591221_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก เอกชนที่ทำงานราชการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
591221_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก เอกชนที่ทำงานราชการ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน Selfish คืออะไร พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 21 ธันวาคม 2559 อีก 10 วัน ก็สิ้นปี ขึ้นปีใหม่ 2560 วันเวลาดำเนินไปไม่มีใครหยุดยั้งได้ ไม่มีอะไรยับยั้ง คนที่อาศัยอยู่ในโลกลูกหนึ่งที่หมุนไปให้เกิดเวลานี้ ข้อแตกต่างรู้ว่าชีวิตของเราเกิดมา เป็นชีวิต ได้อัตภาพ มีจิตนิยาม ก็ต้องศึกษา พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ศึกษาเรื่องกรรมเรื่องธรรมะ ผู้ที่มีจิตนิยาม มีจิตวิญญาณมีพลังงานที่เป็นธาตุรู้ มีอัตโนมัติในตัว มี self มี ish ก็รวมเป็น Selfish S elfish เป็นสิ่งที่รวม ish i คือตัวประธานเป็นอัตภาพหนึ่งหน่วย แล้วรวม อิตถีภาวะ(she) กับปุริสภาวะ(he) อีกสองหน่วย สังขารเป็นสามเส้า ผู้รู้ผู้ศึกษาก็สามารถที่จะจัดการกับ อิตถีภาวะ ที่เป็นพลังงานดิ้น พลังงานลบ ส่วน ปุริสภาวะเป็นพลังงานบวก เกิดปฏิกิริยาสังเคราะห์กันตลอดเวลา ผู้ที่มีประธานคือตัว i ตัว s คือ she ตัว h คือ he เราสามารถคุมพลังงานเพศหญิงให้มาเป็นพลังงานเพศชาย รวมกับพลังงานเพศชายใ ห้เป็นหนึ่ง นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสไว้ว่า ธรรมทั้ง 2 เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วน 2 (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ทำพลังงาน 2 ให้กลายเป็นพลังงาน 1 ได้ ก็จะกลายเป็นพลังงานที่มีเอกภาพมีพลังงานเยอะ แต่ถ้าปล่อยให้อิตถีภาวะ ทำงานแล้วเป็นพลังงานที่ขัดแย้งก็จะเป็นพลังงานที่สูญเสีย อันนี้เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อาตมาพยายามเอาภาษาทางวิทยาศาสตร์มาอธิบาย ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ท่านเจตนาให้เรียนรู้จิตเจตสิกต่างๆ แล้วก็จัดการกับจิตของเรา ให้มีพลังปัญญา พลังปัญญา จะทำให้เราสะสมพลังง
อ่านต่อ
านที่ตกผลึกเรียกว่า พลังงานเจโต มันจะมีเอกภาพ เป็นพลังงานหนึ่งพลังงานรวมที่กลมกลืนไม่ขัดแย้งกันไม่ทะเลาะกันไม่สูญเสีย เป็นพลังงานที่มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เอกีภาวะ เป็นพลังงานที่เราเองสามารถเรียนรู้แล้วทำให้เป็นดังกล่าวมา แล้วเอาไปใช้งาน พลังงานจิตนี้รู้จักดีรู้จักชั่วรู้จักกุศลรู้จักอกุศล แล้วยังรู้จักสมมติ ของทางโลก ว่าเขาสมมติว่าดี สมมติว่าไม่ดี สมมุติว่าควรหรือไม่ควร สมมุตินี้จะต่างกันในแต่ละวัฒนธรรมแต่ละชาติ มีความยึดถือต่างกัน ต่างกันมากหรือต่างกันน้อย ต่างคนละขั้วเลย ก็ยังมี ประเทศนี้ยึดถืออันนี้ว่าดี ในประเทศถือกันว่าเป็นความชั่วต่างกันกลับหัวเลย ส่วนทาง ปรมัตถสัจจะ ก็จะเรียนรู้จิตวิญญาณและปฏิบัติตามสมมติโลกอนุโลมตามให้เป็นประโยชน์แก่กันและกันในสังคม เรียนรู้แล้วเราจะสร้างประโยชน์ให้แก่กันอย่างไร สิ่งที่ควรจะขัดกัน อย่างนี้เราเห็นว่าชั่ว เราก็ต้องใช้ความดีขัดชั่วออก ก็จะเป็นพลังงานดีที่มารวมกัน คนมาศึกษาดังกล่าวจะทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ผู้บริหารประเทศก็ต้องการ ให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ก็จัดส่งเสริมให้สอดคล้องกันดีไม่ทะเลาะวิวาทแย่งชิงทำร้ายกัน ฆ่าแกงกัน นักบริหารถ้าศึกษาธรรมะได้ดี จะเอาธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ ไปปฏิบัติ ธรรมะของศาสนาไหน ก็พยายามให้หมู่กลุ่มอยู่อย่างอยู่เย็นเป็นสุข ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แจกจ่าย เจือจาน เกื้อกูลกัน เป็นแต่เพียงว่า ทฤษฎีของศาสนาไหนหรือศาสดาใดจะเจาะไปถึงต้นตอ ศาสนาพุทธเรียนรู้จิตวิญญาณ จนถึงพลังงานต้นตอ จนอาตมาได้หลักฐาน พลังงานอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ที่จะรู้จักกรรม ธรรมะ รู้โลกียธรรมก็จัดการโลกียธรรมให้เป็นโลกุตรธรรม จัดสรรให้ใจเป็นประธาน ควบคุมใจได้ก็ควบคุมภายนอกได้ มีปัญญาเป็นพลังงานมีอำนาจเป็นอธิปไตย สามารถควบคุมภายนอกได้ด้วย เรียกว่ามี อำนาจ อุตตะ ด้วยพลังปัญญา สติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอุตระ ในมูลสูตรว่าไว้ ผู้ที่ศึกษาเอาพยัญชนะมาเรียกขานชื่อ ของสภาวะพลังงานจิต ที่เป็นสภาวะแท้ของจิตได้ เราก็สามารถกำหนดทำจิต ให้เป็นอย่างที่เรารู้ความหมาย แล้วทำให้จิตใจเป็นตามที่เรากำหนดหมาย เช่น เราเจตนาให้เป็นกุศลอย่างใดเราก็ทำพลังงานจิตสร้างประกอบด้วย อภิสังขาร ประกอบกันขึ้นเป็นพลังงานนั้น เป็นกายกรรมวจีกรรมภายนอก อย่างสมบูรณ์แบบ มนุษย์สามารถควบคุมจิตตนเอง ให้มาเป็นพลังงานที่จะมาขับเคลื่อนกายกรรมวจีกรรม ให้เกิดเป็นกุศลต่อโลก พลังงานที่เอามาล้างพลังงานไม่ดีออกจากจิตได้ ให้กลายเป็นพลังงานที่ดี ที่ประเสริฐ ที่เป็นอาริยะให้ทำงานได้ นี่เป็นทฤษฎีหรือหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ค้นพบแล้วมาสอนมนุษย์ มันรวมยอดเลย มนุษย์เรียนอันนี้ เสร็จจะรู้กิจกรรมกิจการของสังคมโลก แล้วจะรู้ว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร ดูข้างนอกแล้วรู้จิตใจของเราได้ สามารถมีเจโตปรับได้ง่าย ปรับได้เร็วเรียกว่า มุทุภูตธาตุ จัดสรรได้เร็วได้ดี สามารถทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมอยู่กับมนุษยชาติได้อย่างเป็นประโยชน์สุดยอด จึงเป็นคนที่อยู่ในสังคม ทำงานอย่างไม่มีบาป สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ทำแต่ความดี กุสลัสสูปสัมปทา ทำจิตใจให้ผ่องใส สจิตตปริโยทปนัง วิชชาที่ทำให้เกิดคนชนิดที่ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำจิตให้ผ่องใส ความรู้นั้นเรียกว่าโลกุตรธรรม หรือความรู้ที่เป็นอาริยธรรม พวกเราได้พยายามเก็บบันทึกที่อาตมาสอน ทั้งที่เป็นในการเทศน์และในชีวิตประจำวันที่ได้สอนอีก ก็อนุโมทนาสาธุ ก็ขอบคุณที่เห็นคุณค่า ที่อาตมาได้พูดไปแล้วคนเห็นว่าดี ก็เก็บไปใช้ อะไรเสียๆหายๆเขาก็ได้ยินได้ฟัง อาตมาก็ไม่มีพูดเสียหายบ้าง อาจมีเพ้อเจ้อบ้างก็ไม่มาก ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าคนที่เก็บไปบันทึกไว้ ก็แสดงว่าอาตมามีข้อเสียหายน้อยหรือไม่มี เพราะผู้รู้ก็เก็บไว้ หรือบางทีบอกอาตมาบ้างว่าอันนี้ไม่ดี จะได้แก้ไขปรับปรุงเนอะ ที่จริงพริ้นมาให้บ้างก็ได้ อะไรที่ไม่ดี comment บ้างว่าอย่างนี้น่าจะไม่ดีนะ อาตมาจะได้พัฒนาตนเองด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู(ประวัติศาสตร์อโศก) ตอน เอกชนที่ทำงานราชการ มาพูดถึงเรื่องพวกเราบ้าง ในเดือนหนึ่งๆ จะได้มาเป็นกิจจะลักษณะที่ศีรษะอโศกหนึ่งครั้ง มาพบพวกเรา มาสอน มาอธิบาย มาเทศนา อย่างที่กำลังทำนี้ มาบิณฑบาต มาเทศนา เท่าที่จะมีเวลาก็ช่วยกันไป ชุมชนชาวอโศกมีหลายชุมชน อาตมาก็ไม่ได้แวะเวียนไปหาทั้งหมด ก็น่าเห็นใจ บางแห่งก็หลายปีไป บางทีเป็นชุมชนอาตมาก็ยังไม่เคยไปเลยก็มี เขาก็ได้เอาคำสอนจากโทรทัศน์และที่บันทึกไป ไปใช้ เดี๋ยวนี้ก็เห็นรูปด้วย แต่ก่อนฟังแต่เสียง สังคมที่อาตมาพาทำและเกิดชุมชนต่างๆ เกิดชุมชนอย่างเป็นปึกแผ่น บางชุมชนก็ได้รับตั้งสถานะเป็นหมู่บ้าน ตามนิตินัยของประเทศ อย่างเช่นหมู่บ้านศีรษะอโศก เป็นหมู่ที่ 15 ตำบลกระแชง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ชุมชนที่ได้รับเป็นนิตินัยเป็นหมู่บ้านอีกที่หนึ่งคือราชธานีอโศก มีการบริหารเป็นหมู่กลุ่ม ที่มีสังคมประชากร มีสมาชิกที่เรียกว่าหมู่บ้าน ก็บริหารการตามหลักเกณฑ์ ของกฎหมายในประเทศ ก็มีการได้รับ งบประมาณ ได้รับเงินทองดูแลอะไรต่างๆนานา ก็มีเจ้าหน้าที่ ระดับผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อบต อสม. ตามวิธีการของรัฐบาลเขา สรุปได้ว่างานที่อาตมาทำนี้ เป็นงานช่วยรัฐบาล แต่พูดไปแล้วเหมือนทวงบุญคุณ อาตมาทำงานอย่างไม่มีหน้าที่ทางการ แต่ก็ทำหน้าที่จะรวบรวมคนอบรมคน สั่งสอนคนให้ทำอาชีพ ให้ทำกัมมันตะ ให้มีวาจากรรม วจีกรรมที่เหมาะควร สามารถจัดสรรกับจิตใจตนเองได้ มีสังกัปปะ รู้จักระงับจิตใจที่เป็นอกุศล หรือสามารถฆ่ามัน จนไม่มีในจิตได้เลยก็ดี คนที่จะเป็นอาริยบุคคลอย่างที่ว่า แล้วก็มีกายกรรม วจีกรรม มีมโนกรรมเป็นประธาน มีพฤติกรรมอยู่ในสังคม สังคมเราถึงสามารถเกิดพฤติกรรมสังคม ถึงขั้นสาธารณโภคี ชาวอโศกชุมชนและหมู่บ้าน แม้แต่ชุมชนที่ไม่ได้รับแต่งตั้งทางนิตินัยว่าเป็นหมู่บ้าน ก็ตาม เราก็ทำของเราไป แม้ไม่ได้รับงบประมาณ เพราะไม่ได้รับเป็นหมู่บ้านทางนิตินัย เพราะว่ามีชุมชนอยู่น้อยในชาวอโศก ก็ดูแลพัฒนาการ ช่วยกันอบรมสั่งสอน ให้มีพฤติกรรมอยู่ในสังคมได้ พฤติกรรมสังคมไม่เป็นภัยเป็นโทษต่อสังคม แต่มีประโยชน์คุณค่าต่อสังคม อาตมาทำงานแบบนี้มาตั้งแต่ออกบวช ทางรัฐศาสตร์จะเข้าใจหรือไม่ ศาสนาของพระพุทธเจ้านั้นช่วยสังคมมนุษยชาติ ช่วยพัฒนามนุษยชาติ อยู่ในสังคมให้เป็นสังคมที่ดีในรัฐในประเทศ ทางรัฐศาสตร์ ก็น่าจะเข้าใจอันนี้อยู่ และอาตมาว่า อาตมาชัดเจนในธรรมะของพระพุทธเจ้า ตามหลักธรรมที่กล่าวไปว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า นั้นพัฒนาอาชีพ พัฒนากัมมันตะ พัฒนากายกรรมวจีกรรม พัฒนาจิต สังกัปปะ ให้เป็นคนที่มีจิตที่เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เมื่อจิตใจได้รับการศึกษาฝึกฝนอบรมให้เป็นอาริยบุคคล เป็นผู้ที่ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีอกุศล สามารถทำแต่สิ่งที่ดี มีจิตใจที่บรรลุธรรม ไม่ทำบาปทั้งปวงทำแต่ดี เป็นจิตที่ผ่องใส เป็นจิตใจของพระอรหันต์ คนที่รับการศึกษาฝึกฝนอบรมดีแล้ว นอกจากจะเรียนรู้ โดยพัฒนาจิตวิญญาณ พัฒนาพฤติกรรมอาชีพ ก็ยังตั้งโรงเรียนซ้อน เอาวิชาการทางโลกที่เขาจะต้องสอนเยาวชน ก็พยายามจะสอนทั้งเยาวชนและอยู่ในวัยรุ่นวัยโต ให้การศึกษาตามระบบของรัฐบาล เราก็ทำได้ มีทั้งชั้นประถมมัธยม ได้แล้ว กำลังจะขอให้ต่อให้เป็นอุดมศึกษา ก็ยังไม่ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี อาตมาก็ว่าอาตมาจริงใจ พยายามมาช่วยประเทศชาติรัฐบาล อบรมศึกษาให้คนเป็นคนดี ตั้งแต่ทำสัมมาอาชีพ ที่ไม่เป็นภาระต่อรัฐบาล ไม่เป็นภาระต่อสังคม ไม่เป็นอาชีพ กุหนา ลปนา เจริญด้วย เนมิตกตา แล้วทำตนให้ไม่มอบตนในทางผิด นิปเปสิกตา ไม่มอบตนกับทุนนิยม ที่เป็นระบบ Maximize Profit เป็นระบบที่ขูดรีด เอากำไรให้แก่ตนมากที่สุด เป็นระบบกอบโกยเอาเปรียบเอารัด เราถือว่าเป็นระบบที่อยู่ในทางผิด พวกเราจะเข้าใจ ไม่ไปมอบตนรับใช้นายทุน แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ผู้ที่เป็นชาวอโศกรู้แล้ว จะไม่รับใช้นายทุน โดยเฉพาะไปรับใช้ผู้ที่ทำผิดกฎหมายหรือทำอกุศล แม้ที่สุด ถึงขั้นอาชีพที่สูงสุดพ้นจากมิจฉาอาชีวะข้อที่ 5 พ้น ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา เป็นอาชีพที่ทำงานฟรี ไม่รับรายได้ตอบแทน ทำงานแล้วยกให้ส่วนกลางหมดเลย อาศัยกินอาศัยใช้อยู่ในสังคมนั้น ไม่ไปแบ่งเอาส่วนได้อะไรมาเป็นของตัวของตน ถ้าสมควรจะเบิกใช้ส่วนกลางบ้าง ก็เบิกตามจำเป็น จึงเป็นมนุษย์ศิวิไลซ์ เป็นมนุษย์เจริญมนุษย์พัฒนาอาริยะ เป็นสังคมอาริยะ ไม่เป็นภาระสังคม แต่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ขอยืนยันว่าเป็นความจริงเพื่อให้ผู้ที่ศึกษารัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ของพวกเราเป็น เศรษฐศาสตร์ระดับสาธารณโภคี เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี เป็นหัวใจของเศรษฐศาสตร์ ที่ชาวคอมมิวนิสต์ต้องการ เป็นคอมมูนใหญ่ ซี่งทุกคนที่เป็นสมาชิก ทำงานไม่เอาเปรียบแก่งแย่งกัน แล้วให้แก่ส่วนกลางทั้งหมดเป็นยอดหัวใจของคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ เองไม่สามารถทำให้สำเร็จได้อย่างนี้ เขาต้องการให้เป็นสาธารณะโภคีแต่ทำไม่ได้ อาตมานี้เป็นจอมหัวโจกคอมมิวนิสต์ใหญ่ ซึ่งแต่ก่อนพูดอย่างนี้ไม่ได้นะ แต่ตอนนี้พูดได้แล้ว เป็นระบบที่ทำงานแล้วไม่ต้องจัดสรรให้ยากเลย เอาเข้าส่วนกลางหมดเลย มีคณะหมู่กลุ่มเจ้าหน้าที่ส่วนกลางจัดสรร ผลิตอะไรที่เป็นผลผลิต ก็ยกให้กองกลางหมด ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยจัดสรรแจกจ่าย ผู้ผลิตก็มีหน้าที่ออกแรงงาน ทำจนเกิดผลผลิต ผู้ที่จัดสรรแจกจ่าย ก็จัดสรรให้ดี จึงเป็นระบบคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นระบบสุดยอดประชาธิปไตย เป็นระบบที่เอาผลผลิตเข้ากองกลาง แล้วแบ่งแจกกันให้ยุติธรรม สรุปแล้วก็คือการบริหารสังคม นัยเดียวกันกับรัฐบาลทำเลย กับศาสนาพุทธ ผู้ที่จะมีจิตใจเป็นสาธารณะพร้อมที่จะต้องมี จิต พุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน ช่วยเหลือกัน=รับใช้ผู้อื่น) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283)
พลังงานที่จะสูญเสียมีน้อย แต่จะเก็บเอาพลังงานดีๆมาใช้งานได้เยอะ มีความเป็นปึกแผ่น ลักษณะความเป็นปึก อโศกมีมากมีเด่น ไปไหนกันเป็นปึก เป็นลักษณะสภาพของความเจริญเป็นอริยะเป็นความศิวิไลซ์ อาตมาทำงานในปางนี้ เกิดมาเป็นโพธิรักษ์ ทางศาสนาก็ ปกาศนียกรรม ว่ามาทำลายศาสนาพุทธ ทั้งที่อาตมายืนยันว่าเป็นเนื้อแท้ วิมังสาของศาสนาพุทธ เพราะอาตมามาสอนคนให้ อย่าไปทำอาชีพ กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิเปสิกตา จนพ้น ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ทำงานถึงขั้นไม่มอบตนในทางที่ผิด ที่ต้องรับรายได้ก็รับไม่แพง อย่างที่ในหลวงสอนให้พอเพียง ให้น้อยเข้าไว้จะดี จนในหลวงสอนว่า เอาอย่างคนจน เดี๋ยวนี้ก็ว่าจะทำตามพ่อสอน อาตมาก็ดีใจ แล้วขอให้ทำตามพ่อสอนจริงๆนะ พ่อเราสอนว่าทำแบบคนจน ทำแบบพอเพียง สำทับอีกว่าขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา อโศกเอามาเผยแพร่พระราชดำรัสนี้ ไม่มีสื่อสารช่องอื่นเอาตาม แต่ก็พูดว่าทำตามพ่อสอน แต่คลิปสองคลิปนี้ เป็นยอดคำสอนของพ่อนะ แบบคนจนกับขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา แต่ไม่เข้าใจคำสอนอันสุดวิเศษเป็นโลกุตระนี้ ในหลวงของเราเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านมีพระปัญญาธิคุณที่เอามาตรัสเอามาบอกให้รับรู้แล้วปฏิบัติตาม มันเป็นโลกุตระธรรมทั้งนั้น แต่ขออภัยวงการศาสนายังไม่รับคำสอนของในหลวง ไม่เอามาขยายความ มีแต่โพธิรักษ์ชาวอโศกสนับสนุนคำพ่อสอนคำนี้ ถ้าเมืองไทยทำได้จะเป็นมหาคุณาการเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน ทำไม สุขจึงเป็นเท็จ แต่ทุกข์ เป็นทุกข์อริยสัจ ขออภัยที่ต้องพูดความจริงว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ แม้แต่สถาบันหลักของศาสนาพุทธ ก็ไม่เป็นไปทางโลกุตรธรรม มีแต่โลกียธรรมมากมายเต็มไปหมด ล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เต็มไปหมด ไม่รู้ว่าสุขเท็จ มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สุขคือสุขขัลลิกะ คือสุขเท็จ ทำไมสุขเรียกว่าอัลลิกะ(หลอก เท็จ) แต่ทุกข์กลับเรียกว่า ทุกขอริยสัจ ความสุขเป็นของแสวงหาได้ตาม ผัสสะ รู้สึกวาบ แล้วก็หายมีแต่สัญญาที่จดจำระลึกเอามาได้ ปั้นมาได้ลมๆ แล้งๆไม่มีของจริง มันจำได้แล้วมาปรุงแต่งใส่อารมณ์เสพ ของจริงต้องมี ตากระทบรูป หูกระทบเสียง…. มีปสาทรูป โคจรรูปทำงานร่วมกัน เกิดภาวรูป เราก็ทำให้อิตถีภาวะนั้น ที่ดิ้นอยู่นี้หมดไป เหลือแต่ปุริสภาวะ อิตถีภาวะคือภาวะเท็จ มีอันเดียวคือตากระทบรูปก็รู้อย่างที่เห็น ไม่มีความชอบไม่ชอบ ไม่มีความเท็จ เหลือแต่เวทนาเดียว ที่เป็นเวทนาแท้ ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ช่วยสังคมประเทศชาติ และผู้บริหารจะต้องอุดหนุนจุนเจือช่วยเหลือศาสนา เพราะว่าเป็นผู้ที่ทำงานให้แก่สังคมประเทศชาติโดยไม่มีค่าจ้าง ผู้ที่ทำงานให้แก่ประเทศชาติ เรียกว่าข้าราชการ เขาก็เอาเงินของประเทศชาติมาจ้างให้แสดงงานบริหารประเทศ ส่วนนักธรรมะเป็นผู้ที่ทำตนเองให้ไม่เป็นภาระ ไม่เป็นโทษภัยต่อสังคม เพราะว่าตัวที่เป็นโทษภัยนั้นคือกิเลส เราก็ลดกิเลสได้ จะทำแต่ประโยชน์กับสังคม ชุมชนอโศกนั้นพยายามทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติแล้วศึกษา ลดโทษภัยในตนจริงๆ ชาวอโศกเรามีการพัฒนาตนตามหลักสูตรทฤษฏีของพระพุทธเจ้า มีอรหันต์ด้วยแต่คนเข้าใจอรหันต์ไม่ได้ เข้าใจอรหันต์ผิดเพี้ยน ไปเข้าใจว่าอรหันต์ต้องไปนั่งหลับตา ไม่เกี่ยวข้องกับสังคม ปลีกแยกออกไปจากสังคม นั่นคือพระอรหันต์แบบสุดโต่งที่เขาเข้าใจกัน พระอรหันต์ คือ เอกชนที่ทำงานราชการ ยิ่งกว่าข้าราชการ ข้าราชการนั้นอยู่ในทะเบียนแล้ว รับรายได้ตอบแทน ส่วนเอกชนในราชการ เป็นยิ่งกว่าข้าราชการ เป็นราชการหรือทำงานรับใช้งานพระเจ้าแผ่นดิน คือผู้ที่รับใช้ข้าราชการ ช่วยงานของแผ่นดินของพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นนักการศาสนานี่คือ ผู้ที่ทำตนช่วยราชการ โดยไม่รับเงินเดือน ข้าราชการนั้น รับเงินจากรัฐบาล สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็รับเบี้ยหวัดจากในหลวงโดยตรง พวกเราพวกนักศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแท้ๆ เป็นข้าราชการยิ่งกว่าข้าราชการและเป็นเอกชนด้วย เพราะว่ามีอิสระเสรีภาพเต็มที่ ถ้าเป็นข้าราชการอย่างมีระเบียบวินัย มีสิทธิตามหน้าที่ เมื่อมีหน้าที่ก็จะมีสิทธิยิ่งกว่าเอกชน อย่างเช่นตำรวจได้สิทธิพิเศษที่จะจับคนผิดได้ แต่คนธรรมดา ไม่มีสิทธิไม่มีหน้าที่จะไปจับคนได้ จับเขาก็ปรับเอาหรือตบเอาได้ คนที่ศึกษาธรรมะแล้ว ก็จะเอาธรรมะมาช่วยประเทศชาติยิ่งกว่าข้าราชการ เพราะว่าไม่ได้รับเงินเดือนอย่างข้าราชการ ไม่ได้เห็นแก่ตัว เพราะว่าเป็นอาริยะเป็นผู้ประเสริฐแล้ว ทำประโยชน์ โดยไม่ทำอกุศล ไม่ทำกุหนา(โกง) ลปนา(หลอกลวง) นิเปสิกตา (เป็นคนที่มาพัฒนา) ให้เป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ให้ได้ สุดท้ายคือทำงานแบบไม่รับค่าตอบแทน พ้นลาเภนลาภังนิชิคิงสนตาได้ อาตมาพัฒนาคนไทยได้จนเป็นกอบเป็นกำ ได้แก่ชาวอโศก ขอยืนยันว่าเป็นพระอาริยบุคคล เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้จริง แต่ในวงการศาสนานั้น ไม่เข้าใจ เขาไม่รู้หรอกว่าพระอรหันต์เป็นอย่างไร อรหันต์จะมี 2 อย่าง 1. พระอรหันต์แบบ อุภโตภาควิมุติ 2. พระอรหันต์แบบปัญญาวิมุติ คือเข้าใจแล้วว่าอย่างไหนเป็นอกุศล มีปัญญารู้หมด แต่ว่าทำไม่ได้หมดตามที่รู้ ถ้าทำได้หมดตามที่รู้เรียก อุภโตภาควิมุติ จิตทำได้ตามที่รู้ ว่าอย่างนี้ไม่ดีก็หยุดทำสิ่งไม่ดี สัพพปาปสอกรณัง ทำแต่ดี คนชนิดนี้ของชาวอโศกมี ปัญญาวิมุติก็มี อุภโตภาควิมุติก็มี ตามฐานะที่รู้บริสุทธิ์ใจ การวัดค่าอรหันต์จึงไม่ได้วัดค่าง่ายๆ จะต้องขึ้นอยู่กับจิต จิตของเขามีกิเลส จะทำชั่วอยู่ไหม ถ้ามีต้องล้างกิเลสของตน ถ้าคนๆนี้อยู่กับสังคม เขาไม่มีจิตไปทำชั่วก็ไม่ต้องล้าง เขาทำอย่างปกติแล้ว เช่นจิตชาวอโศกที่ไม่คอร์รัปชั่นไม่หลอกลวง 1. ไม่ฆ่าสัตว์ 2. ไม่หลอกลวงใคร 3. ราคะก็ไม่มาก ราคะก็ประมาณหนึ่งผัวเดียวเมียเดียว รูปรสกลิ่นเสียงก็เอาประมาณหนึ่ง ไม่จัดจ้าน 4.ไม่พูดโกหก 5.อบายมุขไม่มี โสดาบันของชาวอโศกมีเยอะ สกิทาคามีก็รู้ได้ด้วยศีล 8 ที่ไม่ต้องประดับตกแต่งฐานะแห่งการแต่งงามใหญ่โต ไม่เอามาบำเรอตน ตนเองไม่ทำ แต่ส่วนรวมศาลาที่พักต้องทำใหญ่ ผืนดินต้องใหญ่กว้าง ก็ทำใหญ่เพื่อมวล ไม่ได้ทำใหญ่เพื่อตัวเอง ตัวเองจะได้มีอำนาจสั่งการ ไม่มีใครรู้เลยจะสั่งสร้างอะไรใหญ่โตเองได้เลย อย่างที่หมอมโนมาบอกว่าธัมมชโยไม่เคยแสดงบัญชีที่ได้เงินมาเท่าไหร่เลย นี่คืออำนาจบาตรใหญ่ เผด็จการสูงสุด แต่คนเหล่านั้นจะถูกสะกดจิตครอบงำไปหมด เขาเลยไม่สงสัยว่าธัมมชโยเอาเงินไปทำอะไร เขาเชื่อสนิทเลยว่า พ่อของเขาบริสุทธิ์ที่สุด เขาจะเอาเงินไปใช้ทิ้งขว้างทุจริต ใช้ส่วนตัวอย่างไรไม่เคยรู้จัก นี่คือตัวอย่างที่เกิดในโลก ในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นกับสมีไชยบูลย์ เขาโกงเงินจนกระทั่งเอาไปเป็นของตัวเอง ใส่บัญชีตัวเอง แล้วก็จำนนก็ต้องเอามาคืน เสร็จแล้วอัยการก็ถอนฟ้องอีก แต่พฤติกรรมโกงนี้เติมกรรมที่ทำสำเร็จแล้ว แต่เขาก็อยู่ได้ ประเทศชาติก็ไม่ทำอะไรเขา นี่คือประเทศไทยที่น่าสงสาร ประเทศไทยที่น่าสงสาร เหมือนกับหนังสือแบบเรียนสมัยนี้ ไก่ผู้น่าสงสาร ไม่รู้ไม่เห็นว่าคนดีเป็นอย่างไร แล้วคนชั่วเห็นอยู่กลับไม่ทำอะไร มันยิ่งน่าสน อาตมาได้พาคนมาเป็นชาวอโศก ที่เป็นคนลดละกิเลสได้จำนวนหนึ่งจริงๆ แล้วมีผล ทำงานมาในชีวิตนี้ ก็ได้ผลพอสมควร พูดไปแล้วเหมือนทวงบุญคุณทวงความ แต่ไม่ใช่ อาตมากำลังพูดลักษณะที่ดีให้ฟังว่า ควรมาช่วยกันทำเช่นนี้ ช่วยกันอย่างที่อาตมาพาทำ
ขออภัยพระที่บวชมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า ต้องมาทำหน้าที่อย่างนี้ แต่ไม่ใช่ ท่านไปทำงานเพื่อที่จะเจริญลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มีตำแหน่งหน้าที่ มีลาภยศ เดี๋ยวนี้พระในภิกษุศาสนาพุทธมีเงินเดือน น่าอาย น่าขายหน้า ไปล้มล้างธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าด้วย ก่อนบวชท่านจะถามก่อนว่า เป็นราชปัตโตหรือไม่ คือเป็นข้าราชการหรือไม่? คือมีเงินเดือนอยู่มาบวชไม่ได้ เขาก็โกหกว่า นัตถิภันเต ไม่มีหรอก แต่เป็นคำโกหก ว่าไม่เป็นข้าราชการ ไม่มีเงินเดือน มาบวชต้องไม่มีรายได้ของตน ไม่มีเงินเดือน ต้อง โภคักขันธัง ปหายะ ญาติปริวัฎฎัง ปหายะ แต่เดี๋ยวนี้ขบถต่อศาสนาหมด แล้วได้ข่าวว่าจะขอขึ้นนิตยภัตแก่พระอีก ขอขึ้นเงินเดือนให้พระอีก นี่คือความเชื่อมันไม่เหลือแล้วในศาสนาพุทธทุกวันนี้ ขออภัยที่ต้องพูดความจริงเหมือนกับคนปากจัด เที่ยวไปว่าคนอื่นเขา เปิดโปงเปิดเผยเปิดความชั่วคนอื่นเขา ขออภัย อาตมาพูดสัจจะเพื่อติงเตือนให้ได้คิด ให้ได้ปรับปรุงตัวเองเถิด อย่าไปจมอย่างนั้น เลิกเถอะสิ่งที่ผิด พระพุทธเจ้าไม่ได้พาสอนพาทำอย่างนี้ คนที่เป็นอยู่นั้นละอายไหม มีโอตตัปปะไหม ละอายต่อความชั่ว กลัวความชั่ว จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไหม สรุปว่าอาตมาตักน้ำจะรดหัวตอไหม ตักรดไปสาดไปหรือกลายเป็นตักน้ำรดหัวตอไหม เสียน้ำทิ้งเปล่า แต่ช่างมัน ไม่เสียดาย อาตมาจะหาน้ำมารดๆๆ
สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน คนจนผู้ประเสริฐคือคนที่มีวรรณะ 9 เผื่อว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ ให้เกิดเป็นคนเจริญ อย่างพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าต้องมี วรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) (พระไตรปิฎกเล่ม 1 “ปฐมปาราชิกกัณฑ์” ข้อ 20)
เป็นผู้ที่เลี้ยงง่ายไม่ใช่เลี้ยงอย่างหมูอย่างหมา เอาอะไรมาให้กินก็กิน ไม่ใช่ แต่เป็นคนรู้จักกินจักใช้ เลี้ยงง่าย ไม่เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ อันนี้ก็กินไม่ได้อันนี้ก็ไม่สมศักดิ์ศรี อันนี้ไม่อร่อย อันนี้ไม่ถูกปาก อย่างนั้นเป็นคนเลี้ยงยาก คำว่าไม่ถูกปากอันนี้ก็งง กินอย่างไรไม่ถูกปาก กินก็ต้องออกใส่ปากใช่ไหม แต่บอกว่ามันไม่ถูกปาก ก็คุณทำเองคุณกินไม่ถูกปาก กินแล้วไปใส่ลูกตาก็แสบ กินแล้วใส่จมูกก็เลอะสิ กินแล้วต้องใส่ปาก ซึ่งตรงกันข้ามกับ อวรรณะ 6 1. เลี้ยงยาก (ทุพภระ) 2. บำรุงยาก (ทุปโปสะ) 3. มักมาก (มหัปปิจฉะ) 4. ไม่รู้จักพอ (อสันตุฏฐิ) 5. เกียจคร้าน (โกสัชชะ) 6. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา) (พตปฎ. เล่ม1 ข้อ 20)
ตรงข้ามกับ วรรณะ 9 อย่างที่เป็นปากกรวยเหมือนธรรมะกรวย ตอนนี้
ต้องมาเป็นคนกล้าจน แบบในหลวงตรัส มาบอกให้บริหารประเทศแบบคนจน อันนี้เป็นความรู้ของอาริยะรัฐศาสตร์ อาริยะเศรษฐศาสตร์ อาริยสังคมศาสตร์ บริหารประเทศแบบคนจน ถ้าไม่ใช่อาริยบุคคล จะกล่าวคำนี้ไม่ออก จะกล่าวคำนี้ไม่เป็น จะไม่กล้ากล่าวคำนี้ จะไม่เข้าใจคำนี้ คนจนคืออะไร คนจนผู้ประเสริฐ คือคนที่มีวรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) พัฒนาเอาสิ่งที่ไม่เจริญออก 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) ทำให้ศีลเจริญเป็นอธิศีล ทำได้แล้วไม่เคร่ง อย่างคนอโศกไม่ใส่รองเท้า ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่รับเงินทอง แม้ฆราวาสบางคนก็ทำได้ แต่ก็อยู่อย่างเป็นสุขได้ เพราะทำจนปกติ 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีอยู่ แต่ศาสนากระแสหลักไม่เอาคำสอนนี้มาพัฒนาคน ให้เป็นได้อย่างที่พระพุทธเจ้าสอน ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ทางศาสนาก็ไม่มีความรู้ จึงเอามาสอนไม่ได้ เมื่อเอาหลักสูตรทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาสอนไม่ได้คนก็จะไม่ได้รับทฤษฎีที่ดีของพระพุทธเจ้ามาเรียนรู้มาประพฤติปฏิบัติ แม้แต่ตัวผู้ที่บอกว่าเป็นผู้สืบทอดศาสนา ก็ยังทำตามคำกล่าวนี้ไม่ค่อยได้ เป็นคนเลี้ยงยาก เป็นคนอวรรณะ พัฒนาให้เจริญยาก มักมากไม่รู้จักพอ มหัปปิจฉะ ไ ม่ใจพอเลย โกสัชชะ สังคณิกะ คือคลุกคลีด้วยกองกิเลส ด้วยคนพาล ด้วยคนโลกๆ ไม่คลุกคลีกับบัณฑิต ถ้าเราเป็นอณูที่มีพลังงานอ่อน เข้าไปในสนามแม่เหล็กแห่งโลกีย์ที่แรง เราก็ต้องถูกเปลี่ยนทิศทางไปกับโลกีย์ อาตมาทำงานมาเกือบห้าสิบปี วงการศาสนาเขาจมในมิจฉาทิฏฐิและอวิชชาแล้ว เขาจะไม่มาเห็นดีกับที่ต้องมาทำ เขาจะไม่ยอมรับนอกจากส่วนตัวของคน ที่เขามีภูมิปัญญาและไม่อคติ เขาจะรู้ว่าโพธิรักษ์ก็มีสิ่งที่ดี สอนธรรมะพระพุทธเจ้า สอนถูกต้องด้วยน่าจะมีอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ ตีทิ้งอาตมา อาตมาเข้าใจอันนี้ดี แล้วอาตมาพูดไม่ผิดหรอก เมื่อศาสนากระแสหลักของประเทศ เขาสรุปผลเป็นอย่างนี้แล้ว ดูเขาเอาความรู้ที่เขาถือเป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive