130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ระหว่าง _คน_ กับ _ศาสนา_ ในทุกวันนี้ บทความ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์336 KB
วันที่แก้ไข29 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 1. ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ระหว่าง "คน" กับ "ศาสนา" ในทุกวันนี ? 25 มกราคม 2513 มีเหตุทีเรยกว่า ทําให้ "ศาสนาเสือม" ลง อยู่ 2 ประเด็นด้วยกัน ทีนับว่า เปน "เหตุ" ข้อใหญ่ๆ คือ 1. เพราะความไม่รู้ว่า "เนือแท้ของศาสนานันคืออะไร?" 2. เพราะ "ความมักง่ายของคน" ด้วยเหตุ 2 ประการนีเอง ทําให้ศาสนาเสือมลงทุกวันๆ ข้าพเจ้ากล้าพูดว่า "ศาสนาเสือม" ก็เพราะผลของศาสนานันน้อยลงๆ จนแทบจะเรยกได้ว่า ไม่มี ผลออกมาให้เห็นเลยในทุกวันนี ศาสนาทีข้าพเจ้ากําลังพูดถึงอยู่ในขณะนีนัน ข้าพเจ้ากําลังพูดถึง "ศาสนา พุทธ" เพราะ "ศาสนาพุทธ" เปนศาสนาประจําชาติไทย เปนศาสนาทีแพร่หลาย 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 2 กว้างขวางทีสุดในประเทศไทย และเปนการดีทีสุดแล้วทีประเทศไทยรับนับถือเอา ศาสนาพุทธเปนศาสนาประจําชาติ เพราะ… เพราะศาสนาพุทธเปนศาสนาแห่งความถึงทีสุด เปนศาสนาทีมีจุดสุดยอด เปนศาสนาทีรู้แจ้งทะลุหมดสินถึงทีสุดแล้ว ไม่ฝากสิงไม่รู้ไว้ให้แก่เทพเจ้าองค์ ไหน เปนศาสนาแห่งเหตุและผล ถ้วนทัวเกียวโยงซึงกันและกัน เปนศาสนาทีรู้ แจ้งถึงความจรงแท้ ไม่บิดพลิวแปรผัน ดังนัน ประเทศไทย จึงได้ชือว่า เปนเมืองทีฉลาดทีสุดประเทศหนึงในไม่กี ประเทศ และเปนประเทศทีจะมีทุกข์น้อยทีสุดประเทศหนึง เพราะ "ศาสนาพุทธ" นัน ทีสุดหรอจุดหมายของศาสนา คือนําพาให้ผู้ปฏิบัติสินทุกข์ทังมวล จึงน่าจะได้ลองนํามาคิดดูกันบ้างว่า คนทุกวันนี โดยเฉพาะคนไทยมีทุกข์ มากขึนหรอน้อยลง ซึงตามความเปนจรง มันก็ต้องมี "ทุกข์" มากขึนเปน ธรรมดาอยู่ แต่ว่าผู้สินทุกข์แท้จรงน่ะสิ มีมากขึนหรอน้อยลง? ผู้สินทุกข์ในทีนี ก็คือผู้รู้แจ้งเหตุทีทําให้ทุกข์ แล้วก็ดับเหตุนันเสียได้ ผู้นันก็หมดสินทุกข์ไปทันที คนผ

อ่านต่อ

ู้เปนดังนี คนผู้อยู่ในลักษณะนี มีอยู่เท่าไหร่ในเมืองไทยขณะนี คิดเปนราย เฉลียกันแล้ว มีมากขึน หรอน้อยลง? ข้าพเจ้าไม่ต้องตอบเองเลย ใครๆ ก็ต้องตอบได้ว่า บุคคลผู้สินทุกข์จรงๆ ด้วยรู้แจ้งเหตุทีทําให้ตัวเองทุกข์ แล้วก็ดับเหตุนันเสียนันมีจํานวนน้อยลงๆ ทุก วันแน่ๆ ทังๆ ทีสภาพของศาสนาพุทธทุกวันนี ข้าพเจ้าเคยได้ยินคนเปนจํานวน มากพูดกันว่า ศาสนาพุทธในเมืองไทยเจรญ 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 3 คําว่า "เจรญ" หมายความว่า มีผลอันตรงตามเปาหมาย ก้าวหน้าเพิมมาก ขึน เปาหมายทีแท้ของพุทธคือ "จะต้องทําให้คนพ้นทุกข์" ดังนัน คําว่า "เจรญ" ต้องมี "คนพ้นทุกข์" มากขึน จึงจะเรยกว่า "เจรญ" ข้าพเจ้ามองไม่เห็นตามทีคน เขาพูดกันเช่นนันเลย แต่ถ้าจะพูดว่า "วัด" ในเมืองไทยทุกวันนี มีมากขึน โบสถ์วจิตรและเปนตัว แสดงผลแห่งความเจรญทางวัตถุยิงๆ ขึน สิงประกอบในวัดสวยๆ งามๆ เปนตัว เปนตนมีมากขึน "พระสงฆ์" ในประเทศไทย เพิมจํานวนมากขึนละก้อ ข้าพเจ้า ไม่เถียง เพราะเปนจรงแล้ว และนับวันจะจรงเพิมขึน ก็ทําไมจะไม่จรงล่ะ ในเมือทุก วันนี คนไทยทีบวชเปนพระอยู่ในวัดต่างๆ นัน รู้ตัวดีว่า "พระ" เปน "อาชีวะ" หนึง หรอเปน "อาชีพ" หนึง ทีควรจะยึดถือได้ ด้วยเปน "อาชีพ" ทีทําให้ตนอยู่ ได้อย่างดี นอกจากมีอาหารเลียงชีวตอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังมียศ มีเกียรติต่างๆ ให้แก่ตนอีก เพียงแต่ว่า เมือบวชแล้ว ก็ท่องบทสวดมนต์ให้เปน ศึกษาประเพณี จารต ให้มาก หรอถ้าเก่งในทางดัดแปลง เพิมจารตประเพณีให้มากได้ยิงเก่ง พยายาม สอบเอาประกาศนียบัตรนักธรรม หรอเปรยญให้ได้มากประโยค และขยันวงๆ เต้นๆ วธีการต่างๆ เหมือน "คน" เหมือนฆราวาสทีไปเข้าโรงเรยนประจํา มีกฎ ข้อวนัยบังคับสําหรับโรงเรยนนัน เมือเรยนจบก็มีงานให้ทําเสร็จ ไม่ต้องไปวง 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 4 เต้นหางานบรรจุ แล้วก็ประกอบการงาน "อาชีพพระ" นัน ให้ก้าวหน้า เพือตน เปนใหญ่ต่อไป ถ้ายิงมีความฉลาด(ในทางผิดคลองธรรม) ก็ยิงจะพอกพูนลาภให้แก่ตนได้ อย่างดียิงด้วย "พระ" ผู้เปนอยู่ดังนี ทังๆ ทีรู้อยู่แก่ใจตนเอง ก็จงแน่ใจเถิดว่า "พระ" ผู้นัน อยู่อย่างรู้มาก เอาเปรยบคนทังหลาย ถือว่ายังเบียดเบียนตนและผู้ อืนอยู่อย่างตังอกตังใจ และมีอบายภูมิ นรก อเวจี เปนทีหวังได้อยู่อย่างแน่นอน ทีกล่าวถึงนี ตัวผู้เปน "พระ" เองรู้ตัวดี จิตใจของตัวเองนัน ไม่มีใครจะ หยังรู้ได้ดีกว่าตัวเองได้ ดังนัน ผู้ทีเปนดังข้าพเจ้ากล่าวมาแล้ว ย่อมแจ้งใจตน เองได้ ขอเพียงใช้เวลาสักนิดเดียว เพียงไม่ถึงชัวโมงหรอก "วปสสนา" ดูตัวเอง เสียหน่อย อย่ามี "มานะทิฏฐิ" อย่ามี "โมหะ" เปนต้องรู้ได้แน่ สําหรับ "พระ" ผู้ทีน่าเคารพนับถือ คือ "บวช" จรง ตังใจจะหาทาง "พ้น ทุกข์" จรงและได้เพ่งเพียรพยายามอยู่เสมอ มิได้ท้อถอย แต่ก็ไม่พ้นความเปน "ปุถุชน" ไปได้สักที เหตุเพราะ "บุญบารมี" สังสมมาแต่เดิมน้อย นันก็เปน "พระ" ผู้น่าสรรเสรญบูชายิงแล้ว แม้จะก้าวขึนสู่ความเปน "พระอรยเจ้า" ไม่ได้ก็ตาม ชาติต่อไปถ้าจิตของท่านยังมันคง จงหวังเถิดว่า ท่านจะไม่พ้นได้เปนพระอรยเจ้า อย่างแน่แท้ เพราะ "กรรม" นันย่อมสังสม จรง และ "จิต" นันสําคัญยิง สําคัญจรงๆ ความจรงแท้ของผู้ใดก็ตาม ไม่ได้อยู่ทีไหนเลย นอกจากใน ดวง "จิต" ของตนเอง โกหกใครๆ ในโลกนี โกหกได้ แต่จะโกหกตัวเองนัน ย่อม 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 5 ไม่ได้ นอกจากว่า "คน" ผู้นัน มีกิเลสอันได้แก่ "มิจฉาทิฏฐิ" และ "โมหะ" อยู่มาก หนา จนมองอะไรไม่ออก แม้ในตนเอง ก็อภัยเขาเสีย เพราะปกติ เขาเปนผู้โง่ แต่มีข้อสังเกตให้กับตนเองได้ง่ายๆ ข้อหนึง คือ การปฏิบัติธรรมเพือหวัง "นิพพาน" นัน ต้องเอาชีวตเข้าแลก ต้องปกใจแน่จรงๆ ขันกล้าตาย ถ้าทํา เหยาะๆ แหยะๆ อยู่ ก็แพ้โลกอยู่ทุกขณะจิตทีเหยาะแหยะนันแหละ "พระ"ผู้ใด ลงถึง "บวช" เปนพระแล้ว ไม่มีความตังใจจะช่วยตน หรอทํา ตนให้สู่ความเปน "พระ" จรงๆ แท้ๆ อันหมายถึงบรรลุเปนพระอรยสงฆ์ให้ได้ แล้วละก้อ "พระ"ผู้นันก็คือ ผู้อยู่โดยอาศัยผ้าเหลืองเปน "อาชีพ" ทังสิน ความ เปนอยู่ดี (อย่างคน ทังๆ ทีเปนพระ) ความก้าวหน้าในตําแหน่งฐานะดี (อย่างคน ทังๆ ทีเปนพระ) ความได้รับโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสรญ สุขดี (อย่างคน ทังๆ ที เปนพระ) ยังจะเปนของ "พระ" ทีถือเปน "อาชีพ" อย่างเอาจรงเอาจังได้ และทีสังเกตได้ชัดๆ เจนๆ ก็คือ ผู้บวชแล้วก็ตังหน้าตังตาประกอบอาชีพ คือเรยนปรยัติบ้าง เรยนปฏิบัติบ้าง (เรองการปฏิบัติ ก็เปนการปฏิบัติทีผิดศีล ผิดพรตอันแท้จรงของพระอรยเจ้าเสียด้วยเปนส่วนมาก เพราะถ้าแม้นปฏิบัติถูก ศีล ถูกพรตแล้วละก้อ ท่านผู้นัน ปฏิบัติไม่นานนัก ย่อมจะต้องถึงธรรม หรอมี ธรรมถึงใจได้อย่างแน่นอน) พากเพียรกระทําเอาจนได้ศักดิ ได้ศร มีใบรับรอง มีความแพร่หลายเปนที ยอมรับ พอได้รับสิงเหล่านันเพียงพอสมควรแก่ความต้องการแล้ว ก็ลาออกจาก การเปน "พระ" (สึก)ออกมา เอาศักดิและศรทีได้ไว้แล้วในสมัยเปน "พระ" มา 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 6 เชือมโยงกับโลกของคน เข้าประกอบอาชีพต่อในโลกของคน เพือจะได้เสพความ เปน "คน" ครบทุกทวาร (เพราะนุ่งเหลือง ห่มเหลืองนัน มีวนัย เสพ "กามคุณ" ได้ไม่ครบทุกทวารกาย) ผู้นีแหละ เปนตัวอย่าง เปนหลักฐานทีนํามาพิสูจน์ นํามาอ้างได้ว่า ผู้บวช เปน "พระ" ทุกวันนี ถือความเปน "พระ" เปน"อาชีพ" อย่างหนึงของ "คน" และ เปนนักเรยนกินนอน ทีได้เปรยบ โก้ หรู แสนสุข กําไรท่วมบ้าน พอเรยนได้ฐานะ พอใจสะสมทุนได้พอใจ ก็จะออกไปเปนคนผู้เสพกามร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อไป แล้วจะให้ศาสนาเจรญไปได้อย่างไร ลองคิดดู ดังนัน ควรจะมาพากันคํานึง กันเสียหน่อยดีไหมว่า ควรจะทําอย่างไรดี เราจะตัดไฟแต่ต้นลมได้บ้าง แม้ตัดไม่ ได้หมด เพราะขณะนี เรามีนําอยู่น้อยเหลือเกิน ย่อมจะแพ้ไฟวันยังคํา แต่ก็ยังดี กว่าไม่ทําอะไรเลย ประเด็น 2 ข้อ ทีข้าพเจ้ายกขึนมากล่าวถึงแต่ต้นนันเอง นํามาวนิจฉัยกัน ข้อ 1 เพราะความไม่รู้ว่า เนือแท้ของศาสนานันคืออะไร? ข้อนีกว้างใหญ่ไพศาลทีสุด ทุกอย่างทีเปนไป ทีเกิดขึน ทีฉุดศาสนาให้ เสือมลงทุกวันนี เพราะข้อนีเปนใหญ่ เนืองจาก พุทธศาสนิกชนเราดูดายศาสนาของตน ไม่ศึกษาศาสนาของตน ว่า เนือแท้ของศาสนาคืออะไร? ความถูก ความต้องในการปฏิบัติตน เกียวกับ ศาสนานัน ทําอย่างไร? จึงได้เกิดสิงทีผิดเพียน จนกลายเปนฉุดศาสนาลงมา 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 7 คําว่า "บวช" นัน โดยแท้จรงไม่ใช่ "ประเพณี" โดยแท้จรง หมายถึง “การ สละออกไป” แล้วไปจากการเปนคน โดยแน่ใจ โดยจรงใจ จะไม่ประพฤติเอา อย่างคนทังหลาย แล้วท่านทราบแล้วหรอยังว่า "คน" คือผู้มีชีวตอยู่เพือเสพ กามคุณ 5 และสังสมยึดติดโลกธรรม 8 อยู่อย่างตังอกตังใจ ตังแต่เกิดจนตราบ ชีวตจะหาไม่ ก็ยังไม่หยุด จะเกิดมาเสพมาสังสมใหม่ ดังนัน ผู้ "บวช" ก็คือ ผู้ได้ตัดสินใจจะไม่กลับมาแล้ว จะไปเปนผู้ละขาด จากกามคุณ 5 และโลกธรรมให้ได้ ต้องแน่ใจจรงๆ ว่า ตนตังใจแน่วแน่ มีความ คิดเห็นดีงาม ในใจสละกามคุณ ลดละลาภ ยศ สรรเสรญ สุขแน่จรงๆ จะไม่คิด หวนกลับมาเสพกามคุณ 5 และไม่มัวเมาสังสมลาภ ยศ สรรเสรญ สุขอีกเปนอัน ขาด ผู้นันจึงสมควรขอ "บวช" บวชแล้วก็ไปตังหน้าบําเพ็ญเพียรเรยนรู้วธีการจะตัดขาด จะละขาดจาก กามคุณ 5 และการลดละลาภ ยศ สรรเสรญ สุข ให้ได้ จนละได้จรง หมดสิน เรยบร้อย ก็เปนจบ เปนบรรลุ ถึงทีสุดตามความมุ่งหมายอันแท้จรง เปนผู้พ้น ทุกข์จากกาม พ้นทุกข์จากโลกธรรม ชือว่า ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบถูกต้องตาม ทาง ตามจุดหมายของพุทธศาสนา เปน "อณู" หนึงทีจะสร้างความเจรญให้ "พุทธศาสนา" ถ้ามีผู้สําเร็จดังนีมากๆ ก็จะมี "อณู" หรอ "หน่วย" แห่งผู้สําเร็จ หรอ "อณู" แห่งความเจรญแท้ของพุทธศาสนานีมากขึน จึงจะเรยกได้ว่า ศาสนาพุทธเจรญ 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 8 ถ้ามีของสิงอืนอันไม่ใช่ "พระ" ผู้บรรลุ มากมายอยู่ในกองสมบัติของ ศาสนาแล้วละก็ ไม่ได้ชือว่า ทําให้ "ศาสนาพุทธ"เจรญเลย ต้องมี "พระอรยเจ้า" มากๆ จึงจะแสดงว่า "ศาสนาพุทธ"เจรญ เพราะจุด ของ "ศาสนาพุทธ" คือ แสดงให้เห็นว่า มีคนลดกามตัณหา ลดภวตัณหาได้จรงๆ มี "สันติ" มีความสงบเท่านันเปนเอก ไม่ได้โชว์วัตถุใดๆ อืนๆ เปนแน่นอน และ ไม่ได้โชว์แม้ประเพณี อันเปนไปอย่างคนทีแสดงถึงความสนุกสนาน เพลิดเพลิน อะไรด้วย แล้วทุกวันนีมีไหม? พระอรยเจ้า แค่ชันตําสุด "โสดาบัน"เท่านัน ก็หายาก ขึนทุกทีๆ จากผู้ห่มเหลือง โกนหัว มีน้อยลงๆ ทุกวันแล้ว แล้วศาสนาพุทธใน เมืองไทยเจรญอย่างไร? ดังนัน "ประเพณี" การบวช 3 เดือน หรอ "บวช" โดยไม่จรงใจ ด้วยประ การใดๆ ก็ตาม ทีไม่ใช่การบวชทีแท้ จึงควรจะต้องหยุดกันเสียที เลิก "ประเพณี" ทีจะฉุดให้ศาสนาเจือจางลง หรอเสือมลงนีเสียที และเปนผลดีแก่ทางโลกด้วย คือ ไม่ทําให้เศรษฐกิจสูญเสียไป โดยมีคนแอบเข้าไปเปนตัวถ่วงเศรษฐกิจให้ทรุด โดยไม่มีผลดีแลกเปลียน เพราะเปน "คน" อยู่เหมือนเขาทังหลาย แต่หลบไปเอา เปรยบคนอืนๆ เขาทังหลาย เปนการตัดไฟแต่ต้นลม ข้อที 1 และ ทีนี ผู้จะ "บวช" จรงๆ ก็ควรจะได้ปฏิบัติตามกฎวนัยบัญญัติของพระพุทธ องค์อย่างจรงใจ ไม่ใช่ทําเพียงเพือแค่เปนพิธี แล้วก็ผ่านการ "บวช" เข้าไป ถ้า เช่นนัน พระพุทธเจ้าคงไม่คิดอ่านตังพิธี "บวช" ขึนให้เสียเวลาหรอก ถ้าไม่ตังไว้ 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 9 เพือ"คัด" เพือ "เลือก" โดยจรงใจ สงสารพระบรมศาสดาบ้างเถิด อย่าได้ยํายี ความตังใจ ความปรารถนาดี และมันสมองของพระพุทธองค์ให้มากนักเลย ถ้า จะสักแต่ว่า "ทํา" พอเปนพิธีแล้วละก้อ ไม่ทําเสียเลยก็ได้ มีผลเท่ากัน และมีผล ดียิงกว่าตรงทีไม่ต้องเสียแรง เสียเวลาอีกด้วย เพราะไม่ต้องไปท่องๆๆ ขานๆๆๆ แล้วก็นัดผู้คนให้ไปเสียเวลาดูการเล่นละครเรองการ "บวช" ไม่ต้องกลัวว่า ศาสนาจะไม่เจรญ เพราะมีพระน้อย หรอมีผู้เข้าวัดน้อย ถึงพระมาก มีผู้เข้าวัดมาก แต่ทําอย่างไม่ถูก มันก็ไม่ได้ชือว่าทําให้ศาสนาเจรญ ไปได้แต่อย่างใด ตรงกันข้าม ยิงเปนการฉุดศาสนาให้เสือมลง โดยฝมือผู้ทําผิด นันแหละ สู้ให้ศาสนามีพระผู้ปฏิบัติถูกอยู่น้อยองค์ และไม่เสือมลง ทรงตัวอยู่เท่า เดิมดีกว่าเสียอีก เปอร์เซ็นต์คําว่า "เจรญ" จะได้ไม่ลด สักวันก็จะมีผู้ตังใจจรง ไปเพิมความถูกเข้าอีกเอง ความเจรญก็จะงอกงามออกมาเอง เพราะไม่มีคนฉุด ควรจะห้าม หรอตัดขาดผู้ฉุดนีออกไป จึงจะถูกด้วยเหตุนี ถ้าใครจะ "บวช" ละก็ จะต้องให้ไปอยู่วัดปฏิบัติธรรมวนัย ฝกฝนทดลอง ก่อน หรอไม่ต้องอยู่วัด ก็ฝกหัด ฝกฝนเอาข้อธรรมวนัยมาปฏิบัติ เรยนรู้จุด หมายอันแท้จรงของพุทธศาสนาเสียก่อน เมือแน่ใจจรงๆ จึงค่อยให้บวช (แต่ก็นันแหละ แม้พระทีมีอยู่ขณะนีเอง ก็หาพระอรยเจ้ายาก จึงควรจะยุบ พระทีไม่ใช่พระจรงๆ ให้หมดเสียก่อน ค่อยๆ ยุบได้ โดยคนธรรมดาก็มองออก 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 10 เมืออยู่ในศีลในธรรมไม่จรง ก็ปลดออกๆ เหลือไว้แต่ทีดี ทีแท้ ก็จะได้ทีดีจรง ที ถูกจรงขึนเรอยๆ) อีกอย่างก็คือ พระผู้ออกไปสอน "ธรรมวนัย" แก่คน หรอแก่พระเองก็ตาม ควรจะเปนพระผู้เปนพระอรยเจ้าแล้ว จึงจะไม่ผิดไม่เพียน หากไม่ใช่พระอรยเจ้า ก็จะต้องเรยนปรยัติให้ถูกต้องทีสุด และแม้ไปสอนใคร ก็จะต้องระวังให้มากทีสุด โดยไม่อวดอุตรมนุสธรรมใดๆ หรอคือ ไม่กล่าวทิฏฐิของตนออกมาเอง ให้ผิดให้ เพียนจากปรยัติทีท่องมา ถ้ายังขืนปล่อยให้พระชันตํากว่าพระอรยเจ้าสอนธรรมวนัยอยู่ต่อกันไป ตราบใด ก็ย่อมจะผิดมากขึน เพียนมากขึน ต่อและต่อ บานออกไปจนไม่เห็น ธรรมวนัยทีแท้จรงได้ แล้วจะปฏิบัติบรรลุได้อย่างไร? ดังนัน ผู้เรยนรู้ "ธรรม วนัย" อันหมายถึงจุดโลกุตระ จึงควรเลือกครูเปนอย่างยิง และการสอนก็ต้อง กําหนดตัวครูลงไปด้วย อีกอย่างก็คือ การสอบเอาใบประกาศนียบัตรใดๆ ทางตําแหน่งปรยัติธรรม นัน เลิกล้มกันได้แล้ว เพราะนันมันคือยศชันทางโลก จึงได้เกิดกระทําแต่เพียง หวังผลทางโลกอยู่ ผิดทํานองคลองธรรมกันออกไปทุกวันๆ แต่เดิมเรมแรกนัน ปรยัติทีเปนเรองเปนราว เปนคัมภีร์ เปนตําราทีจะ ต้องท่อง ต้องจดจํานันไม่มี มีแต่ "พระธรรมเทศนา" คือคําอธิบายเราดีๆ นีเอง อธิบายเพือให้ "คน" รู้ไปถึงจิตและแล้วนําไปปฏิบัติให้รู้เข้าถึง "จิต" แม้ภาษา ศัพท์อะไรยังไม่รู้ ก็ไม่เปนไร แล้วค่อยศึกษาภาษาศัพท์กันทีหลัง 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 11 ปรยัติทีควรรู้ในเบืองต้นนันคือ ปรยัติแค่หลักปฏิบัติขันต้นเท่านัน นันคือ ค่อยเรยนพระอภิธรรมกันทีหลัง หรอเรยนคัมภีร์ (ลึกซึง) กันทีหลัง เมือเปน พระอรยเจ้าแล้ว เพราะพระอภิธรรมก็ดี คัมภีร์ต่างๆ ก็ดี เปนภาษา เปนชือที บัญญัติออกมาใส่ "นามธรรม" ต่างๆ เพือจะได้นํามาประกอบคําอธิบายให้ "คน" รู้เรองได้เท่านัน "คน" จะได้รู้บ้างว่า ความละเอียดของสิงทีพระท่านรู้ ท่านต้อง พากเพียรนันมีอย่างไร ถ้ายังไม่แจ้งถึง"จิต" แล้วไปเรยนพระอภิธรรม หรอคัมภีร์ลึกๆ ก็คือ ท่องจําอยู่นันเอง ไม่ได้มีปญญาทางธรรมอันใดแม้แต่น้อยและพลอยทําให้ติดยึด ใน "ภาษา" ทังทําให้ผู้นันหลงตน ถือดีได้ง่ายๆ ซึงเปนจรงอย่างนันด้วย เพราะ การเรยนรู้รายละเอียดพระอภิธรรมคัมภีร์นันมันยาก มันมาก ใครได้เรยนแล้ว จะรู้สึกว่าเปนของสูง ของยากยิง ก็จะยกระดับสิงนีขึนไว้เปนสิงสูง แล้วเมือเขา มีความรู้ (แค่รู้ขันบัญญัติ) ในสิงสูงนี เขาก็ถือดี เขาก็หลงตน แล้วเขาจะรู้แจ้งสิง ใดได้ง่ายกันอย่างไร ในเมือ "กิเลส" ดุ้นเบ้อเร่อขวางลูกตา ขวาง "จิต" เขาอยู่ อย่างนัน เขาก็มืดบอดตลอดกาลเท่านันเอง "พระอภิธรรม" หรอ "พระคัมภีร์" ยากๆ ลึกๆ จึงไม่ใช่เรองของ "พระ" ผู้ ปฏิบัติจะไป "หลง" เรมต้นเรยน การเรมต้นต้อง "ปฏิบัติ"จรงๆ ด้วยความรู้ใน ศีลนันแหละ ง่ายๆ ศีลใดก็ได้ นํามา "ปฏิบัติ" ให้เกิดผลกับ "จิต" ไปเรอยๆ ตาม ลําดับ ดังนัน การจะเรยนพระอภิธรรม หรอคัมภีร์ลึกๆ ก่อนนัน ยกเลิกได้แล้ว อย่าเพิงนํามาสอน ไว้ถึงเวลาค่อยเรยน 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 12 แม้พระพุทธองค์เอง ก็ไม่ทรงสอนพระอภิธรรมเลยในระยะแรก ตาม ตํานานจะสอนต่อเมือผู้นันบรรลุแล้ว มีตาแห่งธรรมแล้ว จึงได้สอน (แต่ก็ไม่ได้ หมายความว่าสอนพระอภิธรรมไปทังปฎก เปนเพียงพระองค์ตรัสธรรมทีละเอียด และสูงขึนให้ทราบเพียงบางหมวด บางคําเท่านัน) เพราะเมือตายังไม่เห็น "ธรรม" ภายในแล้ว ไปขานชือ "นามธรรม" ตัว ไหน ก็จับชือจับนาม (สมมุติบัญญัติ) มันใส่ถูกฝาถูกตัวไม่ได้ มันไม่ใช่ของเห็น ของรู้ได้ด้วยตานอก มันต้องเห็นด้วยตาใน อันเรยกว่า "ตาทิพย์" หรอ "ตาธรรม " จึงจะเรยกชือมันถูก และมันยังมีตัวเล็กตัวโต มีตัวหยาบ ตัวละเอียดกันมาก มายก่ายกอง แค่แต่ "นามธรรม" ตัวหยาบๆ ก็ยังวุ่นกันนักหนา ขืนตะลุยเรยน พระอภิธรรมทังขบวน ก็นันแหละ คือ "ผลร้าย" เหมือนนักเรยนชันประถมเรยนวชาอะไรก็ต้องเรมเรยนหยาบๆก่อน แล้ว ค่อยนําความรู้นันไปใช้กับชีวตเสียก่อน เมือสูงขึนๆ พร้อมทังกายใจ หรอพร้อม ทังทฤษฎีและปฏิบัติ เข้าใจแจ้งในขันต้นแล้ว จึงค่อยเรยนละเอียดไปตามลําดับ ถ้าเรมเรยนประถม ก็เอาความรู้ละเอียด เช่น วชาวทยาศาสตร์ ก็เอาหลักสูตร ขันปรมาณู นิวเคลียร์ อันละเอียดสลับซับซ้อนมาให้เรยน รับรองว่า คนผู้นัน จะ ไม่รู้เรองเลย นอกจากท่องได้เหมือนนกแก้วนกขุนทอง (แล้วหลังจากท่องได้ก็ หลงตน) ความเข้าใจ แตกฉาน แจ่มแจ้ง แทงทะลุจะไม่เกิดได้ง่ายๆ เลย นัน เพียงวชาทางโลก ทางวัตถุด้วยซํา ถ้าเปนทางจิตทางใจอันละเอียดอ่อน ไม่มีตัว ตน เช่น พระอภิธรรมแล้วละก็ ยิงจะไม่ได้อะไรเลยจรงๆ 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 13 ดังนัน จึงอย่าหลงเข้าใจผิด และอย่าอวดดีว่า ตนโตแล้ว มันสมองขยาย ใหญ่เต็มทีแล้ว จะต้องเปนผู้มี "ปญญา" เพียงพอ สามารถเรยนรู้สิงนีได้ทะลุได้ เปนอันมาก มันเปนการไม่ประมาท และเปน "วปสสนูปกิเลส" อย่างแรง อันจะ พาคนพ้น "สีลัพตปรามาส" ได้ยากยิงจรงๆ แต่ผู้ปฏิบัติโดยไม่เรยนพระอภิธรรมเลยสิ เมือได้มรรค ได้"ผล"แล้ว จะ เข้าใจพระอภิธรรมได้ทันที เมือหยิบขึนมาอ่าน นันแหละค่อยเรยนรู้ "สมมุติ บัญญัติ" ในพระอภิธรรม ถ้าจะเรยน ถ้าจะไม่เรยนก็ได้ เพราะฉะนัน ผู้เรยนพระอภิธรรม จึงเพลิดเพลินไปแต่ในรสของ "ภาษา" แล้วก็แปลภาษาสู่ภาษาแตกแขนง แยกแยะ รวนเร ระเนระนาด แตกความ แตกคําออกไปมากมายก่ายกอง ห่างจากตัว "นามธรรม" ยิงขึนไปเรอยๆ แทนที จะมีคําเรยกมันน้อยเข้า เพือให้ถูกตัวนามธรรมนันๆ เลย ยิงทําให้ห่างตัว "นามธรรม" อันแท้จรง ทีเปนเรองสําคัญออกไปทุกที คนศึกษาชันหลังๆ ก็มืด ตามผู้พาเข้าปาเข้าถําไปเท่านันเอง เพราะเรองของ "ภาษา" อันเรยกว่านิรุตติ และเมือใช้หลักตรรกศาสตร์ มัน ก็เกิดได้ และมีเหตุมีผล เปนรสชาติในขันของมันได้อย่างดีเช่นกัน กว้างขวาง ยืดยาวมากมาย ไม่รู้จบได้ด้วย จึงเปนเรองต้องเอาไปคิดให้ดี อย่ามีมานะทิฏฐิ เลย นีแหละ เหตุผลอีกข้อหนึง ทีควรตัดไฟแต่ต้นลม "พระอภิธรรม"นัน เปนคําบรรยายทีขยายความละเอียดกว้างขวางออก แผ่ กระจายไป ซึงไม่ใช่ลักษณะแห่งการ "ปฏิบัติธรรม" ของพระพุทธองค์เลย 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 14 พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้สภาวธรรมทังหลาย ย่อม "ย่นย่อ" เข้ามาเปน รูปกับนาม เท่านัน รู้ให้ได้ รู้ให้แจ้ง ต้องปฏิบัติรู้ ไม่ใช่อ่านรู้ ฟงรู้ และต้องรู้ขัน หยาบ ตัวโตๆ ไปก่อนด้วย จึงจะไปซอกแซก ชอนไชรู้ตัวเล็ก ตัวละเอียดที บางเบาแทรกซ้อนอยู่ใน "นามธรรม" นันๆ อีกได้ จึงต้องเข้าใจให้ได้ว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้คนฟุงซ่าน หรอปรุงแต่ง สภาวธรรมให้บาน ให้กระจาย หรอให้ต่อเนืองยืดยาวออกไปง่ายๆ ต้องรู้ ต้อง จับตัวขันหยาบให้ได้เสียก่อน เพือเปน "บาทฐาน" จึงจะให้แทงทะลุตัวนันต่อ ถ้า ไม่มีบาทฐาน ก็ไม่มีทีรองรับ เหมือนเราจะขึนบันได ถ้าไม่เหยียบขันตําก่อน จะ สู่ขันสูงไม่ได้ ทีจรง เพียงนามธรรมแค่ 4 ขันธ์นัน ก็ละเอียดพอแล้ว สําหรับปญญาชน ผู้จะรู้แจ้งแทงตลอด ถ้าผู้ใดรู้จักตัวจรงของนามธรรม 4 ขันธ์นีไม่ได้ ผู้นันยิง กว่า "เนยยบุคคล" จะไม่มีทางบรรลุหลุดพ้นเลย จึงอย่าพึงสอนให้เสียเวลาเปล่า นอกจากจะมีเวลาเหลือเฟอแล้ว หรอจําเปนในบางกรณี แท้จรงแล้ว พระอภิธรรม คือการเก็บ หรอชักเอาหัวข้อธรรมของ พระพุทธองค์ออกมาจากพระสูตรต่างๆ แล้วนํามาปะติดปะต่อกัน พร้อมกับ ขยายความขึนบ้าง ตามวธีเขียนตํารา หรอต่อเรองราวปรุงแต่งขึนมา เปน หมวดหมู่แห่งคําสอน แล้วเรยกเปนอีก "ปฎก" หนึง ในพระธรรมคัมภีร์ จึงเปนการจัดสร้าง "คําเทศนา" ทีผิดลักษณะของแนวการทีจะให้คน "รู้" อย่างมาก มันค้านกับลักษณะการสอนของพระพุทธองค์ ดังได้กล่าวมาแล้ว 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 15 เพราะพระพุทธองค์ สอนคนตามระดับปญญา มีเบืองต้น-เบืองกลาง- เบืองปลาย ผสมอยู่ในคําสอนแทบทุกหมวด แม้พระองค์สังเสียพระอรหันต์เจ้า ทุกองค์ ให้ไปสอนใครๆ ก็ให้สอนในเบืองต้น-ท่ามกลาง-บันปลายไปตามลําดับทัง นัน มิใช่จะจับเอายอดคําสอนเบืองปลายมายัดเยียดสอนคนไปเลยทันที มัน เปนไปไม่ได้ คนผู้เรยนก็ต้องพยายามวจัยวจารณ์ในเหตุและผลเหล่านีเสียบ้าง มิ ฉะนัน จะหลงงมงายอยู่กับอาการของคนไม่มี "พืนฐาน" เปนบ้านไม่มีเสา ลอยๆ อยู่อย่างนัน ขึนก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ได้ เลยไม่มีการ "จบ" กันสักทีในโลก แต่ก็เขืองดี คือ มีรูปของบ้านอวดคนได้ ลักษณะอย่างนีเอง คือ "วปสสนูปกิเลส" เปน ความไม่เข้าใจแจ่มแจ้งในระดับขีดขันแห่งภูมิจิตของตนเอง เปนสีลัพตปรามาส เรองสําคัญ ถ้าไม่ถอดถอนคนผู้นี ได้ชือว่า เปนผู้มี "โมหะ" อย่างเต็มตัว ลักษณะของพระอภิธรรม มันเปนการฟุมเฟอย เพ้อเจ้อออกไปเกินขอบเขตเบือง ต้น ต้องเปนผู้ได้เรยนได้ปฏิบัติ รู้ผ่านขันกลาง เข้าขันปลายแล้วโน่นแหละ จึง จะสมควรรู้ ต้องเข้าใจข้อนีให้ดี และพระอรยบุคคลขันต้นแค่พระโสดาบันนัน ก็ไม่ต้องมีความรู้เรองรูป เรองนามละเอียดลอออะไรถึงขนาดจะต้องไปนังเพ่ง นังเพียรเอาในขันรูปภพ อัน เปน "ภวตัณหา" นิดละเอียดด้วย รู้จัก "กามคุณ 5" ทีเกียวกับ "อบาย" แท้ๆ ให้ได้ รู้ "กามตัณหา" เสียก่อน รู้ตัวโตๆ จะๆ แจ้งๆ รู้ชัดคําว่า "สักกาย" หรอ "ตัวตน" ให้ได้ หรอให้แท้ก็คือ 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 16 รู้จัก "คน" นีให้ได้นันเอง ว่ามันประกอบหรอปรุงแต่งอยู่ด้วยกายและจิตอย่างไร มันต้องการอะไรกัน ชัวตําคืออย่างไรนันเอง ทุกวันนี ทังร่างกายและจิตใจเรา มันยังตังอยู่ได้นี มันเสพเอาอะไรมาปรุง แต่ง (ก็มี รูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัส นันแหละ คือส่วนทีตังใจหลงเสพกันอยู่ และไปยุ่งอยู่กับเรองเลวๆ ตําๆ อันควรละได้ ก็ไม่รู้) รู้ให้ได้ เข้าใจให้ได้เท่านีเอง ถ้าเห็นแล้ว แจ้งแล้ว ก็เรยกว่า พ้น "สักกายทิฏฐิ" และต้องเห็นจรงๆ เข้า ใจจรงๆ ด้วย เห็นอย่างรู้ในโทษในภัยของมันด้วย และต้องรู้อย่างแน่นอนถึงใจ มิใช่รู้แต่เพียงได้ฟงมา หรออ่านมา ต้องรู้แจ้งถึงใจ จนไม่ลังเลสงสัยในตัวเรานี แหละ ใครจะมาพูดอีกอย่างไร ก็ไม่เปลียนแปลงความเข้าใจนีได้ นันจึงจะเรยก ว่า พ้น "วจิกิจฉา" จรงๆ จึงจะเปนพระโสดาบัน ต้องเข้าใจ "ความตํา-ความสูง " ของตนให้ถูก จึงจะเรยกว่า ไม่หลงผิด ไปมัวคลํา มัวงมอยู่กับสิงทีไม่ใช่เรอง ใช่ราวของตน ขณะนี มีพุทธศาสนิกชนอยู่เปนจํานวนมาก ทีเปนบ้านไม่มีเสา เพราะไป หลงลงมือปลูกรูปบ้านเสียสวยงาม และยิงนับวันยิงตกแต่ง เพิมเติมบ้านของตน มากขึน จึงทิงบ้านไม่ได้ ลดตัวลงมาเปนเสาไม่ลง กลัวจะเปอนโคลน เปอนฝุน ละออง ถ้าผู้ใดยอมตนลงมาปฏิบัติในศีล ในพรตข้อง่าย ข้อต้นเสียบ้าง ผู้นันแหละ จะเห็นผล รู้ผลได้ทันที "ยอม" คํานี หมายความว่า "ยอมกันในหัวใจ" ไม่ใช่ ยอม เพียงการกระทําภายนอกแต่ใจยังถือดี มีมานะอยู่ นันยังไม่เรยกว่า "ยอม" 130125 ประกายธรรม 01 ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ฯ บทความโดย พ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์ ห น้า 17 เมือผู้ใดผ่านขันตํา เปนพระโสดาบันได้แล้ว ขันต่อไป ก็จะต้องรู้จัก รูป- นาม ของสิงละเอียด สิงทีไม่มีตัวตน ยากขึน อันเราเรยกว่า "กิเลส" ทังหลาย ไปตามลําดับ และการรู้ทังปวง ก็ไม่จําเปนจะต้องเอาชือเอานามมันไปปะไปติดให้ มันหรอก ถึงจะติด จะปะ ก็ติดไม่ตรงรูปมันเปนอันขาด เพราะมันไม่มีรูป แต่ถ้า รู้จักมันโดยตาทิพย์ ตาธรรม ในสภาวะทีไม่ใช่รูป คือ เปนนามธรรม ก็ไม่เห็นจะ ต้องเอาชือไปปะใส่มันให้เสียเว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน