590822_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก อรหันต์คือผู้หมดหวังแน่.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข6 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

590822_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก อรหันต์คือผู้หมดหวังแน่

อ.กฤษฎาว่า...วันนี้ผมได้มีโอกาสได้มาดำเนินรายการตรงกับวันที่ 22 สิงหาคม พศ. 2559 แรม 4 ค่ำเดือน 9 ที่ บวรปฐมอโศก แล้ว ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาพ่อครู ได้เทศนาต่อเนื่องในเรื่องของกาย เรื่องของทาน และเราได้เห็นสังคมอีกด้านหนึ่ง ที่เขาใช้ให้คนไปหาสวรรค์ เตรียมชีวิตอย่างไรให้ไปสวรรค์ แต่คนที่สอนให้ไปสวรรค์นี้ก็ไม่กล้าไปที่ DSI. พ่อครูจะไม่ใช้คำว่าสวรรค์ในความหมายของคนทั่วไป เพราะทั่วไป จะคิดถึงสวรรค์ตอนหลังตายแล้ว ซึ่งขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้า และในเรื่องของฝันและนิมิต มีทั้งเรื่องของการสร้างภพชาติ ภาษาทั่วไปได้ ก็ฝันหวาน นอนก็อยากจะให้รู้สึกฝันดี ฝันให้มีความสุข และไม่ค่อยอยากจะตื่น เพราะฝันค้าง ก่อนหน้านี้พ่อครูได้เทศนาถึงการตื่นรู้ ก็มาพิจารณาตัวเองว่า เวลาจะตื่นก็ไม่ค่อยอยากจะตื่น วันนี้มีลูกชายมาด้วย กว่าจะลุกขึ้นได้ก็นาน เราก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก อยากจะได้ปัญญาจากพ่อครูว่า ทำอย่างไรจะรู้สติได้ให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ไปติดภพ หรือหลงสวรรค์ 6 ชั้น พ่อครูอธิบายว่า ทั้ง 6 ภพนี้เกิดในปัจจุบัน มีร่างกายได้ ไม่ได้หมายถึงเกิดได้ตอนชาติหน้า อย่างธรรมกายสอน อยากให้พ่อครูอธิบาย 6 ภพนี้ ที่เขาถูกหลอกให้ติดยึด แท้จริงคืออย่างไร? ชีวิตผมเคยนั่งสมาธิ ผมก็เห็นคนที่สอนผม ก็นั่งโงกเช่นกัน ผมก็โงก ก็เลยกลายเป็น ไปนั่งหลับ แล้วก็บอกว่าคือ การปฏิบัติธรรม เราจะต้องไปนั่งที่วัดด้วย ก็เลยมีความย้อนแย้งในสิ่งที่เรารู้มากขึ้น คิดว่าเราจะต้องเลือกเส้นทางที่ถูกต้องจากสัตบุรุษ พ่อครูว่า... อาตมาฟังแล้วก็สามารถตอบเป็นอันเดียวได้ เพราะความจริงมีอันเดียว ส่วนความหลงเหล่านั้น มีความแตกต่างกันไปมากมาย ที่ไม่ใช่สัจจะ สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก พ

อ่านต่อ

ระพุทธเจ้าตรัสยืนยันใน จูฬวิยูหสูตร ก่อนอื่นเอาคำว่าภพก่อนก็ได้ ผู้ที่เข้าใจคำว่าภพได้ ก็ต้องเข้าใจคำว่าจิต ความเป็นภพชาตินั้น หมายถึงอาการของจิต ไม่ได้หมายถึงภพชาติ ที่ตายไปจากร่างนี้ เปิดในภพคนตาย เป็นภพนรก จนภพสวรรค์ อันนี้เป็นแนวคิดนอกรีตของศาสนาพุทธ ที่มีมากเป็นแนวคิดของเทวนิยม เป็นตัวเป็นตนเป็นรูปเป็นร่าง ไปไปมามา แม้เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธ คนที่มิจฉาทิฏฐิจากศาสนาพุทธ จากคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็กลายเป็นคนเห็นอย่างที่อธิบายไป ไปเห็นว่า ภพก็คือแดนหนึ่งที่ตายไปแล้ว คนจะไปอยู่ที่แดนนั้น เป็นแดนสวรรค์ เป็นแดนนรก เป็นแดนของพระพรหม เป็นความเห็นที่เลยเถิดไปไกลจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อ 49 ทานสูตร ยืนยันชัดเจน เป็นขั้นตอน ว่าผู้ใดจะทำดีคือ การทำทาน การทำทานนั้น มันดีทั้งนั้นในภายนอก แต่ภายในอีกเรื่องหนึ่ง คนที่ทานคือ การให้ ภายนอกก็มีวัตถุข้าวของ หรือแรงงาน ความรู้บรรยาย เพื่อจะให้ได้ เอาความรู้ของคนนั้น คนนี้ ไปยัดใส่สมองคนอื่นไม่ได้ แต่สื่อแสดงด้วยสัมผัสรู้ แล้วคนนั้นทำความเข้าใจเอา ก็ได้ความรู้นั้นไป ผู้ที่เข้าใจในเรื่องของจิตเจตสิกรูปนิพพานไม่ได้ อ่านอาการของจิต จิตจะรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาตมาอธิบายมา 46 ปีก็คือ อุเทศ การสาธยายยกหัวข้อธรรมะพระพุทธเจ้า มาให้คนเข้าใจ คนเข้าใจก็ไปอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ในจิตตนเองได้ จิตถูกรู้ได้ด้วยญาณ ปัญญา ธาตุรู้ของเรา จะอ่าน ภพชาติ ก็ ต้องอ่านในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ ใจในใจ เป็นอันนี้เรียกว่าชาติ เป็นลักษณะ สัตว์นรก เทวดา มนุษย์ เป็นต้น ก็คือใจนี่แหละ มันมีอาการนั้นๆ ภพชาติของพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงร่างกายตายแล้ว จะต้องตกไปใน ภพนรก ภพสวรรค์ ภพมนุษย์ (คนเข้าใจว่ามนุษย์คือ คนเท่านั้น แต่ที่จริงมนุษย์คือ จิตใจสูงที่จะพัฒนาเป็นเทวดา เป็นพระพรหม ก็คือจิตใจมนุษย์ทั้งนั้น) เมื่อกำหนดผิดเข้าใจผิด แค่คำว่าภพนั้นไม่ใช่อาศัยกาละเวลา ผ่านร่างกายนี้ ไปจะบอกว่ากายแตกตายไป ก็เป็นภาษา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส แต่คนที่จะไปรอกายแตกตายนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนที่กายแตกตายจะไปเช่นนั้นก็เป็นจริง แต่ที่สำคัญคือ พระพุทธเจ้าไม่เคยคิดนึกถึงการตายแล้ว จะไปเช่นนั้นไม่ต้องคิดเลย การตายไปแล้ว จะไปสวรรค์หรือนรก หรือสร้างความหวัง ก็เข้าสู่ทานสูตร คนคิดว่า ถ้าตายไปจะได้อะไรเป็นอะไรก็คือ จิตหวัง ทำทานเพราะ สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) ในปัจจุบันนั้นเลย ถ้าทำทานแล้วจิตตนทำเช่นนี้ก็คือ หวังจะได้อย่างนั้นอย่างนี้เลย เมื่อเริ่มมีอาการจิตเป็นอย่างนั้น คือการมีภพ ทีนี้ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น อาตมาก็พูดเรื่องภพ 6 เทวดา 6 ชั้น คนเราทุกคนนั้นนึกว่า 6 ภพนี้ เป็นภพที่ทุกคนตั้งใจว่า จะต้องไปอยู่ไปได้ไปเป็น อยากให้ได้อาการนี้เดี๋ยวนี้ แต่ไม่อ่านอาการเดี๋ยวนี้กัน ถ้าอ่านอาการเดี๋ยวนี้ แล้วเป็นภพ เช่น เป็นอาการดาวดึงส์ เป็นแดนสุขใจ เป็นแดนสุขาวดี ถ้าจิตเราเกิดอารมณ์สุขใจในปัจจุบัน ก็เป็นภพดาวดึงส์ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า ไม่ให้เกิดภพมีภพ จะแสนสุขอย่างไร อาตมาก็ขยายความไว้ ว่า ภพ จาตุมหาราช คือ ภพนรกเลวร้าย แต่ไปหลงว่าเป็นเทวดา มันไม่ใช่เทวดา แต่คือผี คือมาร เดรัจฉาน แต่เขาเข้าใจว่า จาตุมหาราช เป็นเทวดาคือ จิตเจริญ ที่ว่าเจริญคือ มีอำนาจเบียดเบียนคนอื่นได้ แย่งได้ข่มเอามาได้ เขาทานนี่ให้นะ แต่ทานโดยไม่ต้องมีหวัง ทานโดยไม่ต้องมีการ ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) โดยเฉพาะไปสั่งสม สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) เป็นคลังเป็นเซฟสะสมก็ยิ่งเป็นเรื่องราวสะสมภพชาติหนาแน่น คิดว่าตายไปแล้วจะได้เสวยอีก นั่นคือเต็มรูปเลย คืออันที่สี่เป็นภพเต็มบ้องเลย อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) การหวังในผลทาน ในผลดี เป็นผลของทานที่ได้ ให้เหมือนเราเอาอะไรให้เขาแล้ว ก็จะได้อะไรกลับมา คิดแล้วก็เป็นภพแล้ว ภพอันนี้เป็นแดนเกิด เป็นสิ่งที่เป็น ที่มี แต่คนเราไม่ได้คิดแค่นี้นะ ถ้าคิดว่าตายไปแล้ว ได้ภพชาติอะไร ก็ไม่แล้ว ก็ลดลงมา แม้จะสั่งสมเป็นการรวมใส่คลังไว้ เราก็ไม่แล้ว เลิกมา จนจิตผูกพัน การให้ทานนั้นดีแน่นอน แต่จิตมันเกิดภพ เกิดชาติ พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้มีอันนี้ หรือแม้แต่จิตที่ผูกพันจิตที่มีกระแส มีอาการอะไรออกมานิดนึงก็ตาม ว่าจะต้องมี มีภพมีชาติ อะไรนิดหนึ่ง เป็นความหวัง ความคิดความหวัง นี่คือจะมีสิทธิ์ที่จะได้ จะได้อะไรก็แล้วแต่ แต่มีสิ่งที่จะได้ ก็มีสภาวะที่จะได้เรียกว่าภพ พระพุทธเจ้าให้หยุด แม้แต่จิตที่จะหวังก็ไม่ให้มีเลย ถ้าล้างทั้ง 4 อย่างนี้ได้ไม่ต้องให้เกิดได้ 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) คือไม่มีสี่อย่างนี้เลย อย่างที่ธัมมชโยนี้ เอามาหลอกชาวบ้านชาวเมือง จนศาสนาเละเทะไปหมด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าถ้าผู้ใด เลิกทั้ง 4 อย่าง นี้ เข้าใจว่าทำทานเป็นสิ่งดีงาม แล้วไม่ต้องมีภพสี่อย่างนี้ จิตจึงเป็นดาวดึงส์ (ดาวดึงส์ = ให้ทานเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งดี) จิตเป็นกุศล ในลักษณะที่หยุดได้เลิกได้ ต้องอ่านอาการจิต คือกำหนดนิมิต เครื่องหมายว่า เป็นจิตที่ตั้งให้มีหวัง หรือผูกพันให้เป็น ถ้าเราอ่านจิตเช่นนั้นออก แล้วทำจิตเช่นนั้นได้ คือผู้ฝึกไม่ตั้งภพ ตั้งแต่จตุมหาราช ถ้าตั้งจิตหวังอย่างนั้นคือ เป็นผีมาร เดรัจฉาน ยักษ์ แต่เขาก็เรียกว่าเป็นเทวดา ทั้งที่อาตมาย้ำว่าเป็นมาร ถ้าตั้งจิตเช่นนี้แล้ว ไปมีจิตยินดี ภพตัวผีนี้ คุณไม่ได้ล้างจาตุมหาราชเลย เช่นคุณไปตั้งภพ แล้วก็ไปทำ ถ้าทำทานนี้ ของดี ก็ดี แต่ถ้าไม่ทำทาน จะได้ชัดขึ้น คุณไปทำพฤติกรรมที่ไม่ใช่ทาน กำลังไปแย่งเขามาได้ คุณต้องเกิดจิตดีใจ เป็นดาวดึงส์ ชนะได้แล้ว ทำชั่วเช่นนั้น คุณก็ยังหลงดีใจ เป็นดาวดึงส์ เสพสุขชื่นใจดีใจ คุณไปแย่งเขามานี่ชั่วแล้วนะ ไม่ใช่ดีนะ เอานะ แย่งนะ คุณก็ไปยินดีในชั่วอีกแล้ว ไปยกกำลังไหมละ แล้วภพชาติที่มิจฉาทิฏฐิ จะซ้อนทับหนาขึ้นไหม? ในทานสูตรนี้ท่านบอกว่า ไปให้ด้วยซ้ำ ไม่ได้ไปเอา ไม่ได้ไปแย่ง ไปให้นะ การให้นี้เป็นคำกิริยา การตั้งจิตนี้ภาษาบาลีเรียกว่า ปณิหิตตัง ถ้าตั้งจิตไว้ผิดมิจฉาปณิหิตัง จิตตัง คือไปมีอาการภพชาติตั้งลงไป ยิ่งคุณเข้าใจภพชาติ เป็นตัวตนรูปร่าง ตายไปแล้ว ก็เป็นแดนแห่งนรกสวรรค์ อันนี้ก็เลิกพูดกันเลย ผู้ตั้งจิตเช่นนี้ที่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุสาติ ดูกรโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ ที่เราแสดงแก่ใครเล่า ดูกรโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น เรากล่าวแล้วโดยปริยาย เป็นอเนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัย มิได้มี ดูกรโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เรา ด้วยขุดตนเสียด้วย จะประสพบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว … ฯลฯ แล้วคนเราก็เกิดมาอยากได้ภพของเทวดา 6 ชั้นนี้ทั้งหมด ไม่มีใครอยากได้นรก ถ้าไปยินดีอีกยิ่งจะตกนรกหกชั้นนี้ นรกคุณจะไปลึกอีกสักเท่าไหร่ คุณจะโง่หนักโง่หนาไปอีกเท่าไหร่ อ.กฤษฎาว่า...พ่อครูไม่เคยอธิบายหลักของการทำทานขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า การทำทานคือ การให้หลุดให้ขาดให้สละออกไป สมณะนักบวชนี้หลุดเหลือแค่ผ้าปิดกายแค่นี้ กับสภาวะความเป็นอยู่นี่คือ การตัดออกไป ไม่ต้องหวังกับสวรรค์ 6 ชั้นนี้ พ่อครูว่า.. .ตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท คนอวิชชาไม่รู้สังขาร แล้วก็เป็นวิญญาณ ถ้าเป็นวิญญาณตัวตนอีกก็แย่ อวิชชามีสังขารเป็นปัจจัย ท่านก็ให้เรียนรู้สังขาร ลดสังขารที่เป็นบาป ก็ลดอวิชชา แต่คุณไม่ได้เรียนรู้ ก็เลยมีอวิชชา มีสังขารต่อ พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนรู้นามรูป เป็นธรรมะสอง ใช้ปัญญาเรียนรู้ การปรุงแต่งรู้วิญญาณรู้สังขาร อวิชชาจะลด แต่นี่ไม่ศึกษานามรูป ไม่เข้าใจนามรูป การจะศึกษานามรูป เป็นธรรมะสอง คืออาการที่เกิด อาการที่เกิด พระพุทธเจ้าท่านสอนให้อ่านอาการปัจจุบัน คือจะต้องเห็นภพชาติในปัจจุบัน ถ้าท่านก็บอกว่าภพคืออะไร ภพมีสามอย่าง คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ อย่างในกาม เขาก็บอกว่ากามคุณทั้งที่มันคือ กามโทษเป็นอาทีนวะ เป็นโทษไม่ใช่คุณ แต่ไปหลงสวรรค์ เป็นสัคคะทั้งที่มันคือ อาทีนวะ ในอนุปุพพิกถา ทาน ศีล สัคคะ อาทีนวะ เนกขัมมะ 5 อย่างนี้ จะทาน หรือรักษาศีล เพื่อจะเลิกภพชาติ ศีลก็เพื่อเลิกภพชาติ แต่คนไม่รู้ทำทานก็ติดสวรรค์ ทั้งที่จะต้องเลิกสวรรค์ แต่ไม่รู้ ก็สอนกัน ไม่รู้สัจจะ ทานก็สร้างภพ ศีลก็สร้างภพ ก็เลยมีสัคคะ(สวรรค์) ก็เลยมีอาทีนวะเป็นโทษ มันคือกามโทษ ไม่ใช่กามคุณ แต่คนไม่ฟังหรอก ไปเรียกกามคุณแล้วเสพติด คนทั้งหลายเลยหลงกัน ในสี่อันนี้ ทาน ศีล สัคคะ อาทีนวะ ก็ไม่มีวันเนกขัมมะได้ ต้องสอนให้เนกขัมมะเป็น จะทำเป็นได้ต้องเรียนจากสัตบุรุษ อธิบายฟังให้เข้าใจว่า อาการจิตที่เป็นภพชาตินี้ ท่านเรียกว่าเวทนา เป็นอาการ เป็นความรู้สึก เป็นอารมณ์ ต้องแยกธรรมะสองให้ได้ ภพ ก็คือ เกิดตั้งลง ชาติ คือ อาการเกิด เมื่อคุณไม่รู้นามรูป ก็ไปมีอายตนะ มีการต่อเนื่องจาก ธรรมะ 2 แต่ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะ 2 เมื่อมีสัมผัสเมื่อใด ก็เป็นธรรมะสอง คุณก็ยังไม่รู้ นามรูปต้องมีสะพานเชื่อมต่อ คืออายตนะก็ไม่รู้ เมื่อมีผัสสะ จะรู้อายตนะได้ ก็ไม่ได้เรียนจากผัสสะอีก ผัสสะนี่แหละ เมื่อผัสสะเกิดคือนาม พระพุทธเจ้าตรัสว่า นาม มี 5 อย่าง คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ผัสสะ จัดในนามนะ ผัสสะไม่ใช่แค่ตากระทบรูป แต่มีผัสสะเป็นนาม เกิดด้วย ต้องจัดการนาม 5 นี้ให้ได้ถูก ต้องรู้มนสิการ ผัสสะ เมื่อไม่รู้ ก็ไม่มีวันรู้เจตนา มโนสัญเจตนา จะมี ตัณหา 3 ถ้าอวิชชา จะเกิดตัณหา ในอาหารสูตร เมื่อไม่เข้าใจเวทนา ไม่รู้ตัณหา ไม่รู้ภพชาติ เลยขีดจะรู้แล้ว ถ้าผู้ใดเข้าใจ อาการที่ปรุงแต่งเป็นวิญญาณ ผี สัตว์นรก เทวดา เกิดจากผัสสะปัจจุบัน มีอายตนะ ผัสสะ แล้วเกิดเวทนา(เวทนาคือสังขาร) มันปรุงแต่ง แต่คุณไม่รู้ว่าปรุง เป็นผี เป็นเทวดา ถ้าเอาแต่แย่งให้ได้ก็เป็นจาตุมหาราช มีตัณหา ในปัจจุบันเรียกว่า กามภพ กามาวจร (ภพมี กามภพ รูปภพ อรูปภพ) เบื้องต้นต้องเรียนกามภพ มี โอฬาริกอัตตา หยาบๆ มีผีมารใหญ่ นี่ ต้องจัดการมันก่อน ต้องจัดการโอฬาริกอัตตา ให้ไม่มีผีมารสัตว์นรกก่อน จะเหลือรูปภพ เป็นภพต่อไป ต้องรู้ภพที่ 1 ก่อนจึงรู้ภพที่ 2 นี้ ในขณะคุณไม่ได้กำจัดอาการ ยักษ์ผีมารในกามภพ จะไปหยั่งรู้ตัวละเอียดได้อย่างไร ผีตัวใหญ่ก็ยังยินดีกับมันอยู่ จะสามารถไปรู้ผีตัวเล็กละเอียดกว่านั้นได้อย่างไร ไม่เป็นเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายเลย ต้องรู้ตัวหยาบก่อน ถึงมีญาณ มีวิชชา ไปอ่านรูปภพได้ จะบังอาจไปอ่านรูปภพ อรูปภพ แต่ไม่ได้ศึกษาผ่านกามภพก่อน เป็นไปไม่ได้ การไปนั่งหลับตานั้น ลัดตัดไป ไม่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ตามพระพุทธเจ้าสอน ต้องมา เรียนรู้กามในปัจจุบัน สัมผัสแล้วเกิดอาการ หวัง ผูกพัน สั่งสม ข้ามชาติเลย เราต้องเลิกหยาบก่อน คือตัดภพชาติ ข้ามชาติ จากนั้นก็มาเลิกสั่งสมใส่คลัง ไม่ยอมเลิกนี้ก่อน รู้ตัวแล้วเลิก แต่ก็มีจิตอาลัยผูกพันก็รู้อาการที่เกิด ต้องลดอีก ลดได้จิตจะแวบมีภพชาติหวัง การหวังนี่เป็นภพแล้ว ต้องทำ หยาบ กลาง ละเอียด ไปถึงหวัง ถ้าทำหวังหมด ก็เป็นพรหมเลย ทำอะไรก็ดี สาธุ ทำทานนี่ดีสุดแล้ว คนเราดีสุดก็คือ การให้ คือการทำทาน มี ศีลเพื่อล้างตัวกูของกู ปฏิบัติตนไปสู่การให้ การให้นี่เป็นเรื่องที่สุดในมนุษย์ อรหันต์ คือนักทาน นักให้ ไม่ใช่นักเอา เป็นผู้ให้ตลอดกาลนาน มีชีวิตเพื่อการให้ เป็น ทานบดี

อรหันต์คือ ทานบดี คำว่า บดี คือผู้ที่เป็นเจ้า เป็นยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าของ เป็นทานบดี คำสอนที่อธิบายนี้ เป็นโลกุตระ พระพุทธเจ้าให้ล้างภพ ไปเป็นลำดับ แต่เมื่อไม่เรียนไปตามลำดับ คืออาการเห็นปัจจุบันหลัดๆ ไม่เรียน แต่จะเข้าไปเรียนภพชาติที่ตายไป แล้วเมื่อไหร่จะรู้นรกสวรรค์ของจริง การไปแย่งเอาคือ จตุมหาราช ได้โดยอำนาจ แล้วดีใจ ทับถม ซับซ้อน ให้ได้ยาวนาน ยามา อีก คุณก็เอาต่อไปให้ยาวนาน ทั้งที่นรกทั้งนั้น ดาวดึงส์ คือ สุขขัลลิกะสุขหลอก ไม่มีจริง จิตใจของอรหันต์ ไม่มีภพชาติ สัมผัสเมื่อไหร่ ก็เป็นอุเบกขา รู้ความจริงตามความเป็นจริง เช่นมะระนี้ ถ้าบอกว่ามันน่าทาน มีสภาพเช่นนี้ คงกินดี ไม่ใช่บอกว่ามีรสมีรูปเช่นนี้ จะกินดี ชอบใจ แต่ถ้าลูกเล็กแข็ง ก็คงกินยากกว่านี้นะ ก็แค่เปรียบว่าอันนี้น่าจะสบายกว่า คือต้องแยกอาการสวรรค์ อัสสาทะ เป็นจิตยินดี ชอบใจ พอใจ เป็นปีติ ปีติ หรือ ที่ท่านเรียกว่า เปรต มีศัพท์ว่า ปิติวิสัย คือจิตผู้มี วิสัย (ติดยึดยิ่งกว่า นิสัย อาศัย) อรหันต์มี อาศัย (อาสยะ คือตัวเรา) แต่ผู้ใดไม่ติดสิ่งที่เป็นนี้ รู้เลย ว่า อาคามี (คามะ แปลว่าบ้าน ชาวโลกชาวบ้าน) อาคามีแปลว่ าผู้กลับมาเป็นคนโลกๆ ชาวบ้าน ปุถุชน (อยังโลโก) ด้วยความไม่รู้ ไม่หมดภพชาติ ในทานสูตร ผู้ที่ไม่รู้จักภพ สร้างภพ แม้จะเข้าใจความเป็นภพ และลดภพบ้าง แต่ไม่ได้ลดอย่างเป็นขั้นตอน ลำดับว่า เลิก จาตุมหาราช ไม่ตั้งภพ 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) แต่คุณเองยังเสพรสดาวดึงส์ ก็เริ่มมีนิดนึงแล้ว แต่ถ้าคุณไม่รู้ ก็เอาความมีไปต่อก็เป็นยามายาวนาน ดุสิต แปลว่าหยุดพัก เย็น มันร้อนมาแล้ว ก็มาสู่ที่เย็น เป็นตัวพักโดยธรรมชาติ แต่คุณชอบใจแล้ว ก็เลยอยากให้ ยามา ยาวนาน พระอาทิตย์นี้ อย่าให้ตกเลย