึงนิยตะ จะเที่ยงแท้ โสตาปันนะ (25%) อวินิปาตธรรม (50%) นิยตะ (75%) สัมโพธิปรายนะ (เลย 75%) 4. สยังอภิญญา คือมีภูมิของตนที่สูงกว่าปัจเจก จากนั้นก็เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ แต่ถ้าเต็มเป็นอนุตตรสัมมาสัมพุทธะจะเรียกว่าธรรมสามีได้

_ชีวิตก็ต้องตาย แล้วสิ่งที่ยังไม่ตายแท้ๆ คืออะไร? ตอบ… ในคนทั่วไป ร่างกายตาย แต่ยังไม่ตายแท้ๆ ใช่ไหม ในปุถุชนทั่วไป ร่างกายตาย แต่เราได้เรียนธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น จิตไม่ได้ตายจริง แล้วสิ่งที่ไม่ตายแท้ๆ คือ...ตราบที่ยังไม่สิ้นเชื้ออวิชชาอยู่ ผู้นั้นยังไม่ตายจริง สิ่งที่ไม่ตายจริงไม่สิ้นเชื้อคืออวิชชา แต่ถ้าอวิชชาตายจริงๆ สนิท ผู้นี้คือผู้ตายจริง แม้จะเป็นอรหันต์ที่จะเอาร่างกายเกิดมาใหม่ แต่ผู้นี้อวิชชาดับสนิทแล้ว คนนี้ตายถาวร จะสั่งสมเป็นพระพุทธเจ้าก็เชิญ

_ปัจเจกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นแบบไหน ตอบ..ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ _นามธรรม 5 คือ ที่ต้องศึกษา พระพุทธเจ้าตรัสไว้นพระไตรปิฎก ล.16 นามธรรมที่ต้องเรียนคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ พวกที่ไปเรียนอภิธรรมไม่ได้ศึกษานามธรรม 5 ชนิดนี้ ได้แต่ไปท่องนามธรรมพวกจิตเจตสิก ไม่ได้มาพยายามเรียนรู้ฝึก เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ จึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมเรียกผัสสะว่า นาม แต่ว่า เวทนา สัญญา เจตนา ก็ต้องเป็นนามแน่ แต่ในพระไตรปิฎก ล.16 นี้มีบอกว่า ผัสสะ 6 ด้วย ผัสสะ 6 ก็หมายถึงข้างนอกด้วย แต่เมื่อไม่เข้าใจลำดับถูกต้องเลยปฏิบัติผิด ไม่เข้าใจรูป 28 ไปเรียนแต่จิต เจตสิกเป็นหลัก พวกนี้ทำผิดฐานปฏิบัติ ที่จะต้องทำที่นาม 5 รูป 28 ซึ่งในรูป 28 นี้ มีนามที่จะเรียนรู้ถึงเจตสิกต่างๆ มีเจตสิก 52 ในนั้นด้วยเลย ไม่ต้องท่องพยัญชนะก่อน จะท่องก่อนก็ได้ แต่อย่าไปหลงแต่จิต เจตสิก ไม่มาเรียนรู้ฐานปฏิบัติเลยเพี้ยนไป เวทนาเป็นกรรมฐานที่ต้องเรียน ศาสนาพุทธมีกรรมฐานคือเวทนา ในพระไตรปิฎก ล.9 ชัดเจนว่า * ผู้ที่ไม่มีผัสสะไม่มีเวทนา * เริ่มตั้งแต่ข้อ 77 มีข้อความที่ว่า “เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้” คือไม่มีกรรมฐานที่จะปฏิบัติ อ่าน นาม 5 นี้ มีผัสสะ แล้วจะได้ทำใจในใจ อย่างถูกต้องแยบคายลงไปถึงที่เกิดคือโยนิโสมนสิการ แต่ทุกวันนี้ แปลโยนิโสมนสิการแค่คิดให้แยบคาย แต่ทั้งที่มันคือการทำใจเลย ทำกับใจ ทำให้ถูกต้อง ทำให้มันดับ กิเลสดับ จิตจะเกิดเป็นอาริยะ แต่แปลไม่ถึง แปลได้แค่คิดพิจารณา ทำความละเอียดลึกซึ้งแค่นั้นไม่ใช่ มนสิการเป็นตัวปฏิบัติหลักเลย อยู่ในมูลสูตร 10 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ทำให้เกิดอาริยชน คนเกิด แต่เป็นคนที่ดับภพจบชาติ เป็นวิภวภพ คนที่ไม่ได้มีสภาวะแท้จะไม่เข้าใจ ภพ 3 นี้ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ไปติดใจว่า ถ้าอยากได้นิพพานก็สอบตกแต่ต้น เขาว่าอย่างนี้เลยนะ ในนสพ.ก็เขียนว่า อย่าอยาก อยากไม่ได้เลยนะ ในนาม 5 ต้องใช้สัญญากำหนดหมายตลอด ตั้งแต่ภายในถึงภายนอก จนเกิดการบรรลุ สัญญาจึงจะกลายเป็นปัญญา สัญญาต้องทำงานตลอดตั้งแต่ต้น จนสำเร็จ คนใช้สัญญาไม่เป็น ไม่รู้จักหน้าที่สัญญาปฏิบัติธรรมไม่ได้ ต้องรู้จักว่า สัญญาธาตุ อาการหรือพลังงานระดับสัญญาทำหน้าที่อย่างไร เจตนา ต้องวิจัยให้อ่านเจตนาให้ออก เบื้องต้นที่กามตัณหา _แยกแยะดูเจตนา เป็นธรรมะสอง _เจตนาจะฆ่ากิเลส นี่เป็นธรรมะหนึ่ง อกุศลเจตนาก็เป็นกิเลสในจิตเรา เช่นกามตัณหา ก็ต้องฆ่ากามตัณหานี้ให้ได้ เมื่อฆ่าได้ก็เป็น วิภวตัณหา ดับภพได้ ดับภพอบายได้ก็เป็นโสดาบัน _ต่อมาดับโสดาฯได้ก็เป็นสกิทาฯ _ถ้าดับสกิทาฯ ก็เป็นอนาคาฯ ถ้าดับภพอนาคาฯ ก็เป็นอรหันต์ มีแต่วิภวตัณหา ที่บรรลุธรรม ท่านแปล อภิสังขาร 3 กันผิดๆ ปุญญาภิสังขาร เขาแปลกันว่า จัดการกิเลสให้เป็นบุญ ก็ถูก บุญคือการจัดการกำจัดกิเลสได้ แต่อปุญญาภิสังขารท่านแปลว่าเป็นการสังขารที่เป็นบาป ผู้ใดแปลเช่นนี้คือไม่เข้าใจภพชาติ ไม่เข้าใจอภิสังขาร โดยเข้าใจไปว่า อปุญญะคือไม่ใช่บุญ ไม่มีบุญ ก็เป็นบาป ก็ตรรกะคิดเอาเองว่า คือบาป แต่แท้จริง อปุญญาภิสังขาร คือปรุงแต่งอย่างไม่มีบุญได้แล้ว ทำได้ก็สั่งสม อเนญชาภิสังขารต่อ ซึ่งไม่ใช่บุญ บุญนั้นหมดหน้าที่แล้ว เป็นการรักษาผล ให้ตั้งมั่นเป็นนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เพียรรักษาผล ผู้ที่แปลอปุญญาภิสังขารว่าเป็นบาป คือผู้ที่ไม่เข้าใจบุญ หรือเข้าใจบุญไม่สัมมาทิฏฐิ หรือสอง ผู้นี้ภูมิไม่ถึงการกำจัดกิเลส *อเนญชาภิสังขาร ไม่มีการทำบุญแล้ว เป็นปฏิปัสสัทธิปหาน เป็นอาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกให้มากๆ พหุลีกัมมัง มากจนนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) *ในนาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการนั้น ผัสสะเป็นสมุทัยในการปฏิบัติ หากผู้ปฏิบัติขาดสมุทัย(ผัสสะ)ในภาคปฏิบัตินี้ก็ไม่มีผล *อาริยสัจ 4 ใช้สมุทัยคือตัณหา ซึ่งเป็นสมุทัยในจิต แต่อันนี้ ผัสสะคือสมุทัยนั้นเป็นภาคปฏิบัติ*ในมูลสูตร *

3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) ต้องรู้มโนปวิจาร 18 โดย..._ทำให้เคหสิตเวทนาให้เป็น เนกขัมสิตเวทนาให้ได้ ในฐานอุเบกขาคือ ฐานนิพพาน ทำสั่งสมนิพพาน โดยได้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ไปได้เรื่อยๆ _กำจัดเคหสิตอุเบกขาเวทนาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ _แม้จะทำสมถะลืมตา รู้ นิ่ง เฉยได้ แต่กดข่มไว้เท่านั้น ไม่มีการวิจัย ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์มีแต่ hypnosis ไม่มี analysis ต้องแยกแยะธรรมะสอง แล้วทำให้เอกสโมสรณา เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ต้องอ่านอย่างมีญาณปัญญา ไม่ใช่แค่พยัญชนะรู้เท่านั้น **ต้องรู้ว่า เนกขัมมสิตอุเบกขา มันต่างจาก เคหสิตอุเบกขาเวทนา ** ไปถามคนหลับตาปฏิบัติ ว่า เนกขัมมสิตอุเบกขา ต่างจากเคหสิตอุเบกขาไหม? เขาทำได้นะ จิตว่างกลางเฉย แต่ถามว่า อุเบกขาสองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร? เขาจะตอบได้ไหม? ไม่ได้ 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน ไม่มีอะไรตายอีกคือไม่มีกิเลสจะตายอีก เพราะตายหมดแล้วจึงไม่มีอะไรเกิดอีก แต่คนอมตะจะให้ตนเองเกิดหรือตายได้ตามที่ต้องการ จะตายก็ตายเอง จะเกิดอีกก็ได้ เป็นคนไร้พิษภัยแล้ว ถึงแก่นศาสนา มีวิมุติแล้ว ตนเองจะเกิดก็ได้ จะไม่เกิดทำปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ อมตะคือผู้ไม่เกิดไม่ตาย 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)

นี่คือมูลสูตร 10 อาตมาไม่ต้องท่องเลย มีเนื้อยาแล้ว เอาป้ายฉลากยามาแปะก็ได้แล้ว วิภวตัณหา คือ ตัณหาอุดมการณ์ที่ล้างภพจบชาติ อรหันต์ทำงานอย่างไม่มีภพชาติ อาตมาบอกว่าพระพุทธเจ้ามีวิภวตัณหา คนก็บอกว่าอาตมาพูดผิดไปว่าพระพุทธเจ้า แต่แท้จริงอาตมาชมพระพุทธเจ้าต่างหาก ที่ใช้วิภวตัณหาทำงาน

_จิตมีกี่มิติ? ตอบ...มิตินี้จะหมายถึงอะไร? ..จิตเจตสิก รูปนิพพาน หรือจะแยกเป็นจิต 89 หรือ 121 ดวงก็ได้มิติจะหมายเอาแค่ไหน? คุณบอกมิติของคุณมาก็จะตอบได้

_ที่ค้างไว้คือคำว่า ใจในใจ กายในกายด้วย อีกคำหนึ่งคือวิปัสสนากรรมฐานคืออย่างไร? ตอบ…คำว่ากรรมฐาน คือสถานที่จะปฏิบัติ ทางที่จะประพฤติ เป็นที่ตั้งของที่จะประพฤติ ตรงนั้น บ่อนนั่นล่ะ(ภาษาอีสาน) หม่องนั่นล่ะ ทำตรงนั้นแหละกรรมฐาน ข้ออ้างอิงในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ว่าตำแหน่งที่จะปฏิบัตินั้น เริ่มตั้งแต่ข้อ 77 มีข้อความที่ว่า “เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้” คือไม่มีกรรมฐานที่จะปฏิบัติ ก็คือ *เวทนา เว้นผัสสะเสียแล้วไม่มีเวทนาจะปฏิบัติไม่ได้ ผัสสะ*เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ เมื่อไม่มีเวทนาเป็นปัจจัย การปฏิบัติก็ไม่มีฐานที่จะปฏิบัติก็ไม่มีกรรมฐาน ส่วนภาวนาคือ การเกิดผล แล้วเพี้ยนไปเป็นคำว่าภาวนาคือการนั่งท่องบ่น เพี้ยนไปไกลมาก หรือภาวนาคือการปฏิบัตินั้นไม่ใช่เลย *ภาวนาคือ การเกิดผล ภาวนาก็คือภพ เป็นภพของวิภพ เป็นผลของการปฏิบัติแล้ว ภาวนาไม่ได้แปลว่าผลของการท่องบ่น และไม่ได้แปลว่าการปฏิบัติที่เขาบอกว่าไปภาวนา คือไปนั่งสมาธินั้นไม่ใช่ *ภาวนาคือผลของการปฏิบัติ (สัมมัปปธาน4)* ในภาวะของสัมมัปปทาน 4 1. สังวรปธาน (เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น) 2. ปหานปธาน (เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว) . 3. ภาวนาปธาน (เพียรสรรสร้างให้กุศลเกิดขึ้น) 4. อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เสื่อมลง) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 14) คุณจะเรียนรู้กรรมฐานก็ต้องรู้ให้ถูก แล้วทำให้เกิดผล ก็คือภาวนา การจะทำให้เกิดผล ต้องมีวิปัสสนาญาณ ซึ่งเป็น วิชชา ตัวแรกในวิชชา8 คำว่า ปัสสะคือ การเห็น ต้องเห็น ความจริงตามความเป็นจริง คำแปลคำว่า *ปัญญา* ว่าเห็นความจริงตามความเป็นจริง แปลได้ถูก แต่คนเข้าใจทั้งภาษาและคำแปลนั้นไปเข้าใจผิด ความจริงตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่แค่ตรรกะ ตรรกะไม่ใช่ความจริงตามความเป็นจริง ตรรกะคือการขบคิด เหตุและผล แล้วไปเข้าใจผลลัพธ์ของการขบคิดว่าคือปัญญา 1+1 ได้เท่าไหร่หนอ 1+1=2 นั้นไม่ใช่ *อาตมาตากระทบแก้วมังกร แก้วมังกรเป็นเช่นนี้เองก็คือ*ปัญญา* รู้ความจริงตามความเป็นจริง ก็คือข้างนอก และการเห็น *เวทนา**ว่า คืออาการอารมณ์เช่นนี้ นั่นคือปัญญา ปัญญาไม่ใช่การเกิดผุดขึ้นมาจากการนั่งสมาธิสงบนิ่ง แล้วจะพูดว่าปัญญาจะเกิดขึ้นมาเอง ไม่รู้ใครสอนมาอย่างผิดๆ จากของพระพุทธเจ้า แล้วบอกว่าปัญญาคือต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาต้องเกิดหลังสมาธิ แล้วสมาธิจะต้องหลับตา แล้วปัญญาจะเกิดเอง ไ อ้ที่เกิดเองนั้นขอยืนยันว่าคือสัญญาทั้งสิ้นไม่ใช่ปัญญา คนนั่งหลับตาแล้วเกิดอะไรขึ้นมา ตัวใด นั่นคือสัญญาทั้งสิ้น การหลับตาไม่ได้เห็นผัสสะอะไร การเกิดเอง นั่นคือสัญญาของคุณ ความจำขึ้นมาให้คุณรู้เห็นทั้งนั้น เป็นสัญญาความจำ ถ้าคุณไม่มีสัญญานั้นไม่มีอะไรเกิดหรอก ถ้าคุณไม่เคยบรรลุธรรมแล้วสั่งสมในสัญญาไว้ คุณมานั่งให้ตายทั้งชาติสัญญาที่จะเป็นตัวบรรลุเป็นปัญญาที่จะบรรลุธรรมได้นั้นไม่มีเกิด เพราะคุณไม่มีอยู่ในสัญญา แต่ถ้าคุณบรรลุแล้วนั่งหลับตาอย่างพระพุทธเจ้าไปนั่งหลับตาใต้ต้นโพธิ์ตอนระลึกถึงของเก่าสัญญาท่านที่มีปัญญาบรรลุแล้ว เป็นสัมมาสัมโพธิญาณท่านก็ระลึกได้เป็นพระพุทธเจ้าก่อน #หลับตาสมาธิไม่มีทางเกิดปัญญา มีแต่สัญญา# ที่พระพุทธเจ้าไปนั่งหลับตาปฏิบัติหรือทำทุกรกิริยา 6

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน