590826_พุทธศาสนาตามภูมิ ดับภพจบชาติฉลาดแบบพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590826_พุทธศาสนาตามภูมิ ดับภพ จบชาติ ฉลาดแบบพุทธ
พ่อครูว่า...วันนี้ วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก วันนี้ เราเทศน์หน้าศพญาติธรรมเราอีกคน เรามีเรื่องของมรณกรรมติดต่อกันมา 4 ศพ บางศพอาตมาก็ไปร่วมไม่ได้ ต้องขออภัยในหลายศพ เมื่อวานเราก็มีเผาไป 1 ศพ วันนี้ก็มีอีกศพ คือ ลุงโก๊ะ(นายกำไร พุ่มพฤกษ์) นายช่างประจำราชธานีอโศก เสียชีวิตด้วยโรคไตวายเฉียบพลันเมื่อ 25 ส.ค. 2559 เวล 01.25 น. สิริอายุได้ 58 ปี เกิด 10 มีนาคม 2501 มรณะ 25 สิงหาคม 2559 อย่างข้างนอก เขาก็มีเกิดมีตาย สูญเสียกันไป แต่พวกเราก็ได้ปฏิบัติธรรมกันมา ตายเราก็ไม่ได้ร้องห่มร้องไห้กัน ถึงเวลาเราก็ช่วยกันให้เรียบร้อยตามประเพณี
มาดู SMS 24 August 2016 0833208xxx… ปราชญ์เมธี พึงรักษาศรัทธาแต่แรกเริ่ม ศึกษาเติมเต็มความรู้ให้กับตน ข้ามพ้นวังวนแห่งการยึดถือ ฝึกปรือด้วยท่าทีอ่อนน้อม แสดงออกถึงธรรมภายในตน กุศลบุญสร้างนำชดใช้หนี้กรรม 0877854xxx… น้อมส่งอาเทียนพุทธด้วยจิตคารวะครับ 0893867xxx… สลดใจมรณัสสติผู้วายชนม์เตือนจิตตน แม้แต่ผู้ถือศีล5 บำเพ็ญศีล8 ทานมังสวิรัติ สร้างแต่บุญกุศล ใช่ว่าจะพ้นวิบากเก่า! ขอยึดมรณังของท่านเป็นครูเตือนใจตน อยู่ด้วยความไม่ประมาท แม้ถือศีลละอบายแล้วสาธุได้ พ่อครูว่า ...พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง วิบากเก่า ที่ต้องออกป่าบำเพ็ญทุกรกิริยามา 6 ปี แล้วท่านก็ ว่าเป็นทางผิดไม่ได้บรรลุธรรมด้วยทางนั้น อาตมาก็พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังสะดุดว่า ธรรมะของพระพทธเจ้าไม่ใช่ธรรมะที่จะออกไป ปฏิบัติในป่า แม้แต่คำตรัสของพระพุทธเจ้าใน อัมพัฏฐสูตร ว่า ศาสนาพุทธถ้าคนหลงปฏิบัติไปหาอาจารย์ในป่า ถือว่าเป็นความเสื่อม แม้แต่ตรัสว่าอุบาลี เธออย่าออกป่าเลย หาความสงบรำงับได้ยาก
อ่านต่อ
หาความวิเวกได้ยากไม่น่าอภิรมย์ ถ้าไม่มีผลสมาธิ ไปก็จม หรือลอย ท่านกลัวอย่างนั้นเลย คนที่ไม่มีผลสมาธิดีนะ สมาธิที่เป็นมรรคผล ถ้าไม่มีแล้วออกป่า ก็ไม่จมก็ลอย อาตมาหยิบมาพูด เพื่อเตือนสตินักปฏิบัติธรรม แม้แต่ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ให้นั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ในอานาปานสติ อาตมาก็ชัดว่า การออกป่าเขา ที่แจ้งลอมฟางป่าช้าก็ดี คำว่าก็ดี คือ หมายถึงท่านตรัสกับผู้ออกป่าขณะนั้น แม้ท่านจะบรรลุแล้ว ท่านก็ว่าคนจะออกป่าก็ตาม ท่านก็อธิบายให้เห็นว่า ต้องทำใจในใจอย่างไร อาตมาเขียนในหนังสือป่ากับศาสนาพุทธ ว่าพระไตรปิฎกเล่มนี้ที่เราใช้กัน มีพระกัสสปะเป็นประธาน จึงมีคำสอนโน้มหนักไปทางป่า เอียงไปทางป่าเยอะ จนทุกวันนี้คนเข้าใจว่า สถานปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ต้องออกป่า อยู่ในเมืองไม่ถือเป็นพระปฏิบัติ เขาว่าพระป่า พระกรรมฐานธุดงค์ คือ พระปฏิบัติ ส่วนพระในเมืองเรียนภาษาเหตุผล เขาเรียกว่า พระปริยัติ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติธรรม แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธ เสื่อม จนไม่เห็นว่า วิธีปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าคืออะไร * ต้องปฏิบัติมรรค 7 องค์* ไม่ได้ อยู่ป่าเลย แล้วปฏิบัติด้วย ** สัมมัปปธาน 4** 1. สังวรปธาน(สำรวมอินทรีย์ 6) 2.ปหานปธาน 3 .ภาวนาปธาน 4.อนุรักขณาปธาน การปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 จะต้องเรียนรู้ 1 .*กายในกาย 2.*เวทนาในเวทนา 3 .*จิตในจิต 4 .*ธรรมในธรรม
วิธีปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 คือ สำรวมสังวรอินทรีย์ 6 โพชฌงค์ 7 มรรค 8 โพธิปักขิยธรรม 37 ได้ผลเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 สั่งสมผล หรือโลกุตรธรรม 37
ศาสนาพุทธ คือศาสนา โลกุตระ เมื่อปฏิบัติจะ บรรลุได้เป็น บุคคล 8 และนิพพาน 1 คือ โลกุตรธรรม 9 โดยปฏิบัติ โพธิปักขิยธรรม 37 รวมเป็น โลกุตรธรรม 46 (37+9=46) ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ แต่คนทุกวันนี้ไม่รู้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อนาคตคนจะพูดเรื่องโลกุตระไม่รู้เรื่อง จะพูดแต่หวังสวรรค์เพ้อพก ไม่มีโลกุตระ สะกดจิตอย่างเดียว นั่งหลับตาอย่างเดียว คนจะหลงสะกดจิตนั่นคือศาสนาพุทธเสื่อมแล้ว อาตมาพูดนี่แรงนะ เพราะศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่นั่งหลับตา * ถ้าจะนั่งหลับตาก็ต้องสัมมาทิฏฐิ * - จะเป็นอุปการะมาก เสริมในการพักผ่อน รู้จิตในจิต เป็นเตวิชโช(ตรวจสอบ) -แต่ไม่ใช่ทางเอก ทางปฏิบัติ พูดไปแล้วคนก็ว่าอาตมาไปเอาจากไหน เขาก็ว่าต้องนั่งหลับตาปฏิบัติทั้งนั้น แต่อาตมาว่า ในพระไตรฯทั้ง 46 เล่มนี้ มีไหมสักคำบอกว่า ต้องปฏิบัติหลับตา มันไม่มี เมื่อทางปฏิบัติผิด จึงหามรรคผลไม่ได้
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ปฏิบัติที่ไม่มีกายสักขี ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไม่รู้จักกาย ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ แต่คนก็อาจแย้งว่า กายสักขีมี บางคน อาสวะบางอย่า งก็สิ้นไปได้
ผู้นั่งหลับตา ไม่ได้ปฏิบัติอย่างกายสักขี ไม่มีพยานข้างนอกเลย สำหรับผู้มีบารมี ปฏิบัตินั่งสะกดจิต จิตสามารถรู้เข้าใจได้ ก็สามารถมีอาสวะบางอย่างดับได้ แต่ว่าไม่ได้หมายความว่า การปฏิบัตินั้นเป็นทางปฏิบัติ อันเป็นปฏิปทาแบบพระพุทธเจ้า อันนี้เข้าใจยาก อธิบายมา 30 ถึง 40 ปีก็ยังรู้สึกว่าอธิบายไม่เก่ง
_0811236xxx… กราบเรียนพ่อครูครับ มีหมู่บ้านที่อำเภอลี้จังหวัดลำพูน เป็นหมู่บ้านของคนกะเหรี่ยง ถือศีลกินมังสวิรัติทั้งหมู่บ้าน ในหมู่บ้าน มีร้านอาหารมังสวิรัติทั่วไป นำโดย ครูบาวงศ์ วัดพระบาทห้วยต้ม สายครูบาศรีวิชัย ท่านพาคนทำ แบบนี้ก่อนชาวอโศก ไม่เชื่อไปดูได้ ขอยืนยัน ตอนนี้ครูบาวงค์ท่านมรณภาพไปนานแล้ว ขอบคุณครับ ที่หมู่บ้านไม่มีคนเลี้ยงไก่เลี้ยงหมู พระที่วัดฉันอาหารมังสวิรัติทุกวัน ถ้าชาวอโศกจะไปเยี่ยมบอกก่อนได้ครับ มีอาหารเลี้ยง ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ถ้าจะไปวัดครูบาวงศ์ วัดพระบาทห้วยต้ม โทรบอกได้ครับที่เบอร์นี้ 0937613579 จะไปนอน เยี่ยมชมหมู่บ้าน ก็ได้ครับ _0893867xxx… วัวควายตายเหลือไว้เพียงเขาหนัง! ช้างตายเหลืองาเป็นศักดิ์ศรี! คนเราตายเหลือ ไว้แต่ชั่วดี! บรรดามีประดับไว้ในโลกา! พ่อครูว่า ...