ให้ฝันหวานยาวนาน แต่มันต้องหยุด ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่เลิกลา คือดุสิตพัก แต่ใจคุณไม่อยากให้หยุดหรอก ก็เลยเผินไม่รู้จักพัก ถ้ารู้จักพักรู้จักหยุด ก็จะมีสันโดษ แต่ดุสิต คือแดนพัก อาฬารดาบส ไม่มีญาณรู้ว่า จะดับอย่างไร จิตก็ต้องเกิดแวบ แต่โง่ ไม่รู้จิตแวบ เป็นภพต่อตรงนั้น ไม่มีปัญญารู้ตัวเกิด ตัวพัก ตัวหยุด ตัวแวบ นี่เกิดอยู่ แต่เขาไม่รู้ จิตไม่รับรู้อะไร แม้จะแวบมารู้ แต่อาฬารดาบสไม่รู้ได้ อุทกดาบส เก่งกว่า คือ รู้แวบได้ แต่ก็รู้ ก็ไม่เอา ก็ดับต่อ ก็คือฤาษีนั่งหลับตา มีกันอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่นิโรธแบบพระพุทธเจ้า ที่เป็นนิโรธแบบลืมตา ที่กิเลสดับสนิท ที่รู้ว่าอาการอกุศลจิตเกิดอย่างไร มันมีมาก หรือจางเบาอย่างไร ก็ทำให้มันตายโดยสนิท พระพุทธเจ้าสอนว่า ภพต้องมีผัสสะ ปัจจุบัน หากไม่มีปัจจุบัน จะไม่รู้ภพ ภพที่ค้างเลยจากปัจจุบัน เป็นภพแล้ว เป็นภพที่คุณเรียนไม่ได้ จิตของคุณอันแรก ทานแล้วจิตคุณหวัง ก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง จิตเป็นสัตว์ มีอาการหวัง พอคุณหวังปั๊ป ก็เกิดแล้ว ผ่านปัจจุบันไปแล้ว ไม่ทัน? คุณต้องเรียนอาการหวัง มันทำหวัง ทำการหวัง ก็ต้องจัดการมันตรงนั้นเลย ถ้าคุณยังผัสสะอยู่ ก็ยังพออ่านอาการทุกปัจจุบัน คุณยังไม่วางตา ไม่วางหู ก็ยังได้สัมผัส ก็มีสิทธิ์อ่าน แต่อันใดผ่านปัจจุบันไปแล้ว ก็เป็นอดีต เป็นภพแล้ว อาการหวัง มัน เกิดไปแล้ว ก็เป็นภพ ของคุณแล้ว คุณทำอาการของมโนกรรมของคุณไปแล้ว มันต้องเอาปัจจุบันเป็นหลักเอง ทำปัจจุบัน ถ้าทำปัจจุบันเสร็จจบ ไม่มีอาการหวังเลย ไม่มีความผูกพัน เป็นเรา เป็นของเราเลย ในขณะที่คุณทำได้จนกระทั่งขาดจริง ทุกปัจจุบันที่สัมผัสอยู่ คุณสัมผัสจิตก็เป็นอรหันต์ อ.กฤษฎาว่า...ที่ผ่านไปคือ มันเจอผัสสะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ เราไม่เจอมันอีกเลย ดังนั้นเป็นสภาพอรหันต์ใช่ไหม พ่อครูว่า... ใช่มันไม่เกิดภพชาตินี้อีก มันไม่เกิดอาการนี้ในจิตอีก ต้องไม่ให้มีสภาพนั้นในภพปัจจุบัน ต้องมาเรียนรู้อาการนี้ ไม่ให้มีตัวตน เมื่อคุณสุขได้จริง มีอาการแข็งแรง เป็นจิตที่รู้ความจริง เคยพูดโศลกว่า มีเจตนาแต่อย่าอยาก เป็นภาษาที่หยาบกว่าหวัง ถ้ามโนสัญเจตนา มีความมุ่งหมายรู้ว่าจิตใจนี้ จะไปทำอะไร แต่คุณอย่าไปอยาก อย่าไปหวัง อ.กฤษฎาว่า...แรกพบคือ แรกเจอแผงล็อตเตอรี่ เรามีผัสสะปัจจุบัน ถ้าเรารู้สึกว่ายังอยาก พ่อครูว่า... คนที่ยังติด ล็อตเตอรี่ หวังว่าจะได้ถูกรางวัล ยังมีจิตเป็นภพว่า ล็อตเตอรี่เป็นสินค้า ที่ซื้อแล้ว เรามีหวัง เป็นวัตถุที่อธิบายได้ชัด พอเห็นคนขายลอตเตอรี่มา พร้อมสัมผัสแล้ว อาการหวังมันก็เกิดเลย ก็บอกว่าเสี่ยงหน่อย แต่คนที่ไม่ติดภพนี้เลย บอกว่าลอตเตอรี่คือ สลากกินเรียบ ใครไปซื้อเข้าก็ถูกกินเรียบทั้งนั้น แล้วคุณก็ไม่ติดเลยในลอตเตอรี่นี้ คุณสัมผัสลอตเตอรี่เมื่อไหร่ อาการหวังนิดหนึ่งคุณก็ไม่เกิด ให้ฟรียังไม่เอาเลย ไม่มีภพเลย ไม่มีแวบเลย อย่าไปเอาเลยลอตเตอรี่ได้ถูกรางวัลมาก็เป็นหนี้ คุณไม่ได้ลงมือสร้าง ไม่ได้ก่ออะไรเลย ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถอะไรเลย สร้างแต่ความเพ้อความหวัง อ.กฤษฎาว่า...ผมมองว่า ถ้าเห็นคนขายลอตเตอรี่มา ใจเราก็เกิดอาการนั้น แต่ยังไม่ซื้อ อันนี้คือหวัง แต่ถ้าลงมือซื้อคือ ความอยากได้มาครอบครอง มันแรงแล้ว แต่ถ้าเราไม่เกิดอาการใจเลยก็คือ ขาดแล้ว พ่อครูว่า... ลอตเตอรี่นี้ เป็นการสร้างภพสร้างชาติจริงๆ จิตใจมันยังหลงมันผูกพัน อยากจะได้กลับคืนมาซื้อแล้ว ก็ยังหวังจะได้หรือไม่ได้ ก็ยังมีหวัง คนที่ลึกลึกแล้ว ซื้อลอตเตอรี่ ก็ซื้อไปอย่างนั้นแหละ แต่ลึกลึกใจของเขานั้น มีความหวัง ถ้าคุณไม่มีใจลึกๆหวังจะไปซื้อไปทำไม คุณกลบเกลื่อนข้างบนว่า ไม่หวัง ไม่อยากได้ ถ้าคุณไม่หวัง ไม่อยากได้ คนไม่ซื้อหรอก เขาจะเซ้าซี้ให้ซื้ออย่างไร ก็ไม่เอา เป็นการส่งเสริมการพนันอยู่ตลอดกาลและนาน สังคมใดถ้ายังเลิกลอตเตอรี่ไม่ได้ ก็เป็นสังคมที่มีอบายมุขอยู่ อ.กฤษฎาว่า...บางทีสงสารแล้วก็ช่วยเขาซื้อหน่อย แต่แท้จริงแล้วยังหวังว่า จะถูกอยู่ พ่อครูว่า... เป็นจริงได้ที่สงสารจึงช่วยเหลือเขา แต่ไม่มีปัญญารู้ว่า ช่วยเหลือเขา แต่กลับเป็นการสนับสนุนส่งเสริมอาชีพที่เป็นอบายมุข เราควรจะสอนเขา ให้ไปทำมาหากินอย่างอื่น ถ้าตาบอดไม่รู้จะทำมาหากินไปขายลอตเตอรี่ ก็เห็นใจ ความจริงแล้ว เราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปมีเป็นเรื่องของสังคมที่ไม่เจริญ ถ้าสังคมเจริญจริงๆแล้ว ไม่ต้องหาทางได้อย่างให้มนุษย์จะต้องหวังเช่นนี้ มนุษย์หวังแค่ล็อตเตอรี่นี้ จะยิ่งจมเป็นสังคมเสี่ยงทาย

มาเข้าสู่สัจจะปรมัตถ์ ภพ 3 ชาติ 5 คนที่ไม่รู้จิตที่มีความหวัง ตั้งภพไว้คนนั้น ต้องทำความเข้าใจ เมื่อทำความเข้าใจแล้ว ก็ต้องปฏิบัติเรียนรู้ในปัจจุบัน ให้มีผัสสะเป็นปัจจัยในปัจจุบัน เรียนรู้กามภพ แล้วสร้างความสามารถ กำจัดผลของความอยากได้นั้น แม้จะเหลือรอยไรของความหวัง ก็ฆ่าให้หมด ต้องล้างหวังให้หมด มันถึงจะหมดกามภพ แต่ในขณะที่คุณหมดอยาก หวังนี่คือรูปภพ อยากแรงๆ ก็ไม่แล้ว บางทีก็หวังไม่แรง คุณก็ไม่ซื้อ หรือบางทีคุณก็ว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ เงินไม่พอก็ มีเหตุปัจจัยไม่ให้บำเรอความหวัง เราจะอ่านอาการ อย่าให้มันมีความหวัง แม้มันจะเกิดความหวัง ก็ต้องอ่านอาการให้ชัดเจน และพยายามอย่าให้มีอาการอย่างนี้ให้ได้ ใครที่อ่านอาการความหวังนี้ได้ คนคนนี้มีสิทธิ์ที่จะเป็นพระอรหันต์ ถ้าคุณตัดภพไม่ให้มีความหวังทุกอย่าง มีแต่จิตเจตนาโดยไม่ต้องหวัง เช่น คุณทำให้เกิดมะระได้ 1 ลูก คุณก็รู้วิธีจะทำให้เกิดมะระลูกที่ 2 ได้ คุณเองก็หวังลูกที่ 2 แต่ถ้าลูกที่ 2 ไม่เกิดเสียที ก็คิดว่าทำไมมันถึงไม่เกิด ก็เอาปุ๋ยมาใส่ เอาปุ๋ยมาเร่ง คุณก็มาเร่งให้ทำมะระลูกที่ 2 ให้ คุณก็พยายามอีก อาการหวังนั่นแหละ ถ้าได้ลูกเดียว ก็ไม่ต้องอยากได้อีก ก็ไม่ต้องหวัง ถ้ารู้เหตุปัจจัย ก็เอาเมล็ดมะระมาปลูก ก็ไม่ต้องไปหวัง คุณไม่ต้องหวังก็ได้มะระ เพราะทำเหตุปัจจัยให้ครบ ถ้าต้นนี้ต้นที่ 1 มันมีพลังงานชีวะ มันก็จะเกิดต้นที่ 2 ต่อไป คุณก็ได้แต่บำรุง ให้มันมีการพัฒนาเจริญ เป็นมะระลูกที่ 2 ต่อไปเองโดยที่ไม่ต้องอยาก ให้ทำเหตุปัจจัยให้ครบ ผลมันก็ออกมาได้ โดยไม่ต้องอยาก ไม่ต้องหวังว่า จะได้ ถ้าเหตุมันถูกต้อง มันครบก็จะได้ พระอรหันต์เจ้าจึงทำงานโดยไม่มีความหวัง อ.กฤษฎาว่า...ถ้าทุกอย่างมันพร้อม มันก็จะเกิดเอง โดยไม่ต้องตั้งความหวัง ตั้งเมื่อไหร่มีภพเมื่อนั้น พ่อครูว่า... ถ้าอ่านอาการนี้ออก คุณมีสิทธิ์ที่จะเป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่มีเหตุ มันก็ไม่เกิด ถ้าคุณรู้จักเหตุ 1 คุณเอาเหตุอีก 1 มาใส่ก็เป็น 2 คุณไม่ต้องหวังว่า 2 นี้จะเกิด ถ้า 1 สองอันมารวมกันก็เกิด 2 จัดการเหตุให้บริบูรณ์ครบครัน มันก็ครบ ก็เกิด ถ้าไม่มีเหตุทุกอย่างก็ไม่เกิด นอกจากปัจจุบัน เป็นภพทั้งนั้น ผู้ใดสามารถฟังรู้ด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยตรรกะ แล้วคุณก็ไปปฏิบัติจริงๆ จับปฏิบัติจริงๆ ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ในปัจจุบัน ทุกอาการที่เกิด จึงจะเรียนรู้ในปัจจุบันได้ พอหลับตา ก็เป็นภพ เป็นชาติ เป็นเรื่องราวเพ้อฝันทั้งนั้นเลย คนไม่มีที่จะเรียนรู้ปัจจุบัน ถ้าพ้นปัจจุบัน มันไม่มีจริง แล้วเมื่อไหร่จะตัดภพ ล้างภพได้ เมื่อผ่านปัจจุบัน ก็หวังแล้ว เป็นภพแล้ว หวังนี่ผ่านปัจจุบัน เป็นภพไปแล้ว เมื่อผ่านปัจจุบันก็เป็นภพแล้ว เมื่อคุณเข้าใจตรงนี้ ก็จะทำแต่ในปัจจุบัน ถูกปัจจุบันที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุปัจจัยนั้นรู้ว่าเมล็ดของมะระ นี่เป็นเหตุ ถ้าเอาเมล็ดของมะระ ไปให้เป็นเหตุปัจจัย เอาไปเพาะกับวุ้นกับพาหะ แล้วมันจะเกิดตามที่มีความรู้ ก็เกิดมะระขึ้นจริงๆ เพราะเราทำเหตุ แล้วมันจะต้องใช้น้ำใช้อากาศเท่าไหร่ ที่เพียงพอ อากาศที่ร้อนเกินไป ก็ไม่เกิด น้ำไม่พอมีแต่อากาศ ก็ไม่เกิด ก็ทำเหตุให้ถูกต้องถึงเกิด ไม่ต้องไปหวังว่าจะเกิด จะเสียพลังงานทำความหวังทำไม ทำเหตุปัจจุบันให้พร้อม ข้อสำคัญคือ เราไม่มีปัญญารู้เหตุในปัจจุบัน อาตมาเองไม่เก่ง ก็เลยไม่รู้พร้อมหมด อ.กฤษฎาว่า...อรหันต์จะไม่รู้สึกหวั่นไหวต่ออะไร แม้เสียงฟ้าผ่าก็ไม่หวั่นไหว ไม่ไหลตามภพที่เป็นสิ่งเร้าภายนอก พ่อครูว่า... ขอขยายความตรงนี้ อรหันต์พอฟ้าผ่าจะไม่สะดุ้ง …. จริงที่อรหันต์จะไม่แปลกใจ ไม่ตกใจที่ฟ้าผ่า แต่พระอรหันต์จะตกใจ เพราะว่าในขณะที่อรหันต์มีจิตจดจ่ออยู่กับอะไร แต่ฟ้าผ่าดังเปรี้ยงมากระแทก หน้ากระตุก แต่จิตกำลังเกาะแน่น ก็จะต้อง ขาดจากอันนั่นแหละ คือการขาดจากสติ ต้องมารับรู้อีก มันก็เลยเหมือนมีอาการสะดุ้ง ถ้าเหตุปัจจัยมันแรงเกิด มันเป็นสิ่งที่แรง จนกระเทือน ก็ต้องขาดจากอันเก่า ก็เกิดอาการสะดุ้งขึ้นมา จะเรียกว่าตกใจ ก็คืออาการมันไม่ราบรื่น ไม่ต่อเนื่องก็ขาด จะเรียกว่า พระอรหันต์ไม่สะดุ้งก็ไม่ใช่ เป็นอยู่ได้เหมือนกัน ถ้ามันมากเกินจริงๆ จนกระทั่งกระแทกกระเทือนมาก เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเดินทำสมาธิ เดินจงกรมอยู่ในโรงกระเดื่อง เมื่อฟ้าผ่า วัวตายไป 4 คนตายไป 2 ดังเปรี้ยงท่านก็ไม่ได้ยินเสียงนี้เลย นี่เป็นวิสัยที่เป็นพุทธวิสัย อย่างอาตมาฟ้าผ่าเปรี้ยงอาตมาก็ไม่ตกใจ แต่ถ้าอาตมาใช้จิตจดจ่อกับอะไร ฟ้าผ่าเปรี้ยงก็ตกใจได้เหมือนกัน อย่าพาซื่อเอาตัวจบอย่างพระพุทธเจ้าเลยไม่ได้ คนละฐานะ

มีปัญหาถามมา…

_ปะฝนฟ้า...การให้ทานนอกจากวัตถุทาน ยังหมายถึงการให้แรงกาย แรงใจ แรงสติปัญญาด้วยใช่ไหม อย่างพวกเราพยายามจะรวมกลุ่มผู้ปกครอง ของศิษย์เก่า เพื่อให้จิตวิญญาณเขาเจริญขึ้นมา แ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน