591222_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาคนให้ดีกว่าสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
591222_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาคนให้ดีกว่าสัตว์ โดยสมณะโพธิรักษ์
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม 2559 ที่บ้านราชฯ วันนี้เป็นวันที่เด็กนักเรียน สัมมาสิกขาราชธานีอโศก จะได้ฟังธรรมจากหลวงปู่ สมณะโพธิรักษ์ ใครที่มีจิตใจจดจ่อ มีความยินดีที่ได้ฟัง ก็แสดงว่ามีบารมีมาก ใครฟังแล้วนั่งเล่น ก็ถือว่าเป็นเด็กธรรมดา ไม่อยู่ในข่ายของ เด็กนักเรียนสัมมาสิกขา ที่จะมีความยินดี ในการฟังธรรมจากหลวงปู่ สมณะโพธิรักษ์ ที่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่ง่าย จะต้องมีบารมีระดับหนึ่ง วันนี้ก็มีข่าวมรณัสสติ ตั้งแต่ คุณตุ๊ก นางสาวสุพร ชุมพล อายุ 67 ปี ที่ป่วยเป็นโรคหนังแข็ง เสียชีวิต ที่สันติอโศก เวลา 03.30 น วันอังคารที่ 20 ธันวาคม 59 โดย ฌาปนกิจศพ วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม เวลา 15.00 น วัดบางเตย โยมยายบุญโฮม บุญถูก ได้หมดลมหายไปอย่างสงบ ในวันที่ 22 ธ.ค. 59 เมื่อเวลา 02.00 น ที่ผ่านมา พฤหัส - ศุกร์ แสดงธรรมหน้าศพ 18.00 น. เสาร์ 14.00 น. ฌาปนกิจ ที่ปฐมอโศก คุณแม่สิริกร บูรณะ (โยมแม่สมณะค้ำดิน และคุณแม่คุณติดดิน นาวาบุญนิยม) เสียชีวิตด้วยโรคชรา อายุ 84 ปี เมื่อเวลา 06.30 น.วันพุธที่ 21 ธค.59 ฌาปนกิจ วันเสาร์ที่ 24 ธค.เวลา 13.00 น.วัดบางเตย กทม.
พ่อครูว่า...วันนี้หลวงปู่ เตรียมอะไรมาแสดงธรรม เกี่ยวกับศาสนาและสังคม อยู่ในระยะที่ เหมือนกับใกล้จะคลอด กำลังเต็มที่เลย เจ็บครรภ์จะคลอด จะต้องตั้งใจฟังให้ดี วันหนึ่งๆ ผ่านไป 24 ชั่วโมง ข้อมูลก็แปรเปลี่ยนไป อย่างไม่ช้าเลย จะทำอย่างช้าไม่ได้เลย เด็กๆรู้เรื่องของ สำนักธรรมกายกันบ้างไหม … เรื่องของสำนักธรรมกาย เป็นสำนักที่เขาสร้างขึ้นมา พอๆกันกับที่อโศกเราเกิด ไล่เลี่ยกัน เขาจะก่อนเรานิดหน่อย พศ.2513 เหมือนกัน แต่หลวงปู่ทำงานศาสนามา ตั้ง
อ่านต่อ
แต่ พศ.2511-2512 เปิดคอลัมน์ เขียนหนังสือธรรมะอะไรมาก พอ 2513 ก็มาบวชปลายปี เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2513 แต่เขาบวชก่อน เป็นเดือนเลย ประมาณ มีนาคม 2513 แล้วเขาก็ก่อสร้าง สำนักของเขา เป็นสำนักที่ออกนอกรีต ออกนอกแบบ ของศาสนาพุทธ
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ)ตอน คนเสื่อมจากศาสนาพุทธ ศาสนาไม่เสื่อม ต้องขออภัยกระแสหลัก ต้องขออภัย ประชาชนชาวพุทธทั่วไป เพราะวันนี้อาตมากำลังพูดความจริง เป็นวิชาการความรู้ คือ ศาสนาพุทธนั้นเสื่อม ทำต่อคนเสื่อมจากศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาเสื่อม หมายความว่า คนชาวพุทธได้เข้าใจผิดเพี้ยน ในความจริงแท้ เนื้อแท้ความถูกต้องแท้ ของศาสนาพุทธ เขาได้เข้าใจผิด แล้วกระผิดๆมา มากมายก่ายกอง จนกลายเป็นการประพฤติ นอกธรรมะพระพุทธเจ้า ซึ่งเข้าใจไม่ง่าย ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะโลกุตระ คืออยู่กับโลกเขา แต่ไม่ทำร้ายอะไรกับโลก มีแต่ช่วยเหลือ โดยที่ตัวเอง ไม่แย่งชิงทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของอะไรกับโลก ไม่ทำทุจริต ไม่แข่งดีแข่งเด่น ไม่ทำร้ายใคร ไม่เป็นโทษภัยอะไรแก่คนอื่นๆ มีแต่ช่วยคนอื่น อาจใช้ภาษาว่ารับใช้ ก็คือรับใช้คนอื่น โดยไม่ใช่คิดค่าจ้างค่าวาน จะมีคนอื่นมาให้ ก็เอาไว้ใช้ช่วยคนอื่นต่อไป สำหรับตนเอง ไม่สะสมทรัพย์ศฤงคาร อยู่เพื่อช่วยเหลือคนอื่นต่อไป นี่คือ ระบบสาธารณโภคี คือเรามีของส่วนกลาง ของกินของใช้ ของส่วนรวม เครื่องใช้ไม้สอย อาหารการกิน ก็มีส่วนร่วมรวมกัน ช่วยกันสร้างช่วยกันทำ ช่วยกันปลูก เด็กๆทุกวันนี้ ก็ช่วยกันทำ ใช่ไหม ช่วยกันปลูกช่วยกันสร้าง หลวงปู่ ต้องอดใจไม่ได้ ต้องพูดถึงอีก ชมเชยอีก ดูนี่ อย่านึกว่า ท่อนซุงนะนี่ นี่คือ หัวไช้เท้าสดๆ ไม่ใช่ปูนปั้น เกิดจากสวน หลังศาลาเรานี่แหละ เรียกว่า สวนทำกิน เพราะว่าพวกเรา เป็นชาวสวนชาวไร่ ไร่นี่พวกเราทำมาก สวนผลไม้ทำน้อยกว่าไร่ ที่ปลูกพืชผัก สูตรที่ปลูก อะไรต่างๆนี้ เกิดผลผลิตโตใหญ่ นี่ลูกมะนาวนะนี่ ไม่ใช้สารเคมีเลยนะ ใช้ธรรมชาติ เป็นเกษตรอินทรีย์ เราไม่ปิดบังวิธีการด้วย ใครอยากได้ ก็มาเรียนรู้เอา
สื่อธรรมะพ่อครู (ศีลสมาธิปัญญา) ตอน พลังงานเจโตกับพลังงานปัญญา ธรรมะของพระพุทธเจ้า จะรู้จักพลังงานของจิต พลังงานที่เรียกว่า แคลอรี่ เป็นพลังงานที่ ทำงานในร่างกายเรา แม้จิตก็เป็นพลังงานทางแคลอรี่ เป็นหน่วยทางนามธรรม จะเรียกเป็นหน่วยอะไรก็ยาก เพราะแบ่งลักษณะเป็น อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แบ่งออกเป็นลักษณะ ที่จะเอามาใช้งาน เป็นพลังงานรวม เรียกว่า พลังงานเจโต เป็นพลังงานที่จะออกไปทำงาน เจโต คือพลังงานตัวตั้ง ตัวคงที่ และอีกหน่วยหนึ่ง จัดเป็นหน่วย ตัวแปร เป็นพลังงานวิ่ง พลังงานคงที่จะนิ่งแข็ง เป็นแกน ทางวิทยาศาสตร์ไฟฟ้า เขาเรียกว่า พลังงานบวก และพลังงานที่วิ่ง เรียกว่า พลังงานลบ เจโต คือพลังบวก พลังงานเร่งคงที่ และมีอีกตัวหนึ่งมันวิ่ง เรียกว่า พลังงานปัญญา เ จโต เขาเรียกสาย ศรัทธา ปักมั่นนิ่งอยู่ ศรัทธาต้องมีความรู้ด้วย เจโต คือแกนจิต เป็นส่วนหนึ่งของจิต พอเป็นศรัทธา ก็มีลักษณะหนึ่งของเขา เชื่อมั่นปักยึด ช่วยกันเป็นธรรมะ 2 ธรรมะที่เกิดประโยชน์จริงๆ โดยเป็นพลังงานที่จับคู่กันและ ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า นิวเคลียส มีพลังงาน 2 ตัวนี้แหละ พลังงานตัวหนึ่ง เรียกว่าประธาน รวมกับพลังงาน 2 ตัวนี้ พลังงานประธานจะควบคุมพลังงาน 2 ตัวนี้ได้ แล้ว 2 ตัวนี้ไม่มีใครควบคุมเลย มันเกาะตัวทำงานรวมตัวกัน ในนิวเคลียส อย่างอัตโนมัติเลย ถ้ามันมีมาก รวมตัวกันมาก มีพลังงานเก่ง และพลังงานสูง ใครไปกระทบกระแทกพลังงานนี้ จะให้แตกตัวออกมา มันก็จะระเบิด ต่างคนต่างไป เรียกว่า พลังงานระเบิดนิวเคลียร์ มีพลังงานมากและน้อยตามจริง แต่ส่วนมากแล้ว มันระเบิดเถิดเทิง ทำลายไป ทางวิทยาศาสตร์ ก็เข้าใจอย่างนั้น ทางพุทธศาสนาก็เข้าใจ แต่เราไม่ใช้แบบนั้น เรามาใช้พลังงานทางปัญญาของจิต ควบคุมเลย พลังงานทางโน้น เราไม่ให้เกิด ใครจะทำก็แล้วแต่ เราเอามาใช้ประโยชน์เท่านั้น แล้วจะเอามาใช้พัฒนาทางพืช พีชะ ก็ได้ พลังงานที่ เป็นทั้งพลังงานทางวัตถุ มันก็มีบทบาทหน้าที่ รวมตัวกัน เป็นบทบาทเป็นแรง โดยที่มันไม่มีตัวควบคุม พอมาเป็น ลักษณะควบคุมตัวเองเข้า ชื่อว่า พีชนิยาม อุตุนิยาม มันไม่มีพลังงานควบคุมตัวเอง มีแต่อันอื่น ไปควบคุมจัดการมัน จะมีการควบแน่น ดูดดึง จัดการ อย่างดิน หิน แร่ธาตุ มันถูกสิ่งอื่นกระแทก ก็เปลี่ยนแปลงไป ถูกสังเคราะห์ด้วยบทบาทอื่นๆ มันก็ไปได้เรื่อยๆ เป็นไปตามที่ อันอื่นทำให้มันเป็น ธาตุวัตถุ ที่ไม่มีชีวในตัวเอง เรียกว่า อุตุนิยาม พอเริ่มเป็นชีวะ มีตัวของมันเองด้วย พีชนิยาม มันก็ทำตัวของมันเอง มันก็รู้ว่า ตัวของมัน ควรจะเอาอันไหน ก็พยายามแสวงหาดูดเอา ไม่แย่งชิง พยายามสร้างในตัวเองก็สร้าง สร้างด้วยตัวเองไม่ได้ก็ดูดเอา สร้างด้วยตัวเองหมายถึง เอาธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม มาสังเคราะห์กัน จับตัวเป็นตัวเอง ดิน น้ำ ไฟ ลม นี้ ยิ่งไม่มีชีวะ เล็กละเอียดจับได้ พีชะ ก็ออกมาสังเคราะห์ตัวเอง ตามที่มีสัญญา เหมือนวัวควายที่กินแต่อาหารของมัน ไม่ไปทำร้ายอันอื่น ชีวะระดับต่ำ ก็ไม่ทำร้ายคนอื่น แต่มันทำเหมือนกัน ถ้ามันโกรธ วัวควายบางที ก็ทำร้ายคนได้ ทำร้ายสัตว์อื่นได้ สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าท่านเรียนรู้ พลังงานพวกนี้ อย่างละเอียดหมด แล้วเอาพลังงานสรุปจริงๆ เรียกว่าพลังงานที่ดีเท่านั้น เอามาใช้ พลังงานไม่ดี ปล่อยมันไปตามกรรม ปล่อยไปตามยถากรรม ปล่อยมันไปตามวิบากของมัน ส่วนพลังงาน ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ไม่มีวิบาก ไปตามประสามัน ไปตามเหตุปัจจัยอื่น ผลักดัน ที่ดูดหรือผลัก อยู่ในอวกาศ เหมือนอุกกาบาต พระพุทธเจ้าศึกษาในความเป็นคน ซึ่งแบ่งแยกออกมาเป็นพวกที่มีจิตวิญญาณ พืชหรือพีชะ ก็อีกอย่าง อุตุก็เป็นธาตุที่ไม่มีพีชะ 3 อย่างใหญ่ๆนี้แหละ ทีนี้มาเป็นจิต จิตก็สามารถฉลาด ฉลาดจนเป็นโทษภัยต่อผู้อื่น มันฉลาดได้มากมาย แต่ฉลาดแล้วเห็นแก่ตัว ฉลาดแล้วก็ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายจนอำมหิตโหดที่สุดเลย ใจดำมาก แล้วซ้ำซ้อนที่ร้ายมากก็คือ ตนเองอำมหิตมาก กายวิญญัติ วจีวิญญัติ หลอกคนอื่นว่าตนเอง เพราะรักคนอื่น ไม่อำมหิต ปิดบังกรรมกริยา การกระทำของตน อย่างซับซ้อนลึกลับ ไม่ให้คนอื่นรู้ได้ ที่เก่งจริงๆก็ปิดบังได้ อย่างที่ใครไม่รู้ทัน นั่นแหละคือยิ่งชั่ว
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์)ตอน เมตตากรุณาคือพลังงานพระเจ้า ช่วยเหลือผู้อื่น พระพุทธเจ้าศึกษาแล้ว ก็เอามาเปิดเผย เอามาสอน เอามาให้คนอื่นเรียนตาม จะได้จัดการกับจิตของเรา ให้จิตของเราเป็นจิตที่ดี เป็นพลังงานที่ซื่อสัตย์สุจริต มีเมตตา มีความเมตตาสูงเลย ความเมตตานี่ หลวงปู่เห็นว่า มันน่าจะใช้ภาษาอังกฤษ เขาเป็นคำว่า Benevolent หรือ Benevolence(adj.) พลังงานเมตตากรุณา คือพลังงานพระเจ้า เป็นพลังงานที่ช่วยผู้อื่น อย่างเต็มที่ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทำอะไรเพื่อตัวเองเลย พลังงานพระเจ้า กับพลังงานแบบพระพุทธเจ้า ก็ยังใช้แยกกันได้อี ก พระพุทธเจ้าสอน จัดการกับจิตใจเรา ที่ไม่ดีออกไป แล้วเอาจิตใจมาใช้อย่างได้สัดส่วนที่พอดี ไม่เสียหาย มีแต่ดีเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะดีกับสังคม ดีกับมนุษยชาติ ดีกับสรรพสัตว์ ดีกับต้นหมากรากไม้ ดีกับดินน้ำไฟลม ดีกับทุกอย่างเลย จึงเป็นความรู้ที่สุดประเสริฐ หลวงปู่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า จนมาเป็นพระโพธิสัตว์ ระดับ 7 ก็ยังไม่สูงสุด ก็พัฒนาตัวเองต่อไป จนระดับ 7 เลื่อนเข้าสู่ระดับ 8 ไปเรื่อยๆ ชาตินี้ทั้งชาติหลวงปู่จะไม่กล่าวว่า ตนเองเป็นโพธิสัตว์ ระดับ 8 เป็นอันขาด ถ้าเห็นควรว่าเข้าเกณฑ์ดีแล้ว ก็จะพูด อย่างนี้เป็นต้น เราไม่จำเป็นต้องบอกว่า เราสูง เราใหญ่ เรามาก แม้เราจะสูง เราจะใหญ่ เราจะมากด้วยความจริง เราไม่ได้โกหก แต่เป็นความอ่อนน้อมถ่อมตน เราไม่อยากจะพูดใหญ่เกินตัว การที่เราเป็นพวกเก่ง แต่ไม่ได้คุยโม้ ไม่ได้บอกว่าเราเก่ง ไม่ใช่การโกหก แต่เป็นการอ่อนน้อมถ่อมตน เราดีเราสูง แต่เราก็บอกว่า เราได้ขนาดนี้ สูงกว่านั้นเขาถามก็พอได้ แต่ว่ายังไม่บอกว่า สูงอย่างนั้นอย่างนี้ จนหมดตัว คุยจนหมดตัวนี้มีดีเขารู้ทันหมด คนเก่งเขาจะรู้เลยว่ามีเท่านี้ คุยตัวจนหมดเลย เขาก็รู้หมด เขาก็จะหาสิ่งที่เหนือกว่านี้ มาจัดการ ก็เสร็จเลย แต่ถ้าเรามีดีเท่านี้ แต่เราไม่บอกหมด เราเผื่อเหลือไว้ เขานึกว่าเรามีเท่านี้ แต่เราไม่อยากอวดโอ้ ไม่จำเป็นจะต้องบอก จิตใจที่เจตนาโกหก กับจิตใจที่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อยากอวดโอ่ ไม่อยากข่มคน หรืออวดดี มันมีลักษณะจริง ของปัญญาของผู้รู้ ผู้ที่เรียนรู้ได้ดี ก็จะใช้พลังงานเหล่านั้นได้
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ)ตอน ทำดีแล้วโดนว่า...แสดงว่ายังทำดีไม่มากพอ(โง่-ฉลาด) มีข้อความส่งมาจากเฟสบุค “เพลงเพราะ ทามะ ทามะ” เรื่องชื่อว่า…. “ทำดีแล้วโดนว่า...แสดงว่ายังทำดีไม่มากพอ ” 21 ธันวาคม 2016 บ่อยครั้งที่เรามักถามตัวเองว่า ทำไมถึงต้องโดนว่า ทำไมต้องด่า แล้วทำไม ถึงมีแต่เรา ที่โดน มันเป็นปัญหาที่วัยรุ่นแต่ละคนต้องเคยเจอ กับการโดนด่า โดนว่า ทั้งๆที่เราก็คิดว่าเราทำดีแล้ว จนทำให้รู้สึก ไม่อยากที่จะทำอะไร เพราะคิดว่าทำดีไปก็โดนด่าอยู่ดี จนมีคำติดปากในกลุ่มเพื่อนกันว่า อะไรก็กู คำว่าอะไรก็กูได้มาจากการที่เราทำอะไร ก็แล้วแต่ ก็จะมีแต่เรา เรา เรา เราเท่านั้นที่โดน โดนด่า โดนว่า โดนติ ทำดีไปก็เท่านั้น ทำดีไปก็โดนด่า โดยที่เราลืมคิดไปว่า ที่ผ่านมาเราทำได้ดีแล้วจริงเหรอ????? ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า จุดเปลี่ยนของชีวิตเรา ที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง คือช่วงเข้าเรียนมัธยม ที่โรงเรียนสัมมาสิกขา ราชธานีอโศก โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำ เป็นโรงเรียนที่นักเรียน จะต้องทำตามกฎระเบียบ อย่างเคร่งครัด ถือศีล5 ละอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ใช้เงิน และไม่ใส่รองเท้า โรงเรียนแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นโรงเรียนที่เป็นทั้ง บ้าน วัด โรงเรียน ชาววัด ชาวชุมชน และเด็กนักเรียน ล้วนต้องถือศีล5 ละอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ใส่รองเท้า โดยมี สมณะโพธิรักษ์ เป็นผู้นำของชาวอโศก การอยู่ในโรงเรียนประจำ โดยที่ต้องรักษากฎระเบียบ และถือศีล ถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก สำหรับเด็กมัธยมอย่างเรา ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามา ในรั้วสัมมาสิกขา รั้วของชาวอโศก บอกได้คำเดียวว่า ต้องปรับตัวอย่างมาก โดนดัดนิสัยหลายต่อหลายครั้ง โดนดุ โดนด่า โดนว่า จนเราเริ่มที่จะอดทนไม่ไหว กับการโดนติ โดนว่า รู้สึกว่า ทำอะไร ก็ผิดไปหมด ทั้งๆที่เราก็คิดว่า เราทำดีแล้ว แต่ก็ยังโดนว่าจนได้ ทำให้เราเริ่มมีอคติ กับคนที่ว่าเราตลอด การอยู่ในโรงเรียนประจำ เริ่มทำให้เรารู้สึกกดดัน ไม่อยากเรียนต่อ มีแต่อยากจะลาออก เพราะอยู่ไป ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดี มีแต่โดนว่าโดนติ จะอธิบายก็ว่าเถียง เราหลงผิดมาโดยตลอด เรามัวแต่คิดว่า เรานั้นถูกต้องเเละดีแล้ว มัวแต่เอาแต่ใจ ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เลยทำให้การใช้ชีวิต ในรั้วโรงเรียนประจำแห่งนี้ ยากขึ้น กดดัน ไม่มีความสุข จนวันหนึ่ง วันที่เราเข้าฟังเทศน์ จากหลวงปู่ หรือสมณะโพธิรักษ์ มีนักเรียนคนหนึ่ง เขียนคำถามไปถามหลวงปู่ว่า “หลวงปู่คะ ทำไมเราต้องโดนด่า โดนว่าตลอดเลยคะ ทั้งๆที่เราก็ทำดีแล้ว เราก็ยังโดนว่า แม้เราจะพยายามทำดีอีก เราก็ยังโดนว่า ทำไมถึงต้องโดนว่าด้วยหละคะ” หลวงปู่ก็หัวเราะ ด้วยความเอ็นดู และตอบกลับมาว่า “ การที่เราทำดีแล้ว แต่เรายังโดนว่า แสดงว่า เรายังทำดีไม่มากพอ การที่เราพยายามทำดีแล้ว แต่ยังโดนว่า แสดงว่าเรายังพยายาม ไม่มากพอ เพราะถ้าเราทำดีมากพอแล้ว เราก็ต้องไม่โดนว่าสิ จริงไหม ” คำตอบนี้แหละค่ะ ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน การกระทำเปลี่ยน จากที่ไม่ยอมรับฟังคนอื่น จากที่เคยโดนว่า ก็มีแต่โกรธๆ ก็กลายเป็น เมื่อไหร่ที่เราโดนว่า เราจะขอบคุณเขา และแทนที่จะโกรธ ก็กลับเอาคำที่โดนว่า โดนติ มาพิจารณา แล้วปรับปรุงแก้ไขตัวเอง พอทำเเบบนี้เเล้ว ทำให้เรารู้สึกได้ว่า คนอื่นรักเรามากขึ้น ผู้ใหญ่เอ็นดูเรามากขึ้น ทำให้เราอยู่ในรั้วของโรงเรียน อย่างมีความสุขมากขึ้น หากเรามัวแต่คิดว่า เราดีแล้ว และไม่รับฟังคนอื่น เราก็คงทำใจ อยู่จนจบมัธยม ที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ การที่เรารู้จักรับฟังคนอื่นให้มาก มันจะทำให้เราได้รู้จัก ยอมรับความจริง
(พ่อครูแทรกว่า...ถ้าคนอื่นว่าเรา แล้วเราก็ตรวจตัวเอง ว่าเราเป็นเหมือนคนอื่นว่าหรือเปล่า ตรวจตัวเองดีๆ อย่าลำเอียง ตรวจให้ดี แล้วก็พบว่า เราก็ยังดีจริงๆ ไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาว่าเรา ตำหนิเรา ถ้าเราตรวจตัวเอง เจออย่างนี้จริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า เขาด่าเรา อันนั้นผู้ที่ว่าเรา ตำหนิเรา เขาว่านั้นไม่ตรงกับที่เราเป็น เรานั้นดีจริงๆ เมื่อรู้อย่างนี้ ผู้ที่ตำหนิเราว่าเรา ก็แสดงว่า เขาต้องติผิดว่าผิด จะว่าแรงว่าเบาก็ตาม ผู้ตำหนินั้น ก็ไม่รู้ความดีของเรา ความผิดนั้น อยู่ที่เราหรือเขา ความผิดก็อยู่ที่เขา ไม่เกี่ยวกับเรา ถ้าเราโกรธเขา เราฉลาดหรือโง่ เราก็โง่ เขาทำความโง่ออกมา ก็อยู่ที่เขาทั้งนั้น ถ้าเราโกรธไม่ชอบใจ เราโง่ จำไว้ ถ้าเราเห็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่ต้องตอบอะไร แต่จริงๆแล้ว มันไม่แน่หรอกว่าเราจะฉลาด หรือถูกต้องดีจริงๆ หรือเปล่า แต่ถ้าตรวจแล้วเราถูก ความผิดก็อยู่ที่เขา จริงๆแล้ว เราอาจจะผิดด้วยซ้ำ เขาอาจจะถูก แต่อย่างไร เขาก็คือเขา เขาไม่ใช่เรา เราไม่ใช่เขา ใช่ไหม คนที่นึกว่า เขาคือเรา คือคนที่โง่มหาโง่ มันไม่ใช่ เขาจะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่เขา เราจะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่เรา แม้ว่าเราฉลาดจริงๆ แต่เรานึกว่าเราโง่ จริงๆแล้วเราฉลาด เรานึกว่าเราโง่ เราดูตัวเองไม่ออก จริงๆเราก็ฉลาดอยู่ดี แล้วจะไปแคร์อะไร ถ้าเราดีและถูกแล้ว แม้เราจะเข้าใจว่าเราดี เราถูก เราฉลาดไม่ได้ แต่เรานั้นดีจริงๆ จะไปแคร์อะไร ก็ต้องตรวจตัวเองให้ได้ นี่คือ ความละเอียดลึกซึ้ง สรุปง่ายๆว่า ถ้าเราไม่ไปว่าคนอื่นโง่ เขาจะผิดอย่างไรก็ตาม เราก็ดูที่เรา ว่าเราผิดหรือไม่ ถ้าเราตรวจตัวเองแล้วว่า เราถูกและดี ถ้าเรารู้แล้วว่า เราถูกแล้ว คนอื่นอย่างไรก็คือเขา ไม่ใช่เรา แต่อย่าหลงตัวเอง ต้องตรวจให้แน่ ว่ามันมีดีกว่านี้อีก เรานึกว่าเราทำดี แต่จริงๆแล้ว มันมีดีกว่านี้อีก เราจะรู้เลยว่า คนที่รู้ว่า เราดีกว่านี้ยังมีอีก เพราะเราเห็นจริงๆ ก็นึกว่าดีเต็มที่แล้ว แต่มันไม่ดีกว่านี้ เมื่อนั้นเราจะรู้ว่า เราจะรู้ว่า เราโง่หรือฉลาด เรายังทำได้ดีกว่านี้อีก เมื่อนั้นเราจะรู้ว่าเรา โง่หรือฉลาดก็ได้ เราโง่ก็คือ เราไม่รู้ความจริง สำนึกว่าดีแล้ว แต่ที่จริง มีดีกว่านี้อีก เราก็โง่จะตาย จะมองว่าโง่หรือฉลาดก็ได้ ความโง่หรือความฉลาด อย่าไปให้คะแนนมันเร็วนัก ไม่ว่าคนอื่นหรือตัวเราเอง ลองมองในมุมที่นึกว่า เราทำดี เราก็นึกว่าเราทำดีเต็มที่แล้ว แต่แท้จริง เราทำดียังไม่มากพอ มันมีดีกว่านี้ ที่เราจะทำได้อีก พอเราไปทำดีได้อีก เราถึงรู้ว่า ตัวเราเองโง่ เพราะเรามันทำดีได้มากกว่าอีก เราก็เลยฉลาดรู้ว่าตัวเองโง่ จบ ความโง่หรือฉลาด มันเกี่ยวกับเหตุปัจจัย เวลา และโอกาส เหตุปัจจัยต่างๆมันมีคนที่สูงและต่ำ คนที่จริงและไม่จริง อีกเยอะเลย แต่ยังไม่อธิบาย ให้เรียนไปเถอะ ถ้าเรายกให้คนอื่น เขาสูงกว่าเรา แต่จริงๆแล้ว เราสูงกว่าเขา ท่านเรียกว่าอ่อนน้อมถ่อมตน เรารู้ว่า เราสูงกว่าเขา แต่เราไม่ยกตนข่มเขา เรายอมให้เขา เรารู้แล้วเราก็ยอมให้เขาเฉยๆ โดยไม่ประชดประชัน เพราะมันสุดวิสัย ที่จะให้เขาเข้าใจว่า เราสูงกว่าเขา แต่ถ้าเราจะทำให้เขาเข้าใจว่า คุณเข้าใจผิด คุณต่ำกว่าเรา เราสูงกว่าเขา ถ้าเราแน่ใจว่า เราสามารถทำให้เขาเข้าใจ โดยเขาจะไม่โกรธเพิ่ม หรือเขาจะไม่ถือดีเพิ่ม เราก็ทำ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่า จะทำแล้วได้ ก็อย่าเพิ่งไปทำ อย่างหลวงปู่ ก็ยังไม่กล้าทำกับคนที่หลวงปู่รู้ว่า ต่ำกว่าเรา แต่ก็ยอมยกให้เขาสูงกว่า ยังไม่เจ็บปวดไม่ทรมานไม่เสียหาย จนกว่าเราจะแน่ใจว่า เราจะบอกโดยใช้วิธีการอย่างไร ซึ่งหลวงปู่ ทำหลายอย่าง แทรกโอสถทิพย์ เข้าขุมขน ให้เขารู้ โดยที่ไม่ให้เขาคิดว่า เราสอนเราบอก ทำทุกลีลา )
ยังมีอีกหลายอย่าง หลายคำสอนของหลวงปู่ ที่ทำให้เราดู เป็นตัวอย่าง เพราะหลวงปู่ ทำให้เห็น ไม่ใช่สอนเพียงคำพูด เลยทำให้เราเชื่อเเละศรัทธา ในคำสอนของท่าน คำสอนของหลวงปู่ ไม่ได้ใช้ได้แค่ในรั้วโรงเรียน แต่เมื่อเราเรียนจบ อย่างภาคภูมิใจเเล้ว สิ่งที่ติดตัวเรามาด้วย ก็คือคำสอนเหล่านี้ หลวงปู่สอนและปลูกฝัง ให้เรารู้จักเสียสละ ประโยชน์ส่วนตัว เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อเราออกมาใช้ชีวิต ข้างนอกรั้วโรงเรียน เมื่อเจอปัญหา เราก็มักจะนึกถึง คำสอนของหลวงปู่เสมอ คำสอนเหล่านี้แหละค่ะ ที่ทำให้เรายกให้หลวงปู่เป็นไอดอล ในดวงใจ
มีคำถามจากสส.ธ. _ถ้าหนูมีเงินฝากคุรุไว้ แล้วหนูก็ขอเบิกไปซื้อขนม และของใช้ที่ ปันบุญ (ร้านค้า ในราชธานีอโศก) หนูจะผิดระเบียบ เรื่องใช้เงินไหมคะ ตอบ...ถ้าอยากจะรู้ว่า ผิดหรือไม่ผิด ก็บอก คุรุ ว่าหนูเบิกเงิน จะไปซื้อของใช้อันนี้นะ ที่ร้านปันบุญมี จริงๆซื้อได้ เพราะที่ร้านนี้ ไม่มีของมอมเมา แต่ถ้าจะเบิกไปซื้อที่ร้านข้างนอก โดยที่ไม่บอกคุรุไม่ได้ แต่ถ้าจะซื้อของที่ปันบุญ พอได้ แต่ให้ดีคือ ถ้าหนูจะไปซื้อขนมอันนี้ ซื้อของใช้อันนี้ ที่ปันบุญมีขาย ถ้าบอกได้ก็ดี เพราะว่า ของใช้บางอย่างที่ปันบุญ เด็กยังไม่ควรซื้อมาใช้ก็มี คนขายเขาก็จะรู้ไม่ขายให้ ให้ไปบอกคุรุก่อน ของปันบุญนั้น ของใช้บางอย่าง เด็กก็ไม่ควรไปซื้อมาใช้ ถ้ามีของใช้ของผู้ใหญ่หลายอย่าง จะให้ดีก็บอกก่อน ของใช้หรือขนม ที่ปันบุญมี จะไปซื้อ ก็บอกผู้ใหญ่หรือ คุรุ
_ทำไมคนเกิดมา ต้องมีจริตเยอะคะ ตอบ..จริตเป็นคำกลางๆ หมายถึงพฤติกรรม ท่านใช้คำสองคำ สุจริต กับทุจริต สุจริต แปลว่า ทำความประพฤติ ทำพฤติกรรม ทำกิริยากายวาจาให้ดี ไม่ต้องถึงใจก็ได้ก่อน ถ้าทำไม่ดีแปลว่า ทุจริต ทีนี้ เราจะทำให้ดีนี่ เราจะต้องปรับ การปรับจริต ฟังได้ดี แต่คำว่า การดัดจริตฟังแล้วเหมือนร้าย เพราะว่าคำว่าดัด มันมากไป แต่การปรับนั้น มันใช้ได้ ถ้าดัดจริตมันเวอร์ไป ดัดจริตส่วนมาก จะมากไป คนดัดจริต เราจะรู้ว่า แหมดัดจริต มันมากไปแล้ว ขออภัย พูดพาดพิงนิดนึง อย่างกระเทยนี่นะ โดยเฉพาะกระเทยผู้ชาย ที่อยากเป็นผู้หญิง มันดัดจริตจนเวอร์ หายากที่จะพอเหมาะ ดัดจริตมากไป ทำอันนี้มากไป นี่ก็คือตัวจริต คำว่าเยอะนี่กลางๆ ถ้าเรารู้ว่ามันเยอะ ก็ต้องปรับ ถ้าเราปรับผิด ปรับให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกก็ได้ ก็ดัดจริต
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ)ตอน ล้างความริษยา _ทำไมถึงมีแต่ความอิจฉา ลูกอยากรู้ค่ะ ตอบ...คำว่าอิจฉา ภาษาบาลีแปลว่า ความต้องการอย่างกลางๆ ถ้าภาษาบาลี อิสสา แปลว่าริษยา ในภาษาสันสกฤติ คือแข่งดีแข่งเด่นกับคนอื่น ไม่ต้องการให้คนอื่นได้ดี เรียกว่า ริษยา ทำไมต้องมีความอิจฉา ก็ถ้าไปเข้าใจคำว่าอิจฉา เป็นอิสสา ก็ไม่เสีย แต่อิจฉา เป็นบาลี ไม่ได้แปลว่าริษยานะ อิจฉา แปลว่า ความต้องการความปรารถนา กลางๆ อากังขาวจร อิจฉาวจร เป็นความประสงค์ แต่ถ้าเป็นอิสสาวจร หรือ ริษยาวจร ก็เป็นการแข่งดี ทำไม คือจิตใจ ไม่ต้องการให้คนอื่นได้ดี หรือแข่งดีแข่งเด่นกับคนอื่น ก็เพราะว่าเราเอง เราไม่รู้อาการอย่างนั้น ของจิตใจเรา จิตริสยา หรืออิสสา จิตใจที่ไม่ต้องการให้คนอื่นได้ดี ก็เพราะว่า เรายังไม่รู้อาการอย่างนั้น ของจิตใจ เป็นอาการที่ไม่ดี เป็นอาการชั่ว มันติดมากับตัวเรา เรารู้แล้ว เราก็แก้ไขเสีย อย่าไปคิดว่า จะต้องไม่ต้องการให้คนอื่นได้ดี หรือแข่งดีกับเขา ถ้าคนอื่นได้ดี ก็ควรจะอนุโมทนาสาธุ กับเขา มุทิตา แล้วเราก็พยายามทำดี ตามอย่างที่เขาดี ให้รีบทำตัวเอง ให้ดีตามเขา ดีแล้วสาธุกับเขา คนดีขึ้นไปเท่าไหร่ๆ อย่าไปริษยาเขา อนุโมทนาสาธุกับเขา การที่เราริษยาเขา ก็เพราะเราโง่อยู่ อย่าไปมีจิตเช่นนั้น
_ทำไมคนเราเกิดมาทำชั่ว(บางคน) แทนที่จะหัดทำดี ตอบ...ก็เหมือนกับจิตริษยา ก็ต้องดูให้ได้ แล้วเราก็ต้องรีบเปลี่ยน ทำให้ดี
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ)ตอน สัตว์ทุกตัวเป็นเพื่อนแก่เจ็บตาย _คนเราเขาเปรียบเหมือนอะไรคะ ตอบ...หลวงปู่งง ไม่รู้จะตอบอะไรนะ มันไม่เปรียบ คนก็คือคน หรือหลวงปู่จะอธิบายแทรกเลย ถ้าบอกว่า คนเราเปรียบเหมือนอะไร คนเราเปรียบเหมือน สัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่จริง มันก็ต่างกันอีกเยอะ แต่มันเหมือน ตรงที่เป็นสัตว์เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จงเข้าใจและจงพยายาม ทำจิตใจให้ดี อย่าไปเบียดเบียนสัตว์ใดๆ แม้จะเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย อย่าไปฆ่าเขา สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่ามีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ก็อย่าพูดแต่ปาก ให้ทำใจให้เห็นว่า สัตว์ทุกชนิด สัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์ต่ำสัตว์ชั่วสัตว์ดี เขาก็เป็นเพื่อนทุกข์ทั้งสิ้น อย่าไปทำร้ายเขา โดยเฉพาะอย่าไปฆ่าเขา คนที่มีเมตตาจริง จะไม่ทำร้ายใคร จะไม่ฆ่าใคร แม้ที่สุด จะไม่ฆ่าเอามากิน แม้เราจะตาย คนที่ไม่ฆ่าสัตว์ใด มากินเลย แม้เราจะอดตาย ไม่มีอะไรกินแล้ว ให้มันตายไปเลย แล้วเราจะเกิดมาดี ไม่มีเวรไม่มีบาปภัย ถ้าเราไปกินสัตว์ ที่มีความเชื่อมต่ออีกเยอะ ลักษณะปานาติบาต 5 กับเป็นบาป มิใช่บุญเลยอีก 5 จะอธิบายให้เห็นเลยว่า การฆ่าสัตว์โดยมี เจตนา (อุทิส) ใน 5 อย่างสัตว์ตาย เพราะเจตนาของคนฆ่า เป็นบาปปาณาติบาต แล้วเอาสัตว์ ที่เขาเจตนาฆ่า ด้วยปาณาติบาต มาให้สาวก ให้ภิกษุ นักบวชของพระพุทธเจ้า หรือมาให้พระพุทธเจ้าฉัน ผู้นั้นได้บาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย แม้สักนิดเดียว เจตนาจะเอาเนื้อสัตว์ มาถวายพระพุทธเจ้า แต่ได้บาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย สักกะนิดเดียว เพราะว่า สัตว์ที่คนจะฆ่า ก็ต้องเริ่มจากนี้เจตนา อุทิสะ แค่นี้สัตว์มันก็ทุกข์แล้ว ถ้ามันรู้นะ ไปเอาไก่ตัวนั้นมา เจาะจงเลย ถ้ามันรู้ว่า มันกำลังจะถูกฆ่า มันก็ทุกข์ นี่คือบาปเป็นอันมาก ต่อมา ก็ให้คนไปจับมา แม้ไม่จับเอง มันก็ถูกจับถูกมัดถูกใส่ในกรงมา สัตว์นั้นก็เป็นทุกข์อีก อันต่อมาอันที่ 3 บอกให้เขาฆ่า มันก็ทุกข์เพิ่มขึ้นอีก อันที่ 4 ลงมือฆ่าเลย มันก็ทุกข์อีก แล้วเอามาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้า มันจะเป็นบาปเป็นอันมาก มีกี่ชั้น ไม่ใช่บุญเลย เห็นไหมว่า เกิดจากเจตนา เจาะจงฆ่าสัตว์นั้นมา เป็นองค์ปานาติบาต 5 สัตว์นั้นมีชีวิต รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต เจตนาฆ่า ลงมือฆ่า สัตว์นั้นตายลง แล้วเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้า แต่ได้บาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย สักกะนิดเดียว แต่เขาไปอธิบายว่า เจาะจงให้คนนี้กิน แล้วคนนี้ไม่กิน ไม่เป็นบาป แล้วไปเจาะจงทำไม มันไม่ใช่ เจาะจงบุคคล แต่เจาะจงคือ ฆ่าสัตว์ตาย เพราะเจาะจงที่คนฆ่า แต่ถ้าสัตว์ มันฆ่ากันเอง ก็เป็นปวัตตมังสะ สัตว์มันกินเหลือแล้ว อย่าไปแย่งมันล่ะ เอาเดนสัตว์กินมากิน อย่างนี้เอามากินได้ ไม่เป็นบาปเวรภัย สัตว์มั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive