320820 พ่อท่านแสดงธรรมเรื่อง ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ สันติอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

320820 พ่อท่านแสดงธรรมเรื่อง ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ที่ สันติอโศก

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หน้า #ชุด ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ม้วนที่ 95 แสดงโดย พ่อท่าน "โพธิรักษ์"ณ พุทธสถาน "สันติอโศก" วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2532

เอ้า เรามาทำวัตรกัน ได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกะปัญหาว่าด้วยการเป็นทาสตัณหา แล้วเราได้รู้หลักเกณฑ์ ที่เราจะกำชับกำชาให้ตน ตัณหาต่างๆ ที่มันเล่นงานเราในลักษณะ ที่จริงก็เป็นหลักหัวข้อใหญ่ๆที่เราได้พูดกันมาหลายวัน บางหัวข้อก็ต้องพูดกันหลายวัน หรือจะพูดกันอีกหลายวันกว่านั้นก็ได้ เพราะว่าเป็นคำสอนที่เป็นหลักเป็นแกน เอาละ เราก็ว่ากันไปพอสมควร เราก็ได้พูดกันอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ศาสนาของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ เป็นเรื่องของ เป็นอิติวุตตกะ หรือว่าเป็นศาสตร์ที่สอนทั้งสรุป ทั้งขยาย เป็นศาสนาที่พยายามที่จะทำให้เข้าใจเนื้อ เข้าใจแก่น แล้วก็เข้าใจส่วนที่เป็นเปลือก ที่เป็นสิ่งที่ได้ปรุงได้แต่ง ยาวยืด เยิ่นเย้อ เลอะเทอะออกมาให้คนหลง ที่จริงก็เป็นสังขารธรรม เป็นสังขารธรรมออกมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดรู้เท่าทันสังขารธรรมทั้งหลาย มันไม่ติด มันไม่ยึดในสังขารทั้งหลาย รู้จักเนื้อ รู้จักแก่น ไม่หลงใหล ไม่เมาหมกอยู่ในสังขารทั้งหลาย ผู้นั้นก็คือผู้รู้รอบ รู้ทั้งนอก รู้ทั้งเปลือก ทั้งกะพี้ ทั้งแก่น แล้วก็เข้าใจว่าแก่นก็คือแก่น แม้แต่แก่นก็ยังติดไม่ได้ เราจะติดจะยึดแก่นก็ยังไม่ได้เลย เราได้แก่นสูงสุดแล้ว เราก็รู้ว่า อันนั้นนะเป็นที่ๆสำคัญกว่า เปลือกๆ กะพี้ อะไรต่างๆนานา นี่เป็นเรื่องปรุงกันออกมา สร้างกันออกมายุ่มย่ามเยื้อย้าย อะไรออกมา แค่นั้นมันก็เป็นการสร้าง มันก็เป็นการปรุง ไม่มีจบสิ้น มากมายนิรันดร เราเข้าใจแล้ว มันก็จบ มันก็สบาย ในสังขารทั้งหลาย เราก็ไม่ต้องไปหลงไปให

อ่านต่อ

ล ทีนี้ ก็ว่าด้วยการหละหลวมในธรรม การหละหลวมในธรรม มีหลายเรื่อง มีหลายสูตร ที่เอามรวมๆ ไว้ในที่นี้ มีถึง 14 มันหละหลวมอย่างไง เอ้า ลองว่าดู สูตรแรกที่ท่านเอามาเรียงเอาไว้ว่า ชื่อหัวข้อของเรื่องที่ยกเป็นคำสรุป หรือเป็นคำนำ หรือเป็นชื่อเรื่อง ว่านกแก้วนกขุนทอง นี่เป็นการหละหลวมในธรรมข้อที่ 1 นกแก้วนกขุนทอง ภิกษุ ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเล่าเรียนปริยัติธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆ ด้วยปัญญา ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้มากด้วยปริยัติ ยังไม่ใช่ธรรมวิหารี คือผู้อยู่ด้วยธรรม อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุแสดงธรรม ตามที่ได้ฟัง ได้เรียนมาแก่คนอื่น โดยพิสดาร แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆด้วยปัญญา ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้มากด้วยการบัญญัติ ยังไม่ใช่ธรรมวิหารี คือเป็นผู้อยู่ด้วยธรรม อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุทำการสาธยายธรรม ตามที่ได้ฟัง ได้เรียนมาโดยพิสดาร แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆ ด้วยปัญญา ภิกษุนี้ เราเรียกว่าผู้มากด้วยการสวด ยังไม่ใช่ธรรมวิหารี ผู้อยู่ด้วยธรรม อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุ คิดพล่านไปในธรรม ตามที่ได้ฟังได้เรียนมา แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆ ด้วยปัญญา ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้มากด้วยการคิด ยังมิใช่ธรรมวิหารี ผู้อยู่ด้วยธรรม นี่นกแก้วนกขุนทอง นะ มีอยู่ 4 ท่านสาธยายไว้มีอยู่ 4 ลักษณะ เป็นผู้เรียนมากรู้มาก เป็นผู้ที่บางทีสอนเก่ง อธิบายเก่ง แสดงเก่ง คิดเก่ง ดูเหมือนจะเป็นปัญญา ดูเหมือนจะเข้าใจ ท่านเน้นลงไปในที่นี้ เน้นลงไปว่า เธอไม่รู้ความหมายแห่งธรรมอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆ ด้วยปัญญา และผู้ที่ด้อยปัญญานี่ เราจะต้องเป็นเข้าใจอย่างแทงถึง และมี สิ่งนั้นอยู่ในตน เรียกว่าธรรมวิหารี ที่อยู่ด้วยธรรม คือมีธรรมนั้น รักษาตน เจียมตนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีแค่ความหมายของสิ่งที่ได้รู้ สิ่งที่ได้เรียน หรือสิ่งที่จำได้ ไม่ใช่นะ อันที่ 1. ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเล่าเรียนในปริยัติธรรม นี่ ท่านพุทธทาสวงเล็บไว้ด้วยนานาชนิด คือเรียนทุกอย่างคำสอนของพระพุทธเจ้ามี เป็นนวังคสัตถุศาสตร์ ที่มีสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ไม่ค่อยได้พูดถึงหมู่นี้ แต่ก่อนเราก็พูด แต่ก็พูดถึงเวลาก็พูดถึง นวังคสัตถุศาสตร์ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปราชญ์ท่านก็เรียบเรียงเอาไว้ว่า มันเป็นลักษณะของนวังคสัตถุศาสตร์ นวัง นวะ แปลว่าองค์ 9 นวังคะ สัตถุ ก็แปลว่า ความรู้ ศาสตร์ก็แปลว่าความรู้ หรือแปลว่าอาวุธก็ได้ ศาสตร์ก็แปลว่าอาวุธ หรือแปลว่าความรู้ หรืออาวุธ เป็นความรู้ หรือเป็นอาวุธ เป็นองค์ 9 สุตตะ เคยยะ ก็รับสรุปรู้ เวยยากรณะ ขยายสัมพันธ์ เวยยะ ไวยยากรณ์ นี่แหละ เวยยากรณะ ขยายหรือสัมพันธ์ เวยยากรณะ เคยยะ สรุป หรือว่าเคี่ยวเอาข้นเอาเนื้อ แก่น เคยยะ ส่วนย่อย เวยยากรณะ ส่วนขยาย ส่วนใหญ่ ขยายออก นี่เป็นหมู่เรา สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ เคยแบ่งให้ฟังเป็นหมู่ๆละ 3 สาม 3 เมื่อเรียนรู้เข้าไปมากๆ มีภาษา มีบัญญัติ มีความรับต่ออารมณ์มากขึ้น ก็เป็นคาถา เป็นอุทาน เป็นอิติวุตตกะ อยู่อีกหมู่หนึ่ง เมื่อเรามีการเรียน หรือมีการรู้ ก็จะต้องรู้ทั้งภาษา รู้ทั้งคำสรุป คำร้อยกรอง เรียกว่าคาถา แล้วก็มีของใหม่ ที่จะรู้เพิ่มขึ้น ที่จะขยายเพิ่มขึ้น หรือเป็นสิ่งที่จะได้รู้เพิ่มขึ้น ร้อยกรองไว้แล้ว ก็ยังมีใหม่ขึ้นอีก เรียกว่าอุทาน อุทานะ มันแปลว่าใหม่ เป็นความรู้ที่ได้เกิดใหม่ หรือเป็นสิ่งที่ได้เกิดใหม่ เป็นสิ่งที่ปรุงขึ้นใหม่ เป็นสิ่งที่ได้รับทราบใหม่ เป็นสิ่งที่แปลก แปลกใหม่ สิ่งที่แปลกใหม่ เรียกว่าอุทานะ อิติวุตตกะ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อิติวุตตกะ ซ้ำๆ ที่จริงนะ มันเป็นแก่นเดิม ก็หมายความว่าแก่นเดิมนี่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วอิติวุตตกะ สิ่งนั้นแหละ สิ่งนั้นแหละ สิ่งนั้นแหละ อิติวุตตกะ ต้องเกิดปัญญารู้ว่า แม้จะเป็นแก่น เป็นเนื้อ จะขยายร้อยกรองรวบรวมสรุปไว้แล้วก็ตาม ก็นั่นแหละ เป็นแก่น มันจะมีแปลก มีใหม่ๆ มันก็ดึงเข้ามาหาแก่นได้อีก สรุปเข้ามาหาแก่นได้อีก จะเป็นแง่ เป็นเชิง แปลกใหม่ อะไรเข้าไปอีก แล้วจะเป็นส่วนขยาย แท้ๆ มันก็เป็นของเก่า นั่นแหละ ซ้ำซาก วนเวียนซ้ำซากไปมา เรียกว่าอิติวุตตกะ เพราะฉะนั้น อีกหมู่นี้ ก็เหมือนกันกะ สุตะนั่นแหละ ถ้าเราไม่เคยได้ยิน ไม่ค่อยได้ฟัง พอได้ฟังก็เป็นสุตะ แท้จริงมันก็คือสิ่งที่เป็นโลก เป็นโลกียะ เป็นเก่า เคยยะ มันก็เป็นเรื่องของโลกธรรมดา มันจะขยายโลกไปอีกใหญ่เท่าไหร่ เป็นเวยยากรณะเท่าไหร่ มันก็ไอ้เรื่องโลก เพราะฉะนั้น คาถา อุทาน อิติวุตตกะ มันก็มีนัยะคล้ายๆกันกับหมู่แรกนะ คาถา สรุป อุทาน ขยายอิติวุตตกะ ก็เหมือนๆกันอย่างนั้น หมู่สุดท้ายชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ มันก็อย่างนั้นแหละ ชาตกะ ชาติ ชากด มันก็เรื่องเดิม เรื่องเก่าๆ เรื่องนิทาน เรื่องสืบเนื่องกันมาเป็นอย่างนั้นแหละ อัพภูตธรรม เป็นความรู้ฉลาดเฉลียว เป็นความแจ้ง เป็นปัญญา เป็นอัจฉริยะ ผู้รู้ก็รู้ว่าคือเก่า ผู้รู้ก็รู้ว่า นี่คือใหม่ ถ้าเผื่อว่าจะมีใหม่ มันก็ขยายใหม่ออกมา ผู้รู้หรืออัจฉริยะ สามารถจะสร้างใหม่ก็ได้ รู้เท่าทันในสิ่งที่ใหม่ รู้เท่าทันในสิ่งที่เก่า เป็นผู้ที่เข้าใจแจ้ง อัพภูตธรรม เป็นอัจฉริยะแล้วพร้อม เพราะฉะนั้น จะไม่หลงกับใหม่ จะไม่หลงกับเก่า จะผูกร้อยไว้เป็นนิทาน อันยาวขนาดไหนก็ได้ คาถา ผูกร้อยเหมือนกัน เคยยะ ก็สรุปร้อยเอาไว้ สรุปคั้นเอาไว้ ชาตกะ ก็เป็นชาดก เป็นนิทาน เป็นเรื่องนั่นแหละ มันก็มีมาอย่างนั้นแหละ เก่าๆ แล้วก็รวบรวมไว้เป็นแกนเป็นก้อน เป็นสิ่งอย่างนั้น จะมารู้กันอย่างฉลาดเฉลียว ก็เพราะว่ารู้เท่าทัน ถ้ารู้ก็เป็นเปลือกๆ รู้ว่าเป็นของใหม่แล้วก็ตื่นเต้นกับของใหม่ แปลกเรื่อยไป ก็หลงโลกไปเรื่อยไป ถ้ารู้เท่าทันเสียแล้วด้วยความฉลาด ก็เป็นผู้ที่เป็นอัจฉริยะ เพราะฉะนั้น ความรู้อัพภูตธรรม ก็อยู่ตรงขึ้น ซึ่งด้วยสิ่งเท่าทันสิ่งที่มันย่ำอยู่ในโลกนี่ อัพภูตธรรม เวทัลละ เป็นผู้จบ เป็นผู้ที่มีความรู้พร้อม เวทัลละ เป็นความรู้เท่าทันสุดยอด เป็นตัวสุดท้าย รวมหมดทุกอย่าง ก็คือ เวทัลละ เป็นผู้หยั่งถึงเป็นผู้เป็น เป็นผู้มีเวทัลละ มาจากคำว่า เวทะ+อัลละ อัลละนะ แปลว่า ชุ่มสด แปลว่าเปียก เวทะ แปลว่าความรู้ เป็นผู้ที่มีความรู้อันชุ่มสดอยู่เสมอ ก็คือธาตุวิญญาณ ที่เป็นวิญญาณัง อนิทัสสนัง อนันตัง สัพพโตปภัง นั่นแหละ เวทัลละ ถ้าจะอธิบายความให้เห็นชัดต่อกัน คือธาตุรู้ที่รู้อย่างสัพพโตปภัง นั่นแหละ สว่างไสว ประภัสสรๆ ถ้าบอกว่า แปลว่าความรู้ อัลละ แปลว่า ตัวสดใหม่ มันก็เป็นความรู้ที่สดๆใหม่ๆ เปียกๆชุ่มๆ มันไม่ใช่ความรู้แห้งกรอบ ไม่ใช่ความรู้เก่าๆ ไม่ใช่ความรู้เลอะๆ ไม่ใช่ความรู้ผุพัง แต่เป็นความรู้ที่มีชีวิตชีวา เป็นความรู้ที่รู้เท่าทันทุกอย่าง สดใหม่ทันสมัย หมายความอย่างนั้นก็ได้ เป็นความรู้ที่สดใหม่ ทันสมัย ตลอดเวลา ไม่ใช่ความรู้ที่เรื้อรัง ไม่ใช่ความรู้ที่เก่าแก่ ไม่ใช่ความรู้ที่โบร่ำโบราณ ผุพัง สึกกร่อน แต่ก็รู้ในโบราณ รู้หมด ตั้งแต่รากเหง้าจนถึงบั้นปลาย เรียกว่า เวทัลละ เป็นความรู้อยู่ทุกระดับ ทุกอัน นั่นเป็นการรวมยอดคำว่า เวทัลละ เป็นการรวบยอดของความรู้ทั้งหมด ตั้งแต่ฟัง ตั้งแต่รู้เนื้อ รู้แก่น ตั้งแต่รู้ขยาย รู้เกี่ยวข้องกัน จนกระทั่งจะมาเป็นภาษา ได้ฟังภาษา เป็นคาถา เป็นอุทานอะไรก็ตามแต่ ก็รู้ รู้เท่าทันที่มันจะเกิดเก่า เกิดใหม่ นะเป็นของเก่า เป็นของใหม่ อะไรก็รู้ จะเอามาผูกร้อยเป็นนิทาน เป็นเรื่องเป็นราว ยาวยืดยาด ยังไง สืบเนื่องกันยังไง ก็รู้เป็นชาตกะ เป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด อัพภูตธรรม เป็นอัจฉริยะบุคคล เป็นผู้ที่หยั่งถึงทุกจุดทุกตอน และก็เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้เรียกว่า เวทัลละ ทรงไว้ซึ่งความรู้รอบ หยั่งถึง เป็นอภิธรรมก็ได้ เป็นสัพพัญญูก็ได้ เป็นผู้ที่รู้มาก รู้ยิ่ง รู้ยอดอะไรก็ได้ ถ้าไปเรียกสัพพัญญู ประเดี๋ยวจะคนอื่นไม่สามารถจะใช้ของเวทัลละได้ ก็เป็นผู้ที่รู้ยิ่งในอภิปรัชญา อภิปัญญา อธิปัญญา อภิธรรม อะไรก็แล้วแต่ เป็นความรู้ยิ่ง อันว่าความรู้ยิ่งอย่างนี้แหละ หมายความว่า ตัวปัญญาที่แท้ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ขยายในที่นี้อีกว่า แม้จะเรียนสิ่งเหล่านี้แล้ว เรียนอะไรๆมาก็ตาม เรียนปรัยติ เรียนภาษาปริยัติ หมายถึงความรู้ที่เรียนง่ายๆ เรียนแต่แค่ฟัง เริ่มต้นตั้งแต่สุตตะ ฟังภาษาอ่าน ภาษา หรือว่ารับแต่ตัวภาษา ตัวนอก ตัวความหมาย ตัวความหมายของคำพูด คำอ่าน ปริยัติ แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นด้วยปริญญา ด้วยลักษณะเวทัลละนี่ ด้วยตัวอภิธรรม หรือตัวอภิปรัชญาแท้ แต่ความหมายคำว่า อภิปรัชญา เดี๋ยวนี้ ก็ไปนิยามคำที่ว่า เป็นคำสอน หรือเป็นคำกล่าว หรือเป็นนี่แหละภาษาที่ลึกซึ้ง เป็นความหมายลึกซึ้ง อภิปรัชญา ก็เลยไปหมายถึงตัวปริยัติธรรม ที่ไม่มีเนื้อหาสาระความจริง บางทีก็หมายถึงว่า เป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีเหตุผล แต่ก็ฟังแล้ว ก็ดีเหลือเกิน นี่ แหม นี่ มีปัญญาในนั้นลึกซึ้ง อภิปรัชญา ว่างั้น ที่จริง อภิปรัชญา มันเป็นภาษาสันสกฤตจ มันก็คือ อภิปัญญา อธิปัญญานั่นแหละ ปัญญาอันยิ่ง นี่ ไปหมายถึงเอาตัวปัญญาอันนี้ ต้องรู้ด้วยปัญญา ที่ปัญญามีสภาวะจริง เป็นตัวรู้ที่รู้หยั่งถึงของนั้น เรื่องนั้น อย่างนั้น อย่างแท้จริง แม้ว่าเราจะหยั่งถึง อณู ปรมาณู อะไรในโลก อย่างนี้ มันละเอียดลออ มันเล็ก มันก็เข้าไปหยั่งรู้ได้ สัมพันธ์กันได้ มีธาตุรู้ที่เข้าไปสัมผัสสัมพันธ์อันนั้น แตะอันนั้นได้ มันจึงจะเรียกว่า เป็นตัวสุดท้าย เป็นตัวที่เรียกว่า ที่รู้ถึงหยั่งถึง จึงไม่ใช่แต่คาดคะเน ด้นเดา ไม่ใช่แต่เพียงฟังมารับมาอย่างผิวเผิน ไม่ใช่ เราเอง จะต้องรู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นด้วยปัญญา โดยเฉพาะคำว่า ปัญญาที่หมายเอาอย่างนี้ หมายเอาตัวที่ต้องรู้ยอด รู้อย่างลึกซึ้ง แล้วก็สัมผัสจริง เป็นจริง เพราะฉะนั้น จะเรียนปริยัติธรรม จะเรียนมามากมายอย่างไร อย่างไร ยาวเฟื้อย คำสอนเป็นคำกล่าว เขาแบ่งเป็นแค่บัญญัติ แค่ปริยัติ แบ่งหมวดหนึ่ง เรียกว่า สุตตะ หมวดหนึ่งเรียกว่า เคยยะ เวยยากรณะ หมวด หนึ่ง เรียกว่าคาถา หมวดหนึ่งเรียกว่า อุทาน หมวดหนึ่งเรียกว่า อิติวุตตกะ หมวดหนึ่ง เรียกว่าชาดก หมวดหนึ่งเรียกว่า อัพภูตธรรม หมวดหนึ่งเรียกว่า เวทัลละ เขาแบ่งเป็นหมวดๆๆๆ แล้วก็เป็นตัวภาษาอยู่นั่นนะ ซ้อนไปอีก แท้ จริง ความหมายตั้งแต่สุตตะ ถึงเวทัลละ อย่างที่บอกให้ฟังแล้ว มันเป็นความรู้ มันเป็นลักษณะของความรู้อย่างนั้นแหละ อย่างที่ว่า เอาความรู้จากตัวฟัง ความ รู้ที่ได้คั้นเอามาเป็นปริยัติแล้ว ได้เนื้อได้แก่น หรือว่าได้เป็นความสรุป หรือว่า ความรู้ที่จะ เอ้า กระจายออก ขยายเป็นเวยยากรณะ เป็นลักษณะความรู้อย่าง นั้นนะอยู่ที่ตัวเรา ทุกอย่างเป็นความรู้หมดในนี้นะ สุตตะ เคยยะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ นี่ เป็นความรู้ที่ในบุคคล ทีนี้ เรา เอามาเป็นภาษา เอามาเป็นตำรา หมวดนี้ หมวดสุตตะ นะ เป็นตำราบอก ว่า เป็นอย่างแค่ฟัง หมวดนี้ หมวดสรุปว่าเคยยะ หมวดนี้ หมวดเวยยากรณะ หมวดนี้ หมวดขยายคำ ขยายความ หมวดนี้ หมวดเชิงนิทาน เชิงเล่านะ เป็นชาดกอะไร หมวดนี้ เป็นเชิงคาถา ลักษณะนี้เป็นเชิง เป็นคัมภีร์บทเป็น คาถาทั้งนั้นนะ หมวดนี้เป็นอุทานนะ หมวดนี้ เป็นอิติวุตตกะ เขาก็มาแบ่ง แยกซ้อนลงไปเป็นภาษาลงไปอีก เป็นความรู้แค่บัญญัติอีก ตัวภาษานี่ เอามาร้อย เรียงมาแบ่ง (จบ หน้า A ม้วนที่ 95)

เริ่ม หน้า B ม้วนที่ 95

ตัวภาษาที่เอามาร้อยเรียง ที่เอามาแบ่งๆเอาไว้นี่แหละ ก็คือ ปริยัติทั้งนั้น ถ้าใครเรียน ก็มาท่องกันซิ ท่องตั้งแต่สุตตะ ไปจนกระทั่งนี่ หมวดเวทัลละ แล้วท่องได้จ้อยๆเลย เหมือนกะได้คำสอนของพระพุทธเจ้า หรือ เหมือนได้รู้มันหมด ตั้งแต่ต้นจนปลาย แต่ก็ได้เท่านั้นเอง ไม่มีปัญญารู้ความหมายที่ลึกซึ้ง ไม่มีตัวเกิด เกิดหยั่งถึง เกิดมรรค เกิดผล เกิดอาการ กิริยาที่มัน เป็นอย่างนั้น มันไม่เกิด มันไม่ได้รู้ถึงรู้เหมือนกัน จะว่าไม่รู้ความไม่ได้หรอก รู้ความ ถ้ายิ่งอันนี้ หมายความว่าไม่รู้ความอะไรเท่าไหร่เลย ปริยัตินี่ ถือว่า ผิวเผินมาก ถือว่าได้สักแต่ว่าท่อง นกแก้ว นกขุนทองจริงๆ ท่องไปซิธรรมบท ก็ท่องไปเป็นเล่มๆเลย ท่องแล้วก็สวดกันได้ ให้มาสาธยาย หรือว่าให้มาเปล่ง กล่าวออกได้ทั้งนั้น เป็นเรียนปริยัติมาก เรียนเกะกะ เปะปะไปทั้งนั้นแหละ เรียนให้มากๆ มายๆ แต่ไม่เกิดตัวปัญญาอันแท้ ไม่หยั่งถึง ไม่รู้ความหมายอัน ยิ่งแห่งธรรมนั้นๆ อย่างเป็นอย่างมี อย่างเกิดได้ ภิกษุผู้นี้ เราเรียกว่า ผู้มาก ไปด้วยปริยัติ นี่ท่านพุทธทาส ใช้คำแต่งคำไว้ ปริยัติ นี่คือ นักเรียน วงเล็บ นักเรียน ยังไม่ใช่ธรรมวิหารี ไม่ใช่ธรรมวิหารี เป็นผู้มากด้วยปรัยัติ เรีกว่าปริยัติพหุโล ปริยัติพหุโล นี่ ผู้มากด้วยปริยัติ พหุโล แปลว่ามากด้วย มากด้วยปริยัติ สาธยายมีอะไรได้มากเก่ง แต่ไม่ได้ธรรม นี่ลักษณะหนึ่ง พวก เรานี่ ฟังปริยัติกันมาก ภาษาโดยเฉพาะ ผมพูดทุกวัน ทุกวัน เอาพระ ไตรปิฎก เอาอะไรต่ออะไรมาเป็นหลักเป็นฐาน มาให้ฟัง พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ่านแล้วอ่านเล่า อ่านกันไปอ่านเองอีก แล้วก็ฟังด้วย แล้วก็เราคุยกันอีกด้วย ก็มีปริยัติเข้าหูเป็นสุตะอยู่ตลอดเวลาเลย แต่ก็ขยายเป็นเวยยากรณะ อันไหน เคยยะที่เป็นบทโศลก เป็นบทคาถา เป็นบทอะไรก็ได้อยู่ บางที ได้ฟังภาษาใหม่ ได้ดูโศลกใหม่ ได้ดูเนื้อความเปลี่ยนไปก็เป็นอุทาน แต่แท้จริง นะ เป็นคำขยายถึงสาระของธรรมอันเดิม แต่เราก็ฟังเป็นแปลก เป็นใหม่ ท่องได้มาก นึกว่าเราได้มากขยาย ได้แต่ตัวเปลือกไปเรื่อยๆ แล้วก็ได้ยาว ยืดเยื้อร้อยเรียงออกไป แต่ภาษา เอาภาษามาต่อภาษา ก็ได้มาก ร้อยกันเป็น มาลัย ร้อยกันเป็นนิทาน ร้อยเป็นชาดกได้ แล้วก็หลงว่า ตัวเองมีปัญญา เรียกว่า อัพภูตธรรมปลอม อัพภูตธรรมปลอม นึกว่าเรารู้มาก เราได้มาก แล้วก็หลงตน ว่าตัวเป็นตัวปราชญ์ หรือเวทัลละ เป็นปราชญ์ปลอม เป็นตัวรู้ ตลอดปลอม บางคนรู้คล่องเปี๊ยะเลยจริงๆ แต่ผิวเผิน ได้เนื้อ ไม่ได้หนัง ไม่ ได้ลิ้มรส ไม่ได้ลิ้มรส ไม่ได้ลองธรรม ไม่ได้มีธรรมรสอะไร ไม่ได้รู้แจ้งถึง ปัญญาที่เป็นปัญญา เข้าใจซึ้งถึงธรรมรสนั้น เหมือนช้อนที่อยู่ในชามแกงฉันใดก็ฉัน นั้น อย่างนี้ ไม่เรียกว่าเป็นผู้อยู่ด้วยธรรม หรือเป็นธรรมวิหารี เป็นผู้ที่มีธรรมวิหาร ธรรมวิหารี ไม่เป็นผู้ที่มีธรรม ไม่อยู่ด้วยธรรม ไม่ทรงไว้ ด้วยธรรม ไม่มีธรรมะเลี้ยงตน นี่ อย่างที่ 1 อย่างที่ 2.อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุแสดงธรรม ตามที่ได้ฟัง ได้เรียนมา แก่คนอื่น โดยพิสดาร แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆ ด้วยปัญญา สำนวนที่ว่า แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆด้วยปัญญา ในสำนวนนี้ทุก บท เราจะต้องเข้าใจสำนวนนี้ให้ชัดว่า ไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้น ด้วยปัญญา ปัญญาตัวใด ปัญญาอย่างใด นี่ ก็อธิบายแล้วเมื่อกี้ ก็ได้อธิบาย มัน ต้องหยั่งถึงเป็นอธิปัญญา ตัวที่รู้แจ้ง มีสิ่งนั้นเกิดจริง เป็นจริง เป็นญาณทัศนะ เป็นปัญญา เป็นญาณทัศนวิเศษ เข้าถึงอยู่ รู้อยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียวในเรา มีสิ่ง รู้ สิ่งสัมผัสนั้นรองรับจริงๆ เพราะฉะนั้น ผู้ต่อมานี้ลักษณะต่อมานี้ ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้มาก ด้วยการบัญญัติ คือมีคำพูด มีความมีคำ มีอะไรแล้ว เสร็จแล้ว ก็เอามา แสดงได้ อธิบายกระจายคำ กระจายความที่เอามาแสดงนั้นด้วย หรือว่า แสดง ธรรมตามที่ได้ฟัง ได้เรียนมาแต่คนอื่นโดยพิสดาร โดยพิสดาร ขยายความอะไร ต่ออะไร นี่ ท่านพุทธทาสวงเล็บ ผู้มากด้วยบัญญัติ บัญญัติพหุโลนี่ ผู้มาก ด้วยบัญญัติที่ว่า โดยภาษาไทยๆ ว่านักแต่ง เมื่อกี้นี้นักเรียน ผู้มากด้วยปริยัติว่า นักเรียน ผู้มากด้วยบัญญัติว่านักแต่ง นักแต่ง ยังไม่ใช่ธรรมวิหารี คือ ยังไม่ใช่ ว่าผู้อยู่ด้วยธรรม ยังไม่เป็นผู้ที่ได้เสพย์ธรรม ทรงธรรม หรือมีธรรมเป็นเครื่อง อยู่ วิหาร มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ อาศัยธรรมสบายอยู่ด้วยธรรม ไม่ได้เป็น อย่างนั้นหรอก เป็นแต่เพียงผู้ที่ได้ฟังมาต่อจากปริยัติ มีปริยัติมาแล้ว ก็ เอาปริยัตินั้นมาคิด เอาปริยัตินั้นมาสาธยายให้พิสดารเข้าไปอีก ได้ฟัง ได้เรียน มาแล้ว ก็มาต่อให้ผู้อื่นฟังได้ ที่ได้ฟังที่ได้เรียนมาแก่คนอื่น ที่ได้แสดงธรรมแก่คน อื่นได้โดยพิสดารด้วย อย่างนี้ ก็ยังเป็นนกแก้ว นกขุนทอง ชนิดที่เรียกว่า ก็ เก่งขึ้น นอกจากจะท่องจำมาได้ ปริยัติมีมากๆ ก็เอาปริยัตินั้นมา เรียนรู้ตัว เองเสียก่อน ได้แต่ท่องจำปริยัตินั้น ถ้าใครมาถามก็บอกได้ แต่ไม่รู้ซึ้งในปริยัตินั้ น ต่อมาขยายความได้ด้วย อธิบายนัยะต่างๆ ได้ด้วย เป็นผู้มากในการบัญญัติ เป็นนักแต่ง ตอนแรก นักเรียนพอเรียนก็มี ทีนี้ก็เรียนแล้ว ก็ยังแต่งเป็น ขยายเป็น บางคน เรียนแล้วเอาออกมาขยายแต่งหากินเยอะ เรียนหนังสือหากินเป็นเล่มเลี้ยงชีวิตอยู่ก็มี เรียนก็เรียนมา ปริญญาตรี ปริญญาโท บางคนถึง ปริญญาเอก เรียนธรรมะนะ ไม่ใช่ไปเรียนเรื่องอื่น เรียนธรรมะ แต่เรียนมา ได้เป็นนกแก้ว นกขุนทอง ออกมาหากินบางคนได้เหมือนกัน กับเป็นสมบัติทาง โลก เป็นวิชาความรู้แล้วก็มาสาธยายหากินแต่งหากิน อันที่ 3 นี่ เรียกว่า นัก สวด นักสาธยาย สัชฌายะพหุโล อันที่ 3 นี่นะ ภิกษุ ทำการสาธยายธรรม นี่ สัชฌายะพหุโล สัชฌายะ สัชฌายะพหุโลนี่ ภิกษุทำการสาธยายธรรม ตามที่ได้ฟังตามที่ได้เรียนมาโดย พิสดาร แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆ ด้วยปัญญา ภิกษุนี้ เรา เรียกว่า ผู้มากด้วยการสวด วงเล็บนักสวด ปริยัติพหุโล นักเรียน บัญญัติพหุโล นักแต่ง สาธยาย เรียกว่า สัชฌายะพหุโล นักสวด สาธยาย สวด สาธยายธรรมมาก มันรวมทั้งปริยัติ มันรวมทั้งบัญญัติ รวมทั้งการขยาย พิสดาร รวมทั้งสิ่งที่ตัวเองบัญญัติใหม่ รวมไปหมดสาธยาย ทั้งเก่า ทั้งใหม่ รวมได้เก่ง สวดคล่องเป็นนักสวด มีเหตุมีผล มีต้นมีปลาย เป็นนักตรรกะ ต้อง มีปัญญาเพิ่มขึ้น เป็นนักขยายความ เป็นนักที่จะหาแง่ หาเงื่อนขึ้นมา เพิ่มขึ้นมา แล้วอันแรก มีปริยัติ ก็ได้เท่าไร ก็ได้เท่านั้น ท่องมาเท่าใด ก็ได้เท่านั้น พอมาเป็นนักบัญญัติ ก็มีการบัญญัติแต่งขึ้นบ้าง บัญญัติแต่งขึ้นบ้าง ขยายขึ้นบ้าง พิสดารขึ้นไปทีเดียว ส่วนอันที่ 3.นี่ พิสดารยิ่งกว่า ขยายคำขยายความยิ่งกว่า รวมทั้งมีปริยัติมาก มีบัญญัติมากขึ้นมาอีก เป็นนักสาธยาย สัชฌายะพหุโล มันมี ระดับสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ผสมผเสความนึกคิดในความชาญฉลาด มีปัญญาเพิ่มขึ้นมา เรื่อยๆ แค่อันที่ 2. เป็นบัญญัติพหุโลก็ได้ แต่งเติมก็ได้ มีอะไรเพิ่มขึ้นมา ที่ จริง ขยายถูกก็ได้ ขยายถูกก็ได้ ที่นี้ ขยายมากๆๆๆๆ มันก็ยิ่งออกไปเฝือ ออกไปเฟ้อ ออกไปมาก มันก็กลายเป็นไม่ใช่เรื่องของมัน ออกนอกรอบ นอก ขอบเขตไปเยอะ แต่ก็ดูมันเชื่อมโยงต่อไปนะ ดูมันเชื่อมโยงต่อออกไปเหมือนกัน อาศัยปัญญาผูกร้อยก็ยิ่งมากขึ้น เป็นนักสาธยาย หรือนักสวด ยิ่งกว่านักแต่ง นัก เรียน นักแต่ง นักสวด หมู่แรก ก็เป็นแต่เพียงยังไม่ขยับขยายอะไรนัก เป็นนัก เรียนกะนักแต่งนี่ ยังไม่ได้ขยาย ยังไม่แพร่หลาย ยังไม่พิสดารไกล ยังไม่ กว้างขวางมาก พอถึงขึ้นข้อที่ 3-4 นี่ นักสาธยายกับนักคิด-มาก ผู้มาก ด้วยการคิด อันนี้ ไม่รู้บาลีอะไรจำไม่ได้ อันนี้ก็เคยผ่านสูตร เคยดูเหมือนกัน ปริยัติพหุโล บัญญัติพหุโล สัชฌายะพหุโล และนักคิดนี่ อันที่ 4 นี้ว่า ภิกษุ คิดพล่านไปในธรรม นี่ ท่านพุทธทาสแปลเหลือ เกิน คิดพล่านไปในธรรม บาลีคำนี้ เป็นอะไรไม่รู้ ตามที่ได้ฟัง ที่ได้เรียน มา แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆด้วยปัญญา สำนวนเก่าอีก ภิกษุนั้น เราเรียกว่า ผู้มากด้วยความคิด วงเล็บ นักคิด ท่านบัญญัติเป็นภาษาสั้นๆ ง่ายๆว่า 1 นักเรียน 2. นักแต่ง 3. นักสวด 4. นักคิด ที่จริง น่าจะเรียก ว่า นักเพ้อ คือ มันคิดมากนะ มันคิดจนเพ้อ คิดจนวุ่นนะ คิดจนเลอะเทอะ จนตัวเองไม่ได้สาระอะไร ตัวเองไม่ได้เป็นธรรมวิหารี ตัวเองไม่ได้เป็นผู้อยู่ ด้วยธรรม เป็นผู้มากด้วยการคิด ลักษณะที่ 3-4 นี่เป็นพวกที่ขยายออก เป็น พวกที่แสดงออก มีผลต่อโลก มีผลต่อผู้อื่นมากขึ้น ถ้าแค่นักเรียน นักแต่ง ก็ ยังเรียกว่าอยู่ในวงแคบหน่อยหนึ่ง เป็นคนที่เรียนๆ แล้วก็แต่ง หรือว่าเป็นนัก บัญญัติ บัญญัติออกมาบ้าง ยังไม่มีฤทธิ์แรง พอสาธยายนี่ มีการเผยแพร่แล้ว ทั้งสาธยายทั้งคิด ไอ้คิดนี่ มันแพร่อยู่ที่ตัวของที่ตัว มันหมุนกลับ คือตัวเองนี่แห ละ เพ่ง แหม แตก ปริ มากเหลือเกิน มันฟุ่งซ่านออกไป เพ้อออกไป เยอะแยะ จนเลอะเทอะ เปรอะเปื้อนมากมาย จะเรียกว่า สรุปไม่เข้า สรุปไม่ลง เกาะไม่ติด รุ่มร่าม ขจรขจาย กระเซ็น กระเด็น กระจาย แตกสาน ซ๋านเซ็นไปหมด เพราะฉะนั้น ผู้ที่มาถึงขั้นนี้แล้ว มันยิ่งง่าย เป็นนักคิดนี่ คิดอะไรก็ คิดออก เห็นอะไรมากมาย มากรวมไม่ติด จึงเรียกว่าคิดพล่าน ท่านใช้คำว่า คิดพล่านในธรรม ตามที่ได้ฟังได้เรียนมา คิดพล่านในธรรม มันคิดเลอะเปรอะ ไปหมดเลย ขยายไอ้โน่นไอ้นี่ อะไรต่ออะไรจนไม่เข้ารอบ ไม่เข้าหมู่ ไม่เข้า กลุ่ม สรุปไม่ลง ได้แต่ขยายเรื่อยไป ตีเข้าหาแก่นก็ตีไม่ได้ เลอะเทอะออกไป เรื่อยๆๆๆเลย ที่แก่นนะน้อยเดียว มีเรื่องได้รู้อยู่นิดเดียว แต่ขยายไปเสีย โอย มากมายเลยนะ สรุปลงมาก็มีนิดเดียวที่ตัวรู้ แต่เป็นนักคิดกว้าง ขยายอะไรต่อ อะไร เป็นนักทั้งแต่ง เป็นทั้งนักแต่ง เป็นทั้งนักสาธยาย ได้แล้วสาธยายนี่ หมายความว่า ได้แล้ว ไม่ใช่เอาไว้ที่ตน ไม่ใช่แต่งไว้ที่ตนเอง ตนแต่งๆ ประดิดประดอย สร้างสรรเอาไว้อย่างนั้น นำออกไปเผยแพร่ นำออกไป สาธยาย นำออกไปสวด ไปกล่าวไปร้อง ไปให้คนอื่นเขารับช่วงรู้ด้วยทั้งหมด ทั้งการเผยแพร่ ทั้งกายกระจาย แล้วก็ยังติดต่ออีก ไม่มีหยุดสิ้น ไม่รู้จบ พวก นักคิดนี่ คือตัวฟุ้งซ่าน พวกฟุ้งซ่าน ฟุ้งคิด ไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่รู้จักพอ คิด เท่าไหร่ ก็คิดได้นะคน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่หลงเพ้อ มันก็จะต้องรู้จุด เพราะมันเยอะ ถ้า มันรู้แล้ว มันรู้อะไรมากมาย ทีนี้ มันรู้อะไรก็แล้วแต่ และมันไม่รู้ตัว มันไม่รู้ ตัวนี่ซิซวย มันไม่รู้ตัว ไม่รู้ยุติ ไม่รู้ขอบเขต ไม่รู้ความพอ มันก็เฟ้อไปได้แล้ว ก็ดีใจปีติไปได้ ถ้าไม่รู้ตัวเป็นอย่างนี้จริงๆ นี่ผมยังๆระลึกได้ ตัวเองว่าไอ้ตอนที่ มันว่าง เมื่อได้ออกจากบ้านจากเรือนไปแล้ว ไปอยู่ที่วัดอโศการาม มันก็ว่าง มันก็ทบทวนก็ตาม มันก็คิด มันก็นึก มันก็กระจาย มันก็เห็น มันก็รู้ มันก็มากไป เยอะแยะไปหมด อย่างที่เคยเล่าสู่ฟัง จนกระทั่ง โอ้ อะไรโลกนี้ มันกว้าง ขวาง มันมากมาย ทีไ่ด้เขียนลง ที่ตอนนั้น มันรู้สึกปีติ เอ๊ คนอื่นน่าจะได้ เข้าใจนี่สนุก มันมากเรื่องแต่ก็มีต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน