570919-สรรค่าสร้างคน(๑๔)วนบ. เรื่อง ธรรมาธรรมะสงครามของอาริยชน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570919- สรรค่าสร้างคน ( 14 ) วนบ. เรื่อง ธรรมาธรรมะสงครามของอาริยชน พ่อครู … วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก ที่เราได้พูดได้บรรยายเรื่อง บุญนิยมที่สมบูรณ์ ซึ่งถ้าปฏิบัติได้เต็มครบสมบูรณ์จริงๆ เราก็ไล่เรียงมาถึงข้อที่ 10 แล้ว เหลือข้อ 11 ข้อสุดท้าย ซึ่งข้อที่ 10 คือ เชิญชวนให้มาพิสูจน์ได้ ดุจเดียวกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่อยากอวดอ้าง แต่อยากให้มาดูมาเห็นว่า เป็นสิ่งดีงามน่าได้พบเจอ เป็นของดี พวกเราที่ได้ทำแล้ว พูดไปจะหาว่าเราอวดอ้าง แต่เราก็ไม่ได้อวดอ้าง แต่เราเป็นปกติของเราที่ถึงเวลาวาระ ทำงานก็ประกาศ เช่นงานนี้ที่เราจะมาผนึกรวมกัน แต่ก่อนเราก็ทำกัน แต่คราวนี้ให้เป็นการศึกษาปรากฏการณ์วิทยาของ มหาวิชชารามนาวาบุญนิยม เราต้องทำให้จริงเรื่องปฏิบัติธรรรม จะต้องมี โพธิปักขิยธรรม 37 แล้วจะได้ผลเป็น โลกุตรธรรม 9 เราต้องรู้เท่าทันสิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป มีทวาร 5 เป็นปสาทรูป เราต้องมีสติปัฏฐาน ต้องดูองค์รวมเรียกว่า กาย ทุกโอกาส ทุกบรรยากาศ โดยเฉพาะเรื่องนามธรรม จิตใจ เป็นสำคัญ เราเป็นนักปฏิบัติธรรมระดับโลกุตระต้องอ่านจิตเป็น ฝึกให้จิตมีสัญญากำหนดรู้อย่างแท้จริง แล้ววิจัย มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ ได้ตัดกิเลสจริงนี่แหละสำคัญ ผู้ใดกิเลสเกิดก็ไม่รู้ตัว 16 ปีแห่งความหลัง ทั้งรักทั้งชังทั้งหวานและขมขื่น มันก็จะมีรักมีชังอยู่ตลอด และก่อนจะมีขัดแย้ง ข้อสำคัญคือ มีดูด ดูดมาใส่อัตตาตัวเองมากขึ้น โชว์ความเห็น แล้วยึดความเห็นตนเป็นอัตตาจะเอาชนะคะคานเป็นความเห็นของข้า ยึดความเห็นเป็นทิฏฐุปาทาน
พวกเราเป็น ธรรมาธรรมะสงคราม ส่วนเรื่องศีลพรตก็ไม่เท่าไหร่แต่เรื่องความเห็นนี่สู้กันหนัก แต่เวลาปฏิบัติก็ลากกันไปลากกันมา ดีไม่ดีก็ประชดหนัก คนบางคนอาการหนักก็เลี่ยงหนีไปเล
อ่านต่อ
ย ไม่ถึงกับทำร้ายทำลายกัน คนไหนปฏิบัติธรรมได้ก็ ลดละได้ นี่คือ ผลได้ รายได้ของเรา มันหาค่าไม่ได้ มันคือผลพลอยตาม ผลของรายได้ทางโลกก็มี แต่ข้อสำคัญที่เราทำคือปฏิบัติธรรมให้เกิด จิตวิญญาณพัฒนา จะเป็น มหาวิชชาราม (โลกเขาเรียกอุดมศึกษา) ของเราจะเป็นแห่งแรกเลย ที่ทำแบบนี้ ให้รักษากันให้ดี นิสิตอย่าให้ตกหล่น พอถึงปี 4 ก็ให้รับปัญญาบัตรกันซัก 100 คนนะ อาตมาก็ชักเสียวจะไปหาทองคำที่ไหนมาทำแผ่นทองคำให้นะ เกือบสองล้านนะ ขอให้จบจริงอาตมาก็สู้ มาถึงเหตุการณ์สำคัญ เรื่องงานเจ แค่เรื่อง จะปิดถนน หรือไม่ปิดถนน นี่ เราจะเรียกร้องให้เขามราดูเราทะเลาะกันหรือไม่? เชิญมาดู เราจะทะเลาะกันให้ดู มันยังไง? มันก็เป็นความเห็น จริงๆแล้วก็มีมติไปแล้ว แต่ความเข้าใจไม่ชัด ความเข้าใจว่าปิด แล้วปิดกันแค่ไหน? ก็โหวตกันว่าปิด แล้วปิดก็ปิดกันแค่ไหน ปิด 1 ช่องก็ได้ แต่บางคนไปวิจัยว่า จะปิดทั้งถนน ซึ่งเราได้วิเคราะห์วิจัยกันแล้วว่า เขาไม่ได้เห็นอโศกเป็นสิ่งน่าชื่นชม เราก็ต้องระวัง แม้จราจรก็ไม่เต็มที่ เขาก็ไม่ได้พูดเลยว่า จะอาสาเต็มที่ แต่เราเองทั้งนั้น เราก็ต้องระมัดระวัง น้อยไว้ดี ขอเตือนว่า อะไรที่มักมากมักใหญ่ เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสย้ำนักหนาว่า ไม่ใช่ของเรา ของเรามันมักน้อย น้อยไว้ อันนี้แหละอยากจะเตือน มันก้าวหน้าน่ะดี มันกว้างขวางขึ้นเพิ่มขึ้นเจริญขึ้นมันดี แต่ไอ้ที่ซ้อนว่า เรา มักใหญ่เกินเหตุปัจจัย เกินเหมาะควร มันต้องตรวจสอบโดย สัปปุริสธรรม 7 ต้องดูเนื้อหาเป้าหมายต่างๆ สำคัญคือ ดูตัวเรา ตัวเราก็เท่านี้ ใหญ่นักเหรอ? อโศก ได้รับความยอมรับอย่างพร้อมเพรียงเหรอ? มันไม่มีอิทธิพลมาเล่นงานหรือ เราจะต้องระมัดระวัง ต้อง ตรวจสอบใจให้ลึกๆ มันไม่ใหญ่ไม่กว้างไม่เป็นไป ไม่ต้องรีบร้อนที่จะใหญ่จะกว้าง อันนี้อาตมาพยายามตรึงไว้ เรื่องก้าวหน้าใครก็เห็นว่าดี แต่มันต้องระมัดระวังต้อง มัตตัญญุตา อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ ไว้ก่อน อย่าเพิ่งรีบใหญ่รีบโต ยกตัวอย่างการไปชุมนุมประท้วง เขาไม่ไปเต็มถนนทันทีหรอก เขาก็กั้นถนนเล็กๆ แล้วพอคนมาเต็ม คนก็ว่าไม่ได้ แม้ตำรวจก็ว่าไม่ได้ เพราะคนมาเต็ม แต่นี่เราจะไปกะเกณฑ์ปิดถนนเลย เราจะไปทำอย่างโลกๆเขาก็ยังไม่ทำเลย ต้องระมัดระวัง ถ้าเราปิดไปแค่นั้น ถ้าคนมามากจริงๆมันก็ปิดไปเอง ตำรวจก็จะเป็นว่าคนแน่นคนมาก ซึ่งเป็นงานที่ดี ไม่ใช่งานไม่ดี หากคนมามากมันก็เป็นไปเอง เราอย่าไปใหญ่เลย เราเล็กไว้น้อยไว้เถอะ นี่ก็ไม่ใช่น้อย ธรรมดาเราไม่ไปยึดถนน ฟุตบาท เราก็ไม่ไปยุ่งกับเขา แต่นี่ไปถึงถนนเลย ตอนนี้ก็กางเต็นท์แล้ว ก็ปรามๆบอกๆให้ประมาณกัน อาตมาก็มีหน้าที่จะดูอะไรมากไปก็ดึงไว้ อะไรไม่พอก็ส่งเสริม องค์รวมเราก็คิดว่าพวกเราก็ตั้งใจดี แต่กิเลสตัวมักมาก อัตตาตัวตน จะเอาชนะคะคาน ใช้วิธีโหวต แต่มีการหาเสียงแทคติคนะ เหลือเกินนี่คน ไม่มีอะไรเก่งเกินคนหรอก กลเม็ดเด็ดพรายยอดเยี่ยมเลยคน พยายามอย่าให้มีเล่ห์ แล้วดูตัวเองว่า กิเลสมันโลดแล่นนำหน้า หรือไม่? ก้าวหน้ามันดี แต่ อยากใหญ่มันไม่ดี ประเด็นแค ่ นี้ อ่านให้ชัด มันง่ายๆ แต่มัน ไม่ง่ายที่จะอ่านกิเลสตน มันจะก้าวหน้าพอเหมาะ หรือจะเอาใหญ่เกินตัว เกินจริง เกินปัจจัย จริงๆดูไม่ยาก แต่กิเลสตัวเองมี และมีเหตุปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะจิตวิญญาณคนด้วย องค์รวมกระแสสังคม เป็นธรรมะที่รวมไว้ทั้งหมด เป็น องค์รวม ภาษาพระเรียกว่า กาโย เราต้องประมาณคำณวนใช้ ขาดหกตกหล่นแคบๆว่าฉันจะเอา มองเห็นแต่ปลายจมูก ว่าตนมุ่งจะทำดี แต่อันอื่นไม่รู้ ไม่หยิบมาจัดสัดส่วนให้พอดี ไม่รู้เลยทำไปไม่รอดหรอก ทำไปก็พังเร็ว ดีไม่ดีถูกเขาฆ่าตายเลย เราจะทำอะไรได้ดี ต้องใช้ สัปปุริสธรรม และ มหาปเทศ ต้องพยายามเข้าใจ ไม่ใช่แค่ในตำราพระพุทธเจ้าสอนเท่านั้น แต่ 7 ข้อนี้มันเยอะมากเลยนะรวมทุกอย่างไว้เลย รู้ตนเอง รู้เนื้อหา รู้จักจัดสัดส่วน ดูกาละเวลา ดูองค์รวมอื่นๆอีก ทั้งสิ่งที่มาร่วมรวมทั้งรูปและนาม ทั้งตัวตนบุคคลสถานที่ โดยเฉพาะตัวบุคคลที่มีจิตวิญญาณนี่แหละสำคัญ ที่จริงเราไม่ได้จะเอาคนที่มาร่วมงานด้วยเท่านั้น แต่เราต้องเอาคนที่ไปมาสัญจรเกี่ยวกับถนนหนทาง เราจะปิดถนน ก็เกิดผลกระทบสิ คนไม่เกี่ยวข้องกับเราเลย อันนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่เกี่ยวจริงๆ ไม่ใช่แค่นั้น คนเขาจะวิ่งรถไปมา ก็มีผลกระทบกระเทือน ไม่ใช่แค่รถวิ่ง คนมันมีใจไม่ชอบหน้าเรา ไม่มางานเราหรอก แต่เขามีผลมาก เป็นตัวร้ายตัวจอมหาเรื่องเลย ต้องระมัดระวัง เรารู้ว่ามีนะ หรือใครว่าไม่มี? ขนาดพระพุทธเจ้าทั้งองค์ยังมีผู้หวังร้าย แล้วคุณคือใคร?... เพราะงั้นเราก็จะต้องเรียนรู้จริง ของเราปรากฏการณ์วิทยา มันดีจริงๆ วิเคราะห์วิจัยแล้วก็ไปปฏิบัติให้เข้าใจ
ข้อที่ 11 . จุดสัมบูรณ์คือ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ตัวที่เป็นปัญหามากคือ ตัวบูรณภาพ Integrity คำว่า บูรณภาพ หรือ บูรณาการ คือมีสองนัย บูรณาการคือ กระทำอยู่ แต่ บูรณภาพคือความสำเร็จ คือการทำให้เต็มให้สมบูรณ์ มันพร่องไม่เต็มไม่สมบูรณ์ เมื่อไหร่เราต้องเติมให้เต็มให้ครบ ไม่ให้ขาดให้พร่อง มันพร่องต้องรู้ให้เร็ว มันควรเจริญก้าวหน้าขึ้น ในสิ่งที่ไม่ควรจะพร่อง นี่คือตัวสำคัญ เราทำตลอดเวลาตรวจสอบตลอดเวลา จริงๆแล้วความเต็มจริงๆ มันไม่มีหรอก แต่มี สิ่งเดียวเท่านั้นที่มีความเต็ม คือ อรหันต์ คือเต็มจบเลิกเลย เพราะกิเลสเกลี้ยงจริงๆ ของพระพุทธเจ้านี่ละเอียดแบบ นปุณา ละเอียดถึงขั้นนิพพาน การปรุงแต่งทำให้เจริญ ให้ดีคือ บุญ มี ปุญญาภิสังขาร คือทำให้เกิดบุญให้เจริญ ที่จะเป็นอรหันต์คือ ต้องเจริญบุญ จนบุญจบ ซึ่ง บุญคือการชำระกิเลส คำว่าบุญนี่เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ ที่มันเพี้ยนไปมากแล้วในศาสนา และมีคำว่า กาย อีกคำที่เพี้ยนไปแล้ว เป็นจุดสำคัญในการปฏิบัติด้วย การเริ่มปฏิบัติต้องรู้ กาย ซึ่งมันมี เวทนา จิต ธรรม ด้วย ไม่ใช่แค่ร่าง และที่ได้บุญไม่ได้ให้โลกียสมบัติ แต่มันเป็นคุณธรรมระดับโลกุตระ คำว่าบุญนี่ทำเสร็จก็จบไม่ต้องทำอีก คน หมดบุญหมดบาป สิ้นบุญสิ้นบาป แต่เอาไปเรียกคนหมดบุญคือ คนใกล้ตาย แต่ที่จริงคือคนเป็น อรหันต์ คือ คนไม่ตาย อีกแล้วในกิเลส ไม่มีเศษเหลือเลย ดับสนิทเป็น นิจจัง ทุวัง สัสตัง อวิปริณาธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง
แล้วเอาคำว่าบุญไปเรียกกุศลโลกีย์ การได้มา แต่ที่จริงต้องสละออกให้หมดตัวตน หมดบุญก็จบ ไม่ต้องทำอีก ปุญญปาปปริกขีโณ ไม่ต้องทำบุญชำระบาปกันอีกแล้ว เราบูรณาการนี่เป็นประโยชน์สองอย่างเลย เราเอากิเลสโกรธออก ก็ไม่มีพลังงานไปทำร้ายโลกเลย เราเอาโลภออก เราก็ไม่ไปดึงของโลกเขามา ความรักความโลภ นั้นถ้าไม่ได้มาสมรัก สมโลภ ก็มีลูกต่อคือ ความรุนแรงอาฆาต ผูกพยาบาท ซึ่งไม่ง่ายที่จะรู้ตัวรู้ทัน ผู้สามารถทำสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลาคือ คนเป็น อรหันต์ คือ บูรณะ ทำให้เต็ม สมบูรณ์ คือคุณค่าอันประเสริฐที่จะทำให้เต็ม Integrity ทั้งกุศลภายนอกเราก็จะทำให้เต็ม ยิ่งกิเลสคือเราจะทำให้เต็มคือ ทำให้กิเลสสูญ เป็นอรหันต์นี่เต็มแล้ว แต่มีสูญ มันย้อนแย้งในตัว แล้วได้อะไร ได้ความไม่ได้ แล้วมี บุญคือ อะไร คือ ได้ความไม่มี เอากิเลสออกได้นี่แหละคือบุญ แต่เข้าใจเพี้ยนไปสร้างวิมานอะไรเป็นของหลอก ปั้นเอาอย่างใจ เขาก็หลอกมา อย่างศิลปินจะสร้างจินตนาการสร้างอะไรมาหลอกกันได้ทั่วเลย ถึงบอกว่าดูแล้ว คนมันไม่รู้ทันเลย ถูกต้มกลางสังคม กระจายกันทั่วโลก แล้วมันก็สอดคล้องกับกิเลสคนมักใหญ่โตมักหรูหรา เขาก็หลอกเอาสิ ตกเป็นทาสรับใช้เพราะหวังจะได้น่ะสิ สมรรถภาพ คือ ความรู้ความสามารถ มีประสิทธิภาพของเรา ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ทิ้งสิ่งเหล่านี้ เป็นแต่เพียงเราหยุดทุจริต และหยุดเสพสิ่งที่ไม่ควรเสพ เราก็หยุด ทำได้ เราไม่ได้ทิ้งความสามารถ แต่เรากลับได้สิ่งที่เสียไปคืนมา นี่คือเศรษฐศาสตร์บทใหญ่ของพระพุทธเจ้า ได้มาเราก็เอามาใช้เป็นประโยชน์คุณค่าดีงาม มันก็เกิดประโยชน์มากมาย เจริญขึ้นอีก งานก็เบาลงเพราะงานบ้าบอลดลง เรามีเวลาทำสาระมากขึ้น มีคำที่เขาเข้าใจผิดคือ ยินดีกับการงาน ว่าคือ กัมมารามตา แต่ที่จริงคือ ยินดีในอารมณ์ที่ไปหลงติด หลงเป็นกิเลสเสริม หลงติดความยินดีในการงาน แต่ไปตีความว่า ถ้าผู้ใดไปยินดีพอใจจะทำการงาน นั่นคือเสื่อม อันนี้แหละตีลังกาเลย แต่ที่จิรงคือ ไปยินดีในอารมณ์ฟูใจในการงาน มีภัสสารามตา คือยินดีในการพูดคุย อาตมาก็มีคนกันไว้ อาตมาไม่ได้มีรสชาติในการพูดคุยนะ แต่ว่าพูดมากยินดีในการพูดสิ่งที่ดีมาก ถ้าขืนไม่ยินดีในการงาน จะไปทำได้ผลได้อย่างไร ถ้าเป็นกัมมารามตา ก็เสื่อมจริง คือไปมีกิเลสเสริม ส่วนการงานต้องทำให้ดีให้มาก ก็ยิ่งดีสิ่งที่เป็นสุจริตกรรม ก็ไม่เสียหาย แต่ใจเราไปหลงยินดีในการฟูใจการติดอารมณ์ในการทำงานต่างหาก แต่ ทิฏฐิผิด สัญญาผิดว่า อย่าไปยินดีในการงาน สรุปแล้วของพุทธสุดยอดแห่งการขยันการงาน ไม่เสื่อม ไม่พร่อง มีแต่จะชำนาญมากขึ้น แต่เราน้อยลงๆ ยิ่งใหญ่จริงเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เราอยู่ได้สบายไม่ต้องเอาทุนไปต่อทุนด้วย ระบบบุญนิยมนี่ไม่เหมือนโลกเลย ในเรื่องวัตถุระบบบุญนิยม นี่แห้งเหี่ยวหรี่ลงน้อยลง แต่มันซ้อนว่าองค์รวมส่วนกลางมีมากขึ้น เพราะเราไม่ได้ขาดสมรรถนะ เราไม่พักเราไม่เพียร เราข้ามโอฆสงสารได้ สมควรพักก็พัก นอกนั้นก็อยู่กับเพียร ไม่ขาดแคลนบกพร่อง ยิ่งหมดทั้งขี้เกียจหมดความเห็นแก่ตัว มีสมรรถภาพอีก ก็ไม่ต้องห่วง ทรัพย์ที่เจริญยืนนานที่สุดใครก็แย้งไม่ได้คือ สมรรถนะกับความขยัน นั่นคือทรัพย์ของตนๆ จะแถมความขวนขวายเข้าไปอีกก็ยิ่งดี ดูว่าเราก็มีเวลาแรงงานสามารถ ก็ทำสร้างสรรค์ไป ไม่ต้องคิดหางานก็ได้ เพราะพวกเรามีงานให้ช่วยเยอะแยะ พวกเราไม่เกิดความสงบที่การทำงานนี่แหละ เราไม่ได้แย่งลาภยศ แต่เราแย่งอวิชชากัน แย่งขี้กะเทอ (เสลด) แย่งอะไรไม่เข้าเรื่องเลย แย่งทิฏฐิ ความเห็นอัตตา ส่วนลาภ ยศ สรรเสริญก็ไม่กระไร โดยเฉพาะลาภ เราก็ไม่เอาแล้ว ส่วนยศก็ซ้อนเหมือนกัน มีตำแหน่งหน้าที่ ก็มีสิทธิ์ ก็มีบ้าง สรรเสริญก็ไม่ได้แย่งอยากเด่นดัง อยากเอาหน้า ก็ไม่เท่าไหร่? จริงๆจะว่าไปแล้วชาวอโศกนี่เรื่องกามไม่จี๋จ๋า รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็มีพร่องบ้าง ถ้ารักษาอย่างนี้ได้สักสองร้อยปี จะดีมากเลย พวกที่ได้แล้วก็ลดกิเลสลงอีกพวกมาใหม่ก็ไล่ลดไปก็จะดี พวกเราจะสงบในเรื่อง แย่งกาม แย่งลาภ ยศ สรรเสริญ แต่จะแย่งอัตตามานะ เจ้าประคุณจะแย่งกันไปถึงไหน? ของความสงบหน่อยได้ไหม จากการแย่งอัตตา แย่งอะไรก็ไม่สงบ เขาไม่รู้ก็แย่งกัน พวกเราเป็นนักศึกษาต้องรู้ และพวกเราไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ ไม่เกี่ยวข้องกัน หรือต่างคนนั่งแข็งทื่อ เป็นพรหมลูกฟักอีก ก็โกยใส่ส้วมเลย ความสงบ ไม่ใช่แค่ความเงียบ หรืออยู่นิ่ง แต่จริงแล้วอยู่ในตัว มีเอะอะวุ่นวายก็มี แต่ว่าที่จริงต้องดูที่ใจ คือแม้จะมีภายนอกดูวุ่นวาย แต่ใจนี่ไม่ต่อสู้กัน สงบใจ ไม่แย่งอัตตามานะ ไม่มีเรื่องทำร้ายทำลายกัน มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เสียงดัง เราก็เสียงสร้างสรร ไม่ให้เป็นพิษภัยต่อร่าง หรืออวัยวะ แม้ เสียงดัง ก็สงบ มี แบ่งแจก เกื้อกูล กัน
เขาเข้าใจคำว่าสงบ หรือสันตะ คืออยู่เฉยๆไม่เคลื่อนไหวทุกอย่างนิ่งสงบ เสียงกลิ่นรสไม่มี ดับทื่อๆ คือนิโรธมันไม่ใช่ สงบ คือ ความอยู่เย็นเป็นสุข ความพรักพร้อมในการสร้างสรรค์ เป็นอภิสังขารที่ยิ่งใหญ่ ปรุงแต่งสร้างสรรค์ กิเลสตัวสำคัญไม่มี ก็จะทำสิ่งดีที่ขาดแคลนให้มาก สังคมสงบเจริญแท้ ภราดรภาพ ....หรือความเป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติ ชาวอโศกเราทำได้ดี ญาติคือความพึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้ เป็นญาติพีน้องดูและเอื้ออาทรกัน ช่วยเหลือกัน เป็นสุดยอด ได้ประมาณอย่างนี้อาตมาก็พอใจ แต่ดีกว่านี้ก็จะพอใจกว่านี้อีก ไม่ได้มักมากนะ แค่นี้ก็พอ อาตมาอายุ 80 กว่าแล้ว ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไร ตั้งใจทำงานเพราะเห็นผลที่ได้ ได้ผลเท่านี้ก็พอใจ แต่ขยายได้เราก็ทำตามควร ที่เราทำนี่แหละที่เห็นเหมาะควร ใช้สัปปุริสธรรมจริงๆ ก็ไม่ต้องย้ำกันมากเรื่องความเป็นญาติทางธรรมจริงๆ พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้จริงมี สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 รวมกันเป็นปึกแผ่น พยายามรักษาให้เจริญงอกงาม อย่างชื่อปุ๋ยงอกงามนี่แหละ ส่วนความเป็นอิสรเสรีภาพ สำหรับคนโง่แล้วนั้น ความอิสรเสรภาพกับความเห็นแก่ตัวนี่ตัวเดียวกันเลย สำหรับคนโง่ ต้องไปอ่านพิจารณาเพลงอิสรเสรีภาพให้ดี อิสรเสรีภาพ คือ ความไม่ติดยึด ปลดปล่อยความติดยึดได้คือ อิสรเสรีภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ไปเกี่ยวข้อง (เขาแปล อสังคณิกะ หรือ อสังสัคคะ ว่าไม่เกี่ยวข้องกับหมู่) แต่ไม่ใช่ การไม่เกี่ยวคือ เรา ไม่ไปมีกิเลสติดยึด แม้เราอยู่กับข้าวของเรา ไม่ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา ที่จิตเราไม่ยึดเกี่ยว แต่ว่าพฤติกรรมเราสร้างทำมาเป็นของเราร่วมกัน แต่อย่าไปเกี่ยวเอาของคนอื่นนะ ที่เราทำสร้างสรรอยู่ในกรรมการงานนี่แหละ แต่เราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราหากยึดเมื่อไหร่อิสระไม่มีเมื่อนั้น ยึดเมื่อไหร่อิสระหมดเมื่อนั้น สมาทาน คือ ยึดอย่างสงบ (สม) ยึดอย่างกิเลสสงบ ยึดอย่างมีปัญญา รู้จักยึด ยึดอย่างสงบ สัมพันธ์ เจริญงอกงาม แต่ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา ส่วน อุปาทาน คือ ยึดไปหมด จะเอาของเขา มาเป็นของเราด้วย อะไรก็เป็นของกูไปหมด อิสรเสรีภาพทางวัตถ ุ ถามว่า นี่เป็นของเราหรือเปล่า? ตอบว่าไม่ใช่ นี่คือผิดแล้ว ต้องมาช่วยกันดูแลรักษาสร้างสรร ไม่งั้นก็ไม่เหลืออะไร ไม่เกิดอะไร คือมันผิดอย่างหนักด้วย อิสรเสรีภาพคือ ไม่มีความยึดเป็นเราเป็นของเรา ตั้งแต่ลาภ เรามีลาภ เพราะเราขยันทำงาน เรามีลาภเป็นของส่นวนกลาง ยศ คือ กำหนดหน้าที่ให้ทำงาน ให้อำนาจ เรามีความสามารถคือใช้แรงงาน(อำนาจ)กับอันนั้น ถ้าเราไม่มีอำนาจ ก็ใช้ไม่ได้ แต่เราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา อาตมาเคยไข ผู้ปฏิบัติธรรม หรือเป็นนักบวช แล้วอาศัยคนอื่นเขากินอยู่กับเขา ก็ว่าอย่ารับใช้คฤหัสถ์ ที่เราอาศัยกินใช้ แล้วก็คือ ไม่ช่วยอะไรเขาเลย เดี๋ยวจะเป็นการรับใช้ ไม่ได้ ศาสนาถึงเจ๊ง เป็นศักดินนา ดูดกินเป็นปลิงทำร้ายสังคม ถ้าคุณ ทำเพื่อแลกลาภยศสรรเสริญ , กาม และ อัตตา นี่คือคุณ รับใช้เขาแล้ว แต่ถ้าคุณทำให้เขาอย่างไม่ได้เอาสิ่งแลกเปลี่ยน นี่คือไม่ได้รับใช้ แม้เขาจะกตัญญูให้อะไรตอบแทน แต่ใจเราไม่ได้อยากได้คืนมาเลย นี่คือไม่ได้รับใช้ แต่ทุกวันนี้เขาก็ทำอย่างเอาอามิส ทำให้เขาไม่คุ้มกับที่เอาจากเขา จึงเป็นชีวิตที่เป็นหนี้มาก เราทำงานแต่ละวันไม่คุ้มกินคุ้มใช้ เราไม่ได้ทำประโยชน์แก่โลก แต่เรานั่งรับเอา ดีไม่ดีก็ผลาญพร่าอีก เป็นหนี้ทบไม่รู้กี่ชั้น ชีวิตมันต้องเผื่อพอว่า ต้องทำงานให้มาก เพื่อผู้อื่น เราต้องรับใช้ให้มาก (คือเรา ไม่เอาอะไรแลกเปลี่ยน ) ทำงานให้เขา แต่ถ้าเราทำงานแล้ว เราอยากได้อยู่ในใจ ให้เขามาตอบแทน ให้เขาเคารพนับถือ สิ่งเหล่านี้ยังไม่สมบูรณ์ในสัจจะแท้ของนามธรรม เราไม่เอาวัตถุแล้ว แต่เราก็จะเอาอะไร? อยากให้เขาว่าเราดี ให้ได้อวดว่าเราทำดี หรือได้อย่างอื่นใด สรุป อิสรเสรีภาพคือ ไม่ยึดเป็นตัวกูของกู ถ้ายังยึดเป็นตัวกูของกู คนนั้นไม่มีอิสรเสรีภาพ ถ้าคนนี้ผูกไว้หอบไว้แสนล้านเลย ถูกผูกไว้หมด มัดตราสังข์ บุตรผูกคอ(บุตโตคีเว) ทรัพย์สมบัติผูกขาไว้(ธนังปาเท) ภริยาผูกมือ(ภริยาหัตเถ) พวกนี้พวกไม่อิสระ แต่พวกเราหลายคนอาจไม่มี ไม่มีลูกไม่มีผัว แต่สมบัติวัตถุก็ไม่มี แต่ทีนี้ติดสมบัติอะไรที่ยึดไว้หอบไว้ ก็ สมบัติบ้า … ยึดจังนะ ยึดว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ คุณออกความเห็น แสดงความควรอะไรก็แสดง แต่อย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเรา เขาไม่เอาตามกู กูก็โกรธ คุณก็โง่ต่อไป มันลึกซึ้ง ใครอยากได้อิสระก็เรียนดีๆ ใครผูก...ตนเองผูกเอง อวิชชาคือโง่
ต่อไปเป็นการถามตอบ..
- ถ้าเราลดอัตตาของเรา เขาก็ควรลดอัตตาของเขา แต่ว่าถ้าเขาไม่รู้อัตตา ก็เพิ่มอัตตา เช่น เราขายของตลาดอาริยะ เขาก็ควรลดโลภ แต่ว่าเขาไม่ลดเขายิ่งเพิ่ม แล้วอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องให้หรือไง? เราต้องพยายามทำให้เขารู้ตัว -แล้วถ้าเรา ต้องชนอัตตากัน แต่เราจะลดอย่างไร ถ้าเรายอมเราได้ลดกิเลสแต่จะทำอย่างไรเพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน?....พระพุทธเจ้าว่า อย่าพร่าประโยชน์ตนเพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก ถ้าเราทำให้เขาลดได้เราก็ควรทำ แต่เรา ต้องได้ประโยชน์ตนก่อน -ถ้าเราทำการงานด้วย ความไม่ยึด ก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้าไม่ได้ทำงานนี้เราทุกข์ ก็คือเรายึด พวกเรานี้ยาก เพราะเราทำงานอย่างไม่ได้เอาอะไรตอบแทน เป็นวัตถุ แต่ข้างนอกได้วัตถุก็ดูง่าย แต่เราไปหลงผูกใจยินดีติดยึดในการงานใครมาแตะมาขวาง ก็จะเอาเรื่อง มันก็เสียหาย มันต้อง ยึดอย่างสมาทาน คือสร้างสรรทำการงาน ถ้าไม่ให้ยึดการงานเลย ปฏิบัติธรรมคือ ทำกรรมการงานทั้งนั้น อาชีพก็คือ การงาน กัมมันตะก็คือ การงาน รวม กาย วาจา ใจ ถ้า ไม่ให้ยินดีในการงาน ก็ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำ ก็ ขัดแย้ง มรรคองค์ 8 สิ -คนรวนก็คือ คนที่ยึดว่าจะต้องปิดทั้ง 4 เลน เพราะมติที่ประชุมมีแค่ ปิดกับไม่ปิด การปิดนั้นปิด 1 เล น ก็ใช้ได้แล้ว การยกมือ ผู้ชนะคือ 40 คน คือปิด แล้วผู้ไม่ปิดก็มี 16 เสียง แล้วผู้ไม่เห็นด้วยในการปิด ก็ส่วนหนึ่ง ปิดเลนเดียวก็ไม่เอา ปิดกี่สวนก็ไม่เอา นี่ก็มาหน่อย นี่ก็รวน รวมกับพวกปิดสี่เลน ก็รวน ก็เลยออกอัตตามา ก หน่อย
-ใครยอมก่อน คนนั้นชนะ...อันนี้ให้มานานแล้ว แต่ไม่เชื่อ กลัวอะไรไม่รู้ อยากทุกข์ก็เอาไว้เลยนิรันดร ฟังง่ายๆเข้าใจง่ายๆแต่กิเลสขึ้นไม่มีใครยอม...ข้อสำคัญคือพวกเราเป็นคนดีที่คัดกันมาแล้ว ก็ให้เกียรติกันหน่อยน่า เมื่อให้เกียรติหมู่แล้วมันไม่ผิดหรอก แต่ควาวนี้มันผิด 40 คะแนนนี่ปิด 14 คะแนนปิด...พวกที่ผิดคือ ให้ปิดเลนเดียวก็ไม่ได้ พวกที่ยึดว่าไม่ปิดเลย นี่รวน - กิเลส มันเป็นตัวปัจจุบัน มีเหตุปัจจัยสัมผัสก็เกิด แต่ถ้าไม่สัมผัสมันไม่เกิดบทบาท เขาเรียกว่า อนุสัย แต่ถ้ามันไม่มีบทบาทไปนิรันดร ก็คือ มันไม่มี แต่ถ้ามันออกมาทำงานก็คือ มันยังมีอยู่ มีบทบาทเมื่อกระทบจากภายนอก และอีกอย่างคือ ไม่มีกระทบ แต่คุณปรุงมันขึ้นมาเอง ตนเองฟูมฟักมันขึ้นมาจนแรงก็ได้ เมื่อฆ่ามันได้จนเป็นวิปัสสนาญาณจริง ถ้ากดข่มก็หมักไว้เป็นอกุศลวิบากอย่างเก่า เรา ต้องล้างด้วยวิปัสสนา ให้หมดไป เหลือแต่วิบากเก่า ซี่งเป็นส่วนที่เรารู้ทัน แต่เรามีปัญญา มันกระเพื่อมเมื่อไหร่ คุณไม่ให้มันออกบทบาทเลย ภายนอก นี่คือ อนาคามี ภายนอกไม่ให้มีออกมาเลย เป็นเหลือแต่ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ในใจเรา ถ้าคุณไม่ให้มันออกมามันก็หมกในอนุสัย เราต้องรู้ให้ทันว่าเอ็งอย่าแหยม ขึ้นมาเมื่อไหร่ชี้หน้ามันเลยให้มันสลายไป เหลือแต่เป็นเศษสวะในตัวหากหมักหมมต่อไปก็เน่าใน -ยกตัวอย่างอาตมาถูกมหาเถรสมาคมเล่นงานจวกเอาๆ แต่อาตมาก็ยอมให้เขาทำ วิบากก็เบาลง ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่เห็นด้วยแต่วิบากลดลงเบาลงนะ …จบ