คนเราตายหากไม่เอาไปใช้ประโยชน์ก็เผาก็ฝัง จะมีแต่สิ่งที่ทำไว้คือ กรรม ประดับไว้ในโลกา จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้ว่า เราทำแล้วจะได้ประดับไว้ในโลกาหรอก ไม่ได้ให้อยากเด่น อยากดัง แต่เป็นสัจจะชนิดหนึ่ง เราทำดี ก็เป็นตัวอย่างให้คนจำไว้ เอาอย่างตาม คนก็จะยอมรับนับถือ ปฏิบัติดี จะปฏิบัติดีได้ ต้องรู้ว่า ดีคืออย่างไร ถ้าปฎิบัติดีได้แค่ กายกับวจี แต่ มโนไม่ได้ทำ ก็ยังไม่ครบ เวลาเราทำกายกรรม วจีกรรมให้ดี * ใจเรา* ก็ต้องเป็นเหตุ ไปควบคุมกายกรรม วจีกรรม ซึ่งเป็นสามัญสำนึก นอกจาก คนประมาท ไม่ดีก็รู้ แต่ยังทำ เมื่อทำไปแล้ว กรรมเป็นอันทำ ก็เป็น วิบาก ของแต่ละคน อันนี้แหละ ถ้าจิตไม่ระมัดระวัง แต่จริงๆลึกๆ คนเราก็จะระมัดระวัง บ้างมากหรือน้อย ก็แล้วแต่ละคน โดยสามัญไม่มีใครที่จะทำออกมาเลย อย่างไม่สังวร จิตไม่ควบคุมเลย มันก็ควบคุมบ้าง นิดๆหน่อยๆ ตามสามัญสำนึก นอกจากบางคนรู้เลยว่าชั่ว แต่เจตนาจะทำ อันนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเลย พวกไม่คำนึงถึงธรรมะ นึกถึงแ ต่อธรรม คนที่มีสามัญสำนึกระลึกสังวร อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราสำทับตัวเองว่า เราควรมีสติสำนึกให้มาก สังวรให้มากขึ้น อย่างนั้นคือปฏิบัติธรรม จิตสั่งไม่ให้ไปทำกรรมอย่างที่ไม่ดี จิตเป็นตัวสั่งทั้งนั้น จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม จิตสั่งทั้งนั้น มันหนักหนาสาหัส ที่จิตสั่งเป็นอัตโนมัติ ทำชั่วเป็นอัตโนมัติ แม้จะสังวรบ้าง แต่มันอัตโนมัติ สังวรนิดๆหน่อยๆ แต่ไม่ทันอัตโนมัติ ทำชั่วไปแล้วก็นึกได้ทีหลังทุกที สติ จึงเป็นตัวสำคัญมาก ที่เราต้องรู้ตัว กายกรรม วจีกรรม จะออกไปอย่างไร คนเราสามัญ แม้ไม่ปฏิบัติธรรม ไม่มีใครปล่อยให้ออกไปตามกิเลส ราคะโทสะ หมดหรอก แต่ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมะ จะสังวรสำรวมน้อย วิธีสังวร ระวังจะช่วยไม่ให้ทำชั่วอยู่จริง แต่ประเด็นหลักของศาสนาพุทธลึกซึ้งว่า ถ้าเรามีสติสังวรจะคุม กายกับวาจา แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่แค่สติคุมกายกับวาจาเท่านั้น แต่ในขณะตากระทบรูป หูกระทบเสียง รวมกายกรรมทั้งหมด ขณะพูดก็ตาม เราเรียกว่ามีความเป็น กาย พระพุทธเจ้าท่านให้มา อ่านที่ใจ ถ้ามีสัมผัสกับภายนอก เป็นกายกรรมภายนอก แต่กายกรรมกำลังเกิดนี่ พระพุทธเจ้าท่านให้ อ่านจิต ตถาคตเรียก กาย ว่า คือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง (เล่ม 16 ข้อ 230) มีกรรมข้างนอกที่สัมผัสสัมพันธ์ภายนอก แล้วท่านให้เรียนรู้ที่ จิต มโน วิญญาณ ถ้าไม่สังวรที่ จิต มโน วิญญาณ ไม่เรียกว่ากาย ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อย่างนั้นเลย #คำว่า “กาย” มีกายกรรม วจีกรรมด้วย และสำคัญคือ จิต มโน วิญญาณ # ต้องเรียนรู้อันนี้แหละ ขณะมีกายกรรมด้วย วจีกรรมด้วย สัมผัสอยู่นี่แหละแล้วสังวรระวัง อ่านจิตในจิต ทำโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจให้แยบคาย ผู้ปฏิบัติมนสิการอย่างถ่องแท้แยบคายถูกต้องตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ปรับจิต แน่นอนกายกับวจีต้องปรับอยู่แล้ว อย่าทำชั่วหยาบ มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา มิจฉาอาชีวะ แต่เขาก็สอนแค่กายกรรม แล้วเข้าใจว่ากัมมันตะ คือกายกรรมหยาบๆ นัจจะ ท่าทีลีลา กายวิญญัติ แล้วแยกวจีวิญญัติเป็นวจีกรรม ส่วนมโนกรรมก็เน้นที่ใจอย่างเดียว คำว่ากายกรรม ตถาคตเรียก กายว่า คือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง *กายกรรม ก็คือทำที่มโนกรรม เรียกว่าทำใจในใจ ( มนสิกโรติ) * ทำอย่างมีปัญญา เรียกว่าโยนิโส กำจัดอกุศลจิต ด้วย ปหานปธาน เกิดผลเป็น ภาวนาปธาน สังวรแล้วปหานให้ได้ สัมมปัปธาน 4 เ ป็นวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้า สำรวมอินทรีย์ 6( สังวรปธาน ) ปหานปธาน ได้ผลเป็นภาวนาปธาน เมื่อได้ผลก็รักษาผล เป็นอนุรักขณาปธาน ใครเข้าใจสัมมัปปธาน 4 คือทฤษฎีปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า รวมไว้หมดเลย เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ ของสำรวมอินทรีย์ ** ก่อนสำรวมอินทรีย์ เราต้องมีกรอบปฏิบัติเรียกว่า ศีล หากมากกว่ากรอบปฏิบัติไป เช่น เรา ถือศีล5 ถ้าเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ สัตว์เดรัจฉานถึงคน เราจะไม่ทำร้าย ปานาติปาตา คือไม่ทำชีวิตสัตว์ให้ตกร่วง ตกต่ำ แม้แต่สัตว์นรก เราก็ต้องทำให้เจริญขึ้นมาด้วยซ้ำ ไม่ทำให้เขาตกนรกยิ่งขึ้น ** ในอีกความหมายหนึ่ง เราจะต้องมีศีล แล้วถึงจะปฏิบัติ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ คือการปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธ เรียกว่า อปัณกปฏิปทา ผู้ใดไปนั่งหลับตาปฏิบัติคือ ปิดทวาร ไม่ได้สำรวมอินทรีย์ 6 เป็นการปฏิบัติผิดจากพระพุทธเจ้าสอน สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ *โภชเนมัตตัญญุตา นั้นถ้าไปนั่งหลับตา จะไปกินอะไรได้ เขาก็ไม่กิน เวลานั่งหลับตา แต่ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น ให้เรียนรู้ปฏิบัติธรรมขณะกิน ที่จริงโภชเนมัตตัญญุตา ไม่ใช่แค่เรื่องกิน แต่มีเรื่องอุปโภคด้วย แต่เรื่องบริโภคนี้สำคัญ ให้เริ่มตรงนี้ก่อน* แล้วทำให้ตนเองเป็นผู้ตื่นรู้ชาคริยานุโยคะ คือเราไม่เป็นคนหลับไหล จมอยู่กับโลกีย์
ใน sms อันนี้บอกว่า 0865356xxx… ผู้รู้ผู้ตื่นรู้ว่าสิ่งที่ปฏิบัติอยู่นี้ผิด แต่ไม่กล้าแสดงตน เพราะกลัวถูกโดดเดี่ยวเดือดร้อน ก็เลยอยู่เฉยๆดีกว่าสบายดีๆ 0832401xxx… นมัสการพ่อท่าน ลูกได้อ่านคั้นมาจากศีล จากพ่อสุรัตน์เมื่อปี2525 0893867xxx… ผู้น้อยฟังธรรมพ่อครูสอนบรรลุ ธรรม ถึงระดับไหนไม่รู้? รู้แต่ว่ายังเป็นเวไนยสัตว์ ที่ต้องปฏิบัติธรรมให้รู้ถึงสติปัฏฯ 4 สัมมัปฯ 4 อิทธิฯ4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพธฌฯ 7 มรรคองค์ 8 อาริยสัจ 4 สามัญฯ 4 นิพพาน1ให้ ครบโลกุตรธรรม 46 ให้ได้! มีแต่โลกุตรธรรม 46 ดังพ่อครูสอนทำให้รู้กายถูกต้อง รู้ภพชาติถูกทาง รู้นิพพานถูกตรง รู้ถึงธรรมตถาคตถูกจริง สาธุ! พ่อครูว่า ...กายคือ ธรรมะสอง หากไม่รู้จักกายที่ถูกต้อง ก็ไปเข้าใจว่า กายคือธรรมะหนึ่ง จะไปปฏิบัติกายคตาสติ กายในกาย หรือกายต่างๆก็ ไม่ได้ผล เพราะไปเข้าใจว่า กายคือแค่ภายนอก ไม่เนื่องต่อไปถึงจิต ไม่เข้าใจว่ากายมีภายนอก และภายในด้วย คำว่ากาย มากลายเป็นภาษาไทยเต็มรูป กาย แปลว่าร่างภายนอก ไม่ได้มีจิตเลย คนทั่วไปที่ได้ฟังธรรมะอาตมา น่าจะได้ไปศึกษาจุดนี้ หากเข้าใจคำว่ากายคือ ธรรมะสองไม่ได้ กาย คือองค์ประชุมของรูปนาม พระพุทธเจ้าท่านว่าแม้นั่งหลับตาหายใจเข้าออก ในอานาปานสติก็รับรู้ลมหายใจเข้าออก เข้าก็รู้ออกก็รู้อย่างนี้ก็เรียกว่า กาย คนไม่เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าหมายถึง ว่า กายต้องมีภายนอก อย่างลมหายใจ ก็คือภายนอก หากไม่มีลมหายใจเข้าออกแล้ว ก็ไม่มีกาย ต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ปฎิบัติธรรมต้องมี กายสักขี หากดับจิต ไม่มีลมหายใจเข้าออก จิตไม่รับรู้ลมหายใจ จิตเข้าไปอยู่แต่ภายในก็ไม่ใช่กาย แล้วครูบาอาจารย์ก็สอนกันว่า อย่าให้จิตออกมาข้างนอก จิตต้องอยู่ข้างใน สอนกันเช่นนี้คือ ต้านคำสอน ทวนคำสอนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่สอนแบบนี้ คำว่ากายนี้ลึกซึ้งแค่ไหน ? กายต้องมีรูปกับนาม เป็นธรรมะสอง แล้ว ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่ง เป็น เอกสโมสรณา (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60) ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ก็คือการภาวนา วิธีการทำให้เกิดผล (ภวันติ) คือ ปฏิบัติเวทนา เวทนาจึงคือกรรมฐานของศาสนาพุทธ เวทนาก็คือนามธรรม เวทนาในเวทนา จะมีเหตุ คือ จิตในเวทนา ทำให้เกิด สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ล้วนมาจากจิต จึงต้องเรียนเวทนาจริงๆ เมื่อมีการกระทบสัมผัส ก็ต้องอ่านถึงจิต ไม่ใช่แยกส่วนเรียนรู้ แล้วเรียนรู้ เข้าไปถึงธรรมะ คือทรงอยู่ในกายเรา ก็มาจากมโนกรรม หรือจิตสังขาร เป็นตัวเหตุ หากเหตุเป็นกิเลสมีอำนาจ กิเลสร่วมเป็นอำนาจ ปุถุชนส่วนมาก จะมีกายกรรมวจีกรรม ก็ปรุงด้วยกิเลส ปรุงเป็นใหญ่ อาจทุจริตได้ แม้สุจริตก็ยังสร้างทำด้วยกิเลส ไปจนรุนแรงเกินไป ยึดมั่นถือมั่นเป็นเราเป็นของเราเกินไป เป็นอุปาทาน ตัณหา การปฏิบัติที่เข้าใจไม่ละเอียด จึงยากบรรลุ โดยเฉพาะศาสนาพุทธ เรียนรู้เรื่องภพชาติ ในปฏิจสมุปบาทไปจบที่ภพชาติ คนเรามีอวิชชา แล้วมีสังขาร สังขารเป็นปัจจัยเกิดอวิชชา ท่านแยกสังขาร ๓ คือ กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร กายก็อ่านจิต วจีก็อ่านจิต แต่คนไปเข้าใจ กาย แยกไปเป็นอย่างๆ กายสังขาร คือ การปรุงแต่งของดินน้ำไฟลมเท่านั้น จิตสังขาร คือการปรุงแต่งของจิต วจีสังขาร ก็คือ การปรุงแต่งออกมาเป็นวจีกรรม วจีสังขาร หากคนไม่เรียนรู้ทำใจในใจ เป็นถึงมนสิการเป็น แล้วถึงรู้จักวจีสังขาร ในวจีสังขารจะต้องอ่าน สังกัปปะ 7 ออก ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ปรุงแต่งออกมาเป็น วจีสังขาร อยู่ในจิตหมด สังกัปปะ 7 นี้ปรุงแต่งในจิต พระพุทธเจ้าตรัสในมหาจัตตารีสกสูตรถึงองค์ธรรม 7 นี้ การปฎิบัติธรรมสร้างสัมมาสมา ธิต้องทำจิตในจิตที่รู้จักองค์ 7 ของสังกัปปะ คือคำว่ารู้จัก วิตกวิจาร มันมีแกนกับมีการเคลื่อน การเคลื่อน คือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แกน คือ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา ถ้าผู้ใดไม่รู้สภาวะ ก็ไม่สามารถทำโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจไม่ได้ ผู้ทำโยนิโสมนสิการเป็น คือผู้ทำสังกัปปะ 7 เป็น การปฏิบัติสังกัปปะ 7 นี้ได้ถึงทำ สัมมาสมาธิ ได้ อัปปนา ที่แปลว่า จิตแน่วแน่ จะทำให้เป็น อัปปนาสมาธิ หากไปนั่งหลับตาสะกดจิต จะไม่รู้จัก ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ คุณต้องทำวิตกวิจาร คือทำฌาน เป็นฌาน 1 มี ปีติ สุข เอกัคคตา แต่ ผู้นั่งหลับตา ปฏิบัติไม่รู้จักวิตกวิจารเลย ไม่รู้จักตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แต่ทำจิตไม่มีกิเลสได้ ด้วย สมถะ สะกดจิต คุณก็ว่าจิตคุณเป็นอัปปนาสมาธิ แต่ศาสนาพระพุทธเจ้า ต้องมี วิจัย วิจาร มีโพชฌงค์ข้อแรกเป็นหลัก ไม่ใช่ศาสนาสะกดจิต Hypnosis แต่เป็นศาสนา Analysis แต่ทุกวันนี้เพี้ยนเป็น สะกดจิตหมด คำว่า *วิตก วิจาร เป็นฌาน 1 จึงไม่มี เพราะทำสังกัปปะ 7 นี้ไม่ได้ อาตมาไม่เคยได้ยินอาจารย์สำนักไหนพูดเรื่องนี้เลย ถ้าอาตมาไม่ได้เจอในพระไตรปิฎก ก็คงอธิบายตามอาตมาไป ไม่ได้เรียบเรียงได้อย่างพระพุทธเจ้า คำว่า* ตักกะ แปลว่าจิต เริ่มดำริ *สังกัปปะ แปลว่า จิตปรุงแต่งสำเร็จ - คุณก็จับเหตุที่เป็น อกุศลเจตสิก - จับได้แล้วก็ กำจัดนิวรณ์ - กำจัดได้ เรียกว่าฌาน คือ จิตตักกะนั่นแหละที่ดำริ พอเราเห็นกิเลส ก็ทำให้ไม่มี (นิวรณ์) จิตเราจะไม่มีกิเลส ก็เรียกว่า วิตักกะ คุณสามารถทำให้จิต ไม่มีกิเลสได้ เรียกว่าวิตักกะ วิ มีความหมายหนึ่งว่า วิเศษ อีกความหมายของ วิคือ ไม่ มันมีอะไรดำริในกาม ในพยาบาท ก็ฆ่ากาม ฆ่าพยาบาทไป เพราะกามพยาบาทปรุงแต่งในจิต เป็นมิจฉาสังกัปปะ หากกำจัดกิเลสได้ จิตก็เป็นวิตักกะ อ่านพฤติกรรมนี้เป็นวิจาร จึงทำวิตักกะสำเร็จ รู้พฤติกรรมที่ทำได้สำเร็จ ทำได้ก็รู้อยู่ เห็นอยู่ คือวิธีทำที่ยังไม่เก่ง ก็ต้องพยายามทำให้ไม่มีนิวรณ์ได้ เมื่อไม่มีนิวรณ์ก็เป็นฌาน แม้จะคุมเคร่งอยู่ก็ตาม เหมือนหัดขี่จักรยานใหม่ๆ ต้องเคร่งคุม จนกิเลสมันตายได้นาน ได้เก่งขึ้น วิตกวิจารก็ดับไป คือไม่ต้องทำอีก ไม่ต้องพิจารณาอีกมันได้แล้ว คือวิตกวิจาร คือวิธีปฏิบัติ *เมื่อวิตกวิจารดับ คือคุณเหลือแต่ จิตในจิต แสดงว่า กามภพภายนอกนี้ ฌาน 1 ของคุณ มันมีการควบคุมระวัง พอทำ ฌาน 2 ไม่ต้องระวังพฤติภายนอก กามภายนอกไม่ต้องระวัง ก็เหลือแต่จิต ปีติ สุข เอกัคคตา เป็น ฌาน 3 ท่านก็ให้ระงับปีติ ที่เป็นอาการอุปกิเลส ฌานก็สูงขึ้น สุขก็สุขอย่างสงบ ท่านก็ไม่ให้ติดภพนี้อีก ให้ทำจิตอุเบกขา เป็นจิตเอกัคคตาได้ เป็น ฌาน 4 ทุกวันนี้เขาไม่ได้ปฏิบัติอย่างลืมตา อ่านจิตทำจิตในจิตอย่างอาตมาอธิบาย อาจจะไม่มีตำราเล่มไหนอธิบายอย่างที่อาตมาอธิบาย อย่างที่อาตมาพูดเลย แต่ขอยืนยันว่า อาตมาพยายามพูดให้ถูกที่สุด ใครก็ตามที่สอนแล้วผิดไปจากธรรมะพระพุทธเจ้าก็บาปทั้งนั้น อย่าอวดดีเลย กรรมเป็นอันทำ ทำให้คนเข้าใจผิดเพี้ยนไปจากธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ทำให้ธรรมะเสื่อม เป็นบาป ยิ่งมีลูกศิษย์มากๆ ฟังเข้าใจตาม ก็ยิ่งเสื่อมมาก การมีลูกศิษย์มากๆ ถ้าเราสอนผิด เราก็บาปมาก อย่างธัมมชโย มีลูกศิษย์มาก แล้วก็พูดผิดมาก สร้างบาปให้แก่ตัวเองมาก ทำกรรมที่น่าสังเวช น่าเวทนามาก แล้วแกก็อวดดีหลงตน หรืออาจารย์อะไรก็แล้วแต่ ถ้าทำผิดอย่างนี้ ตนเองอธิบายธรรมะ มีแต่ภพชาติ ไม่เคยเลิกภพชาติเลย ธัมมชโยสอนเช่นนี้ แล้วภพชาติก็คือ ภพชาติทั้ง 6 แล้วภพชาติทั้ง 6 ก็คือนรก จิตไม่สะอาดจากภพชาติทั้ง 6 ก็ไม่มีวันเป็นพระพรหม ไม่มีใครอยากได้พบชาตินรก แต่คนที่ไม่รู้ ก็ไปปฏิบัติผิด คือไปกระหน่ำซ้ำภพเข้าไป 1 ปฏิบัติธรรม ด้วยทาน ด้วยศีล เพื่อให้เกิดผล เรียกว่า ทาน ศีล ภาวนา ก็เพื่อดับ*ภพชาติ แต่ทำแล้ว ไม่ได้ดับภพ ดับชาติ แต่กลับกลายเป็น ติดภพภพชาติ ตายไปแล้วจะได้รับผลของทาน ได้รับผลของศีล ในทานสูตร อย่างธัมมชโยสอนว่า 1.สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทำทานก็ต้องมีหวังเกิดภพ เกิดชาติ จะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ ให้แก่ตัวกูของกู เริ่มต้นมีหวัง(สาเปกโข) จิตมีพลังงานหวัง ก็เกิดภพชาติแล้ว การทำทาน ทำศีล ไม่ให้เกิดภพชาตินี้ ไม่ง่ายเลย การสอนให้หวังภพสวรรค์นั้น ไม่ได้สอนให้หมดหวังนะ แต่ว่าคนพวกนี้หมดหวังที่จะได้มรรคผล การหวังว่าจะได้มรรคผล เป็นความล้มเหลวของการปฏิบัติธรรม ฟังแล้ว งงๆไหม? พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 149 พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาพูดกันว่า สั่งสมบารมี คำว่าสั่ง สมบารมี คือ สั่งสมบุญ แต่ทุกวันนี้สอนคำว่าบุญผิด คือสอนว่าทำบุญแล้วจะได้สมบัติ อันนี้ผิด กลับหัวเป็นตีนเลย คนละเรื่อง เพราะบุญนั้นใครทำบุญสำเร็จ คือกำจัดกิเลส ที่หลงภพชาติได้ เป็นผลสำเร็จแห่งบุญ แม้กำจัดภพชาติไม่หมด ก็คือส่วนแห่งบุญ เป็นเสขบุคคล เป็นผู้ไม่สิ้นของส่วนนั้น ถ้าดับส่วนบุญนั้นได้หมด บุญก็ไม่เหลือ บาปก็ไม่เหลือ สิ้นบุญสิ้นบาป ไม่เหลือส่วนบุญส่วนบาป ปุญญปาปริกขีโณ เป็นอนาสวะ เป็นอรหันต์ เป็นอเสขบุคคล แต่เดี๋ยวนี้เพี้ยนไปไกลมากเลย เอาบุญเป็นกุศล เผยแพร่ไปทั่วโลก เป็นสมบัติ แต่แท้จริงบุญคือวิบัติ ไม่ใช่มีหน้าที่สร้างสมบัติ บุญมีหน้าที่สร้างวิบัติให้แก่อกุศลจิต คือกิเลส บุญเป็นโลกุตรธรรม บุญมีหน้าที่กำจัดกิเลสกำจัดภพชาติ ไปนิพพาน แต่ถ้าเข้าใจบุญไม่ได้ ก็ไม่ได้นิพพาน กุศลนั้นไม่เที่ยง ยิ่งฉาบฉวย ศาสนาพุทธไม่งมงายกับกุศล แต่กุศลเราก็ทำ ศาสนาพุทธชัดเจนในบุญ ไม่ใช่ในกุศลเท่านั้น ต้องทำเป็นสามัญอยู่แล้ว แต่บุญ บาปนี้ ศาสนาพุทธชัดเจน ศาสนาอื่นเอาภาษาคำว่าบุญ บาปไปใช้ แต่ใช้ไม่หมด ชาวพุทธเองยังเข้าใจไม่หมดเรื่องบุญเลย ศาสนาอื่นเอาไปเรียกนักบุญเลย แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นคนที่มีบุญมาก ไม่ใช่หรอก แต่คือ นักกุศล นักทำคุณงามความดี ไม่ใช่โลกุตรธรรม
_0832401xxx… ลูกบวชใจที่บ้าน อยู่มาหลายวัด ผิดที่ตัวเองที่นั่งสมาธิแล้วมีอัตตา พ่อครูว่า ...เก่งนะคุณคนนี้ ขอยืนยันว่า การ นั่งสมาธิที่ไม่สัมมาทิฏฐิ คือการสร้างอัตตา สร้างภพชาติ เพราะไม่เรียนรู้เบื้องต้น โอฬาริกอัตตามาแต่ต้น ที่ต้องเรียนรู้กาย เรียนรู้ภพชาติ ที่ต้องดับ โอฬาริกอัตตา ก่อน จึงค่อยเรียนรู้ รูปภพ อรูปภพ ตามลำดับ การนั่งหลับตาจึงมีแต่สั่งสม มโนมยอัตตา กับ อรูปอัตตา มโนมยอัตตา คือ อัตตาที่มีรูปสำเร็จด้วยจิต บ้างก็เห็นรูปสัตว์นรกสัตว์เทวดา เห็นภพชาติ ดีไม่ดี เห็นพลังงานจิตว่า ทำอะไรได้เก่ง เป็นมโนมยอัตตา เป็นภพชาติ ถ้าจะไปทำจิตให้ว่าง ก็แค่ไม่นึกคิด ไม่ได้วิจัย จิต เจตสิก แล้วทำให้จิตเจตสิกนั้น ดับอกุศลด้วยวิชชา ยิ่งไปเป็นอรูปอัตตา ยิ่งไม่รู้เรื่อง คุณคนนี้เก่งที่รู้ว่าตนเองมีอัตตา 0818866xxx… ไม่วนค่ะ พ่อท่าน ตรงกับที่เกิดในจิต และทำให้เข้าใจชัดเจนมากค่ะ เห็นแดนเกิดละเอียดยิ่งนัก
_ชมร.ของอโศก สันติ เชียงใหม่ ปฐมอโศก อาหารรสจัดหลายรายการ เป็นโทษต่อสุขภาพ ควรมีการปรับปรุงไหมครับ พ่อครูว่า … ขนาดนี้คนเขาก็ติจะแย่อยู่แล้ว เขาบอกว่ากินไม่ไหว อาหารร้านชาวอโศก แต่คุณคนนี้ก็บอกว่าจัดไป ก็ต้องสั่งพิเศษเองสิ อาหารที่ไม่ปรุงรสมากก็ดีอยู่ แต่จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า ให้ลดรสอาหาร ไม่ได้สอนให้ ไม่ปรุงแต่ง มีแต่สอน ให้รู้เท่าทัน จะปรุงแต่งรสอย่างไร จิตเราอย่าไปชอบหรือชัง ปรุงแต่งไปกับรสชาติ อาหารจะรสจัด หรือจืด จิตเราก็ไม่มีชอบหรือชัง เราก็ไม่กินแบบจัดจ้าน แต่ไม่ต้องไปวุ่นวายกับรสมัน จะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องอ่านจิตเราที่ไปชอบ หรือไม่ชอบรสนั้น
_นมัสการครับผมนึกออกแล้วพ่อครูบรรลุธรรมตอนยังเป็นฆราวาสครับ ชาวพุทธกำลังกราบสมีที่ปาราชิกอยู่ ทุกวันสมเพชจริงๆ ฆราวาสที่สอนที่วิทยาลัยสงฆ์ซึ่งก็เป็นพระมาก่อน สึกออกมาก็สอนต่อ ห้ามชาวบ้านไม่ให้ฟังไม่ให้อ่านสิ่งที่พ่อครูเทศน์และเขียน/ พ่อครูว่า… มีสมีอยู่หลายวัด แต่สมีที่ชัดเจนอยู่ที่วัดพระธรรมกาย คือธัมมชโย อาตมาพูดตรงๆพูดตามความเป็นจริง คือนายไชยบูลย์ เป็นสมีแล้ว ไม่ใช่พระภิกษุ ไปเรียกยศศักดิ์ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ นี่ก็พูดตรงๆ ที่พูดนี้มีหลักฐานยืนยัน เพราะอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนนี้ ปาราชิกแล้ว ที่อวดอุตริมนุสธรรม คืออวดบอกว่า จิตตนหยั่งรู้ว่าคนตายแล้ว ไปเกิดที่ไหนๆ แต่เสร็จแล้วคนไปลองจับเท็จ แต่งเรื่องไปหลอกนายไชยบูลย์ คือคุณชาติชาย นามสกุล…. เขียนไปว่าพ่อเขาตาย เล่าเป็นนิทานว่า ได้ไปทำบุญทำทานกับธรรมกายด้วย ช่วยดูหน่อยว่าพ่อผมตายแล้วไปเกิดที่ไหน นายไชยบูลย์ก็ตอบออกทีวีเลย ว่าไปอยู่สวรรค์เฟส 3 เป็นเทวดาสบายดี ไม่ต้องห่วงหรอก มาทำทานมากๆก็แล้วกัน พูดเป็นนัยๆว่าให้ไปทำทาน เสร็จแล้วคนนี้เขาก็เขียนไปบอกทีหลังว่า จับเท็จได้แล้ว เพราะว่าพ่อเขานี่ยังไม่ได้ตาย เขาโกหกเขียนไปบอกว่าพ่อตาย จึงจับเท็จได้แล้วว่าคุณโมเม เป็นเรื่องจริง คืออวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน นี่ปาราชิกแล้ว คุณไพบูลย์ นิติตะวันหยิบเรื่องไปฟ้องมหาเถรสมาคม เรื่องก็เงียบไปจนทุกวันนี้ เขาว่าเงียบเหมือนเป่าสาก สำนวนไทยว่าไว้ มส.ก็เงียบ มีผู้ไปอ้างอธิกรณ์ว่าพระเป็นแบบนี้ต้องจัดการ นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ เมืองไทยมีพระกระแสหลัก เสื่อมไปด้วยกันหมด แล้วเดือดร้อนร่วมกันไปด้วย แสดงว่าเละเทะไปหมดแล้ว ไม่ได้เรื่องแล้ว มีเรื่องของการฟ้องร้องให้มาแสดงตัวตามข้อหา ก็ไม่มาแสดงตัว มีข้อหาฟอกเงิน รับของโจร ให้ไปรับข้อหาก็ไม่ไป จนขอหมายศาลออกให้จับก็ไม่ให้จับอีก นี่คือวงการศาสนา และวงการของสังคมไทย ละเมิดถึงปาราชิก ไม่ยอมขึ้นกับกฏหมายไทยแล้ว เป็นคนไทยหรือเปล่า ลอยนวลอยู่อย่างนั้นได้ เมืองไทยจะพึ่งพาอะไรแค่ไหนนะ พึ่งกฏหมายเขาก็ดื้อ DSI ก็ไปจับเก้อเลย จนเขาออกหมายศาลซ้ำแล้วนะ จ.เลยออกมาอีกหมาย บุกรุก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive