570917- พุทธชีวศิลป์(๑๓)วนบ. อาหารสูตร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570917- พุทธชีวศิลป์( 13 ) วนบ. “ อาหารสูตร ” พ่อครูว่า … วันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก เรามาเรียนพุทธชีวศิลป์ พระไตร ปิฎก เล่ม 16 ข้อ 128 อาหารสูตร ครั้งก่อนเราย้ำถึงว่า พระพุทธเจ้าว่า เพราะเรานั้นกระทำในใจไว้แยบคาย ก็ทำให้ดับทุกข์ได้ ดับอวิชชาได้ (ในสายปฏิจจสมุปบาท) เพราะ โยนิโสมนสิการ (คือการทำใจในใจอย่างถ่องแท้) เราสามารถจัดการ ปรุงแต่งสังเคราะห์ จัดการใจในใจ ทำจนเกิดผลสำเร็จถึง นิโรธ ถึงอวิชชาดับหมด สุดยอดเลย อวิชชาดับเกลี้ยงไม่เหลือเลย ด้วยมี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ในขณะเห็นๆ สำเร็จอิริยาบถอยู่ มีองค์ประชุม(กาย) ครบพร้อมทั้งนอกและใน เป็นเรื่องที่ยากมากในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้ เพราะเขาเข้าใจว่านิโรธแบบมืดดับไม่รู้กัน แม้มีหลักฐานใน พระไตรปิฎก มากมาย อาตมาก็หยิบหลักฐานมาเยอะขึ้น อาตมาโง่มาซะนาน ที่ไม่ได้อ่าน พระไตรปิฎก อย่างทุกวันนี้ แม้แต่ เล่ม 26 พูดถึงเปรตทั้งหลาย ที่เป็นปุคคลาธิษฐาน จะขอเล่าก่อน ยุคที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นยุคใหม่ของ ศาสนาพุทธ ที่เป็น อเทวนิยม แต่พระพุทธเจ้าต้องเปิดเผยศาสนา ซึ่งต้องไปฝืนจะไปหักโค่นเทวนิยมเขา ท่านต้องอนุโลมมากเลย น่าเห็นพระทัยพระพุทธเจ้าอย่างหนักเลย ท่านต้องตรัสอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เพื่อให้ชัดเจน ท่านต้องประกาศศาสนาให้ได้ แต่มาตอนนี้อาตมามีศาสนาพุทธอยู่แล้ว มีหลักฐานจากพระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาก็เลยไม่ต้องประนีประนอมอย่างพระพุทธเจ้า เช่น เรื่องเปรต
ที่เขาบอกว่าต้องอุทิศส่วนกุศล จึงส่งไปให้เปรตได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสเพื่ออนุโลม ก็เลยมีภาษาเหมือนมีมโนมยอัตตา เพราะยุคนั้นเป็นยุคของพวกนับถือตัวตนอัตตา ปรมาตมัน จะไปพูดว่ามีตัวตนโครมๆ ก็ไม่ได้ แต่ถ้าพูดกับภิกษุที่มาเข้ารีต ก็ตรัสเต็มที่ แต่ถ้าพูดกับพระเจ้า
อ่านต่อ
แผ่นดิน กับคนทั่วไปก็ต้องตรัสเช่นนั้น น่าเห็นพระทัย ซึ่งยุคที่ท่านตรัสอนุโลม ทำให้ชาวพุทธแม้ในไทยเรา เห็นเป็นตัวตนอัตตาไปหมด เห็นผีเปรต เป็นเรื่องราว วัตถุ แต่ถ้าเราเข้าใจแล้วว่ามันเป็นเรื่องของอัตตา เป็นมโนมยอัตตา อาตมาอธิบายว่า เราสัมผัสเองก็รู้ว่า มีรูป มีเสียงมีกลิ่น มีรสนั้นจริงๆ เป็นรสผี เสียงผี กลิ่นผี สัมผัสเสียดสีเป็นตัวผี ผีนี้คือของปลอม คือ สิ่งปรุงแต่งไม่เป็นตามความเป็นจริง ผีมันคือการปรุงแต่งปุ๊ปเลย อารมณ์ผีมันไว เป็นอารมณ์ชื่นชม ได้สัมผัสทางตาก็ปรุงเลย เป็นสุข เป็นทุกข์ แท้จริง เทวดาเท็จ ก็คือผี พวกเราก็ไม่งง เราก็เคยหลงบูชาเทวดาเหล่านี้ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่หลงแล้ว ไม่เอาแล้ว ผู้ใดตัดออกไปได้ก็ชัดเจน จิตเราก็ว่างจากผีจากเทวดาไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ เป็นฐานนิพพาน อุเบกขา จิตเราละวางออกได้ เป็น เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ความเป็น สภาวะผี หรือ เทวดา ก็คือ อัตตา ยิ่งเทวนิยมเขาไปหลงว่าเป็นรูปร่าง ขนาดพุทธเราที่เข้าใจผิดยังไปนั่งสมาธิเห็นเลย ยิ่งพวกเทวนิยม ก็ยิ่งเห็นมากกว่าอีก แต่อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ในปัจจุบันที่มีกระทบสัมผัส แล้วมีการปรุงแต่งอย่างไร เขาไม่ได้ศึกษามาอย่างนี้ ที่มีเหตุปัจจัยเนื่องกันมา ตาม ปฏิจจสมุปบาท เขาไม่รู้ความเนี่องต่อ ปัจจยการ แม้เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธก็ไม่ได้เข้าใจไม่ได้ปฏิบัติอย่างนี้ พวกเราก็ต้องพยายามเข้าใจแล้วปฏิบัติช่วยกันสืบสานพุทธศาสนาต่อไป เพราะทุกวันนี้เขาเอาศาสนาพุทธมาเป็นเครื่องมหากินไป เสพกาม เสพอัตตาไป
อาหารวรรคที่ 2 1 . อาหารสูตร _ [ 28 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถปิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 เหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร 4 เป็นไฉน คือ ( 1 ) กวฬีการาหารหยาบ หรือละเอียด ( 2 ) ผัสสาหาร ( 3 ) มโนสัญเจตนาหาร ( 4 ) วิญญาณาหาร อาหาร 4 เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิด มาแล้วหรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ [ 29 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาหาร 4 เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด อาหาร 4 เหล่านี้ มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มีตัณหา เป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด ก็ตัณหานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นที่ตั้งขึ้น มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด ก็เวทนานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นที่ตั้งขึ้น มีผัสสะเป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะ เป็นที่ตั้งขึ้น มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด ก็สฬายตนะนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ มีนามรูปเป็นที่ตั้งขึ้น มีนามรูปเป็นกำเนิด มีนามรูป เป็นแดนเกิด ก็นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ มีวิญญาณเป็นที่ตั้งขึ้น มีวิญญาณ เป็นกำเนิด มีวิญญาณเป็นแดนเกิด ก็วิญญาณนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดวิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ มี สังขารเป็นที่ตั้งขึ้น มีสังขารเป็นกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด ก็สังขารเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นที่ตั้งขึ้น มีอวิชชาเป็นกำเนิด มี อวิชชาเป็นแดนเกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกอง ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [ 30 ] ก็เพราะอวิชชานั้นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขาร จึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบสูตรที่ 1
พ่อครูว่า… ผัสสาหาร ต้องกำหนดรู้ด้วย เวทนา ถ้าไม่มี ผัสสะ ก็ไม่มีเวทนา ก็เรียนรู้อาหารไม่ได้ เรียนรู้ สังขาร ไม่ได้ เพราะสังขาร ก็มี กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร และจิตสังขาร ก็คือ วิญญาณ นั่นแหละ อาการสังขาร กับวิญญาณต่างกัน แต่ก็เป็นองค์รวมทั้งหมด วิญญาณนี่คือ จิตสังขาร คือความปรุงแต่งของจิต แล้วถ้าปรุงแต่งด้วย อวิชชา ก็ครบเครื่องเลย เกิดรูป 28 พอปรุงด้วยอวิชชา จากผัสสะมีอายตะ เรียบร้อยแล้ว แล้วภาวรูปนั้นเป็นอะไร? ก็เพราะมีตัณหาเป็นเหตุ ก็ยังมีอวิชชาอยู่ เป็นตัวปรุงแต่ง มีอยู่ในนี้แน่นอน เมื่อเรารับรู้ได้นี่แหละคือ สักกาย ะ มันเป็นอาการของวิญญาณ หรือเป็นสังขาร พอปรุงแต่งปุ๊ปเป็นเวทนา แล้วเวทนานี่คือ เทวบุตมาร คือความ เป็นผี เป็นเทวดา เช่น พอกระทบสัมผัสอันนี้อยากได้ตาเห็น แต่มันยังไม่ได้ มันก็ดิ้น เป็นตัวผีไปก่อน พอได้มาใหม่อีกก็สมใจ เป็นเทวดาเลย พอเรารู้สักกายก็ใช้วิธี ปหาน 5 ตามที่เรียนมา เราต้องเห็นเป็นอ สุ ภะ มันไม่เที่ยง ไม่น่าชมชอบจริงๆ จนปัญญาของเราขั้นมาว่า เราไปหลงกับมันทำไม? มีปัญญารู้ทันว่าเป็นผีหรือเทวดา เราก็จัดการมันไม่ให้มีอาการผีหรือเทวดา แล้วมันมีรายละเอียดของสิ่งที่เรารู้ หรือรูป อย่างไร พระพุทธเจ้าท่านแจกละเอียดถึง อุปาทยรูป 24 จะเกิด สัมมัตะ 10 ซึ่ง ข้อที่ 1 - 8 ข้อต้นนั้น ตรงกับมรรคมีองค์ 8 คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ และเพิ่ม 2 ข้อ คือ.. 9 . สัมมญาณ 10 . สัมมาวิมุติ ทำได้ชำนาญแล้วก็เหมือนกับขี่รถจ ักรยาน พอขี่ได้เก่งแล้วก็ชำนาญแคล่วคล่อง เป็นมุทุตา กัมมัญญตา
[40] อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์) 1. จักขุ (ตา) 2. โสต (หู) 3. ฆาน (จมูก) 4. ชิวหา (ลิ้น) 5. กาย (กาย)
ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ ) 6. รูปะ (รูป) 7. สัททะ (เสียง ) 8. คันธะ (กลิ่น) 9. รสะ (รส) 0. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย ) ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอันเดียวกับมหาภูต 3 คือ ปฐวี เตโช และ วาโย ที่กล่าวแล้วในมหาภูต
ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง) 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย )
ง. หทยรูป 1 (รูปคือหทัย ) (แปลตามทั่วไปตามพจนานุกรมประมวลศัพท์ฯ) 12. หทัยวัตถุ* (ที่ตั้งแห่งใจ)
จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต ) 13. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต )
ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร ) 14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน )
ช. ปริจเฉทรูป 1 (รูปที่กำหนดเทศะ ) 15. อากาสธาตุ (สภาวะคือช่องว่าง )
ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย) 16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย และวาจา) 17. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา )
ฏ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ) 18. (รูปัสส) ลหุตา (ความเบา ) 19. (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนสลวย) 20. (รูปัสส) กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน, ใช้การได้ ) 0. วิญญัติรูป 2 ไม่นับเพราะซ้ำในข้อ ญ
ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ) 21. (รูปัสส) อุปจย (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น ) 22. (รูปัสส) สันตติ (ความสืบต่อ) เป็นตัวต่อเนื่อง 23. (รูปัสส) ชรตา (ความทรุดโทรม) 24. (รูปัสส) อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย)
ที่พวกเรากำลังต่อสู้กันอยู่นี่ก็คือ ระหว่างความเสื่อม และการเจริญ เป็นสงคราม แต่อาตมาก็ตั้งใจให้มาอย่างนี้แหละ แต่ก็ต้องให้รู้เหมาะควร การทำงานร่วมกัน พวกเรามาอย่างปรารถนาดี มีทิฏฐิสามัญตา จุดหมายปลายทางร่วมกัน เพื่อลดละหน่ายคลายหมดอัตตาตัวตน แต่กลับยกอัตตามาตีกัน ก็ต้องให้เหมาะควร เอาง่ายๆ เราต้องยกให้หมู่ เรามาเพื่อหมดตัวตน ถึงนิพพาน คนมาปฏิบัติสำนักนี้ฉลาดนะ ไม่ได้เอาอะไรล่อหลอกคุณม า เหมือนหลายสำนักที่ไปหลอกให้หยุดนิ่งหรือถูกล้วงตับกินไส้ แต่เราให้มาลดอัตตา แต่เรากลับทะเลาะกันด้วยอัตตา อาตมาว่า วิชชาศาสตร์ งานใหญ่ งานเจครั้งนี้ ดูสิ ว่า ธรรมาธรรมะสงคราม จะสนุกขนาดไหน บาดเจ็บกี่คน ตายกี่คน แผลเหวอะหวะกันแค่ไหน? ก็ยังไม่รู้เลยว่านี่ตกลงจะกางเต็นท์กันไหม? ...แต่ถ้าพวกกางเต็นท์ชนะ ก็จะกางก็กาง อาตมาก็ไม่กลัวนะ พวกคุณก็ต้องรับผลไป แต่ว่าจะบอกข่าววันนี้แหละ
570916 ข่าวที่ดินบ้านราช
อุบลราชธานี : เมื่อ 17 ก.ย.57 ระหว่างเวลา 10.30-12.30 น. กลุ่มราษฎร บ.กุดระงุม ม.3, บ.คำกลาง ม.6 ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานีจำนวนประมาณ 40 คน นำโดยนายเมธชัย คำแผ่น ประธานกลุ่มประชาชนรักษ์ธรรมชาติสายน้ำบุ่งไหม เข้ายื่นข้อเรียกร้องผ่านศูนย์ดำรงธรรม อาคารศาลากลาง ถ.แจ้งสนิท ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เกี่ยวกับข้อขัดแย้งในปัญหาที่ดินทำกินของกลุ่มราษฎร กับกองทัพธรรมมูลนิธิ มีรายละเอียดดังนี้ 1.ขอให้มีการตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ บนที่สาธารณะ 2.ขอให้ตรวจสอบการเกิดขึ้นของหมู่บ้าน ม.10 3.ขอให้มีการตรวจสอบการขุดดินจากพื้นที่สาธารณะเข้าไปถมที่เพื่อปรับระดับพื้นดินในชุมชน ม.10 4.ขอให้มีการตรวจสอบการตั้งโรงงานต่างๆ ในเขต ม.10 สำหรับปัญหาเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินฯ นาย กฤษฏิพงษ์ อร่ามรุ่งทรัพย์ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ เจ้าพนักงานที่ดินฯ สาขาวารินชำราบ ได้ยืนยันว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการสืบค้นข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่วนการลงรายการในเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินของ พล.อ.วิมล วงศ์วานิช ที่ลงที่อยู่ไม่ถูกต้องนั้น เป็นการลงรายละเอียดด้วยลายมือสามารถผิดพลาดได้ ไม่ถือเป็นสาระสำคัญทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ ศูนย์ดำรงธรรมฯ ได้รับเอกสารข้อเรียกร้องดังกล่าวไว้ ยืนยันว่าจะนำเรียน ผ ู้ว่าราชการจังหวัด ทราบ เพื่อพิจารณาสั่งการให้ สำนักงาน ที่ดิน, ฝ่ายปกครอง, จนท.ตร. และ อัยการ ทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป กลุ่มราษฎรพึงพอใจระดับหนึ่ง จึงแยกย้ายเดินทางกลับภูมิลำเนา/เหตุการณ์ปกติ
อุบลราชธานี/ยโสธร : เมื่อ 170945 ก.ย. 57 " กลุ่มประชาชนรักษ์ธรรมชาติสายน้ำบุ่งไหม " จำนวน 15 คน นำโดย นายเมธชัย คำแผ่น ประธาน กลุ่ม ประชาชนรักษ์ธรรมชาติสายน้ำบุ่งไหม 087-3378997,87-9957277 ที่อยู่ 164 บ.คำกลางใหม่ ม.6 ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี , นายทองอินทร์ บานแสง ที่อยู่ 119 ม.3 บ.กุดระงุม ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี และนางอรสา บัวใหญ่ ที่อยู่ 59 ม.6 บ.คำกลางใหม่ ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี เดินทางมาที่ มมบ.22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี เพื่อยื่นหนังสือเรื่อง กลุ่มอิทธิพลนายทุนร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ที่ดินอำเภอ ออกเอกสารสิทธิทับที่สาธารณะประโยนช์ ผ่าน ผบ.มทบ.22 ถึง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยมี พ.ท.เดชศักดิ์ ฝ่ายชาวนา นายทหารฝ่ายการสืบสวนสอบสวน มทบ.22 เป็นตัวแทนรับเรื่องเพื่อนำเรื่องเรียนตามขั้นตอนต่อไป เวลา 10.45 น.กลุ่มได้ออกเดินทางต่อไปที่ ศูนย์ดำรงธรรมเพื่อยื่นหนังสือฉบับเดียวกัน นี่คือข่าวคราวที่เข้ามา เพราะตอนนี้พวกที่จะไปให้ก้าวหน้า กว้างใหญ่ ดัง ก็จะให้ทำ แต่พวกที่ถ่วงไว้ก็มี พวกเราก็มีที่มีปฏิภาณถ่วงๆไว้ ว่าจะเหมาะควรอย่างไร? ก็อย่าดันกันไปให้มากนัก จนก็ยังไม่ลงตัว มีอาจารย์ที่มาช่วยทำเป็นโค้ช ก็บอกว่าไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ อัตตาเยอะเหลือเกินบ้านราชฯ เราต้องเรียนรู้อัตตาของเราจริงๆ พวกเราไม่มีสงครามของกามเท่าไหร่ จะไปแย่ง กามกันไม่เอา ไม่ใช่สงครามหยาบ ก็น่าดีใจ แต่พวกเรานี่ทำสงครามขั้นเทพ แต่เทพเขี้ยวยาว เป็น จาตุมหาราชิกา ต่างคนต่างก็มีเงามีหอกมีดาบ เห็นไหมเล่า ท้าวสี่ทิศ ที่เฝ้าอยู่ที่วัดหลายวัด ดาวด ึ งส์ คือ เสพรสได้สุข และ ยามา ก็คือ เวลาจะเอาให้นานๆ เสร็จแล้วก็ ดุสิต มันอิ่มแล้วก็พักยก ส่วนขั้นที่ 5 คือกูจะต้องเอาให้ได้ เนรมิตสร้างให้ได้ดังกูหมาย ถ้าได้จึงจะเป็นสุข นิมมานรดี คำว่า รตี คือจิตที่เสพสุข ต้องเอาให้ได้ เอาเป็นตัวมารใหญ่ แย่งให้ได้สร้างให้ได้ทำให้ได้ ส่วน ปรนิมิตวสวตี คือ ใหญ่แล้ว คนอื่นทำให้หมด นี่คือเทวดา สัตว์เทวดา 6 ชั้น เป็นตัวร้ายทั้งนั้น เรียกเทวดา น่ากลัวมาก คนหลงเข้าใจผิดทั้งที่เป็นเทวด า หลอกทั้งนั้น ของเทวดาไม่เป็นทั้งผีทั้งเทวดาทั้งนั้น พวกเรากำลังปฏิบัติธรรมอย่างดี อย่าหนีโจทย์ อย่าหนีสงคราม คำว่า สรณะ แปลว่าที่พึ่ง(โดยอรรถ) หรือถ้าโดยเนื้อหาแปลว่าสงคราม เราต้องทำที่พึ่งให้เกษม ให้ อรณะ อย่าให้มรณะก่อน ต้องทำ กรณะ คือทำกิจนี้ให้จบกิจให้ได้ รู้จัก สัจจญาณ กิจญาณ ให้มันได้ผล เกิดการเจริญ จนกระทั่งสมบูรณ์แบบ จบ เป็น กตญาณ บรรลุธรรมหมดทุกอย่าง จนมั่นใจแน่ใจ อย่าหนีทัพก่อนล่ะ เป็นสนามรบ มหาวิชชารามที่ประเสริฐแล้ว เป็นจอมยุทธ์ที่เก่งๆแล้ว ไม่ต้องกระดิกก็เสร็จเลย ทำโดยไม่ต้องทำ ฟันโดยไม่ต้องฟัน เป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง นี่คือการศึกษาบ้าน วัด โรงเรียน รวมบ้านคือสังคมทั้งหมด บ้านคือศีลธรรมวัฒนธรรม ส่วนโรงเรียนคือองค์รวมการศึกษา อยู่ให้ครบ 4 ปี จะไม่อยากได้แผ่นทองคำ เพราะคุณได้สิ่งที่ดีกว่าแผ่นทองคำ … จบ