141026 จูฬสุญญตสูตร ตอนที่ 2-พ่อท่าน-วัดธาตุทอง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์374 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

141026 จูฬสุญญตสูตร ตอนที่ 2-พ่อท่าน-วัดธาตุทอง https://www.boonniyom.net/53880.html ดู youtube ที่ https://www.youtube.com/watch?v=UkfKkECS5sI อ่านเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1QKeLaU6STgatf36jGaAQTbnqIc7yzzdJM_XXJM--O38/edit?usp=sharing ต่อจากนี้ไป เป็นการแสดงธรรมจากพ่อท่าน ที่วัดธาตุทอง วันที่ 26 ตุลาคม 2514 (ตอนที่2) พ่อครูว่า... มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียวก็คือ เฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น ที่ท่านแยกแยะแค่บ้านกับมนุษย์ อาตมาแยกแยะมากไปอีก จนกระทั่งถึงเพชรถึงเงินให้ฟัง เพื่อที่จะได้เข้าใจมากขึ้น เช่นเดียวกัน และเราก็สัญญาเป็นแต่เพียงกำหนดลงไปแต่แค่ว่า ไอ้นี่คือ สภาวะหนึ่ง อยู่ในแดนหนึ่ง อยู่ในโลกๆ หนึ่ง มีความว่างเปล่า ถึงแม้จะมีสิ่งพวกนี้ๆ อยู่เท่าไหร่ๆ ก็ตามแต่ มีคนอยู่ มีต้นไม้อยู่ มีเพชรอยู่ มีขวดอยู่ หรือ สมมุติจนกระทั่งแม้เอาเพชรมาวางไว้ตรงนี้ เอาแบงค์ร้อยมากองไว้บนโต๊ะนี้ ก็เหมือนกัน เราไม่มีความหวั่นไหว เราไม่มีความไปสมมุติอะไรตามเลย สมมุติแต่เพียงว่า อย่างเดียวแต่ว่า เรายืนอยู่ในโลกนี้ว่างๆ เฉยๆ อยู่ ณ ที่นั่งๆ อยู่ที่นี่ว่างๆ เฉยๆ คนอื่นเขาหวั่นไหวตามเขาเห็นว่า ของเหล่านี้มีอะไรแปลกแตกต่างกันไป แต่เราไม่แปลก เรา เฉยๆ เป็นอาการอย่างนั้น และรู้ชัดว่า มีไ ม่ว่างอยู่สิ่งเดียวก็คือเฉพาะสัญญา ว่าป่าเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจงพิจารณาเห็นความว่าง นั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ ในสัญญานั้นเลย เธอจึง พิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญา นั้นเลย ท่านให้พิจารณาสิ่งที่เราไปยึดถือ สิ่งที่เรายังไปยอมสมมุติอยู่ในนั้นด้วย แล้วสัญญาเหล่านั้นอย่าไปยึดถือ จงเห็นว่า สิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นด้วย หมายความว่า จงเห็นให้ได้ว่า มันมีอยู่ก็ช่างมันปะไร เร

อ่านต่อ

าไม่มีเราไม่เกี่ยว มันจะเป็นของเราก็ตาม ของใครก็ตาม ไม่เกี่ยวข้องความหมายนี้ไม่เกี่ยวข้องเลย จะเป็นของเรา หรือของใครก็ไม่เกี่ยว มีอยู่ก็พยายาม เห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้น หมายความว่าเห็นความว่างนั้นเป็นว่างจริงๆ แม้จะมีสิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่ไม่มีอยู่ก็เหมือนกับมีสิ่งที่ไม่มีอยู่เท่านั้นเอง ฟังให้ดีนะ เหมือนกับสิ่งที่ไม่มีอยู่ เงินมันมีก็ช่างมันเหมือนมันไม่มี เพชรมันมีก็ช่างมันเหมือนมันไม่มี คนมีก็ช่างมันเหมือนมันไม่มี เหมือนกับสิ่งไม่มีอยู่ในสัญญาอยู่ในความรู้สึก เท่านั้นเอง ท่านหมายความว่าอย่างนี้ และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี และให้รู้ด้วยนอกจากเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีแล้ว ก็รู้ชัดอีกด้วยว่า ไอ้นี่โลกเขาเรียกว่า “เงิน” ไอ้นี่โลกเขาเรียกว่า “เพชร” ไอ้นี่เขาเรียกว่า “ขวด” ไอ้นี่โลกเขาเรียกว่า “เพชร” ไอ้นี่โลกเขาเรียกว่า “คน” ไอ้นี่เขาเรียกว่า “ต้นอโศก” ให้รู้ชัดอย่างนี้ให้ได้ด้วย แต่สำหรับเราไม่เกี่ยวหรอกโลกนี้จะมีขวดนี้ก็ได้ โลกนี้จะมีต้นอโศกนี้ก็ได้ โลกนี้จะมีเพชรนี้ก็ได้ โลกนี้จะมีเพชรนี้ก็ได้ โลกนี้จะมีเงินแบงค์ร้อยกองอยู่บนโต๊ะนี้ก็ได้ หรือไม่มีก็ได้ ไม่แปลก ในความหมายของท่านอย่างนั้น ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ก็เป็นก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ผู้ใดพิจารณาอย่างนี้อย่างที่อาตมาว่ามาแล้วก็เป็นการอยู่ใน หรือว่า ก็เป็นก้าวลงสู่สุญญตวิหาร หรือ ก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ท่านยืนยันว่าอย่างนี้ เขาจะมาติดโชว์ไว้ที่ร้านสัก 5 ปี 10 ปีเราก็ไม่ไปซื้อกับเขามา โลกนี้จะดีขึ้นนะ โลกนี้จะดีขึ้นนะ มองด้านบ้านกลับ มองในด้านอย่างคนโลกๆ ก็บอกว่าว่าไอ้พวกนี้ ตามอัพเดทไม่ไหวเลยไม่ทันสมัยเลย ไม่ตามโลกเลย ใช่ พวกนี้ไม่ตามโลกเลย เพราะเขาไม่เล่นกับโลก เขาไม่เล่นกับโลกแล้วเขาก็ไม่ตามโลก โลกเขาจะสร้างเขาจะสมมุติอะไรขึ้นมาอีกก็ตามแต่ เขาจะสมมุติหัวฟูๆ ผมยาวๆ ไว้ผู้ชายก็ไว้ปะบ่าแค่นี้ นอกจากไว้ปะบ่าแค่นี้ แล้วก็นุ่งกางเกงต้องขาบาน เดี๋ยวนี้มองเห็นข้างหลังแล้วผู้ชายผู้หญิงไม่รู้เลย มองข้างหลังนี่นะ หนุ่มๆ สาวๆ เดี๋ยวนี้ดูข้างหลังไม่รู้เลยว่า ใครเป็นผู้หญิงใครเป็นผู้ชาย ต้องไปดูข้างหน้า ถึงจะรู้ว่าผู้หญิง หรือ ผู้ชายดูข้างหน้าดูข้างหลังไม่รู้หรอก ผู้หญิงผู้ชายเอาถึงขนาดนั้น มันกลับกันไปยิ่งกว่า ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ตัดสั้นก็เก่งเสียด้วยนะ เดี๋ยวนี้ผู้หญิงตัดสั้นเแยะเสียด้วย กลับกันผู้ชายดันไปไว้ยาว แล้วไปกันใหญ่เลยยุ่งกันไปหมดเลยโลกนี้ยุ่งพิลึกเลยดูไม่ค่อยออก เพราะเหตุว่าไปสมมุติมันขึ้นประเดี๋ยวผมยาวๆ เป็นฮิปปี้ฮิปโป้อะไร ประเดี๋ยวนี้ก็ตัดอีกจะไปมีอะไร มันยาว เขามากรุงรังเดี๋ยวมันก็เบื่อ เดี๋ยวก็ตัดแฟชั่นต่อไปเปลี่ยนแล้วนะ ตอนนี้ตอนนี้ตัดสั้นพวกที่ สมมุติตามโลก พวก up to date ทั้งหลายแหล่พวกทันสมัยเอาแล้วตัดผมสั้นเหรอ เดี๋ยวตัดสั้นบ้าง ตัดแล้วตามเข้าไปแล้วตัดทีนึงก็เสียเงิน อะไรชิ้นนึงก็เสียทั้งนั้นแหละเสียทั้งเงินทั้งนั้น เสื้อแบบนี้น่าใช้ อ้าว..หมดสมัยแล้วเก็บใส่ตู้ไม่ใช้ เอาอย่างที่ทันสมัยมาใช้ มันก็ตามโลกเขาไปหมด เพราะฉะนั้น ถ้าเราสมมุติไปตามโลก นี่ขวดเอย นี่เพชรเอย นี่เพชรนิลจินดา นี่ต้นไม้ นี่ผู้หญิง นี่ผู้ชายหลงสมมุติไปอย่างนี้ตลอด โลกที่เขาสมมุติขึ้นมาใหม่ ไม่มีหยุดสมมุติขึ้นมาเรื่อยๆ เราไม่มีศูนย์เลย เราจะหลงสมมุติกับเขาไปตลอดโลก ฉะนั้นใครที่จะสมมุติไปตามเขาก็คือเดินไปตามโลก ถ้าใครไม่หลงสมมุติไปตามเขาผู้นั้นก็มีสุญญะ มีสุญญตะ มีการว่างแล้ว มีการ เข้าใจความสมมุติในโลก แต่ไม่ตามโลกเขา นี่แหละคือสิ่งที่เราควรจะเข้าใจให้ได้ ที่อาตมาพูดมาให้ยาวนี้ ยาวมากมายกว่าพระพุทธเจ้าท่านอธิบายในพระไตรปิฎกเพราะอะไร เพราะเราเองเรายังไม่ได้ไปถึงขนาดขั้นนี้หรอก แต่ขั้นที่กำลังอธิบายให้ฟังนี่แหละเรากำลังว่ากันอยู่ พระว่า...ขออภัยว่าจะไปถามที่วัด เรียนถามท่านว่า คิดว่าเป็น สุญญตวิโมกข์ สุญญตวิมุตนี้ คือว่าอย่างที่เรา เห็นรูปนาม เราเห็นชัดตรงนั้น มองเข้าไปเฉยๆ อย่างนั้นแล้วไม่มีอะไรเลย อันนี้เป็น พ่อครูว่า... เรามองเห็นนั้นเรียกว่า สุญญตวิโมกข์ เราเห็นความเกิดและความดับ พระว่า… เห็นชัดกันแล้วอันนั้น ที่นี่ก็มองไปก็มองเห็นถึงขั้นวางตัวผู้มองเลยให้มันหมดความหมายไปเลย อันนี้ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า... ใช่ สุญญตวิมุติ สุญญตวิโมกข์ก็คือแค่เรารู้สมมุติโลกหรือรู้รูป รู้นาม หรือรู้เกิดรู้กลับก็ได้ เกิดสิ่งที่เขาสมมุติอยู่ พระว่า… ถ้าเห็นว่ามันไม่เที่ยง พ่อครูว่า... ฮิปโป้ ฮิปปี้ตอนนี้สมมุติกันเกลื่อนตลาดเลย เพราะฉะนั้นรู้ว่าไอ้นี่เขาสร้างขึ้นมาเขาก่อให้มันเกิดขึ้นมาเป็นการสมมุติ แล้วเราก็รู้ดับ ก็รู้ว่าไม่ช้ามันก็ดับ เพราะฉะนั้นแทนที่จะไปรอให้มันดับ ถ้าฮิปโป้ฮิปปี้มันดับไปเอง เราดับที่ใจเราไม่เป็นฮิปโป้ฮิปปี้กับเขาด้วย ให้กิเลสมันดับ ถ้าเผื่อว่า เราเห็นแล้วรู้ชัดในโลกว่า สิ่งที่เขามีนี่ที่เขายังยึดกันอยู่ แต่เราไม่ยึดด้วย เราก็มาดับที่เรา พอเราดับที่เราได้มันก็เป็นสุญญตะที่เรา ถ้าเราแยกออกว่าไอ้นี่เป็นการเกิด ไอ้นี่เป็นการดับ ไอ้นี่เป็นของสมมุติ อันนี้เป็นของที่เขายึดถือ และเราเองทำใจของเราไม่ยึดถือได้ด้วย เห็นที่จิตของเรา แยกยึดกับแยกไม่ยึดได้ เห็นได้อย่างนั้นเรียกว่า วิโมกข์ พอเวลามัน แยกเห็นได้อย่างนั้นแจ้งชัดแล้วก็ เราไม่เลือกเอาที่มันมีอยู่ เราเลือกเอาที่มันวิมุติหลุดไปเลย จากการมีของเขาที่เขามีอยู่ในโลก เขาสมมุติแล้วเขา ไขว่คว้า เขาจะเอา เขาจะยึด จะถืออยู่ ให้เขาเอาไป แต่เราไม่เอาด้วย เพราะเราวิมุติลง พอเราวิมุติแล้วก็ถือว่า ไม่ต้องมีก็ได้อย่างนั้น พระว่า...ไปเห็นความว่างในความว่าง พ่อครูว่า... เห็นว่างในว่าง เรียกว่า เราเห็นว่างในว่าง ถ้าไม่เห็นว่างในว่างนะ ก็ไม่เห็นสุญญตา ไม่เห็นสุญญตะ เพราะฉะนั้นจะต้องเห็น สุญญตะคือตัวความว่างนี้ เมื่อเห็นตัวความว่างนี้แล้วเราก็ทำความว่างให้เราได้ด้วย เห็นแล้วเป็นวิโมกข์แล้วเรา ทำความว่างให้ตัวเราเอง เป็นวิมุติ เราทำวิโมกข์ วิมุติ วิโมกข์ วิมุติอย่างนี้ได้สลับกันไป ก็คือเรามีสุญญตวิหาร มีการรู้และมีการวาง มีการยึดและมีการวาง มีการรู้ว่ามีและมีการรู้ว่าไม่มี มีเพราะคนอื่นเขามี แต่ไม่มีที่เรา เมื่อใดเราก็ไม่มีได้ แต่ถ้าจะบอกว่าให้เรามี เราก็มีได้ ไอ้นี่เขาเรียกว่าอะไร ขวด อาตมามีได้เหมือนกันกับทุกๆ คน อาตมาไม่โง่จนกระทั่งไม่รู้ว่านี่อะไรไม่มี ไม่ใช่ อาตมารู้กับคุณก็ได้นี่คือขวด เอาเพชรมาวางตรงนี้อาตมาก็บอกว่าเรื่องนี้คือ เพชร อาตมาบอกได้ว่านี่คือ แบงค์ร้อยก็ได้ เรียกว่า “รู้” มีก็ได้ มี แต่มีอาตมาก็ไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับของคุณหรอก ขวดก็เป็นขวด แบงค์ร้อยก็เป็นแบงค์ร้อยไป เพชรก็เป็นเพชรไป อาตมาไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย อาตมาวิมุติ ไม่มี ไม่มีด้วย คุณมีอาตมารู้ มันมีอยู่ในโลก อาตมารู้ แต่อาตมาไม่เอาด้วย พ่อครูว่า... ไม่มีความหมายด้วย คุณจะหลงบ้าไปกับมันก็ช่างปะไร คุณจะหลงไปตีรันฟันแทง ก็ตาย ก็ช่างคุณ อาตมาไม่ได้ตีด้วย คุณจะไปแย่งกันให้ตายยังไงก็ช่างคุณไป ไม่ไปแย่งด้วย คุณจะเอามาให้อาตมาถ้าอาตมาว่า มีเงินล้านนึง อาตมาก็บอกว่า เงินล้านนึงเอามาทำไม เขาบอกว่าศรัทธาท่าน อยากให้ท่านเอาไปทำบุญทำทานทำอะไรก็ได้ ท่านจะเอาไปทำอะไรได้เลย อาตมาโอเค ถ้าอย่างนั้นเอา แต่มาบอกว่าท่านเอาเงินล้านนี้ไปสร้างโบสถ์หน่อยนะ อาตมาไม่เอาด้วย บอกให้เอาล้านนึงไปสร้างโบสถ์ อาตมาไม่เอาหรอกเมื่อย มีโบสถ์เยอะแยะ อาตมาขอพักโบสถ์ไหนก็ได้อาตมาไม่เอาด้วย ไม่จำเป็นอาตมาไม่จำเป็น เดี๋ยวนี้อาตมาไม่จำเป็น แต่ถ้าคนยังยึดถืออยู่ว่า เออดี สร้างโบสถ์จะได้สร้างให้แก่วัดนั้น คนนั้นเขาก็เอาเงินล้านไปสร้างโบสถ์เขาให้ แต่ถ้าใครเอาเงินมาให้อาตมาสร้างโบสถ์อาตมาไม่เอา เอามาให้ 10 ล้านยังไม่เอาเลย อย่าว่า 10 ล้านเลย 100 ล้านให้ไปสร้างโบสถ์ให้เยี่ยมที่สุดในโลกเลยนะ เหมือนอย่างวัดปากน้ำ ตอนนี้กำลังจะทำวิหารทำโบสถ์อะไร ให้บอกเป็นที่หนึ่งของโลกนะมาสร้างไปสาธุ สร้างกันไปเถอะ กว่าจะวิมุติได้ มันก็เป็นทุกข์ที่เขานั่นแหละ มันก็ดี ก็เป็นสมบัติตั้งอยู่ในโลก เขาไม่ย่นย่อต่อทุกข์ ก็ทำไปแต่อาตมาเห็นว่ามันเป็นทุกข์ไม่เอา เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าเอาสตางค์มาให้อาตมาล้านนึงหรือ 5 ล้านก็ตามแต่ บอกว่าสร้างประโยชน์ แล้วแต่ท่านจะเอาไปใช้อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับโลก อาตมามีปัญญาจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ถ้าอย่างนั้นเราก็เอา แต่ถ้ามากำหนดให้อาตมาอย่างที่ว่านี้ไม่เอา แต่ถ้าจะให้อาตมาใช้อาตมาชัดเจนเหมือนกัน เพราะอาตมาสมมุติ กับคุณก็ได้ และอาตมารู้ด้วยว่า จะใช้อย่างไรถึงจะเป็นประโยชน์อย่างอาริยสัจ เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่าเอามาใช้ประโยชน์ที่ไม่ใช่แท้จริง เดี๋ยวนี้ กาลเวลาสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ความจำเป็นที่แท้จริงเดี๋ยวนี้แค่ไหน อาตมารู้ สมัยพระพุทธเจ้าจำเป็นเพราะว่า จะต้องทำบุญกับพระ มีอานิสงส์สูงกว่าทำบุญกับคน แต่สมัยนี้รู้ไหมว่า ทำบุญกับคนมีอานิสงส์สูงกว่าทำบุญกับพระ สมัยนี้นะ จริงๆ ว่าอาตมาเป็นพระนะ อาตมาไม่เข้าข้างพระนะ และก็ไม่ขอไอ้นั่นด้วย ไม่ขอให้ใครมามาพินอบพิเทาอาตมาด้วย จริงๆ นะ อาตมาไม่มีกิน อาตมาไม่มีคุณความดีพอ ที่คนจะใส่บาตรให้อาตมา อาตมาขอตาย ไม่อยากได้จริงๆ บาทนึงข้าวเม็ดนึงก็ไม่อยากได้ เพราะอะไรเพราะว่าถ้าเราไม่มีคุณความดีเพื่อที่จะไปขอข้าวเขากินแล้ว เราก็ไม่เอา แต่ว่าเดี๋ยวนี้คนซาบซึ้งเข้าใจแล้วว่า พระสงฆ์นี้เป็นเนื้อนาบุญที่พระพุทธเจ้าท่านสมมุติเอาไว้ในโลก ท่านก็สมมุติให้คนรู้บอกว่า พระสงฆ์นี้เป็นเนื้อนาบุญ ท่านให้สมมุติเปล่าๆ นะ ท่านสมมุติแล้วว่าพระสงฆ์เหล่านั้นว่านอกจากจะเป็นสมมุติสงฆ์ แล้วพระสงฆ์เก่านั้นเป็นอาริยสงฆ์จริงๆ เอาด้วย แต่สมัยนี้ พอสมมุติขึ้นมาไม่เป็นอาริยะ นี่จะเป็นสมมุติสงฆ์อยู่อย่างเก่า พระพุทธเจ้าท่านสมมุติไว้ เดี๋ยวนี้ก็เลยทุกคนก็เลยอยู่แค่สมมุติ ก็เข้าใจแล้วว่าจริงพระสงฆ์นี้เป็นสมมุติสงฆ์ที่ควรจะเป็นเนื้อนาบุญ แล้วก็ทำบุญแก่พระสงฆ์ ทุกคนเดี๋ยวนี้คนไทย พุทธศาสนิกชนทุกคนรู้เลยมีอานิสงส์เท่าไหร่ทำบุญกับพระได้บุญ จริง เพราะฉะนั้นพระสงฆ์เดี๋ยวนี้ ไม่อด เพราะทุกคนรู้แล้ว สมัยพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าท่านไม่ยกอานิสงส์อันนี้ขึ้นมาคนไม่ใส่บาตรตาย ศาสนานี้ไม่มาถึงเวลานี้ แต่ที่ศาสนามีมาถึงเวลานี้ได้เพราะพระพุทธเจ้าต้องยกอานิสงส์พระสงฆ์ให้เขาทำบุญ กับพระสงฆ์ให้เพียงพอ เดี๋ยวนี้คนทำบุญกับพระสงฆ์เพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวพระสงฆ์จะไม่อยู่ ไม่เป็นไป เป็นไปแล้ว เดี๋ยวนี้พระสงฆ์เป็นไปได้สบายเลย มากเกินพอ จนพระสงฆ์ติดกิเลสแล้ว มากเกินพอ ก็เป็นภัยเกินขอบเขต โดยจริงๆ แล้วพระสงฆ์จะต้องเป็นผู้ที่ทิ้ง เป็นผู้ที่ไม่เอา เป็นผู้ที่ไม่ยึดไม่ถือ เป็นผู้ที่วางเป็นสุญญะ สมมุติโลกรู้สมมุติ นางวิสาขาสร้างโลหะปราสาทให้พระพุทธองค์ อยู่ในบุปผาราม พระพุทธองค์รู้ว่า นางวิสาขาจะสร้างให้มโหฬารพันลึก ทำไมท่านไม่รู้ สร้างไป ดูเหมือนจะหนเดียวกระมัง พระพุทธเจ้าไปอยู่โลหะประสาทอยู่หนเดียว แล้วท่านก็ไปพักที่อื่น ที่เป็นที่โกโรโกโสมากกว่า ท่านไม่ได้ไปยึดถือว่า ปราสาทใหญ่ตั้ง 1,000 ห้อง มันจะต้องอยู่ตรงนี้แหละเป็นบริบูรณ์ที่สุด เปล่าเลย ท่านไม่ยึดถืออะไรเลย เพราะฉะนั้น ทำบุญอริยสัจทุกวันนี้ พระสงฆ์ไม่ตาย คุณไม่ต้องไปประคบประหงมพระสงฆ์มากมาย แต่อย่าไปทิ้งพระสงฆ์นะ ทิ้งพระสงฆ์ก็ขาดลอยเลยผิดเหมือนกันนะ รัตนตรัย 3 ทิ้งพระสงฆ์ก็ขาดลอย จะไม่เอาตาดูหูแลพระสงฆ์ แล้วปล่อยขาดลอยเลย ผิดเหมือนกันนะอย่างหนักเลยเพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีพระสงฆ์ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราเอาตาดู หูแล พระสงฆ์ท่านไม่มีปัจจัย 4 ไม่มีข้าวจะฉันหาข้าวให้ท่าน ไม่มีจีวรจะนุ่ง หาจีวรให้ท่าน ไม่มีกุฏิจะอาศัยทำกุฏิให้ท่านพอประมาณ ถ้าท่านไม่สบายหายาให้ท่าน แต่อย่าไปอุตริหาโทรทัศน์ให้ท่าน สร้างกุฏิให้ท่าน 3 ชั้นติดแอร์ condition. อย่า ไปเอางาช้างแขวนระฆังแขวนคล้องให้ท่าน เอาโต๊ะมุก โต๊ะเหลี่ยม โต๊ะบูชาอะไรไปให้ท่าน อย่า ไม่ใช่เรื่องนะ อย่านะ นั้นไม่ใช่เรื่องหรอก เกินขอบเขตแล้วเป็นภัยกับท่านด้วยนะ จะบอกให้ เป็นภัยกับพระด้วยนะ ประเดี๋ยวบอกว่า แหม! งาช้างคู่นี้ประเดี๋ยวขายได้ 30,000 บาท เสร็จประเดี๋ยวแล้วไอ้โจรก็มางัดหรือไม่ก็ทำร้ายท่าน แล้วก็เอางาช้างไป ทำให้ท่านได้รับความเดือดร้อน ไม่ใช่ของดีนะ เพราะฉะนั้นจะทำของดี จงดูแลแค่ปัจจัย 4 ที่ท่านขาดเหลือ ถ้าพระองค์ใดท่านไม่มีปัจจัย 4 นี่แหละสูงสุดทำบุญด้วยปัจจัย 4 เท่านั้น อย่าไปหลงอย่างอื่นเลย ทำบุญแค่ปัจจัย 4 เท่านั้นแหละเป็นวิหารทาน ปัจจัย 4 เป็นวิหารทาน คือเครื่องอยู่ ทานที่เป็นเครื่องอยู่จริงๆ โดยเฉพาะเรียกว่า ปัจจัยแท้ๆ ที่จะยังชีพอยู่ เรียกว่า วิหารทาน แล้วก็อย่าไปอุตริไปแปลวิหารทานว่า ไปสร้างวิหารล่ะ เดี๋ยวนี้ก็สร้างวิหารกันเก่ง และก็บอกว่าเป็นอานิสงส์สูงด้วยซึ่งไม่ใช่ วิหารทานแท้จริงคือการทานปัจจัย 4 ต่างหาก อาตมาพูดถึงจูฬสุญญตสูตร ก็พยายามโน้มน้าวให้ไปถึงสองฝ่าย ผู้ใดมีสภาวะถึงก็จะเข้าใจได้ ผู้ใดยังไม่มีสภาวะมีสภาวะ ก็อนุโลมพูดลงไปถึงแม้กระทั่ง ทาน ศีล สมาธิ มาต่อในพระไตรปิฎก... ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์ ไม่ใส่ใจสัญญาว่า ป่า ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่า แผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไปเลื่อมใสตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดินเปรียบเหมือนหนังโคที่เขาขึงดีแล้วด้วยหลักตั้งร้อย เป็นของปราศจากรอยย่น ฉันใด ดูกรอานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจในแผ่นดิน ซึ่งจะมีชั้นเชิง มีแม่น้ำลำธาร มีที่เต็มด้วยตอหนามมีภูเขา และพื้นที่ไม่สม่ำเสมอทั้งหมด ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่า แผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าแผ่นดินนี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์ และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญามนุษย์ สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นว่า เห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี เหมือนกัน คำอธิบายนี้เหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่า เลื่อนชั้นขึ้นไปเดี๋ยวอาตมาจะอธิบายต่อ ดูกรอานนท์ เเม้อย่างนี้ก็เป็นการก้าวลงสู่การว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น หมายความว่า เมื่อกี้นี้ท่านสมมุติว่า ให้ไปยึดป่า ท่านสมมุติให้ไปยึดป่าไว้ ที่จริงป่านี่มันตั้งอยู่บนแผ่นดิน ป่าทั้งหมดยังตั้งอยู่บนแผ่นดิน ยังเป็นของเล็ก แผ่นดินนี้ใหญ่กว่าป่า เพราะฉะนั้นตอนแรกนี่เรากำหนดยึดป่าเท่านั้นเอง แต่เรา ไม่ยึดมนุษย์ ไม่ยึดสัตว์ ไม่ยึด ช้าง โค ลา ม้า เงิน ทอง แม้แต่ สตรี บุรุษ ไม่ยึด ที่ท่านอธิบายมาแล้วตั้งแต่ต้น แต่สมมุติว่าป่า ยึดป่าก็ใหญ่แล้วนะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี ป่าก็ยังไม่ใหญ่เท่าแผ่นดิน ป่านี้ยังตั้งอยู่บนแผ่นดิน เพราะฉะนั้นป่านี้จะมีเนินดิน มีภูเขา มีต้นไม้ มีหลุมลึกร่องอะไร ท่านบอก มีทั้งลำธาร ตอหนาม มีภูเขาพื้นที่ไม่สม่ำเสมอทั้งหมด พวกนี้ก็ไม่ให้ใส่ใจ ให้ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน ให้ตั้งมั่นอยู่แค่ว่า ทุกอย่างมันต้องเป็นแผ่นดินทั้งนั้นแหละ ตอไม้ ไร่เขา ลำธาร ก็เป็นแผ่นดินทั้งนั้น เหมือนๆ กันแหละ มันเกิดมาจากแผ่นดิน ถ้าไม่มีแผ่นดิน ตอไม้ก็ไม่เกิดมา ไม่มีแผ่นดิน ลำธารมันก็ไม่มี ไม่มีแผ่นดิน ไอ้ตอหนามภูเขามันก็ไม่มี ท่านให้สมมุติให้มันเหมือนกัน มันเกิดมาตามสภาวะของมัน ลมอาจจะหอบดินมาทำเป็นเนินเขา อะไรมันอาจจะเซาะร่องจนกระทั่งเป็นลำธารไปก็ได้ เกิดตามสภาวธรรม สภาวะของที่เป็นไป ไอ้นกมันไปกินลูกไทรมามันก็ขี้แปะลงตรงนี้ อ้าว..เกิดต้นไทรขึ้นมา มันก็เป็นของเกิดมาตามสภาวะ มันไม่แปลกอะไร อย่าไปทำความแปลกอะไรเลย เช่นเดียวกันกับเราไม่แปลกใจว่า ฮิปปี้ ฮิปโป้ มันไม่เห็นมีอะไร คนเขาก็สมมุติกันขึ้นมา แล้วมันก็สร้างฮิปปี้ฮิปโป้ มันก็สร้างขึ้นมา สร้างบิลเลียด สร้างโบว์ลิ่ง เดี๋ยวนี้สร้างอาบอบนวด คือมันเหตุที่จะสร้างอาบอบนวดกันมาก ก็เพราะว่า เพราะมันเลิกโสเภณี มันเลยบังคับ เขาบังคับให้คนไปสร้างโรงอาบอบนวด แล้วโรงอาบอบนวดมันก็เกิดขึ้นมาได้ตามสภาวะของเหตุการณ์ในโลก ใช่ไหม? มันก็เกิดขึ้นเป็นแหล่งกลางขึ้นมา เพราะความจำเป็นของโลกบีบคั้นให้มันสร้าง มันก็สร้าง เหมือนกันกับไอ้นกที่มันกินเม็ด กินลูกไทรมาแล้วมันปวดขี้อยู่ตรงนี้ มันก็ขี้ลงตรงนี้ เม็ดตอนนี้เกิดบนพื้นดินที่มีเหตุปัจจัย เกิดเป็นต้นไทร เช่นเดียวกันกับอาบอบนวด มันเกิดขึ้นเพราะทุกอย่างบีบรัดขึ้นมา มันปวดไม่มีที่ไป มันก็ต้องสร้างตรงนี้ อันเดียวกัน เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าเราอย่าไปหลงว่า ไอ้โรงอาบอบนวดก็เป็นความสำคัญของเรา ต้นไทรก็สำคัญ ภูเขาก็สำคัญ แม่น้ำก็สำคัญกับเรา ไม่เกี่ยวทั้งนั้น ไม่สำคัญ ถ้ามันไม่มีอันนี้อันนั้นไม่เกิด ไม่มีแผ่นดินสิ่งเหล่านี้ไม่เกิด เพราะฉะนั้นในโลกนี้มันมีสิ่งเหล่านี้ต่างๆ ทุกอย่างมันเกิดซอยเล็กถี่เข้าไปเรื่อย พอไปหยุดไอ้นี่ ไอ้นี่ก็เกิดขึ้นมา พอไปหยุดไอ้นี่ ไอ้นี่ก็ผุดขึ้นมา พอหยุดผมสั้น แน่นอนผมยาวก็เกิด หยุดผมยาวผมสั้นต้องเกิด จะไปห้ามมันได้ที่ไหน หยุดกระโปรงสั้น กระโปรงยาวก็ต้องโผล่ออกมา หยุดกระโปรงยาว กระโปรงสั้นก็ต้องโผล่ออกมาอีก มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นจะไปมีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นเราอย่าไปยึดเลย โลกมันจะสมมุติสั้น ตอนนี้ฮิต สมมุติยาว ตอนนี้ฮิต ไม่ต้องไปเอาด้วย นี่เช่นเดียวกัน เราเห็นความเป็นกลางให้ได้ว่าโลกมันเกิดตามสภาวะความบีบคั้น เรียกว่าความบีบคั้นในโลก มันบีบคั้นหรือว่ามันเป็นไป มันสมมุติกันขึ้นมาแล้วให้มันเป็นไปอย่างนั้นๆๆ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราไม่ไปสมมุติตาม พระพุทธเจ้าถึงบอกใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น ก็เห็นของทุกอย่างเป็นไปธรรมดา เห็นฮิปโป้ฮิปปี้มันจะทำยังไง มันก็กระโดดโลดเต้นไป มันก็เป็นแต่เพียง “รู้” เฉยๆ เราก็ “รู้” ว่าไอ้นี่ก็คือสมบัติโลกอันหนึ่งที่มันสมมุติขึ้นมาตั้งอยู่บนโลก ไม่ไปเอานิยายด้วยกับมัน จะเอายังไงก็อย่างนั้น ช่างมันเถอะ ถ้ามันจะมาตีเรา เราก็หลีกมันเสีย เพราะแน่นอนว่าคนนี้ตีหัวคนได้ง่ายๆ แน่ ถ้ามันเป็นฮิปโป้ฮิปปี้บ้าๆ บอๆ เพราะฉะนั้นเราก็หลบมันเสีย และท่านถึงบอกว่า อย่าไปเอาใจใส่มัน มันเกิดได้เป็นได้ทุกอย่าง สีแดงก็สร้างขึ้น สีเขียวก็สร้างขึ้น แบงค์ก็สร้างขึ้น เพชรนิลจินดาก็สมมุติกันขึ้น สมมุติกันขึ้นมาทั้งโลก ท้ายที่สุดผู้หญิงผู้ชายก็สมมุติกันขึ้นมา ไอ้แท้ที่จริงไม่มีผู้หญิงผู้ชายหรอก มัน “มี” เพราะไปยึดถือกันเข้า ไส้เดือนมันไม่สมมุติกันมาก มันมีตัวผู้ตัวเมียไหม “ไม่มี” ตัวผู้ตัวเมียของไส้เดือนไม่มี เพราะไม่ไปสมมุติกันมาก สมมุติกันมาก มันก็แตกตัวขึ้นมา ไม่สมมุติมาก มันก็อยู่ตัวของมัน ถ้าสมมุติมาก มันก็ยึดถือจะต้องแตกเหล่าแตกกอ จะต้องสร้างวิญญาณ เพราะว่ามันถือว่ามันมีวิญญาณ มันก็มีลูกขึ้นมาได้ในตัวของมันเอง ไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้าเราเข้าใจเรื่อง “วิญญาณ” แท้ๆ และเข้าใจลึกซึ้งถึงความจำเป็นที่มันจะบีบคั้น ถ้าไส้เดือนมันไปเกิดสมมุติตัวเองขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ว่า ไม่ได้แฮะมันต้องมีเพศแฮะ เพศหญิงเพศชาย ประเดี๋ยวไส้เดือนจะมีเพศหญิงเพศชาย คนก็เหมือนกัน ที่มันแตกมาเป็นเพศหญิงเพศชาย เพราะได้หลงสมมุติมาตั้งนานแล้ว เป็นสัตว์ที่เจริญกว่าไส้เดือน สมมุติกันขึ้นมาเป็นเพศนั่นเพศนี่ จนเจริญขึ้นมาเป็นลิง เป็นค่าง ก็สมมุติมาจนกระทั่งเป็นคนนี่ ไปยึดถือกระทั่งว่า ผู้หญิงกับผู้ชายไม่เหมือนกัน พระว่า… ไส้เดือนไม่มีเพศ แล้วเขาสืบพันธุ์ยังไงครับ พ่อครูว่า... เขาสืบพันธุ์ในตัวของเขาเอง ไส้เดือนมีทั้งเพศหญิง-เพศชายอยู่ในตัวเดียวกัน อาตมาเอาชีววิทยามาอธิบายให้ฟังด้วย มีทั้งเพศหญิง-เพศชาย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า เมื่อรู้ชัดอย่างนี้ว่า สัญญานี้ว่าแผ่นดินนี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่า มนุษย์ และชนิดที่อาศัยสัญญาว่า ป่า ไม่มีไปวุ่นวายด้วย ไอ้นี่จะเรียกว่ามนุษย์ ไอ้นี่จะเรียกว่า ป่า ไอ้นี่จะเรียกว่า ภูเขา ลำธาร น้ำ ไอ้นี่จะเรียกว่า ฮิปโปฮิปปี้ ไม่ไปสมมุติกับเขาหมด มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายในภาวะเดียว เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น สั้นเข้ามาอีกแล้วใหญ่ขึ้น แต่แคบเข้าความรู้สึกแคบเข้า แต่กว้างใหญ่ไพศาล สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า สัญญานี้ว่างจากสัญญามนุษย์ และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น ยึดถืออย่างเดียวว่า เออสักแต่ว่าคนเหมือนกันหมด ถ้าเราสมมุติมาใกล้ สักแต่ว่าคนหมด ก็เหมือนกับที่ท่านว่าสักแต่ว่าแผ่นดินหมด ไอ้นี่ก็แผ่นดิน มันไม่มีแผ่นดิน มันไม่มีอย่างอื่น พระว่า… สังขารไหมครับ พ่อครูว่า... เป็นไอ้นี่ขึ้นมาเป็น “สังขาร” เราไปยึดด้วยว่าสังขาร เป็น “สังขาร” ปรุงขึ้นมาทั้งนั้น ปรุงขึ้นมาเป็นผู้หญิง ปรุงขึ้นมาเป็นผู้หญิง-ผู้ชาย ปรุงขึ้นมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นพอ สักแต่ว่าคนเหมือนกัน ไม่มีแม้แต่กระทั่งเพศชาย-เพศหญิงไม่มี เป็นเพศหญิงก็เพราะไปปรุง ปรุงขึ้นมา แต่แท้จริงโลกมันปรุงมาแล้ว มันเกิดผู้หญิง-ผู้ชายแยกออกมาเป็นตัวๆ มันมีอะไรหลายอย่าง ไม่เหมือนกันในโลก แต่โดยใจของเราอย่าไปเอาด้วยกับเขาสิ เขาจะเป็นหญิงก็ช่างเขาปะไร แต่ก็คนใช่ไหม ผู้หญิงก็คน ผู้ชายก็คน มันไม่เป็นอะไร เพราะฉะนั้นสักแต่ว่าคน ไม่มีผู้หญิงไม่มีผู้ชาย เมถุนธรรมเราจะได้ลดบ้าง เอาเข้าหน่อย เอาเข้าหน่อย เมถุนธรรมจะได้ลดลงได้ ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นว่าความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย ก็เช่นเดียวกับเมื่อกี้นี้ ท่านบอกแล้วว่า ด้วยความเห็นว่าว่าง ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย คือเห็นว่ามี ได้ และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นว่า มีอยู่ว่ามี เห็นแล้วก็ปล่อยไป ไอ้นี่ว่ามี และความว่างก็มีอยู่ด้วยตลอด พิจารณาเห็นความว่างในสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้น อยู่ในสัญญาคือไม่มีอะไร และรู้สิ่งนั้นที่สัญญานั้นยัง “มี” อยู่ว่า “มี” รู้กำหนดที่เขาสมมุติว่ามี และเราเองไม่กำหนดตามเขาก็คือ..ว่าง นี่เท่านี้ความหมายของท่าน เพราะฉะนั้นถ้าเราทำได้จริง จิตมันไม่ไปยึดถือจริง จิตมันก็ไม่ไปรับเอามาจริง ..มั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน