321200 ความเจริญพัฒนาแบบที่พระพุทธเจ้าพาทำ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

321200_ความเจริญพัฒนาแบบที่พระพุทธเจ้าพาทำ โดยท่านโพธิรักษ์ ที่ปฐมอโศก

พ่อครูว่า…ก็บอกข่าวคราวอะไรอันหนึ่งก่อน ข่าวคราวนั้นก็คือ มีหน่วยอะไร อาตมาก็จำไม่ได้ ท่านสีลวัณโณ ก็เดินทางไปแล้ว ท่านเป็นผู้รับทราบมา เขาจะมาทำวิจัย วิจัยพวกเรา พวกชาวมังสวิรัติ เขาจะมาพิสูจน์อีกว่าชาวมังสวิรัติ กินมังสวิรัติแล้วฮอร์โมนเพศจะ ลดลงหรือเปล่า เขาจะมาพิสูจน์อีก แหม ! พวกเราจะต้องเป็นพวกตัวให้เขาวิจัยกันมากเลยนะ เพราะฉะนั้น ก็ตอนนี้จะรับสมัครหญิง 50 ชาย 50 การจะวิจัยก็จะวิจัยอย่างนี้นะ อันนี้ผู้ชายฟังดีๆ นะ สำหรับผู้หญิงก็...ทั้งผู้หญิงผู้ชายนะ เอาเลือดไปตรวจนั้นแน่นอน เขาจะเอาเลือดไปตรวจ ต้องเอาคนที่กินมังสวิรัติมาแล้วติดต่อกันเป็นประจำ หมายความว่า กินมังสวิรัติแท้ๆ เป็นประจำ 1 ปีขึ้นไป คนที่กินมังสวิรัติมาแล้วบริสุทธิ์ 1 ปีขึ้นไป กินมังสวิรัติจริงๆ ติดต่อกันมาเป็นการกินมังสวิรัติประจำอย่างน้อยต้อง 1 ปีขึ้นไป คนที่ยังไม่อยู่ในข่ายนี้ก็ไม่เอา 1 ปีขึ้นไป กินมังสวิรัติติดต่อกันมาได้เอา และเขาจะไปตรวจ สำหรับผู้หญิงก็ไม่มีปัญหามาก แต่สำหรับผู้ชายนี่ ต้องมีปัญหานิดนึง ไม่ๆ เป็นปัญหาหรอก อาตมาเอง อาตมาพิจารณาแล้วว่าเอา คือเขาจะต้องเอาน้ำอสุจิด้วย สำหรับผู้ชาย เพราะฉะนั้น ผู้ชายศีลห้า ศีลแปดได้ขึ้นไป สำหรับเณรขึ้นไปหาพระไม่ให้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็อนุโลม ให้เฉพาะผู้ศีลห้า ศีลแปดเท่านั้นเอง ฝ่ายชายก็ต้องเอาน้ำอสุจิมาให้เขา เอาน้ำอสุจิออกมาให้เขา เพราะฉะนั้น คนที่เอาน้ำอสุจิออกมาให้เขาก็เป็นการศึกษาของเรา เราก็จะต้องมีสติ เราก็ต้องเป็นผู้รู้ว่า เราจะเอาออกมาให้ เราจะต้องเข้าใจว่าเรา เราจะต้องพิสูจน์ตัวเราเองด้วย เราก็ต้องทำเป็นการศึกษาด้วย อาจจะชีวิตนึงอีก ต่อไปถ้าคุณเป็นนักปฏิบัติธรรม เราอาจจะ

อ่านต่อ

ก็อาจจะครั้งนี้ครั้งเดียวในชีวิต ที่ต้องเอาน้ำอสุจิออกมาให้เขาไป เป็นครั้งจำเป็นเป็นเรื่องของเขาจะทำเป็นการให้การศึกษา ร่วมมือกับเขาบ้าง ผู้ใดพอใจ ผู้ใดเห็นดี ผู้ใดเห็นควรทำก็เอา ผู้ใดเห็นว่า โอ๊ะ! ไม่เอา ไม่ทำเราขาดทุน เราไม่ยอม เราไม่เอาไม่เป็นไร แต่ผู้ใดเห็นว่าเอาพอเป็นไป แต่ไม่ใช่เป็นโอกาสที่เราจะต้องไปเสพย์สม ไม่ใช่เป็นโอกาสที่เราต้องไปบำเรอบำบัดตนเอง เป็นเรื่องของการศึกษา และเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย มันเป็นจริง เพราะฉะนั้น ผู้ชายก็มีพิเศษอันนี้หน่อย สำหรับผู้หญิง เขาไม่เอาไข่ ไม่เอา ไข่เขาก็ไม่เอา เมนส์เขาก็ไม่เอา เขาไม่เอาสำหรับผู้หญิง ผู้ชายเท่านั้นที่เขา จะเอาไปตรวจว่า คงจะไปตรวจดูว่า เชื้อแข็งแรงดีอยู่หรือ การกินมังสวิรัติไปแล้วนี่ เชื้อทางเพศมันก็จะยังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ เขาจะเอาไปตรวจพิสูจน์กัน นี่เรื่องของวิทยาศาสตร์นา ซึ่งดี อาตมาว่าดี พิสูจน์กันสิว่า เราด้วยอะไร แหม ! อาตมาเชื่อมั่นว่าไม่ต้องพิสูจน์ก็ได้ แต่พวกนี้ไม่ได้หรอก เขาต้องพิสูจน์ให้รู้จริงเห็นจริง ถ้าเผื่อกินมังสวิรัตินี่ มันฮอร์โมนเพศมันตกต่ำ แขกสูญพันธุ์ไปนานแล้ว แขกนี่เขากินมังสวิรัติกันมาเป็นพันๆ ปี สูญพันธุ์ไปนานแล้ว ป่านนี้มันอ่อนแอไปหมดแล้ว กามตายด้านไปหมดแล้ว ฮอร์โมนทางเพศมันสูญแล้ว ที่ไหนได้ อู้หู แขกยิ่งตัวสำคัญที่เขากินมังสวิรัติ โอ ! ดุเดือด เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ ให้เขาพิสูจน์เถอะ คุณจะต้องจับมั่นคั้นตาย ถ้าเผื่อว่าเขาไม่เห็นจริง รู้จริง เขาก็ไม่เชื่อ อาตมาว่ามันยิ่งจะคั่งนี่ แหม ! จะมากกันหนามันจะน้อยหรือจริงฮอร์โมนเพศอาจจะลดส่วนหนึ่งนะ ฮอร์โมนเพศนี่ มันอาจจะลดในรูปลักษณะนึง แต่อาตมาคิดว่า เขายังจะพิสูจน์กันไม่ได้เก่งเท่าไรหรอก ฮอร์โมน ในๆ ความที่มันผลิตน้อยลงไป นี่มันอาจจะน้อยลงไปบ้าง แต่ในเรื่องความเข้มข้นหรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน ประสิทธิภาพของฝ่ายฮอร์โมนที่จะเอามาผลิตทางด้านเพศจริงๆ นี่นะ ทางด้านที่จะมาผลิตน้ำเชื้อจริงๆ นี่นะ อาตมาว่า มันไม่ด้อย แต่ฮอร์โมนที่มันจะมาเร่งเร้าอารมณ์ ฮอร์โมนที่มันจะ ... คงจะลด ก็เราก็จะได้รู้รายละเอียดพวกนี้ ผู้หญิงก็ตาม ผู้ชายก็ตาม นี่เป็นนัยละเอียด อาตมายังไม่รู้เลยว่า เขาจะวิจัยได้ขนาดไหน เพราะต้องมาแยกวิเคราะห์อย่างละเอียดอย่างที่อาตมาว่า เพราะฉะนั้น ก็ลองดู เขาจะทำได้เก่งแค่ไหน ก็ช่างเขาเถอะ เราก็ให้เขาศึกษา พวกนักวิทยาศาสตร์ อยากจะศึกษาให้มากมายก็เอา ไม่ว่าอะไร ก็ลงชื่อสมัครท่านสีลวัณโณ ลงที่ท่านวรพุทโธก็ได้ ลงชื่อสมัครไว้เอาห้าสิบ อย่างละห้าสิบ ผู้หญิงห้าสิบ ผู้ชายห้าสิบ ที่นี่ด้วย ที่สันติอโศกด้วย อย่าลืมเงื่อนไขว่า ต้องกินมังสวิรัติจริงๆ ไม่ไปแอบกินหมู กินปลากันอยู่นะ ต้องกินบริสุทธิ์มาอย่างน้อยหนึ่งปีขึ้นไป อย่างน้อยหนึ่งปีขึ้นไป เขาจะดูสิว่า มันจะเปลี่ยนแปลงมั๊ย มันจะลดลง จะเป็นอะไรไปมั๊ย มันมีแง่มีเชิงให้เขาพิสูจน์ หลายอย่าง ตอนนี้ก็มาเรื่อยๆ มาเรียงๆ มาเรื่อยๆ พิสูจน์มันก็พิสูจน์ไปเถอะ เราไม่มีปัญหา เราก็ได้เปล่า ร่วมมือเขาไปเอา

ทีนี้ก็มาฟังเทศน์ ฟังบรรยาย วันนี้วันศุกร์ เป็นวันที่ชาว ชมร. ชมร. ตกลงไม่รู้จะเอาอะไรกันแน่ ชมร.กรุงเทพฯ ก็ ชมร.ก. ชมร.เปาโล ก็ชมร.ป. ชมร.นครราชสีมา ก็ชมร น. นครราชสีมาก็ชมร.ค. ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้น ก็เอา น.มาให้ที่นี่ก็แล้วกัน ชมร.น.ก็แล้วกัน ไม่รู้จะเอายังไงแล้วต่อปฐมก็ไม่ได้ไปเจอกับเปาโล น.มันจะไปซ้ำกับนครราชสีมาก็เอา ช่างเถอะ เอา ค. มันโคราชก็แล้วกัน นครฯ ก็เอา ค.เอาตัว ค. ก็แล้วกัน เอาตัว ค.ไป นครราชสีมาก็เอาตัว ค.ไปก็แล้วกัน อย่าเอาตัว น.เลย เอาตัว น. มาให้ที่นี่ นา. เอาตัว น. มาให้ที่นี่ เป็นอันว่าที่นี่ ชมร.น. ก็แล้วกัน อา... ชมร.น. เป็นพวกชมรม ชมร.น. พวกชมรน หา...ขมรถ. ถ.เขียนยาก แหม ! ตัวกะยึก กะยือ เหอ.นครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราชก็เอาตัว ศ.ไปสิ นครศรีฯ ที่จริง นครศรีธรรมราช เอ่อ..ที่จริง นครศรีธรรมราชเขาเรียกเมืองคอนๆ นะ ค.นค นครราชสีมาก็เอาไปกินแล้ว ก็ตัว ศ.สิ นครศรีธรรมราชก็ต้องเอาตัว ศ.สิ ก็มีอีกตั้งเยอะแยะ นครสวรรค์ก็เอาตัวส. ส.เสือ ศ .ส.เสือ โอโห ! ออกเสียงมาเป็น ชมร.ส. ชมร.ส เสือ อือ ! ศ.นครศรีธรรมราช ศรีธรรมราช ก็เอา ศ.นั่นแหละดี นครสวรรค์ก็เอาตัว ว.สิ งั้น นครหวัน นครพนมๆ ไม่เป็นไร ไม่ซ้ำกับเขา นครพนมก็เอาพ. เอาล่ะ ก็ค่อยๆ ว่าไป มันคงจะไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ...อา...วันนี้เป็นวันหยุดของชาว ชมร.น..นา เป็นวันหยุดของพวกเรา ก็พูดกันถึงเรื่องร้านของ ชมรมของเราบ้าง ขณะนี้ นา...ร้านของเราที่อยู่ที่นครปฐมนี่ ก็เท่าที่อาตมาก็สอดส่องสอบทานดูอยู่ ทั้งการเป็นไป ทั้งการกระทำองค์ประกอบของผู้ที่ทำงานอยู่ ก็รู้สึกว่ามัน มันก็เป็นการสังเคราะห์ตัวมันเองอยู่เหมือนกัน อาตมายืนยันว่า เราจะไม่ใช้ซอส ยืนยันว่า เราจะไม่ใช้ซอส และเมื่อไม่ใช้ซอสแล้วเนี่ย มันอยู่ได้มั้ย วันนึงขายประมาณวันละพันกว่า ไม่เป็นปัญหา เพราะบอกแล้วว่า แต่ต้นแล้ว เราไม่ได้มานั่งค้านั่งขายเอาร่ำเอารวย เราไม่ได้มาหลงใหลได้ปลื้มกันเพื่อที่จะหาเงิน แต่เราทำเพื่อที่จะขัดเกลา เราจะต้องเก่ง ถ้าเราจะปรุงให้มันดี มันอร่อย มันมีฝีมืออะไร ก็ต้องทำให้เรามันก้าวหน้า ในทางฝีมือ สมรรถภาพ ไม่ใช่ไปพึ่งพาอาศัยของหนักเข้าก็ต้องไปเอาธาตุเคมีมาปรุงเป็นผงชูรส เป็นโน่นเป็นนี่ ขึ้นมา ก็ยิ่งเป็นพิษเป็นภัยต่อชีวิตกันใหญ่โต เพราะฉะนั้นเราจะไม่ ไม่เดินทางเข้าไปสู่ทิศทางเป็นพิษเป็นภัยอย่างนั้น เราจะเดินเข้าสู่ทิศทางที่มันบริสุทธิ์ สะอาด เข้ามาหาสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มันจะไม่ต้องไปวุ่นวาย ทั้งแพง ทั้งวุ่น ทั้งอะไรๆ ต่างๆ นานา เป็นทาสสิ่งเหล่านั้น จนปล่อยไม่ไป เราก็จะไม่เอา แล้วมันก็ได้คัดคนที่ยังติดยังยึดอยู่ คนติดคนยึดอยู่ ก็ไม่พอใจ อ่ะ..ก็เป็นไปตามธรรม ไม่พอใจ ก็ไม่ทำ ก็ไม่ว่าอะไร ขณะนี่ คนค่อนข้างจะมาก ที่ไปทำอยู่ที่โน่น ก็ดีแล้วละ วันนึงถ้าคิดค่าแรงงานคนแล้วขาดทุน คนตั้งสิบห้าสิบหกคน ขายได้วันละพันกว่านี่ แหม ! มันขาดทุน ถ้าจะว่ากันแล้ว คิดค่าแรงงานด้วยของคนนี่ไม่คุ้ม ไม่คุ้มหรอก แต่ก็เถอะน่ะ ไม่เป็นไร เพราะว่าแรงงานของเรานี่ เราไม่ถือ เรายิ่งได้ฝึกฝน คนยิ่งอยู่ด้วยกันกันหลายคน คนมากเข้าก็อยู่กันให้ได้ ประสานสมานกันให้ได้ คนมาก คนประสานกันให้ได้ มันดีแล้วๆ แล้วมันก็ได้ช่วยแบ่งเบากันจริงๆ ด้วย งานมันก็เบา ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ ถ้ามันสอดคล้องลงตัวกันได้ ก็จะเข้าใจเองว่า เออ... งานนี่ พอปละพอปล่อย มีงานอื่นที่เราจะทำ เราก็จะได้หมุนเวียนไป ตอนนี่ใหม่ๆ มันก็ยังงั้น ยังไม่ค่อยเข้ารูป เข้าร่อง ก็ช่วยกันไปก่อน ผู้ใดที่มันขัดใจหรือไม่พอใจ ไม่อยากร่วมด้วย มันก็สังเคราะห์ตัวมันเองออกมา มันก็เป็นไปตามธรรม อาตมาก็ว่าก็ดีแล้ว ก็ขอยืนยัน ก็ขอบอกกล่าวกันให้ทราบว่า พวกเราอย่าไปคิดว่า ไอ้การมีคนไม่พอใจ แล้วก็แยกออกมา กลายเป็นความแตกแยก ไม่ใช่แตกแยก มันสังเคราะห์ ตัวมันเอง มันจะขัดเกลาของมันกันเองในตัวของมันว่า มันจะเป็นไปตามธรรม ผู้ใดจะตั้งใจอยู่ก็เป็นไปสิ ตามมติมีมติหมู่ มีหลักเกณฑ์ หลักการอะไรแล้วก็ทำตามหลักเกณฑ์ หลักการของมัน หลักเกณฑ์ หลักการของมันๆ ก็จะต้องเป็นไปเป็นมาตรฐาน เป็นเส้นทาง เป็นแนวที่เราจะเดิน เป็นแนวที่เราจะประพฤติก็ทำ มันก็จะถึงจะมีทิศทางที่ถูกต้อง ที่จะเดินไปต่อได้ ไม่งั้น ก็วกๆ เวียนๆ หัวหกก้นขวิด สับสนวุ่นวาย ไม่มีทิศที่ดี ไม่มีอะไรที่เป็นเอก เป็นทางอะไร ไม่มีที่จะนำไปสู่ทางก้าวหน้า อย่างไม่ต้องถอยหน้าถอยหลัง เดินสองก้าว ถอยสามก้าว เดินก้าวอีกก้าวนึง ถอยอีกสี่ก้าว ก้าวอะไรอยู่อย่างนี้ มันจะไป ไหนกันได้ ไม่เข้าท่าอะไร เพราะฉะนั้น เมื่อมีทิศทางที่ดี มันก้าวไปข้างหน้า แม้มันจะไม่ก้าวไปได้หลายก้าวนัก แต่มันไม่มีถอยเลยนี่ มันก็ได้ก้าวกันไปทุกวันไป มันจะก้าวไปได้ครึ่งก้าว ก็ช่างมันเถอะ แต่มันไม่ถอยนี่ ก็มันใช้ได้แล้ว ไอ้นี่ก้าวไปก้าวนึง ก็ถอยก้าวนึง ..ถอย..ก้าวหน้าไปอีกสองก้าว ถอยลงมาอีกหนี่งก้าว ถอยก้าวลงไปอีกสามก้าว ถอยลงมาอีกสี่ก้าว อะไรวนเวียนอะไรนี่ ไม่เห็นเข้าท่าอะไร ดีไม่ดี มันก้าวเข้าไปข้างหน้าก้าวนึงถอยมาสอง ก้าวเข้าไปข้างหน้าอีกก้าวนึงถอยสาม ก้าวเข้าไปข้างหน้าอีกถอยสี่ ขาดทุนหมดเลย ไม่ต้องก้าวหน้ากันพอดี เราไม่ต้องเถย ต้องถอยอะไรกันนี้ได้มันดี ให้มันมีหลักยึดมีจุดยืนที่มั่นคง นี่เป็นลักษณะละเอียด ที่คุณต้องสอดส่องจะต้องดูดีๆ ว่า เอ๊ะ ก้าวหน้านี่ มันมีภาวะซับซ้อน มันมีภาวะลดบางอย่าง มันก็ไม่เป็นอย่างนี้ทีเดียว เอาหละ มีการถอย มีการลดมั่ง แต่การเพิ่มกับการลดนี่ จะต้องประมาณให้ดี พิจารณาให้ดี สอดส่องให้ดีเลยว่า การเพิ่มมากกว่าการลดนั้นเรียกว่า กำไร เรียกว่าก้าวหน้า เรียกว่าเจริญ ถ้าการลดมันมากกว่าการเพิ่ม มันก็ถอยหลัง ลดอะไรก็รู้น่ะ ว่าลดความมุ่งหมาย หรือว่าเพิ่มความมุ่งหมาย ถ้าเรามุ่งหมายจะให้เป็นอย่างนี้ เป็นการละลด เป็นการขัดกิเลส เป็นการไม่เปลือง ไม่ผลาญ เป็นการที่ต้องให้มันได้คุณค่า อย่างที่เราหมายเนี่ย มันเพิ่มคุณค่านี้ได้มันก็เจริญ เราต้องเข้าใจตัวรายละเอียดพวกนี้ให้ดีๆ ต้องเป็นคนละเอียด โยนิโส โยนิโสมนสิการ ต้องถ่องแท้ แยบคาย ละเอียดจริงๆ ถ้า ไม่เช่นนั้นแล้ว เราก็ทำอะไรผิวๆ เผินๆ ทำเอาดูแต่มวลหยาบๆ เฮอ! แบบนี้คนไม่ร่วม ไม่ร่วมกันแบบนี้ ก็ แหม! ดูสินี่ คนนั้นคนนี้แยกออกไปแล้วต่างๆ นานา ก็คนอย่าว่าแต่แยกออกไปเลย เรายังขอร้องให้เขาแยกออกไป เรายังต้องจับแยกออกไปเลย คนที่นี่น่ะ ยังมีคนที่มา เอ่อ มาร่ำร้อง เพราะแกยังร่ำร้องอยู่ คือ พุทธรักษา แกก็ยังร่ำร้องเขียนจดหมายมา ไอ้โน่น ไอ้นี่ ถึงคนโน้น คนนี้โน่นนี่มา ใครต่อใครได้รับมาตั้งหลายกระแส เพราะว่าแกหว่านความร่ำร้องนี่ออกมามาก พุทธรักษานี่ แกอยู่ในคุก แกก็เขียนจดหมายหว่านออกมา ก็ได้กระแสหว่านออกมานี่ ก็ร่ำร้องขอให้ไปช่วยแกออกมาหน่อย อะไรต่างๆ นานา แล้วคนก็สงสารกัน เขาก็สงสารกัน อาตมาก็บอก สงสารก็สงสาร ต้องมีขอบเขตในการสงสาร เราเก่งเท่าไหร่ จะเอาเขาไว้ได้ ให้เขามาอยู่ร่วมของเราได้ ก็เราได้ให้เขามาอยู่แล้ว แล้วแกก็ไม่ช่วยตัวเอง แกเองแกอินทรีย์พละอ่อน ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะอยู่ได้นั่นหนึ่ง แกก็เป็นคนผิดกฎหมาย แกเป็นคนผิดกฎหมาย เราจะรับออกมาได้อย่างไร รับคนผิดกฎหมายออกมา แกบอก โอ๊ ! ถ้ามีใครรับรอง ก็จะไปรับออกมาได้ เขาอนุญาต ตำรวจทำได้หรือ มีอภิสิทธิ์อะไรจะปล่อยคนผิดกฎหมายออกมา เขาทำเขาก็ผิดนา เจ้าหน้าที่เขานั่นแหละผิด ไม่เป็นไร ใครไปรับรองออกมา รับรองว่าเขาจะไม่ทำอะไรให้ผิดพลาดละก็ใช้ได้ มันไม่ได้ มันเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ มันเป็นกฎหมาย ไม่งั้นเขาจะต้องไปมีหรือกักกันตันอยู่อะไรต่ออะไรกันอยู่ ก็ไปรับรองกันออกมาเป็นคนใช้ที่นั่น มาเป็นคนงานที่นี่ก็ได้นี่นา เขาก็ยินดีที่จะออก เพราะพวกนั้นก็อยากออก พวกที่อยู่ในที่กักกันน่ะ อยากออกทั้งนั้นแหละ ไปรับเขามาทำงานที่บ้านที่เรือนอะไร ไปรับมาเป็นโน่นเป็นนี่อะไรได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าเผื่อเขารับรองออกมาว่าเขาไม่นั่นนี่ ได้สิ ค่ายกักกันคนต่างชาตินี่ ชาติลาว ชาติเขมร ชาติอะไรนี่ ค่ายกักกันนี่มันก็มีอยู่นี่ จะต้องมานั่งเลี้ยงดู จะต้องมานั่งอบรม จะต้องมาคอยแจกจ่าย คอยทำอะไรไปยังไงทำไมกัน ก็แจกออกมาประเดี๋ยวเดียวก็หมด คือพูดง่ายๆ น่ะนะ แต่จริงๆ มันทำมันทำไม่ได้ หรือเราจะไปร่วมทำให้เขาร่วมมือกับความผิด มันผิดกฎหมาย เราก็ไปร่วมผิดกฎหมายกับเขางั้นเหรอ นี้เรื่องกฎหมายก็อันนึง เรื่องของความไม่ๆ เข้าท่าของแก ตัวแกเองก็ไม่ดีของแกอยู่กับเราก็ทุกข์ร้อน สันติอโศกก็อยู่ไม่ได้ส่ง ไม่ใช่ส่งหรอก แกก็เผ่นมานี่ๆ ก็อยู่กับเรา ดูสินี่ อยู่ไปอยู่มา อยู่มาอยู่ไป เราก็แสนจะวุ่นวาย แกก็เป็นของแกงั้นแหละ ยังไง้ยังไง มันก็แก้ไม่ได้ เราก็จำเป็นที่จะต้องจัดการ ยังงี้เป็นต้น คนที่เราไม่ต้องการ เรายังต้องจับออกเลย "เล้ง" อย่างนี้เป็นต้น มันกระด้าง มันแข็ง มันไม่ไหว เราเองเราสู้ไม่ไหว เรารู้ว่า ตัวเราไม่ได้เก่งอะไรมากมาย ที่จะไปสามารถไปสอนผู้สอนคน ไปดัดไปปรับเขา ไปทำให้เขาดีขึ้นมาอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไม่ได้ เราไม่เก่งมากพอนา เราเป็นครูเราต้องรู้ รู้ฤทธิ์ของเราว่า เราจะสอนคนได้ขนาดไหน คนอย่างนี้ๆ สอนอย่างนี้ๆ เกินกว่านี้ เราสอนไม่ไหวแล้ว เราก็ต้องปล่อยให้คนที่เขาเก่งกว่า เขามีอำนาจ หรือมีอะไรต่ออะไรที่จะแก้ไขกันได้ มันมีเหมือนกัน อำนาจที่จะแก้ไขกันได้ตามควร ซึ่ง เราเอง เราทำรุนแรงอะไรกว่านี้ไม่ได้ เราอบรมคนนี่ เราอบรมในมาตรการ ของเรา เราทำรุนแรงกว่านี้ไม่ได้ ถ้าคนอื่นเขาทำรุนแรงก็ปล่อยเขาไป โยนให้เขาไปทำ มาตรการรุนแรง ที่จะเหมาะสมกับเขา เขากระด้างมาก ก็ต้องใช้ความรุนแรงมาก มันดื้อดึงมาก ก็ต้องใช้มาตรการที่รุนแรงกว่ากัน อะไรนี่ ต้องปล่อยเขา ต้องให้เขาไปตามวิบากของตัวเขาเอง ก็เขาเป็นคนอย่างนั้น กระด้างอย่างนั้น เขารุนแรงขนาดนั้น เขาแข็งขนาดนั้น ดื้อขนาดนั้น ก็ต้องให้เขาไปให้คนที่เขาแก้หมัดดื้อของเขา ด้วยอาการการแก้ของเขามันมีอยู่ในโลก มันมีขนาดของมัน เพราะของเรา มันแก้ได้ขนาดนึงเท่านั้นเอง เพราะนั้น ไอ้เรื่องที่เราจะต้องขอร้องตำรวจมาจับไป ตำรวจมานำพาไปนี่ เราต้องทำ ในเขตนึง ในขีดนึง เราได้ทำมาหลายทีแล้ว แต่ก่อนนี้ ก็มีอะไรนายอะไร เข้ามาเรียกว่า มาอาละวาด มาอาละวาดอยู่ที่สันติ พูดอะไรก็ไม่ได้เรื่อง ทำยังไงก็ไม่ได้เรื่องเลย เราต้องไปเชิญตำรวจมาเอาตัวเขาขึ้นรถไป ยังงี้เป็นต้น ก็ต้องทำในขีดนึงเขตนึง ผู้ชายคนนั้น ผู้ชายแกก็อาละวาดของแกไปตามเรื่อง พูดยังไงก็ไม่รู้เรื่อง ดังยังไงก็ไม่เอา อยากจะแก้ยังไงก็ไม่ได้ เราก็ต้องให้ตำรวจมาเชิญไป ไม่ยอมออก ไม่ยอมอะไรทั้งนั้น ตำรวจก็ต้องมาอุ้มไป ตามประสาของเขา เขาก็ทำฤทธิ์ทำแรงอะไรกันได้ ก็ปล่อยเขาไปตามเรื่องของเขา เพราะเราเอง มันทำไม่ได้ ทำแรงกว่านั้นไม่ได้ เราจะทำอะไรหยาบกระด้างกว่านั้นก็ ไม่ได้ ในฐานะของพวกเราชาววัด ทำได้ขนาดมาตรการของวัดยังงี้ก็ต้องเข้าใจกันให้ได้ว่า เราเองเราก็เป็นอยู่อย่างมีกฎมีหลัก มีระเบียบ มีระบบอะไรกัน ต่างๆ นานา เพราะนั้น คนอยู่ด้วยกันนี่ เราก็แม้แต่ลักษณะที่มันสังเคราะห์กันเองอย่างที่อาตมาว่า มันก็สังเคราะห์กันเอง ตามประสาที่ผู้นั้นเขาก็ยอม นี่เป็นของดี และเขาก็ยังอยู่ด้วยกันได้ เมื่ออยู่ที่นั่นไม่ได้ เพราะที่นั่น เขาจะต้องทำด้วยกฎระเบียบอย่างนั้น มติอย่างนั้น แบบอย่างนั้น เมื่อตัวเองไม่ทำตามมติเขา ไม่ทำแบบอย่างอย่างเขา เราไม่ยอม เรากระด้างอยู่ เราก็ออกมา ก็อย่าไปทำไปทำอื่นที่มันทำได้ ทำอันนั้น มันทำไม่ได้ ก็ต้องหยุด ให้ผู้ที่เขายินยอมกระทำตามมติกระทำไป อย่างนี้เป็นต้น เราจะต้องเข้าใจนะ เข้าใจเรื่องพวกนี้ มันจะค่อยเป็นไป อาตมาเห็นว่า มันเป็นการพัฒนา พวกเรานี่มันพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้ ว่ากันจริงๆ แล้ว ที่ร้านนี่ เท่าที่มันเป็นไป ไม่ได้ว่ามาตกต่ำอะไร ขายอยู่ ก็ว่าเอาเถอะ ไม่ได้อะไร ไม่ได้ใส่ซอส ไม่ต้องเอาอะไรมาปรุง จะคอยดู จะขายลดๆ ก็เห็นเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ วันเท่าไรล่ะ ที่เพิ่มมาพอปีใหม่มาแล้ว กี่วันมาแล้วที่ขายมาตั้งแต่วันจันทร์ก็ขายใช่มั้ย จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส สี่วันมานี่ เป็นไง พันสองแล้ว ก็พันสามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันลดคืออะไร มันลดตรงไหนละ ก็มันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ได้ลด เอาละ มันก็จะยังไม่แน่นอน เพราะว่ามันยังใหม่ ก็พิสูจน์กันไป มันจะลดจริงมั้ย มันจะลดเหรอ เพราะไอ้เหตุไม่ใช้ซอสนี่ จะลดจริงรึ ก็ลองดู เราก็พยายามกระทำ เพื่อที่จะสอนเขา เพื่อให้คนอื่นๆ คนทั่วไปเขาด้วยให้เป็นประโยชน์ เราจะต้องไปมอมเมาเขา จะต้องไป ไอ้โน่น ไอ้นี่เขาทำไม จะต้องไปพาลพาเขานำพาเขาให้เป็นคนเปลืองคนผลาญ เป็นคนไปเป็นทาส ทาสในสิ่งปรุงแต่งอะไรพวกนี้มากเกินไปทำไม ถ้าเผื่อว่า เราไม่ต้องปรุงแต่งขนาดนี้ เราก็ยังพอเป็นไปได้ ก็เอาคนเหล่านั้น แค่นั้นก็พอ ถ้าว่ามัน ไม่ดีขึ้น แค่นี้มันอยู่ได้แล้ว ก็เอาแค่นั้นก็พอ คนก็เวียนไปเวียนมากี่คนก็ช่าง แต่ถ้าว่ามันจะดีขึ้น มันก็ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ดูเอา เราก็พากเพียรของเราอยู่ เราก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะหยุดอยู่แค่นั้น ฝีมือเราก็ควรจะดีขึ้น แม้ว่าเราจะต้องปรุง ก็ปรุงด้วยความสามารถ ด้วยธรรมชาติลงไปเอา ใช้ความสามารถที่จริง ไม่ใช่ไปเอาธาตุเคมี ไม่ใช่ไปเอาอะไรเครื่องปรุงแต่งอะไรต่ออะไรมาเสริมมาก ถ้าเราไม่เสริม แต่ฝีมือของเราดีกว่า ด้วยการมีวิธีประมาณโน่นนี่ เป็นกลวิธีฝีมือ ก็เอาซิ นั่นแหละคือ ความสามารถของมนุษย์ ถ้าจะทำน่ะ เรียกว่าศิลปะ หรือ ความสามารถ เรียกว่า "สิบ-ปะ, สิบ-ปัง" ไม่มีปัญหาอะไร อย่างนี้เป็นต้น "สิบ-ปะ" นี่เป็นความฉลาด เป็นความชำนาญ เป็นฝีมือ เป็นความคล่องแคล่ว เป็นความสามารถอยู่ในตัวของมัน เราก็จะต้องทำ กิจกรรมของเราขณะนี้ก็ทำไป ด้านไหนๆ ที่มันค่อยมีโน่นนี่อีกหน่อยมันจะค่อยมีหลักมีฐาน มีออฟฟิศนี้ขึ้นมา มันก็จะมีกิจการอะไรต่ออะไรหลายๆ อย่างขึ้นมา เราก็จะต้องเอาคนมาเฉลี่ยทำ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ จะมีงานหลายๆ ด้าน งานบางคนเขาไม่ถนัดที่จะออกหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ก็มาทำงานนี้ คนไหนที่ถนัด ก็ไปทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เราก็มี งานมันยิ่งหนัก มันก็ยิ่งมีคุณค่ามาก มันก็ยิ่งต้องมีบุญ มีบุญมาก เพราะเสียสละมาก งานที่ไหนยิ่งหนักไม่ว่าจะเป็นการหนักทางด้านไหนก็แล้วแต่ จะเป็นหนักทางสมอง หรือว่าจะเป็นหลักทางแรงงาน ทางกายก็ตาม มันเป็นเรื่องของความจริงนะ เราต้องจ่ายแรงงานหนัก มันก็แน่นอน ค่าของมันก็ต้องสูง ทำงานเบาๆ ไม่ต้องจ่ายแรงงานอะไรมากมายนัก แรงสมองก็ตาม แรงกายก็ตามไม่ต้องจ่ายมาก มันก็ถูก จะไปมีอะไร ราคาก็ต้องถูกเป็นธรรมดา มันเป็นเรื่องจริงอย่างนั้น คนที่ทำงานทางกายก็ตาม จะแบก จะหาม จะลากจะขน ถ้าชำนาญแล้ว มันก็เบานา ของหนักนี่ ก็ยกเบา คนที่ชำนาญแล้วก็เบา เบาจริงๆ นะ มันก็เบาขึ้นได้ เพราะว่ารู้เหลี่ยมรู้มุม และก็มี น้ำหนักกล้าม เนื้อร่างกาย สรีระของเราก็แข็งแรงอะไรด้วย แล้วมันจะไปเสียหายอะไร ในเมื่อร่างกายเราแข็งแรง เราฝึก เราหัด เราแบก เราขน ร่างกาย มันก็ แข็งแรง และก็มันรู้เหลี่ยมรู้มุมของมัน ก็เบาขึ้น ชำนาญเท่าไรก็ยิ่งเบา คนใช้สมองก็เหมือนกัน ถ้ามันไม่ค่อยได้รู้ รู้เหลี่ยม รู้มุม ไม่ค่อยเก่ง คิดอ่านไม่ค่อยออก มันก็หนัก คิดหัวตื้อหัวพังอยู่นั่นแหละ คิดยากอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าเผื่อว่าคนที่คิดเฉลียวฉลาด ฝึกฝนสมองคล่องแคล่วมีปัญญาญาณ หรือมีควาฉลาดที่มากขึ้น มันก็คิดง่ายขึ้น คิดเบาขึ้นเหมือนกัน เป็นแต่เพียงคนละรูปเท่านั้นเอง มันออกไปคนละรูปเท่านั้นเอง ขอให้มันจริงเถอะ แต่เราก็อย่าไปรังเกียจกัน เราต้องรู้ว่า สิ่งเหล่านี้ เรามาแบ่งศักดินากันเหมือนในโลกเขาแบ่ง พวกใช้สมอง พวกมีความฉลาดมาก เป็นพวกสูงชั้นสูง พวกใช้แรงงานฉลาดน้อย แต่เขามีแรงงานเก่งนะ เป็นแกนของมวลชนด้วย เพราะว่าแรงงานนี่แหละมันเลี้ยงมนุษย์ สมองจริงๆ น่ะ ไม่ต้องไปมีมาก มันก็อยู่รอด เพราะว่าสมองคนเหนือกว่าสมองสัตว์อยู่แล้ว สัตว์มันยังอยู่รอดในโลก ในสังคมในโลกนี้ สัตว์มันมีสมองความ คิดนึกเท่าสัตว์ มันก็ยังหากินหาอยู่ของมันรอดแล้ว เพราะฉะนั้น มนุษย์นี่สมองมันจะต้องเลิศกว่าสัตว์อยู่แล้ว มันอยู่ไม่รอดก็ให้มันตายซะ แล้วมันจะไม่ฉลาดได้ยังไง มันต้องฉลาดประมาณนึงแล้ว ต้องฉลาดประมาณนึง ไม่ต้องไปห่วงมันมากหรอก เพราะนั้น จะมาเชิดชูเรื่องของความเฉลียวฉลาด ให้มันเอาเปรียบเอารัดกันเกินไปนี่มันไม่ถูก ทุกวันนี่มัน ซ้อนเชิง ความฉลาดทุกวันนี้นี่มันไม่ได้ฉลาดอะไรหรอก ฉลาดเอาเปรียบเอารัด มันถึงทุกข์ยากอยู่เดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ แล้วมันก็ได้เปรียบจริงๆ แล้วมันก็เอามาตั้งค่าสร้างระบบเป็นเชิงกลที่ซับซ้อนอยู่นี่ เป็นระบบที่ซับซ้อนอยู่นี่ ในสังคม ทุกวันนี้ก็เพราะความฉลาดเฉโก ฉลาดที่หาช่องทางซับซ้อน เพื่อที่จะดูดดึงความเอาเปรียบมาให้แก่ตนๆ คนก็ยิ่งนิยม เพราะว่า มันเสร็จแล้ว มันเป็นระบบเบ็ดเสร็จ มันเป็นระบบ ที่เขาได้วางไว้แล้ว ไม่ใช่วันเดียว ไม่ใช่ปีเดียว ไม่ใช่ร้อยปี หลายร้อยปีแล้วด้วย วางเป็นระบบอยู่นี่ ใ นสังคมทุกวันนี่ สังคมที่มันอยู่เป็นหมู่เป็นกลุ่ม มีกฎ มีระเบียบ มีหลัก แม้แต่เป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมก็คือ เชิงกลอย่างหนึ่งเหมือนกัน สมัยโบราณๆ นะ คนที่อยู่เป็นหมู่เป็นกลุ่มๆ ที่มันมีคนปกครอง มีหัวหน้า อย่างนี้เป็นต้น หัวหน้าน่ะ มันก็มีเชิงเปรียบ มีเชิงมีเปรียบ เป็นวัฒนธรรมของ เค้า ถ่ายทอดกันมาสืบทอดกันมา ก็ใช้ความฉลาดเฉโกของหัวหน้า มันมีฉลาดที่ชัดเจน ฉลาดที่ซื่อตรงก็มี แต่ฉลาดเฉโกมันก็ผสมเข้ามา พอฉลาดเฉโกมันผสมเข้ามา มันมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว เพราะว่ากิเลสมันเป็น เจ้าเรือน มันก็ต้องเอียงข้างเข้าเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นมีเชิงมีเปรียบมาแต่ไหนๆ เป็นระบบ หรือเป็นวัฒนธรรมจารีตประเพณีอะไรก็ตาม มันจะซับซ้อนเป็นระบบเบ็ดเสร็จมาเรื่อย คุณฟังความนี้ ให้ออก เป็นระบบเบ็ดเสร็จมา นี่แหละมันเป็นมาเรื่อย จนถึงกระทั่งทุกวันนี้ โอ้โห..นักสร้างระบบ นักสร้างวิธีการซับซ้อน เพื่อให้ได้ที่จะเป็นเชิงกลที่ได้เปรียบมากมายเหลือเกิน เรามาแก้ทุกวันนี้ เรามาแก้ทุกวันนี้ เรามาแก้ แก้มันไม่ค่อยจะหายง่ายๆ ตัวเราให้ซื่อสัตย์สุจริตก่อน แล้วเราก็มาเป็นคนจริงที่เราจะมาเสียสละ มาเสียสละ มา...ไม่เอาเปรียบเอารัด มาเป็นผู้ซื่อตรงไปเรื่อยๆๆ เพราะนั้นเชิงกลใดที่มันมาชนกับเรา มันเป็นเชิงเอาเปรียบ เราจะรู้แล้วเราก็จะแก้มันไป แก้ทันทีก็ไม่ได้ บางทีรู้แสนรู้ก็ต้องปล่อยมันไปก่อน เพราะว่าไปแก้มากๆ คนที่มันติดอยู่ มันรักอยู่ มันหวงแหนยึดถือเอาเป็นระบบของเขา เราไปแก้ระบบของเขา มันหั่นเอาเราตาย เดี๋ยวมันก็มาฆ่ามาแกงเราตาย ไปทำลาย ทำร้ายเขา เขาก็เสียผลประโยชน์ เสียอะไรต่ออะไรหลายๆ อย่าง เขาเป็นส่วนได้อยู่แล้ว เขาก็ไม่ยอมให้ไปทำลายของเขาได้ง่ายๆ แต่เราก็จะพยายามทำให้มันมาเห็นความจริงกัน ไม่ใช่ไปทำลายของเขานะ แต่เราดึงคนเนี่ย สร้างคนเนี่ย ให้มาเห็นความจริงแล้วมาเป็นคนจริง ที่จะเสียสละ ซื่อสัตย์ เสียสละจริงๆ เราไม่ไปทำเชิงกลแบบนั้น คนที่จะไปร่วมไม้ร่วมมือมันก็น้อยลงๆๆๆๆ หรือคนที่จะไป เข้าข่าย เพราะเราฉลาด ปัญญาฉลาดแบบตัวแท้นะ เราก็ไม่ไปติดข่ายของเขา ระบบของเขาน่ะ มันก็เหมือนข่ายกล ที่มันดักมนุษย์ที่โง่ มนุษย์โง่ก็ไปข่ายกลของเขาไปเรื่อยๆๆ พอเราเอง เรารู้เท่าทัน เราก็หลุดออกจากข่ายกลของมันออกมา เราไม่ไปตกเป็นทาส เราไม่ไปตกเป็นเหยื่อ เมื่อเราไม่ไปตกเป็นทาส ไม่ไปตกเป็นเหยื่อ แม้จะอยู่ด้วยกันเนี่ย เขาก็ไม่ทำอะไรเราไม่ได้ เราก็ไม่ได้ไปทำลายข่ายของเขา เราไม่ได้เอาไฟเผา เอามีดฟันนะ แต่ว่าเราไม่ติดข่ายของเขา เราเดินลุยข่ายของเขาไปได้ด้วยซ้ำ เดินผ่าสมมติว่ามันจะเป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน