590327_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ อารามะ ๔ ที่ควรเลิก.docx
เนื้อหาในไฟล์
590327_วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและสมณะฟ้าไท บ้านราชฯ อารามะ 4 ที่ควรเลิกๆๆ
สมณะฟ้าไทว่า...พบกับรายการวิถีอาริยธรรมเวลา 9 ถึง 11 นาฬิกา วันนี้วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2559 ตอนนี้บรรยากาศที่ชุมชนราชธานีอโศก ทางอากาศและบรรยากาศตอนเย็นๆ จะร้อน ตอนเช้าจะหนาวเป็นสองฤดูกาลในวันเดียวกัน ที่บ้านราชฯ นี้ตอนแรกก็ว่าจะจัดงานตลาดอาริยะที่เฮือนสวนกัน ช่างก็ว่าจะทำเสร็จทันเวลา แต่ว่าในที่สุดก็ทำไม่ทันเวลา ก็เลยต้องย้ายสถานที่จัดไปที่อาคารแปรรูปและที่ในชุมชนแทน มีนักเรียนมาเข้าค่ายยอส. กัน 300กว่าคนมาช่วยเตรียมงานตลาดอาริยะ มาฟังลักษณะของอาริยบุคคลตามลำดับ อย่างละเอียดและง่ายที่สุดจากพ่อครู
สื่อธรรมะพ่อครู (อารามตา) ตอน อารามะ 4 ที่ควรเลิก พ่อครูว่า… ชุมชนฃาวอโศกพวกเราสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2527 เป็นปีต้นเลย ปีนี้ 2559 32 ปี พวกเราทำดำเนินมาจนเกิดเป็นชุมชน อยู่อย่างพี่น้อง เช้ามาก็ทำกับข้าวกับน้ำ กินเสร็จแล้วก็แบ่งกันไปทำงาน เป็นสัมมาอาชีวะ เป็นอาชีพที่ไม่ทำบาปทำอกุศลจริงๆ แล้วก็เป็นอาชีพที่ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่สูญเสียเปล่า เป็นอาชีพที่ต้องอาศัยใช้สอย เน้นที่อาหารการกิน นอกนั้นก็เป็นสิ่งประกอบชีวิตเป็นเครื่องใช้เครื่องสอยเป็นยาต่างๆ ก็ทำ เป็นสังคมที่มีการงานที่เป็นสัมมากัมมันตะ การงานที่ดีที่ควร เราก็เลิกละสิ่งที่น่ามี น่าเป็นน่าได้อย่างโลกๆ ได้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเราก็เลิกละมาเป็นลำดับ ที่เขาเคยเป็นกัน เช่น วันนี้เราเคยเห็นว่าแต่ก่อนนี้สวยสวยมากสัมผัสแล้วก็อยากได้ ได้มาแล้วก็ชื่นใจ แต่เดี๋ยวนี้สัมผัสแล้วก็เขาว่าสวยเราก็รู้ว่าสวย เราก็ใช้เฉยๆ อ่านอาการทางจิต อาตมาได้ภาษาครบเรียกว่า อารามตา เป็นอาการ มีทั้งอาการที่เป็นสิ่งไม่จริง ของเก๊ ส่วนอารมณ์จริงที่สัมผัสแล้วเร
อ่านต่อ
ารู้สึก ถ้าประสาทไม่เสีย ไม่ว่าเชื้อชาติไหนสัมผัสแล้วเกิดอาการเหมือนกันหมด ไม่ว่า แดงเขียว เหลือง ร้อนเย็น เหม็นหอม เหมือนกันหมด ส่วนอารามนี้ คือคนนี้อารามไม่ขึ้น สัมผัสเหมือนกันนี้ แต่อีกคนหนึ่งขึ้น เกิดผลักไม่ชอบ อีกคนเกิดรัก ชื่นชอบใจ อันเดียวกันแต่ไม่เหมือนกัน สีเดียวกัน กลิ่นเดียวกัน รสเดียวกัน เย็นร้อนอ่อนแข็งเดียวกัน แต่อารามไม่เหมือนกัน อารามตา พระพุทธเจ้ากำหนดให้ศึกษาดีๆ 4 อย่าง 1. กัมมารามตา 2. ภัสสารามตา 3. นิททารามตา 4. ปปัญจารามตา สี่อย่างนี้แหละที่มันเก๊ ถ้าเราไปเกิดอารามะ กับงานนี้ พระพุทธเจ้าว่าเกิดความเสื่อมแล้ว ภัสสารามตา คือคำพูด หากพูดแล้วเราก็อร่อยมันในการพูด อร่อยในการพูด แต่คนฟังนี้จะตายอยู่แล้ว อิ่มแล้วเต็มแล้ว แต่คนพูดนี้มันไปเรื่อย อาการที่เกิดรสเช่นนั้นเรียกว่าอารามะ คือของปลอม เฟ้อเกิน นิททารามตา คือการนอน อาตมาเคยมีชีวิตนอนแล้วอร่อย แต่ทุกวันนี้ ไม่ได้นอนด้วยอร่อย ถูกบังคับนอนด้วย ร่างกายควรพักแต่ใจไม่ค่อยพัก อาตมานั้นบางอย่างมันน่าทำ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรม ไม่ได้เสพอร่อยอะไร ไม่ได้มีรสชาติ ฝืนด้วยซ้ำ หากมันน่าจะพักแล้ว มีอาการหาวแล้ว ร่างมันฟ้องประท้วงแล้ว มันไม่ได้อยากจะนอน แล้วมันไม่ได้เกิดรสในการนอน จะเห็นชัดเจนว่ายาก คนที่ติดแล้วเขาจำได้ การงานก็ติดเป็นรสกัมมารามตา การพูดก็ติดเป็นรสภัสสารามตา การนอนก็ติดเป็นนิททารามตา สังคณิการามตา คือการหลงติดในหมู่กลุ่ม การละเล่นสันทนาการเป็นต้น แต่ปปัญจารามตา แปลว่าการทำให้เนิ่นช้า พยายามให้นาน เพราะมันเพลินมันอร่อย เป็นพิษมาก นี่เป็นการเนิ่นช้าเสียเวลา เสียแรงงาน เสียทุนรอน นี่เป็นอารามะ คืออารมณ์ที่เก๊ เป็นอารมณ์หลอก เป็นอารมณ์อุปาทาน เป็นอารมณ์ที่หลงสร้างมาเอง โดยเชื่อตามเขามาแล้วหลงยึดว่าเป็นจริงก็เลยติด ที่จริงมันไม่มีจริง ล้างได้ พวกเราได้ทำการพิสูจน์แล้ว จึงไม่ต้องมีอารามอันนี้ แต่ทีนี้พวกเรายังลึกซึ้งไม่พอ ทำงานแล้วยังมีอาราม ยังรู้สึกชื่นชอบ ยังมีรส อันนี้ซ้อนลึก จนกระทั่งบางทีควรพัก ร่างกายมันเกินแล้ว ไม่ไหวแล้วก็ไม่ยอมพัก พาเสื่อม ถ้าเราเลิกจากสิ่งที่เราเคยติดเคยหลงเสพแล้ว เราก็ได้เวลาทุนรอนแรงงานกลับคืนมา มาสร้างอันอื่นที่มีคุณค่า อย่างที่เขาหลงเขาก็ว่าไป เราหลุดพ้นแล้ว จิตดับสนิทในความเป็นรสชาติอันนั้น นี่คือนิโรธ ความดับสนิท และหลุดพ้น จิตไม่ได้ดับหรอก จิตรู้ จิตสูญในอาการนั้น แต่ หลุดพ้นคือไม่ต้องสัมผัส อาตมาพาพวกเราทำจนเกิดหมู่บ้านไม่มีอบาย มีศีล 5 อย่างต่ำ โสดาบันต้องไม่มีอบายมุขหนึ่ง สองมีศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่มีจิตที่อยากได้ของที่ไม่ใช่ของเรา รู้ว่าไม่ใช่ของเราก็เฉย ไม่ละลาบละล้วง ไม่ฆ่าสัตว์แม้จะฆ่ามากินเราก็ไม่ทำ เพราะจะรู้ว่า เราก็ชีวิต เขาก็ชีวิต ถ้าคนต่างก็เห็นคนที่ไม่ใช่ตัวเราเป็นอาหารแล้วจะอยู่กันได้ไหมนี่ คนนี้น่ากินนะ น่าทำเป็นอาหารอย่างนั้นอย่างนี้ จะเป็นอย่างไรนี่สังคมนี้ เราจะศึกษารู้ว่า วิบากกรรมมีจริงและมันจะผูกพันเป็นเวราณุเวรก่อกันและกันนับชาติไม่ถ้วน เพราะชีวะที่เป็นจิตนิยามมีรัก มีพยาบาทไม่จบ ถ้าอยากให้วิบากน้อยลงก็ต้องหยุด เราจะรู้ว่าพืชนี่ไม่มีเวทนา ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีวิบากมันมีแต่สามเส้าของตัวเอง ปรุงแต่งในตัวมันเอง จะบอกว่ามันแย่งใครก็ไม่แย่ง ในธาตุจิตนิยามไม่มีพยาบาท แต่พีชนิยามมีแต่ตัวกูของกู self แต่ไม่มี ish มันทำแต่ตัวมัน แต่ไม่ไปแย่งทำร้ายหรือดูดดึงใครมา โสดาบันมีกรอบของศีล 5 1. ชีวิตเขาอย่าไปเที่ยวได้ผูกพันสัมพันธ์หรือตอแย วิบากเขา เขาจะไปกระทบใครก็เรื่องของเขา อย่าไปทำร้ายเขา ถ้าเราจะกินก็กินแต่พืชก็พอ มีธาตุเลี้ยงร่างนี้ได้สมบูรณ์ เราพิสูจน์แล้ว กินมาจะ 50 สิบปีแล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย กินแต่พืชนี่แหละ 2. ของไม่ใช่ของเราเอามาเป็นของเราทำไม เป็นเวรกรรม จิตนิยามนี่ลึกๆก็ไม่ให้ใครง่ายๆ ถึงเขาให้มามันก็เป็นวิบาก เขาคือผู้ให้เราเป็นผู้รับอีก แม้เขาว่าเขาไม่เอาคืนหรอก แต่เราไปเอาของเขามาไหม ถ้าเราไม่เอาของใครมามันก็เต็มตัวเรา พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าพึ่งตนเอง ได้แล้วมีเหลือก็แจกจ่ายคนอื่น เด็ก คนแก่ คนป่วย คนพิการไร้สมรรถภาพ เขาสุดวิสัยเราช่วยได้ก็ช่วย พระพุทธเจ้าไม่ให้ไปเอาของใคร เผื่อคนอื่นให้คนอื่นได้ยิ่งดี 3. สัมผัสเสพรส รสเก๊พระพุทธเจ้าก็ว่าหัดเลิก ไม่ต้องเอาเต็ม ครึ่งหนึ่งลดได้ จะรู้ว่ามันไม่จริงหรอก อุปาทานว่ามันเป็นรสชาติไปเอง มันไม่มีหรอก ชาติไหนๆ ก็รสอย่างนี้ ตัวใครตัวมันสมมุติเอง 4. วาจานั้นไม่ต้องใช้ความไม่จริงไปหลอกเขาเลย เรียนรู้ให้ใช้แต่ ความจริง เราเลิกละมาได้ตามที่พระพุทธเจ้าสอน เราก็ไม่มีสิ่งหลอกลวงที่เขาว่า น่าได้น่ามีน่าเป็น ที่เขาว่าสุภะเราก็เลิกได้มาตั้งแต่ต้น ศีล 5 เป็นเกณฑ์ เลิกเมาตั้งแต่สุระคือเรื่องหยาบใหญ่ของเรา ของที่มันหนักเหนื่อย เลิกเสียเถิด ก็ของใครของมันจัดการเลิกเอา จนจิตเราไม่ต้องไปสุขทุกข์กัน มันได้จริง ตัวเราก็เลยได้หลุดพ้นมา เริ่มต้นของโสดาบัน ต้องอ่านอาการ รสอัสสาทะ ที่มันติด ตั้งแต่ใหญ่หยาบคือ สักกายะ แต่ก่อนอาตมาเคยติดรสชาติพริก แต่ตอนนี้กินแทบไม่ได้ต้องมาฝึกให้กินได้บ้างแต่ก็ไม่จัด แค่ขนาดมีธาตุของพริกที่พอดีก็พอ แต่ถ้าเผ็ดแสบมาก ไอเลย ทั้งที่แต่ก่อนอร่อยข้าวทุกคำมีพริกแกล้มเลย แต่ตอนนี้ไม่มีอร่อยแบบนั้น เห็นจริงเลยว่าอร่อยปากลำบากตูด นี่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วให้พวกเราทำต่อมา สรุปว่า ไม่สูญเสียเวลา ทุนรอน แรงงาน 3 อย่างนี้คืนมาก็เอามาทำอื่นที่ดี ไม่ต้องเสียเวลาไปล่าสัตว์หรอก เลี้ยงสัตว์เอาไปขายอีก เอา เวลา ทุนรอน แรงงาน 3 อย่างนี้คืนมาคือเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เดี๋ยวนี้เขาเอา 3 อย่างนี้ไปทำหยาบคาย ซับซ้อนปลุกเร้าในกาม ในราคะ เช่นพวกพริตตี้ที่ทำตอนนี้เป็นต้น ส่วนพวกเราเอาคืนมาได้ทั้ง 3 อย่าง ถึงได้ทำอะไรได้ทัน ทำได้เหลือเฟือ แม้เรามีคนน้อยก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ควรเรียนรู้อย่างยิ่ง ภัสสารามตา ตัวร้าย มันซ่อนรูปมาเป็นนี่แหละ คือโทรศัพท์ คุณนิดเดียวแต่โทษมหันต์ อาตมาไม่ไปติดอย่างคุณนี่ อาตมาตกต่ำกว่าคุณหรือ? ก็ไม่ นิททารามตา เราก็ไม่ได้เสพรส คนเขาก็พยายามให้นอน ตอนนี้น้ำหนักเหลือ 47 อาตมาก็ว่า ไม่ได้ลดถอยอะไรนะ ทำงานได้ปกติ อาตมากำลังศึกษาความควบแน่น เพราะอาตมาไม่มีอาการเปลี้ยเพลียโหยอะไร มีแค่อาการคันคอ เขาเอาเลือดไปตรวจว่าทำไมถึงน้ำหนักลด กินไม่ได้น้อยลงนะ ปปัญจารามตาก็คือเนิ่นช้า หากสิ่งที่คุณชอบก็อยากให้เนิ่นนานเป็น ยามา เป็นกามเทพ อยากให้อยู่กับเรานิรันดร ติดใจมันก็ดูดไปอีกนาน ก็ยิ่งเสียเวลา ปปัญจะ ยิ่งเนิ่นช้า ถ้าคุณผลักมันก็จะเลิกเร็ว แต่ผลักมันไม่ดีไม่ได้สัมพันธ์เกี่ยวข้องช่วยเหลือกัน คนร้ายคนเลวคนชั่วก็น่าช่วย ถ้าต่างคนต่างดีไม่ต้องช่วยกันก็ได้ บุคคลเสวยเวทนาอันใดก็จำอันนั้น จำได้ก็ตรึกถึงเวทนาอันนั้น ตรึกนึกถึงเวทนาบ่อยก็เนิ่นช้าในอันนั้น เวทนาก็ครอบงำบุรุษในรูปที่จะถึงเห็นเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต ในรส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็เนิ่นช้าในนั้น พวกเราไปหลงยินดีในงาน การพูดคุย แม้จะเป็นสาระประโยชน์คำสอน ก็ควรมีกาละเวลา ไม่ได้สัดส่วน ในความซ้อนลึกของพระพุทธเจ้า ภัสสารามตา ตอนนี้การพูดมันอยู่ในการกดรับโทรศัพท์เอา นิ้วจะด้านหมดแล้ว นิททารามตา มันเป็นรสชาติเสียแล้ว พวกนั่งสมาธิหลับตาคือหลับคือพัก เสพรสเดียวกับนิททารามตา การนั่งสมาธิหลับตาบางครั้งดับสนิทนิโรธเลย ว่าง เบา คือการหลับไม่มีอย่างอื่นคือการนิทรา คือลักษณะ อารามตา 4 กัมมารามตา ภัสสารามตา นิททารามตา ปปัญจารามตา หากเราหลุดพ้น 4 อันนี้ได้ จะมีเวลา ทุนรอน แรงงานเหลือ ไปทำประโยชน์อีกมาก คนไปติด นั่งสมาธิ เช่นเนสัชชิ 24 ชม. เสียเวลาไปเท่าไหร่ นึกว่าได้บุญอีก แท้จริงมีแต่กิเลสเสริมติด คนมีจิตวิปลาส 4 ก็จะไม่มีทางไปเห็น ความไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ความทุกข์ว่าทุกข์หรอก เขาก็เห็นเป็นสุขน่าได้น่ามีน่าเป็น ก็วิปลาส แม้มันไม่มีตัวตนเลยอนัตตาก็ไปเห็นว่ามันมีตัวตนอีก ผู้ใดเห็น อนิจจัง ทุกขัง อสุภะ อนัตตา ก็ชัดเจนว่าแท้จริงมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ แล้วไม่เป็นตัวตนไม่เป็นภาระกับเราด้วย ถ้าไม่มีมันเลย ไม่มีสุขไม่มีทุกข์กับมันเลย ไม่น่ามีน่าได้ ไม่น่าเป็นกับมันเลย ก็อยู่ได้ดีด้วย เพราะคุณติด 4 อย่างนี้ เลยมีทิฏฐิ จิตและสัญญาวิปลาสทั้ง 3 อย่างนี้
โสดาบันเริ่มรู้ไปเรื่อยๆ ปริตตัง ทำตามสัจจะของตนไปเรื่อยๆ ถ้ายิ่งได้มากขึ้นจะค่อยประหยัดแรงมากขึ้นอีก ตัวที่จะรู้เห็นซ้อนจากสัญญา คือกำหนดรู้เวทนา อารมณ์กับอารามคือการซ้อนเป็นธรรมะสอง อารมณ์นั้นเหมือนกันหมด ส่วนอารามคือส่วนของตัวเองที่วิปลาส ใครเข้าใจอาการสภาวะจิตที่ไม่มีรูปร่างสีกลิ่นแต่มันมีอาการ มันเคลื่อนไหวนะ เป็นนามธรรม แต่เรารู้ได้ เช่น อารมณ์โกรธ อารมณ์อยากได้ อารมณ์รัก ปฏิพัทธ์รัดรึง ก็อ่านอาการว่ามันเกิดกับตนอย่างไร อ่านได้ด้วยอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า [60] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แลฯ หนึ่ง มันอยู่จริงๆ ตามความเป็นจริงของมัน เช่น เขียวมีอยู่ หวานมีอยู่ สอง มีสิ่งที่เป็นอาราม ที่เป็นรส ที่เราไปหลงผิด อันนั้นไม่จริง คุณทำมันหายได้ มันก็เหลือหนึ่ง แต่ที่หายไปก็ยังจำได้อยู่ คุณเคยมี เคยเป็น คนอื่นเขายังเป็นอยู่ จึงเรียกว่า ในสอง แม้นิโรธหลุดพ้นวิมุติไปแล้วก็จะเหลือสัญญาจำได้อยู่อีก เพราะฉะนั้นคำว่า ในสอง นี้จึงแปลยาก บาลีในไทยนี้ยังใช้ได้ ก็ขอบคุณ
สื่อธรรมะพ่อครู (อาริยบุคคล) ตอน คุณลักษณะโสดาบัน อนาคามี อรหันต์ พ่อครูว่า… ธรรมะสองนี้แหละต้องศึกษา ทางฟิสิกส์ก็ค้นพบว่าสองอย่างมี หรือ บวกกับลบ Nuclear Fission กับ Nuclear Fusion มีแต่หายไปกับรวมตัวอยู่ Nuclear Fission เป็น isotope (ไอโซโทป) ก็หายไป Nuclear Fusion ก็จับตัวเป็นมวลอยู่กับตัวเรา ก็ได้อาศัยอันนี้ อันโน้นก็ไม่ได้อาศัย มันก็ไป เขาก็ได้เท่านี้ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นได้ทั้งสองตัวเลย รวมเป็นหนึ่งก็ยังอยู่รวมในนี้ (พ่อครูทำมือ เป็นการรวม) อีกอันหนึ่ง ในความจำ เป็นพลังงานที่ลึกซึ้งกว่าฟิสิกส์เลย เป็นความจำ ไม่มีแล้วนะ อันนั้นไม่มีแล้วในตัวเองไม่มีแล้ว แต่เป็นความจำ เห็นมั๊ย ลึกซึ้งสุดยอดกว่าฟิสิกส์ สรุปแล้ว ถ้าเข้าใจถึงขั้นสุดยอดแห่งสุดยอดของ ธรรมะสอง ทางฟิสิกส์เขาก็ได้ และสุดท้ายไอน์สไตน์ก็สรุป มี Space and Time of Continuum ก็มีสิ่งนึงกับเวลา ของพระพุทธเจ้าก็มี สอง เหมือนกัน กรรมกับกาละ of continuum เป็นปฏิสัมพันธ์ ปฏิสัมพัทธ์กัน ระหว่าง กรรมกับเวลา กรรม ไม่ใช่วัตถุ กรรม เป็นกริยาของนามธรรมของตัวสั่งเกิด สั่งเป็น ส่วน Space มันเป็น วัตถุ เป็นอุตุนิยาม หรือเป็นทุกอย่าง พีชนิยาม จิตนิยาม มนุษย์ สัตว์ คน ต้นหมากรากไม้ อยู่ในนี้หมด ทุกอย่างอยู่ในนี้หมด รวมอยู่ใน Space รวมอยู่ในอวกาศ และทั้งหมดนี่แหละบรรจุอยู่ในนี้ทั้งหมดเลย ใหญ่เท่า galaxy ใหญ่เท่า nebula เรียกว่า เทหวัตถุแท่งทึบทั้งก้อนนี่หมด คนไม่รู้ก็คือมืด แท่งทึบ ไม่รู้อะไรก็แกะไม่ออก ถ้าคุณสามารถแกะออกได้ทะลุทะลวงได้ ก็คือ คุณก็รู้ คุณแกะไม่ออกก็คือ เทหวัตถุแท่งทึบ เทหวัตถุแท่งทึบ นี่ จบยิ่งกว่า หลุมดำ black hole/Bermuda triangle หายไปเลย นั่นกลับเป็น ไม่รู้ แต่ เทหวัตถุแท่งทึบ นั่นเข้าไปไม่ได้ อันนี้เข้าไป หายไปเลย (Bermuda/Black Hole) หายไปเลย คนเข้าไปก็ไม่รู้ คนที่อยู่ข้างในก็ไม่รู้ เนี่ยะ สุดที่สุดมีอยู่แค่นี้ ที่สุดแห่งที่สุดมีอยู่แค่นี้ พระพุทธเจ้าท่านค้นพบเป็น ปัจจุบันธรรม เป็นธาตุรู้ ที่เราจะรู้ได้ ส่วน ฟิสิกส์ จบที่ตัวมัน ตัวมันไม่มีธาตุรู้ มันเลยต้องทิ้งไว้แค่นั้น แต่ของพระพุทธเจ้านั้น มีตัวรู้ที่จะเข้าไปรู้ จึงไปรู้ตัวนั้นด้วย รู้ทางฟิสิกส์ด้วย นามธรรม ที่ในตัวเราเอง เป็นฟิสิกส์ในธาตุรู้ของตัวเราเองด้วย จึงใช้ได้ ตัวนั้นไม่มีใครไปใช้มันนี่ ตัววัตถุ ไม่มีใครไปใช้มัน มันเป็นของมันแล้วก็ไม่มีใครไปใช้ แต่เรา มีตัวตนของเรา เรามีชีวะ เราใช้มันได้ นี่เหนือชั้นกว่า เราเอามาใช้ มันได้ เพราะฉะนั้นเราใช้ Nuclear Fission เราใช้ Nuclear Fusion ได้ คือสองสภาพ รูปกับนาม หรือ บวกกับลบ พลังงาน ดูดกับผลัก ผู้เริ่มต้นเป็นโสดาบันจะสามารถเอา Fusion กับ Fission มาใช้ได้ เรียกว่า สังขิตตังจิตตังกับวิกขิตตังจิตตัง เราพิสูจน์ปัจจุบันกับธาตุรู้ที่เรามีโสดาบันต้องรู้ สังขิตตังจิตตังกับวิกขิตตังจิตตัง เป็นธรรมะสอง จนสามารถเอาพลังงานสองอันนี้มาทำงานร่วมกันได้ จะเป็นหญิงชาย บวกหรือลบก็ทำงานร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้จึงเอาที่ปัจจุบัน เมื่อมีตาหูจมูกลิ้นกายใจเกิดจากสัมผัสจึงเป็นของจริง ไม่มีสัมผัสไม่มีของจริง แล้วเราก็จัดการกับของจริงพวกนี้ได้ให้รวมลงเป็นหนึ่งได้ เราจึงสามารถทำพลังงานที่มีอยู่จริงในตัวเรานี้สำเร็จ เมื่อเราทำสำเร็จก็ให้คนอื่นทำ คนอื่นทำสำเร็จ อาตมาทำสำเร็จตามพระพุทธเจ้าสอนมา ไม่ใช่ของอาตมา สูตรนี้เป็นสูตรของพระพุทธเจ้า เอามาทำจึงเกิดมนุษย์ทั้ง ผู้หญิงผู้ชายโดยไม่ต้องไปแปลงเพศ ผู้หญิงก็เป็นผู้หญิง ผู้ชายก็เป็นผู้ชาย อยู่ในนี้ ผู้ใดสามารถดับฮอร์โมนเพศได้ คุณก็อยู่ด้วยกันไม่ต้องไปทำปฏิกิริยาอะไรกัน มาสัมพันธ์ทำงานร่วมกันอย่างเดียว จะเป็นเพศชายรูปร่างชาย จะเป็นเพศหญิงรูปร่างหญิง ก็ทำงานร่วมกัน ไม่ต้องไปสมสู่อะไรกันอีกได้ จึงเกิดพลังงานร่วม 2 ร่วมลงเป็นหนึ่งเต็ม ถ้าคุณไปร่วมสมสู่ไปมีลูกต้องเสียพลังงานแบ่งเวลาทุนรอนแรงงานไปอีกเยอะ แต่นี่ประหยัดพลังงาน นี่คือเศรษฐศาสตร์ชั้นเยี่ยม และไม่มีลูกแต่แค่เสพก็เสียพลังงาน เพราะฉะนั้นเราเซฟหมดเลย ทฤษฎีพระพุทธเจ้าเป็นเศรษฐศาสตร์ที่เซฟขนาดไหน แล้วก็ทำพลังงานร่วมกัน 2 หน่วย บวกกับลบก็ได้ ชายกับหญิงก็ได้ อิตถีภาวะกับปุริสภาวะก็ได้ ก็ทำงานร่วมกันในนี้ 2 รวมลงเป็นหนึ่ง จบ นี่คือเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่ยิ่งใหญ่ พวกเราเอามาทำได้ แต่ละคนไม่มีจริงๆ แต่ทำไมมันมีอะไรใหญ่โตไปหมด อันนี้คือสิ่งที่น่าประหลาด ราชธานีอโศก นี้สร้าง พ.ศ. 2537 มาถึงวันนี้ 20 ปี บางหมู่บ้านเขาสร้างกันมาเป็นร้อยปีก็ยังได้แค่นั้น จะมีลูกแตงร้าน มีแตงจริงแตงไทย มีกล้วยลูกตัวโตมาแบ่งกันกินเหมือนพวกเราไหม
จากอนาคามีเหลือส่วนละอองธุลี มี 5 แบบของอนาคามี 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว)
หมดอนาคามีเป็นอรหันต์ อาจนานมากเป็นอันตราปรินิพพายี นานหลายล้านชาติเลย ถ้าทำด้วยสามารถ คุณลักษณะ 12 ของพระอรหันต์ผู้มีอิสระยิ่ง 1. เป็นคนหมดทุกข์ (ดับทุกข์อริยสัจ) 2. เป็นคนไม่มีภัย 3. เป็นคนมีคุณค่า 4. เป็นคนทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถ่ายเดียว 5. เป็นคนไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง 6. เป็นคนมีเมตตาจริง 7. เป็นคนมีอุเบกขาจริงแท้ 8. เป็นคนไม่ทำบาปแล้ว 9. เป็นคนทำแต่กุศล 10. เป็นคนได้ประโยชน์ตนครบแล้ว ไม่มีประโยชน์ตนที่ต้องทำให้ตนอีกแล้ว 11. เป็นคนรู้จักสวรรค์ นรก นิพพาน ถูกถ้วน 12 .เป็นคนรู้จักและมีนิพพานสัมบูรณ์ 12 ข้อนี้อาตมาไล่เอง พยายามตามในพระไตรปิฎก 10 ข้ออ่านผ่านตาไม่รู้อยู่ตรงไหน อาตมาไล่มาตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ก็ฟังดูมีในตัวไหม ไปตรวจสอบเอง อาตมาพูดนี่ไม่ได้พูดเล่น คุณฟังแล้วคุณเชื่อว่าเป็นจริงมั๊ย (จริง..) ข้างนอกเขาไม่เชื่อหรอก
สื่อธรรมะพ่อครู (พระสูตรอื่นๆ ที่สำคัญ) ตอน ตรวจอรหันต์ ฉวิโสธนสูตร 1/2 ต่อมา..
2. ฉวิโสธนสูตร (112) [166] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ
[167] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธออย่าเพ่อยินดี อย่าเพ่อคัดค้านคำกล่าวของภิกษุรูปนั้น ครั้นไม่ยินดีไม่คัดค้านแล้ว พึงถามปัญหาเธอว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ โวหารอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบ นี้มี 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน คือ คำกล่าวว่า เห็นในอารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว คำกล่าวว่าได้ยินในอารมณ์ที่ตนฟังแล้ว คำกล่าวว่า ทราบในอารมณ์ที่ตนทราบแล้ว คำกล่าวว่ารู้ชัดในอารมณ์ที่ตนรู้ชัดแล้ว นี้แล โวหาร 4 ประการอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็นเป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบ ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างไรเล่าจึงหลุดพ้นจาก อาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้ ฯ
[168] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้น สัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ จึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัยไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้เห็น มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ยิน มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ทราบ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้รู้ชัด มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ดูกรท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พวกเธอควรชื่นชม อนุโมทนาว่า สาธุ ครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบ นี้มี 5 ประการแล 5 ประการเป็นไฉน คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้แลอุปาทานขันธ์ 5 ประการ อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบแล้ว ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ 5 นี้ ฯ
[169] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับสิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ จึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะ พยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้ารู้แจ้งรูปแล้วแลว่า ไม่มีกำลังปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจ จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในรูป และอนุสัยคือความตั้งใจ และความปักใจมั่นในรูปได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งเวทนาแล้ว แลว่า ... จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืน ซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในเวทนา และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในเวทนาได้ ข้าพเจ้ารู้จักแจ้งสัญญาแล้วแลว่า ... จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นสำรอก ดับ สละ และสลัดคืน ซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในสัญญา และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในสัญญาได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งสังขารแล้วแลว่า ... จิต ของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืน ซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในสังขาร และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในสังขารได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งวิญญาณแล้วแลว่า ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจจึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในวิญญาณ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในวิญญาณได้ ดูกรท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ 5 นี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พวกเธอควรชื่นชม อนุโมทนาว่า สาธุ ครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ธาตุอัน พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบ นี้มี 6 ประการ 6 ประการเป็นไฉนคือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้แลธาตุ 6 ประการอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบแล้ว ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้น จากอาสวะไม่ยึดมั่นในธาตุ 6 นี้ ฯ
[170] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับสิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ จึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าครองปฐวีธาตุโดยความเป็นอนัตตา มิใช่ครองอัตตาอาศัยปฐวีธาตุเลย จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นสำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นอาศัยปฐวีธาตุ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นอาศัยปฐวีธาตุได้ ข้าพเจ้าครองอาโปธาตุโดยความเป็นอนัตตา ... เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นอาศัยเตโชธาตุ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นอาศัยเตโชธาตุได้ ข้าพเจ้าครองวาโยธาตุโดยความเป็นอนัตตา ... เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นอาศัยวาโยธาตุ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นอาศัยวาโยธาตุได้ ข้าพเจ้าครองอากาสธาตุโดยความเป็นอนัตตา...เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นอาศัยอากาสธาตุและอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นอาศัยอากาสธาตุได้ ข้าพเจ้าครองวิญญาณธาตุโดยความเป็นอนัตต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive