321030 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 5) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

321030 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 5) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2532 ณ พุทธสถานสันติอโศก

ฟังธรรมะต่อกันนะ ตอนนี้อาตมากำลังเอาพระสูตรที่ว่าด้วยกำลัง 4 ประการ ถ้าผู้ใดอบรมตนทำให้มี ให้เกิดกำลังจริงๆ มีกำลังในตัวคนเลยนะ กําลัง 4 1. ปัญญาพละ (กําลังของปัญญา) 2. วิริยพละ (กําลังของความเพียร) 3. อนวัชชพละ (กําลังของการงานอันไม่มีโทษ) 4. สังคหพละ (กําลังของการสงเคราะห์) เมื่อมีกําลัง 4 นี้ย่อมพ้นภัย 5 (จิตหลุดพ้นความกลัวภัย 5) ภัย 5 คือ 1. อาชีวิกภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ) 2. อสิโลกภัย (ภัยจากการถูกติเตียน) 3. ปริสสารัชชภัย (ภัยที่สะทกสะท้านในบริษัท) 4. มรณภัย (ภัยจากความตาย) 5. ทุคคติภัย (ภัยที่ไปสู่นรกทางเสื่อม) (พระไตรปิฎก เล่ม 23 “พลสูตร” ข้อ 209) “กำลัง” นี่มันหมายความว่า มันก็”อินทรีย์พละ”นั่นแหละ พละก็คือกำลัง เป็นไทยแปลว่ากำลัง แต่ภาษาบาลีบอกตรงๆ กำลัง 4 ก็คือปัญญาพลัง ก็พละนั่นแหละพลกำลัง ปัญญาพลัง วิริยะพลัง อนวัชชะพลัง สังคหพลัง อนวัชชะ ก็คือการงานอันไม่มีโทษ อนะ ไม่ วัชชะ ก็คือติเตียน การงานอันไม่มีโทษ สังคหพลัง 4 กำลัง 4 อย่าง สังคหะ ก็คือการสงเคราะห์ การสงเคราะห์ การช่วยเหลือ การเกื้อกูล สรุปแล้วก็คือการให้ผู้อื่นนั่นแหละ สังคหวัตถุ 4 คือการช่วยเหลืออันเป็นน้ำใจยึดเหนี่ยวกันไว้ 1. ทาน (การแบ่งปันให้กัน) 2. เปยยวัชชะ (การพูดติให้เป็นของที่ควรดื่ม) หรือ ปียวาจา (การพูดวาจาเป็นที่รัก) 3. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) 4. สมานัตตตา (การทำตนเสมอสมานเข้ากันได้) (พระไตรปิฎก เล่ม 21 "ลังคหสูตร" ข้อ 32) ท่านอธิบายไว้แล้วในสังคหวัตถุ 4 มันก็มี ทาน เป็นตัวหลัก ทาน เปยยวัชชะ อัตถจริยา สมานัตตตา ถ้าเผื่อว่าผู้ใดทำอันนี้ได้ มีทาน ในตัวทานเอง

อ่านต่อ

ก็มีสิ่งที่เป็นชั้นสูงชั้นเลิศด้วยนะ ถ้าทานวัตถุทาน มันก็แค่ทานโลกๆ ทานเบื้องต้น อภัยทานก็สูงขึ้น ถ้าถึงขึ้นขั้นธรรมทาน มีธรรมทาน ก็เลิศกว่าทานทั้งหลาย เปยยวัชชะก็เหมือนกัน ท่านก็ตรัสไว้บอกไว้ เปยยวัชชะ หรือเขาเอามาเรียกกันทุกวันนี้นี่ ไปเอาคำสรุป แต่ที่จริงมันไม่สรุปนะ เพราะว่ามันเป็นตัวขยายเท่านั้นเอง ปิยวาจา คำว่าปิยวาจานั้น มันเป็นลักษณะอธิบาย ถ้าจะอธิบายย้อนนะ ท่านไม่ได้ตรัสว่าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คือการแสดงธรรมบ่อยๆ การพูดนี่ ปิยวาจา หรือเปยยวัชชะ วัชชะ แปลว่าของควรพูด ของควรติ อันที่พึงติ พึงกล่าว พึงกล่าวว่า วัชชะแปลว่าสิ่งที่ควรเว้น แปลว่าความผิด แปลว่าควรพูดติ ควรกล่าวว่า เปยยะ ของควรดื่ม เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดจะโทษจะติ แล้วก็ติได้จนเป็นของควรดื่ม จะกล่าวจะว่าให้คนดื่มสิ่งที่เห็นว่าเป็นโทษของตนนั้นได้ นั่นแหละเป็นการแสดงธรรมที่ได้แก้ไขปรับปรุง ท่านสรุปไว้ว่า การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการพึงเงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก หรือเลิศกว่าปิยวาจา เลิศกว่าการพูดอ่อนหวาน พูดไพเราะ เสร็จแล้วก็เอาปิยวาจานั่นขึ้นไปพูดสรุป ซึ่งเป็นคำพูดเข้าใจง่ายๆ แล้วก็โดยสามัญสำนึก คนก็บอกว่า เออ! ถ้าพูดบอกไพเราะ คนก็ไม่เกิดปฏิกิริยาอะไรได้สงเคราะห์กัน เกื้อกูลกัน คือคนทำไม่ได้ ติคน แล้วให้คนเขาฟังคำตินั้น เป็นอันเป็นที่รัก ติคนให้คนฟังคำตินั้นเป็นคำไพเราะ เป็นการชี้ขุมทรัพย์ เป็นการบอกสิ่งที่ดี ที่ประเสริฐ จะติยังไง คนรับอย่างมีฉันทะ มีความยินดี มีความรู้สึกพอใจ ไม่เกิดโกรธ เกิดขึ้ง เกิดฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ให้เกิดอิทธิบาท เอาไปปฏิบัติประพฤติได้เลย นั่นล่ะ เป็นเลิศกว่าใดๆ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วคนทำไม่ได้ ก็เลยไปพูดว่า พูดมันให้เข้าหูคนก็แล้วกัน พูดให้มันเป็นคำอ่อนหวานก็แล้วกันอะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็ง่ายๆ สามัญน่ะ แต่ที่จริงแล้ว มันลึกซึ้ง อัตถจริยานั้น ท่านสรุปไว้ชัดว่า อัตถจริยาคือ การประพฤตินี่แหละ การประพฤติ การกระทำ กระทำอย่างไรให้คนเกิดศรัทธาสัมปทา เกิดศีลสัมปทา เกิดจาคะสัมปทา เกิดปัญญาสัมปทา เกิดสัมปรายิกัตถประโยชน์ 4 นั่นแหละ หรืออริยทรัพย์ ให้คนได้รับทรัพย์ เราจะมีพฤติกรรม เราจะมีจริยา เราจะมีความประพฤติอย่างไรที่เข้าหาแก่นสาร อัตถะก็คือแก่นสาร เราจะทำอย่างไร แก่นสารของมนุษย์ เราก็รู้ได้ทันทีเลยว่า อ๋อ! มนุษย์จะต้องมี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา นี่แหละ เป็นแก่นสาร เป็นทรัพย์ เป็นสมบัติ เป็นอริยสมบัติทีเดียว ไม่ใช่สมบัติธรรมดา เป็นคุณของมนุษย์ เป็นทรัพย์ของมนุษย์ที่ควรจะได้ จะเป็น ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้นะ ที่บอกว่า แม้แต่เราจะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ขนาดที่เรียกว่า หาบ้านหาเมืองนะ ให้พ่อแม่น่ะ หาบ้านหาเมืองให้พ่อแม่ก็ยังไม่ยิ่งใหญ่ การตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เอาพ่อแม่มาไว้บนบ่าซ้ายบ่าขวา ให้ขี้รดเยี่ยวรดอยู่บนบ่าตัวเองนี่เลยนะ นี่คำตรัสพระพุทธเจ้าเลย เราก็เคยเอามาอ่าน พระสูตรนี้นะ ก็ยังไม่ได้วิเศษ ยังไม่ได้เลิศยอดอะไร แต่ก็จริง ไอ้ตามขั้นตามตอนน่ะนะ ตอบแทนด้วยการให้ข้าวให้ของ ให้วัตถุ เลี้ยงดู อย่าว่าถึงบ้านถึงเมืองเลย มันก็เป็นธรรมดาน่ะ ว่าเราตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ก็ต้องทำละ เท่าที่ควร แต่มันไม่ใช่การตอบแทนที่จะเป็นสิ่งที่ให้ได้วิเศษยอดเยี่ยมอะไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้อริยทรัพย์ 4 ประการแก่พ่อแม่นี้ได้ นี่แหละเลิศยอดที่สุด ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ได้อย่างเลิศยอดที่สุด ให้เกิดศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา นี่แหละวิเศษที่สุด อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นอัตถจริยา เราจะมีได้อย่างไร ทุกวันนี้นี่นะ พวกเรามีอัตถจริยากันอยู่นะ ทำให้คนเกิดศรัทธาเลื่อมใส ด้วยวิธีการต่างๆ ที่เป็นงาน อัตถจริยาก็เป็นกรรม เป็นการกระทำ หรือเป็นงาน เปยยวัชชะก็เป็นกรรมเป็นการกระทำ เป็นการงาน เปยยวัชชะ จะพูดจะกล่าวมีความประพฤติเลย อัตถจริยา หรือพฤติกรรมทาน ได้ให้ มันก็เป็นงาน เป็นกรรม จะเป็นงานเป็นกรรมอะไรต่างๆ ได้ถึงขั้นคิดถึงขั้นว่าจะเป็นการสงเคราะห์ได้ ก็เพราะว่ามีปัญญา ตัวปัญญานี่เป็นตัววิเศษ เป็นตัวพุทธะ พุทธะก็คือความรู้ ผู้รู้ เป็นตัวปัญญานะ ปัญญาไม่ใช่เฉกตา ก็เคยย้ำให้ฟังแล้ว ความเฉลียวฉลาดที่มีทิศทาง ความเฉลียวฉลาดที่มีเงื่อนไขเลยว่า จะต้องเป็นความเฉลียวฉลาดที่จะพาไปสู่ความพ้นทุกข์ ไปสู่มนุษย์โลกใหม่ สมานัตตตา ท่านอธิบายไว้ ยากน่ะ ในพระสูตรนี่ ท่านว่าไว้นี่ ตื้อมะลื่อตื้อเลย ถ้าคนไม่รู้เรื่องแล้ว อธิบายไม่ออกหรอก สมานัตตตาที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ ให้มีความเสมอนะ พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกิทาคามีมีตนเสมอกับพระสกิทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระอรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย ถ้าไม่เข้าใจแล้วก็ไม่รู้จะว่ายังไง พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกิทาคามีมีตนเสมอพระสกิทาคามี ว่าไป นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย อันอื่นยังพอฟังนะ ชักชวนผู้ทุศีลให้ตั้งมั่น ดำรงอยู่ในศีลสัมปทา ชักชวนผู้ตระหนี่ให้ตั้งมั่นอยู่ในจาคะสัมปทา ชักชวนผู้มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา อะไรอย่างนี้ อันนี้เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย อัตถจริยานั่นเอง มันก็เข้าใจน่ะ มันก็ยังง่าย อาตมาก็เคยอธิบายแล้ว ก็อธิบายอีก เพราะว่าเป็นหลักพวกเรา มาเป็นคนโลกใหม่ มาเป็นคนปรโลก มาเป็นคนโลกชนิดที่มนุษย์อย่างพระพุทธเจ้าท่านพาเป็น เป็นบุคคลอีกอันหนึ่ง เรียกว่าบุคคลโลกอริยะ หรือบุคคลโลกใหม่ บุคคลโลกเหนือ เหนือโลก โลกที่เหนือกว่าอย่างที่เขาเป็น หรืออย่างที่เคยเป็น เราเคยเป็นโลกเก่าๆ เคยเป็นมาทุกคน เสร็จแล้วเราก็มาหาโลกใหม่อยู่ โดยที่เราประพฤติปฏิบัติเข้ามาสู่โลกใหม่ได้จริงๆ โดยการเป็นพระโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ความเป็นพระโสดาบันก็เป็นคุณธรรม เป็นคุณลักษณะที่แท้จริง ที่มนุษย์จะพึงเป็นได้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงถือว่าสูง เมื่อสูง เราก็กระทำตนให้ขึ้นไปถึง จึงเรียกว่าเสมอ เมื่อเป็นเสมอโสดาบัน รู้จักคุณตั้งแต่ขั้นต้น คุณของพระโสดาบันเป็นอย่างไร อริยคุณขั้นโสดา แล้วเราก็พากเพียรทำตนให้มีคุณลักษณะอันนั้น มีอริยคุณอันนั้น เรียกว่า ตนเสมอขึ้นมา เสมอขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ไปดูถูก เสมอสมาน สมานัตตตานี่ สมานอัตตาที่อาตมาเคยแปลง่ายๆ สมานอัตตา ถ้าเอาเป็นแต่เพียงสมานเฉยๆ แล้วก็ไม่มีความเจริญทำให้เกิดความสามัคคี เราสมานกันไป ทุกคนพยายามที่จะให้กลมกลืนกันได้เป็นเอกภาพ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อน มันก็ดีล่ะ สามัญ ใครก็เข้าใจ สามัญสำนึก แต่ต้องมีความเจริญ แม้เจริญขึ้นแล้วจริงนี่ คนเราเจริญ คนเราสูงส่งขึ้นแล้วนี่จะมีมานะ ไม่ว่าจะเป็นทางโลก หรือทางธรรม ทางธรรมแท้ๆ มันก็ยังมีซ้อนเชิง เป็นอุปกิเลส มีมานะซ้อน ทางโลกไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่ได้รู้ตัวง่ายๆ หรอก แต่สามัญก็พอรู้นะว่าอย่าไปเบ่งไปข่มเขา อย่าไปยกตนข่มท่าน จะต้องเป็นผู้ที่ทำตัวสม่ำเสมอ พยายามที่จะสัมพันธ์กับคนอื่นๆ แม้ตัวเองจะเจริญ จะยิ่งใหญ่ มียศฐาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวย ก้าวหน้า มีความรู้ มีอะไรก็แล้วแต่ ก็อย่าถือตัว หยิ่งผยอง ต้องพยายามสมาน เสมอสมาน หรือพยายามที่จะถ่อมตน เอื้อเฟื้อเกื้อกูล ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่เบ่งไม่ข่ม มีแต่เกื้อกูลผู้อื่น ทำตนให้เสมออย่างนั้น ก็เป็นธรรมดาน่ะ ก็เข้าใจกันอยู่ได้ อย่าว่าจะเจริญแต่แค่มีลาภ ยศ สรรเสริญอย่างโลกๆ เลย เจริญขึ้นไปเป็นอริยคุณ มันก็ทำให้เราหลงตัว หรือสามารถที่จะไปข่มคนอื่น ไปถือตัวถือตน หยิ่งผยองอะไรนี่ได้เหมือนกันจริงๆ เพราะฉะนั้นจะต้องศึกษาอบรมตน ระมัดระวังจริงๆ เมื่อเราสูงขึ้น โสดาฯ เสมอความเป็นโสดาฯ ทำตนให้เสมอ ทำตนให้สูงขึ้น เป็นโสดาฯ ได้ โสดาฯ ทำตนให้เสมอโสดาฯ มีตนเสมอโสดาฯ ได้ ก็อย่าไปเบ่งข่มปุถุชนคนที่ต่ำกว่า หรือกัลยาณชนสูงขึ้นไปได้ อย่างนี้แหละ สูงขึ้นไป สกิทาคามี มีตนเสมอสกิทาคามี รู้คุณธรรมของสกิทาคามีแล้ว ก็ทำตนให้เสมอสกิทาคามีขึ้นไป มีอริยคุณสูงขึ้นไป อนาคามี อรหันต์ ขึ้นไปอย่างนั้นเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นก็จะต้องเสมอและสมาน ทำตนเองให้สมานัตตตา เสมอและสมาน สมานกันให้รู้จักขั้นตอน ให้รู้จักฐานะ การรู้จักขั้นตอนฐานะนี้ไม่ง่ายนะ เราจะหลงตัว เอาใจเราไปวัด เอาใจเราไปถือว่า มันต้องเคร่งอย่างนี้ มันต้องเคร่งครัดอย่างนี้ ถ้าไม่เคร่งอย่างนี้ ไม่ได้ จะต้องเอามาตรฐานที่ตัวเองรู้สึกว่าสบาย ไปวัดคนอื่น ไม่ได้ คนอื่นที่เขาต่ำ คนอื่นเขาทำไม่ได้ คนอื่นเขาฝืน คนอื่นเขายาก ไปกดไปข่ม ไปเคร่งเกินไปก็ระเบิด ต้องรู้จักฐานของผู้คน แล้วอนุโลมปฏิโลม เพราะฉะนั้นในการที่จะยืดหยุ่นเป็น แล้วก็รู้จักฐานะของแต่ละคนแต่ละจริตด้วย จะทำอย่างไร จริตบางคนก็เป็นศรัทธาจริต บางคนก็เป็น อะไรล่ะ ศรัทธาจริต วิตรรกจริต ราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต พุทธจริต พุทธจริตก็คือตัวปัญญา พุทธจริต วิตรรกจริต จริตทั้ง 6 (ดังกล่าวข้างต้น)นี่ ต่างคนต่างมีเอนมีเอียง หนักไปข้างโน้นข้างนี้ และเราก็เข้าใจเขาไม่ได้ ไม่มีวิธีการที่จะประสาน หรือว่าจะอนุโลมปฏิโลมกับคนแต่ละจริต อย่างนี้ ต่างๆ นี่ ถ้าเป็นผู้บริหาร เป็นผู้ปกครอง เป็นผู้ที่อุ้มชูดูแล ถ้าไม่เข้าใจ แล้วก็ยืดหยุ่นไม่เป็นนะ แตก ไม่อยู่หรอก ระเบิด ระส่ำ ระสาย จะเหลือแต่จริตอย่างเดียวกับตัวเองนั่นแหละอยู่ด้วย และไม่กี่คน ดีไม่ดี lonesome เหลือตัวคนเดียว ดีไม่ดี เหลือตัวคนเดียว เพราะใจเราคนเดียวนี่นะ มันจะไม่เหมือนคนอื่น ไม่มีใจใครเหมือนใครอย่างเดียวกัน เป๊ะเลย แม้จะเป็นจริตสายเดียวกันก็ตาม แล้วมันไม่ง่าย การที่จะมีอัตตา แล้วไม่รู้อัตตา ไม่รู้มานะอัตตาของตนนี่ มันไม่ง่ายนะ มันยาก แต่ต้องเรียน ต้องศึกษา ต้องพยายามฝึกหัดฝึกฝน อบรม จนกระทำได้น่ะ มันลำบาก แล้วมันยืดหยุ่น ต้องรู้ว่าคนนี้เขาต้องบกต้องพร่องอันนี้บ้าง เขาก็อยากดี เขาก็เคร่งครัดอยู่พอสมควร แต่คนเรามันก็มีอินทรีย์พละต่างกัน ทำไปไม่ได้ ก็เอาขนาดนั้นขนาดนี้ ก็ดู จะทำอย่างไร มีวิธีการอย่างไรที่จะประนีประนอมบ้าง ลงโทษขึ้นบ้าง ลงโทษกันให้ขนาดนั้นขนาดนี้ ให้เป็นไปได้ที่จะยืดหยุ่น ซึ่งก็ทำๆ กันอยู่นี่แหละ ก็หลายๆ วิธี ก็เห็นๆ กันอยู่น่ะ ยาก ไม่ใช่ง่ายน่ะ ต้องเป็นคนใจเย็น แล้วก็จะต้องฉลาดเฉลียว วิธีการเหล่านี้ มีอยู่ในหมู่ผู้ที่อบรมฝึกฝน อย่างที่เราเป็นกันอยู่ ก็ต้องมีบทฝึกหัด มีการศึกษา มีการอบรม หมั่น ขยันฟังธรรม มันจะเป็นการเดินบทอยู่ตลอดเวลา จะคบกับสัตบุรุษ จะเดิน จะเป็นจักร น่ะ จักรทั้ง 4 จะเป็นจักรทั้ง 4 เดินอยู่อย่างนี้แหละ

จักร 4 คือธรรมที่นําไปถึงความเป็นใหญ่ เปี่ยมสมบัติ ดุจล้อหมุนนํารถไปถึงที่หมายสําเร็จ 1. ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่เหมาะควร) 2. สัปปุริสปัสสยะ (การคบกับสัตบุรุษ - คือคบคนที่มีความคิดเห็นถูกต้อง) 3. อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้อย่างถูกต้อง) 4. ปุพเพกตปุญญตา (กระทําบุญลดกิเลสไว้ก่อน) (พระไตรปิฎก เล่ม 20 “จักกสูตร” ข้อ 31)

ถ้าไม่เกิดจักร ไม่เกิดบทบาท ไม่เกิดกลุ่ม ไม่เกิดคณะ ไม่เกิดองค์ประกอบที่จะมีทุกๆ อย่าง ที่จะเป็นจักรแก้ว เป็นช้างแก้ว ม้าแก้ว เป็นแก้วมณี เป็นนางแก้ว คหบดีแก้ว ปรินายกแก้ว จะไม่เกิด จะไม่เกิดจักรแก้ว ที่จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบ มีกำลัง เป็นกำลังนะ (จักรแก้ว ช้างแก้ว … ปรินายกแก้ว ในพระไตรมีฏก เล่ม 19 "จักกวัตติสตร" ข้อ 505-507 และ สติสัมโพชฌงค์ (การระลึกรู้แจ้งกิเลส) : เปรียบเสมือนจักรแก้ว) จักรแก้วนี่เป็นกำลัง เมื่อรวมกำลัง นอกจากคนที่มีกำลังของตนเอง คือมีกำลังปัญญา มีกำลังความเพียร มีกำลังการงานอันไม่มีโทษ มีกำลังของการสงเคราะห์ ส่วนแต่ละบุคคลจะต้องมีกำลัง มีปัญญาเป็นกำลัง มีความเพียรเป็นกำลัง มีการงานอันไม่มีโทษเป็นกำลัง มีการสงเคราะห์อันเป็นกำลัง เมื่อมีกำลังของตนแล้ว หลายๆ คนที่มีกำลังอันเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนี้ ปัญญาก็ต้องเป็นทิศทางเดียวกันนะ แต่ไม่ใช่ว่ามันเท่ากัน แล้วไม่ใช่ว่ามันฉลาดเฉลียวอย่างเดียวกัน มันมีไหวพริบต่างกันเหมือนกัน ความฉลาดนี่ แล้วมันมีกำลังทุกอย่างนี่อยู่ในแต่ละคน แต่ละคนรวมกันแล้ว เมื่อรวมกันแล้วเป็นกำลัง มันก็จะเป็นจักร เป็นสังคม เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ เป็นองค์ประกอบ เป็นองคาพยพ ที่รวมกันแล้วก็เป็นจักร เป็นบริษัท เป็นบริษัทที่ติดเครื่อง หรือบริษัทที่เป็นกล เป็นจักรกลน่ะ ที่เป็นจักรชั้นหนึ่ง จึงเรียกว่า จักรแก้ว มันเป็นจักรชั้นหนึ่งของสังคม เป็นตัวอย่างของกลุ่มหมู่คน ที่มีกำลัง 4 นี้ ที่อาตมากำลังพูดนี่ คุณนึกเปรียบเทียบดูจริงๆ นะว่า วัดดูสภาวะจริง หรือสภาพจริงของชาวอโศกเรา พวกชาวอโศกเรานี่ รวมกันนี่ ขณะนี้นี่ มีทั้งคนวัดนะ มีทั้งนักบวช มีทั้งแต่ละระดับ แล้วก็มีทั้งคนที่ไปๆ มาๆ มีทั้งอาคันตุกะประจำ อาคันตุกะจร อาคันตุกะจรประจำน่ะมีด้วยนะ จรประจำนั่นไม่ค่อยมา ไปน่ะ มาน้อย ไปมากน่ะ อาคันตุกะจรประจำ มีทั้งผู้ที่อยู่ห่างๆไกลๆ ต่างจังหวัด ต่างประเทศก็ยังมีเลย สิ่งเหล่านั้นจะต้องเข้าใจรายละเอียดว่า นั่นแหละเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น ไม่ได้มารวมอยู่เหมือนกับเครื่องกล มาใส่ไว้ในที่เดียวกัน เอาน็อตขันเอาไว้ทั้งหมด ไม่ใช่อย่างนั้น แต่มันก็เหมือนกับน็อตขัน มันก็เหมือนกับสิ่งที่โยงใยต่อติดกันเป็นกล เป็นจักรกล แล้วก็เดินบทเป็นจักรแก้วอยู่กันขณะนี้ มีปัญญา มีความเพียรพอสมควร อาตมาก็เคยพูดย้ำพูดซ้ำพูดซาก ไอ้ที่พูดนี่พูดซ้ำทั้งนั้นแหละ แต่ว่าขยายความให้เห็นว่า มันเข้าหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนะ หลักเกณฑ์ต่างๆ นี่มันเข้า แล้วทุกวันนี้มันเห็นชัดขึ้น ปัญญาของเราไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน แต่ก่อนเราเข้าใจว่าอย่างโลกๆ น่ะ ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ได้เปรียบคน ร่ำรวย มีอำนาจบาตรใหญ่ เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นความประเสริฐของมนุษย์ นั่นปัญญา ไม่ใช่ปัญญา ที่จริง เป็นเฉกตา เป็นความเฉลียวฉลาดที่เข้าใจอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เรามาเข้าใจใหม่แล้ว ความเฉลียวฉลาดต้องมาในทิศทางที่เป็นคนเสียสละ สร้างสรร เป็นคนที่ทำงาน ก็ไม่ต้องไปเอางานให้มันไปเที่ยวได้แลกลาภ แลกยศอะไรหรอก เป็นการงานแลกลาภ แลกยศอยู่ จริงๆ ก็ยังมีโทษ ถ้าจะว่าไปแล้ว เราก็เรียนมาแล้ว สัมมาอาชีวะ 5 อาชีวะ 5 ตั้งแต่ กุหนา ลปนา นิปเปสิกตา เนมิตตกตา ลาเภน ลาภัง นิชิคิง สนตา

มิจฉาอาชีวะ 5 คือการทำมาหากินเลี้ยงชีพในทางที่ผิด 5 อย่าง 1. การโกง (กุหนา) ทุจริตทั้งกาย วาจา ใจ 2. การล่อลวง (ลปนา) เน้นทุจริตด้วยการใช้วาจาเป้นหลัก ส่วนทุจริตทางกายไม่เด่นชัด 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่กับคณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภต่อลาภ (ลาเภน ลาภัง นิชีคิงสนตา) (พระไตรปิฎก เล่ม 14 "มหาจัตตารีสกสูตร" ข้อ 275)

ซึ่งเราไม่โกง ไม่หลอกลวง ไม่ตลบตะแลง ไม่มอบตนอยู่ในทางผิด จนกระทั่งทำงานที่ไม่ต้องเป็นคนทำงานเอาลาภแลกลาภก็ได้ ทำงานฟรี ทำงานสร้างสรรอยู่อย่างนี้แหละ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาตมาเคยย้ำกับพวกเรานี่นะ ว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นเรื่องประหลาด ไม่ใช่คนๆ เดียวทำ เราทำกันเป็นหมู่ เป็นกลุ่ม ถึงแม้ว่าเราจะต้องแลกลาภอยู่บ้างในบางอย่าง บางอัน คือทำแล้วก็แลกมาอย่าง ชมร. นี่ ทำแลกอยู่ โดยดูกว้าง แล้วก็ดูว่าแลก ให้เขาซื้อ แต่เงินเหล่านั้นไม่ได้มาเข้ากระเป๋าเราใครคนใดคนหนึ่งเลย อย่างนี้มันก็ไม่ได้หมายความว่า เรามาทำงานแลกลาภของเราหรอก แต่นั่นแหละ จะว่าไปแล้ว มันก็ไม่เหมือนกับเราทำหนังสือนี่ เราทำหนังสือนี่ มันออกไปเลยนะ เราไม่ได้แลกกลับ อันนี้ทุกคน แล้วก็ไม่ขาย หรือขายก็น้อย อย่างนี้เป็นต้น ให้มากกว่าขายจริงๆ แลกกลับนี่น้อยน่ะ ไม่แลกกลับ ให้ไปเลยฟรีๆ นี่มาก มากอย่างเห็นได้ชัดเลยน่ะ มันก็แน่นอนล่ะ มันดีกว่าล่ะ ไม่แลกกลับมาเลยก็ดีกว่า หรือแม้แต่เขยิบขยับมาถึงการค้าในระดับ อย่าว่าแต่ ชมร.เลย มาถึงพลังบุญ มาถึงบริษัทใหม่นี่ ฟ้าอภัย จะเป็นยังไง จะค้าจะขายยังไง ยังไม่รู้ แต่ก็พยายามจะเอาทฤษฎีกำไรขาดทุนของอารยชน ที่ได้พยายามอธิบายบอกหลักเกณฑ์หลักการอะไรไว้แล้วนี่ ไปทำ สิ่งเหล่านี้ เป็นการงานทั้งนั้น เป็น”อนวัชชะ”ในระดับแต่ละระดับของสังคม เป็นขั้นตอนของเฟืองเล็ก เฟืองกลาง เฟืองใหญ่ เป็นพฤติกรรม เป็น”อัตถจริยา”หรือว่าเป็นการกระทำ เป็นการกระทำ มีทั้งพูดด้วย พูด มันซ้อนเชิงว่าเราจะขัดเกลาเขาอย่างไร เราจะให้เขาเข้าใจอย่างไร ต่างๆ นานานี่ มันเป็นบทบาทอยู่ในสังคม เป็น interaction เป็นปฏิสัมพันธ์อยู่ในสังคม เป็นสภาพที่เกิดซ้อนเชิง มันซับซ้อน ทวนไปทวนมา ที่มีสภาพสร้างสรรขัดเกลา ไม่ใช่สร้างสรรแล้วก็ทำลาย ขัดเกลาก็มีความสูญเสียไปบ้าง ขัดเกลานี่ สูญเสียสิ่งที่ควรสูญเสีย ทำลาย จะว่าให้มันแรงๆ ก็ทำลาย ทำลายสิ่งที่มันไม่ดีไม่งาม ถ้าจะพูดให้แรงๆ ที่จริงเราพูดแค่ขัดเกลา ขัดเกลาออก ถ้าจะว่าทำลายแล้วมันแรง มันมีการสร้างสรรอย่างนี้ สร้างสรร เพราะว่าเราลดสิ่งที่ไม่ควร เพิ่มสิ่งที่ควรขึ้นมาให้มากให้ยิ่ง สิ่งไม่ควรก็ลดลง ลดลงๆๆ ส่วนคนที่เขาทำสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในโลกนี่ก็มี เขาทำอยู่น่ะ เขาไม่รู้ แล้วมีมากด้วย คนที่ไม่อิโหน่อิเหน่ ไม่มีปัญญารู้ว่าอะไรควรไม่ควร พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดว่า เรื่องปัญญาที่มีกำลัง เพราะว่ามันเกิดการวิจัย ธรรมวิจัย รู้ดีว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรเป็นสิ่งไม่มีโทษ อะไรเป็นสิ่งที่มีโทษ อะไรเป็นดำเป็นขาว หรือว่าอะไรควรไม่ควร ควรเสพย์ ไม่ควรเสพย์ อะไรที่จะไม่สามารถทำให้คนเป็นอริยะได้ หรือว่าอะไรสามารถทำให้คน หรือว่าทำความเป็นอริยะได้ มันจะเลือกเฟ้นออกจริงๆ มีปัญญา มีความเฉลียวฉลาด แล้วเลือกเฟ้น ทำในสิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควรเราไม่ทำ ลด เลิก นี่เราทำมาได้อย่างที่มีปัญญาอย่างนี้ กลับกันกับแต่ก่อน แต่ก่อนเราไม่ได้เข้าใจอย่างนี้เลย อาตมาไม่ขยายความอีกน่ะ มันซ้ำซากมากมาย แล้วเราก็มีกำลังความเพียร แต่ก่อนนี้เราเพียร แต่ก่อนเราเป็นปุถุชน เป็นคนโลกๆ นี่ เราเพียร เพียรเพราะมันมีอำนาจของโลกียธรรม อำนาจของลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แลกเปลี่ยนเราจึงทำ ทำเพราะมีสิ่งล่อ เรียกว่า มีอามิส ถ้าไม่ได้อามิส กำลังก็ย่อหย่อน ทำไม่ขึ้นหรอก เครื่องไม่เดินน่ะ เครื่องไม่เดิน จักรไม่เดิน จักรมันจะเดินได้ก็ต้องมีการ ที่เรียกกันอยู่ทุกวันนี้ มีต้องหยอดน้ำมัน แน่ะ เขาว่ากัน ใช่ไหมล่ะ จักรไม่เดิน ไม่ได้หยอดน้ำมัน มันก็ไม่เดิน ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน ต้องมีสิ่งกระตุ้น ยิ่งมีสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นมาล่อ มีลาภมากๆ ล่อ ยศ ชั้น สรรเสริญ โลกียสุข อะไร ล่อมากๆ ได้ มันก็ยิ่ง เครื่องยิ่งเดินดี ลืมเหนื่อย มีความเพียรมาก นั่นมันเคยมาแต่ไหนๆ แล้ว โลกสมัยแต่เดิมๆ อยังโลโก คนโลกเก่า เป็นอย่างนั้นมาทุกคน ติดไม่ใช่ติดธรรมดา ติดสันดานมา ติดสันดานมาเลย แล้วเราก็มาแก้ จนกระทั่งทุกวันนี้ เราทำความเพียร ขยันหมั่นเพียร โดยที่เรียกว่าไม่ต้องหยอดน้ำมัน มีแต่การศึกษา เราศึกษา มานั่งฟังธรรมทุกวันๆ ให้มันเกิดจักร 4 คบสัตบุรุษ (อาหารแห่งวิชชาและวิมุติ ๙ : อวิชชาสูตร พตปฏ. เล่ม 24/ข้อ 61) แล้วก็ได้ฟังธรรม ได้เกิดปฏิบัติธรรม ได้ทำให้ละเอียดลออ เกิดโยนิโสมนสิการ เกิดได้ เกิดความละเอียดลออ ถ่องแท้ แล้วก็ได้ทำใจในใจ โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นสัมภวะ มนสิการเป็นสัมภวะ การทำใจในใจเป็นแดนเกิด แล้วได้เกิด มันมีความละเอียดลออ เข้าใจความละเอียดของรูปธรรม นามธรรม ปรมัตถธรรม เข้าใจความละเอียดถึงจิต เจตสิก เรียกว่าโยนิโสมันละเอียด ถ่องแท้ ชัดเจน อะไรคืออะไร ความเจริญของจิต กำลัง ความเจริญของกำลัง กำลังปัญญา กำลังแห่งความเพียร นี่เป็นนามธรรมทั้งนั้นนะ กำลังความเพียร กำลังปัญญานี่ เป็นนามธรรมทั้งนั้น อนวัชชะ กำลังของการงานนี่ มันมีทั้งการงานทางธรรม การงานทางปกติ การกระทำทางกาย ทางวาจา ใจ ท่านตรัสบอกไว้แล้วว่า การงานนั้นก็คือ การประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นผู้ประกอบการงานอันไม่มีโทษเหล่านี้แหละ เรียกว่า การกระทำการงานอันไม่มีโทษ คือกรรมทั้ง 3 นั่นแหละ ก็คือชีวิตนั่นแหละ อาตมาเคยแปลมาแล้วว่า ชีวิตคือกรรม 3 เพราะฉะนั้นก็ทำชีวิตของเรานี่ ให้มันเป็นสุจริต ลดนิวรณ์ 5 อย่างแท้จริง การงาน บอกแล้วซ้ำซาก ว่าการปฏิบัติธรรมนี้มีการงานด้วย แล้วก็ได้ปฏิบัติทั้ง 2 อย่าง เจริญทั้ง 2 อย่าง 1.กุศลที่การงานก็เจริญ เชี่ยวชาญ แคล่วคล่อง สามารถ มีสมรรถนะ 2.การงานในการตัดกิเลสของเรา ปฏิบัติธรรมส่วนตนของเรา เป็นการงานของเราในตัว ไปพร้อมกับการงานที่กระทำอย่างโลกๆ อยู่นี่แหละ การงานที่กระทำนี่ แล้วเราก็ปรับการงาน เป็นการงานอันไม่มีโทษจริงๆ ขึ้นมาได้เรื่อยๆ มีแต่คุณค่า เราเป็นผู้กำไร แต่ก่อนเราเข้าใจกำไรผิด เดี๋ยวนี้เราก็รู้จักกำไร อย่างนี้เป็นต้น เราทำได้กำไร กำไรอย่างไร กำไรอารยะอย่างไร แล้วเราก็ได้ทำจริงๆ ไม่มีโทษ ไม่มีโทษทั้งตนและผู้อื่นน่ะ ทางโลกนั่นเขาทำงาน แล้วก็เอาเปรียบมา มันก็เหมือนกับตนเองมีกำไร ตนเองเหมือนกับได้ ได้ประโยชน์ ได้คุณ แต่ที่จริงเป็นโทษ เป็นบาป เป็นหนี้ คนอื่นเขาก็ถูกขูด ถูกรีด ถูกเอาเปรียบเอารัด ถูกอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา เขาก็ไม่ชอบใจ โดยสังคม คนที่เขาไม่รู้ เขาก็นึกว่าเขาเสียเปรียบ เขาก็เสียใจ ที่จริงน่ะ โดยลักษณะเขาได้นะ อย่างที่อาตมาเคยยกตัวอย่าง ว่าพวกพ่อค้าแม่ค้า หรือพวกคนที่ไปขูดรีดนาทาเร้น พวกนายกับทาส อย่างนี้เป็นต้น ทาสนั่นมันไม่อยากให้หรอกนะ ใจไม่ได้อยากให้หรอก แต่มันจำนนให้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่บุญแท้ๆ แต่มันก็ยังเป็นบุญอยู่ มันสภาพที่ต้องเป็นสิทธิของเขา แล้วอีกคนหนึ่งโกงเอา แรงงานของเขาถูกโกง เป็นสิทธิของเขาที่ถูกโกง เพราะฉะนั้นอาตมาก็เคยเล่า พวกนี้ นายกับทาสนี่ อีกหน่อยมันก็เกิดมาเป็นวัวเป็นควายใช้หนี้กัน นาย ไปเอาไปโกงแรงงานของเขา ตอนหลังมาเกิด ก็ต้องมาเกิดเป็นวัวเป็นควาย ใช้หนี้แรงงานให้แก่เจ้าของวัวควายนั้น มันวนเวียนกันอยู่อย่างนี้โดยจริงน่ะ มันบุญไม่มากเท่าจริงๆ หรอก บุญไม่มากเท่าว่า เราให้ทานนี่ มันเป็นบุญมาก เราเป็นผู้ที่เสียสละนี่ เราบุญมันมากกว่า แล้วเราก็ได้ให้จริงๆ ถ้ายิ่งจะเป็นเจ้านายของวัวควาย ก็เป็นยิ่งกว่านั้น การสงเคราะห์ก็ว่าไปแล้ว การงานอันไม่มีโทษก็ว่าไปแล้ว การสงเคราะห์ การงานอันไม่มีโทษ เป็นสภาพที่เห็นได้ชัดเป็นรูปธรรม ส่วนความเพียรกับปัญญานี่ เป็นตัวนามธรรมยิ่งขึ้น เราจะมีกำลังแห่งความเพียร โดยที่ไม่มีอามิสล่อ มันไม่ใช่จะเกิดกำลังง่ายๆ อย่างพวกเรานี่เข็นกัน เห็นไหม เข็นกัน พยายามบอกกัน ก็รู้ว่าดีนะ แต่เราจะรู้ได้ว่า คนเรานี่มันมีพลังดันที่จะให้สร้างสรร ที่จะให้ทำ มันติด บอกแล้วว่า มันไม่ใช่ติดธรรมดา มันติดสันดานมามาก ไม่รู้กี่ชาติมาแล้วน่ะ ขนาดสัตว์เดรัจฉานนี่นะ เวลาเขาจะใช้งานมัน เขาจะให้มันทำนั่นทำนี่ นี่พวกฝึกสัตว์นี่ไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน