141026 จูฬสุญญตสูตร ตอนที่ 1-พ่อท่าน-วัดธาตุทอง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์374 KB
วันที่แก้ไข11 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

141026 จูฬสุญญตสูตร ตอนที่ 1-พ่อท่าน-วัดธาตุทอง https://www.boonniyom.net/53876.html

อ่านคำเทศนาได้ที่ https://docs.google.com/document/d/16wQhs5XLU8gv7aQBkrXaeWRMI-guyA1M-5fh21oJj3A/edit?usp=sharing ดู Youtube ได้ที่ https://youtu.be/mc-82cCjBXI

ต่อจากนี้ไป เป็นการแสดงธรรมจากพ่อท่าน ที่วัดธาตุทอง วันที่ 26 ตุลาคม 2514 พ่อครูว่า... จะพูดสู่กันฟังโดยภาษาตรงๆ ของอาตมาคนเดียว แต่ว่าจะเอาพระสูตรมาอ่านเลยทีเดียว เอาออกมาจากพระไตรปิฎกเลยทีเดียวมาอ่าน แล้วก็ขยายความกัน พอที่จะขยายได้เท่าที่จะขยายได้ ทำความเข้าใจกัน ที่จริงสุญญตานั้น เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องตื้น เป็นเรื่องที่ลึก เป็นเรื่องที่ไกล แต่ว่าเราเองก็พูดกันมานักเพราะว่า แม้กระทั่งในที่นี้ เราก็ยังพูดกัน อย่าว่าแต่สุญญตาเลย แม้กระทั่งการตายของพระอรหันต์ ตายอย่างไร อย่างไรเราก็พูดกันไปจนถึงขนาดนั้น ก็เรียกได้ว่ามันสูงเกินขนาดแล้วล่ะมันสูงก็สูงกันไปพูดสูงบ้างต่ำบ้างคละเคล้ากันไป แต่ว่า ไอ้ที่จะสูงหรือจะต่ำอะไรก็ตามแต่ มันก็ไม่มีอะไรมากนอกจากว่า เราเองเราจะสมมุติเอา หรือว่าจะยึดถือเอาว่าไอ้นี่สูงไอ้นี่ต่ำ หยาบหรือละเอียด เราจะดำเนินจากละเอียดมาหาหยาบก็ได้ ดำเนินจากหยาบหาละเอียดก็ได้ มันได้ทั้ง 2 ส่วน 2 ด้าน แต่ว่าโดยถูกโดยต้องแล้ว มันก็ควรจะเป็นจากหยาบไปหาละเอียด จะทำจากละเอียดมาหาหยาบมันก็ได้ แต่ว่ามันนานมันใช้เวลานาน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านเองท่านไม่พยายามให้พาทำอย่างที่ท่านได้เคยตรัสเอาไว้แล้วในเรื่องปฏิปทา 4 ซึ่งบางอย่างก็ปฏิบัติได้ เรียกว่าสะดวก แต่ว่านาน บางอย่าง สะดวกแต่เร็วด้วย อย่างนี้เป็นต้น แต่ส่วนอีกบางอย่างนั้นทั้งยากทั้งนานหรือว่ายากแต่เร็วก็ดี ซึ่งเหล่านั้นเราก็แยกแยะให้ออกตามที่พระพุทธเจ้า

อ่านต่อ

ท่านได้แยกแยะให้ฟังแล้ว เราก็เลือกให้เป็น พยายามจัดให้ถูก ไม่ใช่ว่ามันไม่ได้ ปฏิบัติละเอียดมาหาหยาบก็ได้ แต่ควรจะปฏิบัติหยาบไปหาละเอียด พระสูตรที่อาตมาจะอ่านนี้ หรือว่าจะเอามาเล่าสู่กันฟังนี้คือ จูฬสุญญตสูตร จูฬสุญญตานั่นเอง จูฬสุญญตสูตร อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 333 ที่อาตมาได้พระไตรปิฎกมาแล้ว ยังไม่มีเวลาได้อ่านเลย แต่ว่าเปิดตรงไหน ๆ ก็รู้สึกว่าดีทั้งนั้นเลย เปิดเจอตรงไหนอ่านเอาไว้แล้วก็มาร์คเอาไว้แล้วก็เล่าสู่กันฟัง จริงๆ สุญญตะนี้ อาตมาก็เคยพูดกันมาแล้วตั้งหลายทีแล้ว แม้แต่สุญญตวิโมกข์ สุญญตวิมุติ สุญญตวิหาร เราก็เคยได้อธิบายถึงขนาดนั้น โดยความเป็นจริงแล้ว ขั้นที่เรามาพูดสู่กันฟังนี้เป็นขั้นอาริยะนะ ที่พูดกันถึงสุญญตวิโมกข์ สุญญตวิมุติ สุญญตวิหาร หรือแม้จะพูดถึง อนิมิตตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน จนกระทั่งถึงสุญญตนิพพานมันเป็นที่ของพระอาริยะที่รู้อารมณ์ของนิพพาน รู้อารมณ์ของสุญญตาได้แล้ว แล้วก็มาพูดกัน ไม่ใช่ของต่ำๆ นะที่เราพูดกันอยู่นี่ เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าแหม! ฟังๆ ดูแล้วก็ออกหมั่นไส้ เราเองพูดก็ออกหมั่นไส้ตัวเองเหมือนกันนะ แหม..เอาเรื่องที่มันไม่น่าพูดมาพูด ที่จริงมันเป็นเรื่องของสิ่งที่จะรู้ได้โดยสภาวะ ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดเอาเท่านั้น เพราะฉะนั้นพูดให้ฟังก็ฟังกันไปได้เฉยๆ ฟังกันไปได้เฉยๆ สำหรับผู้ที่ลูบคลำนิพพาน ลูบคลำสุญญตาจริง ๆ แท้ ๆ ได้ฟังจะ อ๋อ.. หรือว่าจะเข้าใจ หรือว่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าผู้ที่ยังไม่ได้ลูบคลำแม้อารมณ์นิพพานเป็นยังไง อารมณ์สุญญตาเป็นยังไงจริงๆ รู้แต่สภาวะตัวหนังสือที่บรรยายออกมาเป็นบัญญัติเป็นภาษา เป็นนิรุตติเป็นคำพูดคำท่องคำอ่านอะไรก็ตามแต่ เราก็จะยึดแต่เพียงเหตุผลของภาษา เหตุผลของคำพูดนั้นๆ ที่มันมีเป็นเหตุเป็นผล คล้องจองกันไปเท่านั้นเอง มันก็ไม่ซาบซึ้งถึงขีดถึงขั้นอะไร ฟังๆ ไปจำได้ก็ดี ถ้าจำไม่ได้เลิกกันเลย หมายความว่าไม่ได้เรื่องอะไรที่ฟังไป ถ้าจำได้ก็ยังดียังติดไว้ในสมอง แต่ถ้าผู้ที่เข้าใจเจอสภาพหรือสภาวะของนิพพานจริงๆ เจอสภาวะของสุญญตาจริงๆ แล้ว เป็นสภาวะเป็นสิ่งที่มันเกิดในจิตในใจจริงๆ ผู้เจออันนั้นแล้วพออธิบายให้ฟัง ไม่จำเป็นจะต้องใช้คำว่าจำเลย มันซึ้งทันที ไม่ต้องจำไม่ต้องจด เรียกว่า เข้าใจอย่างซาบซึ้งเลย จะไม่ลืมอีกเลย ยิ่งซาบซึ้งมาก ยิ่งมีสภาวะมากยิ่งซาบซึ้งมาก แล้วยิ่งจะจำติดใจไปเลย ไม่มีถอดถอน นี่แหละเรียกว่าสภาวะกับ ของ ๆ จริงมันมาสัมพันธ์กันเข้ามันจะดูดจะติดเลยพอมีสภาวะ พอกล่าวชื่อมันปั๊บ มันดูดจนติดเลย แต่ถ้าเราไม่มีสภาวะกล่าวชื่อมันก็มีแต่ชื่อ ถ้าเราไม่มีชื่อมีแต่สภาวะมันก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน มันก็มีแต่ตัวตน เป็นประโยชน์ตนเท่านั้น ทีนี้ถ้าเผื่อว่าเอาชื่อมาพูดด้วยเป็นสภาวะด้วย แล้วเราก็เป็นประโยชน์ที่เอาสภาวะนั้นมาอธิบายหรือมากล่าวชื่อกล่าวนามให้คนอื่นเค้าฟังได้ด้วย มันก็เป็นประโยชน์ 2 ส่วน เป็นประโยชน์ขึ้นไปเรียกว่า ปฏิสัมภิทาญาณ หรือผู้ที่มีสภาวะแล้ว มีอรรถะแล้ว มีธรรมะแล้วในตัว ก็มาเรียนรู้นิรุตติคือมาเรียนรู้ภาษาให้มันประกอบกัน เมื่อประกอบกันแล้วก็เป็นปฏิสัมภิทาญาณ 2 3 4 ขึ้นไปแล้วก็เอามาพูดสู่กันฟัง เอาลองมาฟัง จูฬสุญญตสูตร ดูซิ https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=4714&Z=4845 จูฬสุญญตสูตร สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา มิคารมารดา ในพระวิหาระบุพพาราม เขตนครสาวัตถี เนี่ยก็เป็นวิหารของนางวิสาขาสร้างเองวิหารบุพพารามเนี่ย ซึ่งมีโลหะปราสาทเป็นเอกอยู่ในวัดนั้น ซึ่งโลหะปราสาทนั้นมีตั้ง 1,000 ห้อง คิดดูซิว่าความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้นกับความเจริญรุ่งเรืองในประเทศไทย เดี๋ยวนี้มันต่างกัน เดี๋ยวนี้มีมั๊ยอาคารที่ไหนมีห้องถึง 1,000 ห้อง ดุสิตธานีที่ว่าเก่งที่สุดเดี๋ยวนี้นะมีถึง1,000 ห้องไหม มีแค่ 500 ห้อง เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าความเจริญของประเทศไทยเดี๋ยวนี้อย่าอวดดีเลยว่า เจริญยิ่งกว่าสมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีทางเลย ไม่มีทางเจริญเท่าสมัยพระพุทธเจ้าเลย แต่เราก็อวดดีว่า เราเจริญยิ่งกว่าสมัยพระพุทธเจ้า แล้วก็ไปว่าสมัยโน้นคนไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรต่ออะไร มีการงมงายอะไรมีอะไรต่ออะไรไม่จริงเลย ที่จริงฉลาดกว่าเราเยอะแยะ แต่เราไม่รู้ว่าความฉลาดนั้นคืออะไร แต่ว่าถ้าไปพูดถึงว่าความฉลาดทางโลก จริง เดี๋ยวนี้เราฉลาดทางโลกมากกว่าสมัยพระพุทธเจ้า เพราะอะไร โลกคืออะไร โลกหรือโลกีย์คือกิเลส คือกาม เพราะฉะนั้นบอกว่าเราฉลาดทางโลกมากกว่าสมัยโน้น จริง อาตมาไม่เถียงเลย เพราะเรามีกิเลสกามหรือกิเลสโลกียะมากกว่าสมัยโน้น อันนี้ไม่เถียง แต่ความเจริญทางโลกุตระสิ สมัยพระพุทธเจ้าเจริญกว่ามากกว่ามาก นี่แหละต้องทำความเข้าใจ แม้พระสูตรที่ท่านตรัสเอาไว้ คำกล่าวต่างๆ นานา เราต้องมาวิจัยให้ออกว่า มันมีเหตุผลที่จะฟ้อง ที่จะแสดงอะไรต่ออะไรให้เราเข้าใจได้ด้วย เช่นว่า วิหารบุพพารามซึ่งมีโลหะปราสาทถึง 1,000 ห้อง มันก็แสดงผลให้เราเข้าใจได้ว่า ความเจริญสมัยโน้นยิ่งกว่าสมัยนี้ [333] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขามิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ออกจากสถานที่หลีกเร้นอยู่ในเวลาเย็น แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง นี่เป็นสำนวนของท่านบาลี ไปที่ไหนแล้วก็นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง นี่เป็นภาษาบาลีก็หมายความว่า ไปถึงแล้วก็หาที่นั่งที่เหมาะๆ ควรๆ สำนวนนี้เข้าใจให้ได้ แล้วก็มี เสมอๆ แปลทีไรก็จะมีอย่างนี้เป็นสำนวนพระสูตร ในสำนวนพระไตรปิฎก พอนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่สักยนิคมชื่อ นครกะ ในสักกชนบท ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ได้สดับได้รับคำ ได้รับพระดำรัสนี้เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ดูกร อานนท์ บัดนี้เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม ฟังดีๆ นะเริ่มต้นแล้วนะ บัดนี้เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม มีชื่อเลย สุญญตวิหาร หรือ สุญญตวิหารธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้ข้าพระองค์ได้สดับดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว จึงจำไว้ดีแล้วหรือ ไอ้ที่แล้ว ๆ แล้ว ๆ น่ะ นี่ยังไม่แน่ใจนะ ยังกำชับ เรียกว่า ยังทูลถามพระพุทธองค์ต่อไปอีกว่า ดีแล้วน่ะ ดีแล้วหรือ เพราะฉะนั้น คล้ายๆ ยังคลางแคลงตัวเองอยู่ว่าพระอานนท์คลางแคลงตัวเอง ว่าตัวเองเนี่ยจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ดีแล้วทุกอย่างแล้วหรือ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรอานนท์ แน่นอนนั่นเธอสดับดีแล้ว สดับนี่หมายความว่าฟังนะ เอาแค่ฟังนะ สดับดีแล้ว รับมาดีแล้ว แล้วก็รับเอามาจากฟัง ใส่ใจดีแล้วเอามาคิด ทบทวน กำหนดสัญญาลงไปในใจ ใส่ใจ จงจำไว้ดีแล้ว ผนึกลงไปเลยสัญญามันมีกำหนด กำหนดแล้วก็ฝังจำ ทรงจำไว้ดีแล้ว ท่านยังไม่ได้บอกเลยท่านยังไม่ได้บอกมากกว่านี้เลย ฟังให้ดีนะ อานนท์ แน่นอน เธอนั้นสดับมาดีแล้ว ฟัง รับมาดีแล้ว คือรับเอามาจากฟัง ใส่ใจดีแล้ว เอามาคิดดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว แล้วก็จำ ผนึกลงไว้ในใจ ฟังให้ดีนะ มีอยู่แค่นี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกว่าอานนท์ไม่ได้รับอะไร ไว้เลย แต่รับไว้ เพราะแน่นอนพระพุทธเจ้าท่านขยักเอาไว้นิดนึงเท่านั้นเอง ถ้าพระอานนท์เข้าใจสุญญตวิหารธรรมนี้ได้ดีซาบซึ้งแล้ว พระอานนท์ย่อมเป็นอรหันต์ ย่อมเกิดปัญญาวิมุติ แต่นี่พระอานนท์ยังไม่วิมุติยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุนั้นพระพุทธเจ้าถึงตรัสไว้แค่นี้ ก็ได้แค่ ได้สัญญาจำไว้เท่านั้น ยังไม่ดีไปกว่านี้ ดูกรอานนท์ ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม ทำไมอาตมาอธิบายตอนนั้นว่า พระอานนท์ได้แค่จำได้แค่รู้เฉยๆ แต่ยังไม่แจ้ง ยังไม่สว่างถึงที่ ก็เพราะเหตุว่า ถ้าแจ้งถ้าสว่างถึงที่แล้ว พระพุทธเจ้าจะไม่ต้องอธิบายต่อ เท่านี้เองเคล็ด พระพุทธเจ้าก็ไม่อธิบายต่อเพราะคนรู้แล้วจะไปอธิบายให้เสียเวลาทำไม แต่ที่นี้พระพุทธเจ้าอธิบายต่อแสดงว่า คนขอร้องว่าพระพุทธเจ้าจะต้องสอนต่อไปอีก ท่านก็ต้องสอนให้ฟัง ดูกรอานนท์ ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดาหลังนี้ อย่าลืมนะเราขึ้นต้นด้วยว่าขณะนี้เราอยู่ที่ปราสาทนี้ ปราสาทของนางวิสาขา นางวิสาขานี้มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า มิคารมารดา คือพ่อผัวของนางวิสาขาชื่อมิคาระ แล้วมิคาระนี้เกิดเลื่อมใสยกตำแหน่งวิสาขาให้เป็นแม่ จึงเรียกว่าเป็นแม่ของมิคาระดังนี้ เพราะฉะนั้น ชื่อหนึ่ง หรือสมญานามอีกชื่อหนึ่งของนางวิสาขาคือ มิคารมารดา ขณะนี้กำลังนั่งอยู่ในโลหะปราสาทอันนี้ พระพุทธองค์กำลังเปรียบเทียบอยู่ เปรียบเหมือนปราสาทของนางมิคารมารดาหลังนี้ ว่างเปล่าจากช้าง โค ม้า และลา ว่างเปล่าจากทองและเงิน ว่างเปล่าจากการชุมนุมของสตรีและบุรุษ เหมือนกันเลยกับที่อาตมาเคยเปรียบเทียบที่นี่ว่า ที่นี่ว่างเปล่าจากช้าง แต่ไม่ได้ว่างเปล่าจากคน ซึ่งอาตมาเคยยกตัวอย่างสุญญตาตั้งแต่ก่อนโน้น ตั้งแต่ยังไม่เคยได้พระไตรปิฎกมานี่พอดีได้มาอ่านพระไตรปิฎกเข้าเจอ อ่านเหมือนกันเลย ก็เลยว่าดีเหมือนกัน ว่างจากสิ่งเหล่านั้นคือว่างจากช้าง จากโค จากม้า จากลา จากทองและเงิน ท่านอธิบายเยอะแยะ ว่างจากการชุมนุมของสตรีและบุรุษคือไม่มีทั้งสตรีและบุรุษ แต่ดูให้ดีนะ ฟังให้ดี มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียว เฉพาะ ภิกษุสงฆ์เท่านั้น ฟังให้ดี แต่มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียวคือ ภิกษุสงฆ์เท่านั้น คำอธิบายอันนี้ของพระพุทธองค์นี่ ละเอียดกว่าที่อาตมาได้เคยยกตัวอย่างว่า ที่นี่ว่างจากช้างแต่ไม่ว่างจากคน ละเอียดตรงไหนละเอียดตรงที่ว่า ของท่านนอกจากว่างจากช้างแล้วก็ว่างจากม้า ว่างจากโค ว่างจากลา แล้วก็ว่างจากบุรุษและสตรีด้วย แต่ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว ของท่านเหลืออย่างเดียวคือไม่ว่างจากพระสงฆ์ ฟังให้ดี นอกนั้นว่างหมดแต่ไม่ว่างอยู่แต่พระสงฆ์ แต่ที่อาตมายกตัวอย่าง คราวก่อนนั้น ว่างจากช้างแต่ไม่ว่างจากคน และไม่ว่างจากม้านั่ง ไม่ว่างจากต้นอโศก สุดท้าย ว่างจากช้างว่างจากม้า ว่างจากคนนั้นหมายความว่า ตัดกิเลสทั้งหมดออกไป ว่างจากอะไรต่ออะไรต่างๆ ที่เรียกว่าเป็นกิเลสเป็นเครื่องรบกวน เพราะฉะนั้นท่านถึงบอกว่าสิ่งที่รบกวนทั้งหลายแหล่หายออกไปหมด แต่มันยังมีสิ่งหนึ่งที่อาศัยอยู่ มีสิ่งหนึ่งที่อาศัยอยู่ เพราะฉะนั้นท่านบอกว่าว่างจากช้าง โค ม้า ลา จากเงิน จากทอง แม้กระทั่งชุมนุมสตรีบุรุษอะไรต่างๆ ว่างหมด มีไม่ว่างอยู่คือสิ่งเดียวเฉพาะภิกษุสงฆ์ แสดงว่าสิ่งที่จะให้ดูมีอย่างเดียวเท่านั้นเอง อย่างเดียวเท่านั้นที่ยึดถืออยู่ นี่แหละ ฉันใด ดูกรอานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจสัญญาว่าบ้าน ไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์ ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่า จิตของเธอย่อมแล่นไปเลื่อมใสตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าป่า เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในสัญญาว่าป่านี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าบ้านและชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์เลย ไอ้ที่ว่าป่า ไอ้ที่ว่าบ้าน ไอ้ที่ว่ามนุษย์อะไรต่ออะไร รวมลงไปหมดเลย รวมลงไปหมดเป็นสิ่งเดียว ใส่ใจแต่สิ่งเดียว นี่พระพุทธเจ้าบอกท่านรวมลงไปให้ไม่ใส่ใจในสัญญาว่าบ้าน ไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์ ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่า ป่า รวมลงไปหมด จิตของเธอย่อมแล่นไปเลื่อมใสตั้งมั่นและนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่า ป่า เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าป่านี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าบ้าน ไม่แบ่งไม่แยกน่ะ และชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์เลย มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียว ฟังให้ดีนะท่านจึง บอกว่ามีอยู่แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียว ยังมีความกระวนกระวายนะ ยังมี มีภาวะเดียวด้วยเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น คืออันหนึ่งที่เรายึดอยู่ ก็ขออธิบายนิดนึงซะก่อน ก่อนจะต่อ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะยึดอะไร รวมลงมาเป็นหนึ่ง เราก็ต้องว่างจากสิ่งอื่นหมด เราไม่แจง ซึ่งสมมติว่าอยู่ในบริเวณนี้ ขณะนี้ มีอะไรต่ออะไรเยอะแยะเลย ถ้าจะเราจะแบ่งแยกว่า นี่คน นี่ต้นอโศก นี่ไมโครโฟน นี่ขวดน้ำ มีแก้วอะไรต่ออะไรแยกแยะไปหมดเลยตามสมมุติโลก โลกเขาสมมุติว่าอันนี้ขวดอันนี้คน อันนี้ต้นไม้ นี้ม้านั่ง อันนี้เก้าอี้ อันนี้ว่าถ้วย ว่าชาม ต่างๆ นาๆ สมมุติโลกทั้งสิ้น ถ้าเราไปแยกแยะจิตของเราให้ไปตามรู้พวกนี้ พวกนี้นะ เราก็จะมีการแบ่งแยกออกไปหมดเลย ไม่รวมลงเป็นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะรวมลงเป็นหนึ่ง เราต้องเห็นสิ่งพวกนี้ว่าคือสมมุติโลก ที่มันพึงเกิดพึงเป็นตามเหตุของโลก ถ้าใครที่บอกว่าไอ้นี่มีค่าเพราะมันเป็นขวด ถ้าใครเอาเพชรมาวางไว้ตรงนี้ ไอ้นี่เป็นเพชร แล้วก็เดือดร้อนแล้วไม่อเนญชาแล้วชักหวั่นไหวในเพชรว่า เอาเพชรมาวางไว้ตรงนี้นี่ ชักไม่ค่อยดี ใครเอาแบงค์ร้อยมาวางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะนี้ ชักหวั่นไหวแล้ว ไม่อเนญชาแล้ว เกิดจะมี อกุศลจิต หรือ กุศลจิต เกิดขึ้นซะแล้ว คนนึกดี ก็บอกว่า เฮ้ยของใครนี่เก็บสิ ไอ้คนที่มันนึกไม่ดีมีอกุศลจิตก็บอกว่า เฮ้ย ไม่ต้องไปบอกเค้าเก็บแล้ว เผลอ ๆ เราค่อยไปหยิบ มันก็เป็นได้ เพราะอะไร เพราะจิตมันไม่นิ่งแล้ว ไม่อเนญชาแล้ว ชักหวั่นไหวซะแล้ว แล้วก็จะได้รับความกระทบกระเทือนเฟื่องฟูออกมา คิดไปในทางต่ำหรือทางสูงได้ คิดไปได้ แต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่สำคัญมั่นหมายมันเลย ไม่ไปตีค่าอะไรมันเลย เงินก็เงินสิ แบงค์แดงๆ กองอยู่บนโต๊ะก็เฉย เพชรวางอยู่บนนี้ก็เฉย แก้วน้ำขวดน้ำก็เฉย เหมือนกันกับแก้วน้ำวางอยู่ เพชรเม็ดนึงก็เหมือนกับแก้วน้ำวางอยู่เฉยๆ ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไร เห็นแล้วก็เฉย มีเงินมีทองอยู่ในนี้ล้านนึง ก็เหมือนกับเห็นกาน้ำใบนี้วางอยู่บนนี้ ไม่ไปสำคัญมั่นหมายอะไรด้วย ไม่ไปกำหนดไม่ไปสมมุติด้วย ใครจะสมมุติว่าเพชรมีค่า เงินมีค่า ไม่สมมุติด้วย ใครจะสมมติว่าแก้วมีค่าหรือน้อยค่ากว่าเพชร น้อยค่ากว่าเงินก็ไม่สมมุติด้วย เห็นอยู่อย่างนี้ สักแต่ว่าเป็นสภาวะเดียว เฉยๆ อยู่ ไม่ไปแยกไม่ไปสมมุติอะไรด้วยเลย รู้แต่ว่าเราอยู่ ณ ที่นี้ที่หนึ่งที่เดียว แล้วก็สำคัญที่เราอยู่ไม่ไปสมมุติอะไรเพิ่มขึ้นเลย นี่คือคำอธิบายของพระพุทธองค์ที่หมายถึงเมื่อตะกี้นี้ เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าบ้าน มีคำอธิบายเหมือนกับที่อาตมาอธิบายแล้วอาตมายังไม่ได้อ่านต่อ เธอรู้ชัดว่าสัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าบ้าน สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น นี่ท่านแยกแยะแค่บ้านกับมนุษย์ อาตมาแยกแยะมากไปอีกจนกระทั่งถึงเพชรถึงเงินให้ฟัง เพื่อที่จะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกัน แล้วเราก็สัญญาแล้วก็เป็นแต่เพียงกำหนดลงไปแต่เพียงว่า ไอ้นี่คือสภาวะหนึ่ง อยู่ในแดนหนึ่ง อยู่ในโลกๆ หนึ่ง มีความว่างเปล่า ถึงแม้จะมีสิ่งพวกนี้ๆ อยู่ เท่าไหร่ๆ ก็ตามแต่ มีคนอยู่ มีต้นไม้อยู่ มีเพชรอยู่ มีขวดอยู่ หรือสมมุติจนกระทั่งแม้เอาเพชรมาวางไว้ตรงนี้ เอาแบงค์ร้อยมากองไว้บนโต๊ะนี้ก็เหมือนกัน เราไม่มีความหวั่นไหว เราไม่มีความไปสมมุติอะไรตามเดิม สมมุติแต่เพียงว่า อย่างเดียวแต่ว่า เรายืนอยู่ในโลกนี้ว่างๆเฉยๆ นั่งอยู่ที่นี่ว่างๆ เฉยๆ คนอื่นหวั่นไหวตาม เขาเห็นว่าของเหล่านี้มีอะไรแปลกแตกต่างกันไป แต่เราไม่แปลกเราเฉยๆ เป็นอาการอย่างนั้น และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียว คือเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย ท่านให้พิจารณาสิ่งที่เราไปยึดถือสิ่งที่เรายังไปยอมสมมุติอยู่ในนั้นด้วย แล้วสัญญาเหล่านั้นอย่าไปยึดถือ จงเห็นว่า สิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นด้วย หมายความว่าจงเห็นให้ได้ว่า มันมีอยู่ก็ช่างมันปะไรเราไม่มีเราไม่เกี่ยวข้อง มันจะเป็นของเราเปล่า ๆ หรือของใครก็ไม่เกี่ยวไม่แตะต้อง ความหมายอย่างนั้นไม่เกี่ยวข้องเลย จะเป็นของเราหรือของใครก็ไม่เกี่ยว มีอยู่ก็พยายาม เห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้น หมายความว่าเห็นความว่างนั้นเป็นว่างจริงๆ แม้จะมีสิ่งที่มีอยู่สิ่งที่ไม่มีอยู่ ก็เหมือนกับมีสิ่งที่ไม่มีอยู่เท่านั้นเอง ฟังให้ดีนะ เหมือนกับสิ่งที่ไม่มีอยู่ เงินมันมีก็ช่างมันเหมือนมันไม่มี เพชรมันมีก็ช่างมันเหมือนมันไม่มี คนมีก็ช่างมันเหมือนมันไม่มี เหมือนกับสิ่งไม่มีอยู่ในสัญญาคือในความรู้สึกเท่านั้นเอง ท่านหมายความเอาอย่างนี้ และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี และให้รู้ด้วยนอกจากเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีแล้ว ก็รู้ชัดลงไปอีกด้วยว่า ไอ้นี่โลกเขาเรียกว่า เงิน ไอ้นี่โลกเขาเรียกว่า เพชร ไอ้นี่โลกเขาเรียกว่า ขวด ไอ้นี่เขาเรียกว่า คน นี่โลกเขาเรียกว่าต้นอโศก ให้รู้ชัดอย่างนั้นให้ได้ด้วย แต่สำหรับเราไม่เกี่ยวแล้วโลกนี้จะมีขวดนี้ก็ได้ โลกนี้จะมีต้นอโศกนี้ก็ได้ โลกนี้จะมีเพชรนี้ก็ได้ โลกนี้จะมีเงินแบงค์ร้อยกองอยู่บนโต๊ะนี้ก็ได้ หรือไม่มีก็ได้ ไม่แปลก มีความหมายของท่านอย่างนั้น ดูกร อานนท์ แม้อย่างนี้ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อนบริสุทธิ์ของภิกษุนั้น ผู้ใดที่พิจารณาอย่างนี้ อย่างที่อาตมาว่ามาแล้วนี่ ก็เป็นการอยู่ในหรือว่าก็เป็นการก้าวลงสู่สุญญตวิหาร หรือ ก้าว ลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อนบริสุทธิ์ของภิกษุนั้น ท่านยืนยันว่านี่แหละคืออาการของการทำสุญญตวิหาร เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดจะถึงสุญญตวิหารได้ ก็ต้องพยายามให้มันหลุดพ้นคือเรียกว่ารู้ให้ได้ก่อนแล้วทิ้งให้ได้ด้วยเรียกว่าสุญญตวิโมกข์ สุญญตวิโมกข์หมายความว่ารู้ความพ้น สุญญตวิมุติ หมายความว่า หลุดออกไปเลย รู้ วิโมกข์ โมกขะ หมายความว่าความรู้ ความรู้ในการหลุดพ้นนั้นด้วย โมกขะ โมกขธรรมนี้ คือความรู้ในการที่จะหลุดพ้นอันนั้น ถ้าใครรู้ในสุญญตวิโมกข์ได้แล้ว ก็ทิ้งให้ได้ๆ ทิ้งสิ่งที่ควรทิ้ง อย่างเมื่อกี้นี้ เรารู้ให้ได้ว่าไอ้นี่มันเป็นสมมุตินะ เพชรที่วางอยู่บนนี้ก็เป็นสมมุติ แบงค์ร้อยถ้าเอามากระจายอยู่บนโต๊ะนี้ก็เป็นสมมุติ ขวดนี้ก็เป็นสมมุติ คนนี่ก็เป็นสมมุติ เพชรนี่ก็เป็นสมมุติ ต้นอโศกนี่ก็เป็นสมมุติ รู้ให้ได้ว่ามันเป็นสมมุติ เมื่อรู้ได้แจ้งแท้ในใจแล้วถึงจะถึงสุญญตวิโมกข์ ถ้ารู้ยังไม่ได้ไม่ใช่สุญญตวิโมกข์ นอกจากรู้ว่าเป็นสมมุติแล้ว ใจเราอย่าไปยึดถืออย่าไปนำพาด้วย ให้รู้มันเป็นจริงให้ได้ว่ามันเป็นสมมุติจริงๆ แต่โลกเขาเองเขายึดถือ โลกเขายึดถือแบงค์ แหม ใครได้แบงค์ดี โลกเขายึดถือเพชร ใครได้เพชรมาแหม ฮ้อ โลกเขายึดถือนี่ เค้าเรียกว่าคน ถ้ามีผู้หญิงก็ผู้หญิง นี่ผู้ชายแตกต่างกันเขายึดถือไปหมดเลย มีความแตกต่าง มีการเทียบค่า มีการสร้างค่า สร้างไอ้นี่ต่ำ ไอ้นี่สูง ไอ้นี่จะต้องบวกไอ้นี้ ไอ้นี่จะต้องลบไอ้นี่ ตลอดเวลาเลย เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้อย่างนี้ได้แล้วด้วย แล้วเราก็วางให้ได้ จึงเรียกว่า สุญญตวิมุติ รู้แล้ววางให้ได้เราจึงเรียกว่า สุญญตวิมุติ เมื่อสุญญตวิมุติลงไปได้แล้วด้วย ผู้นั้นรู้แล้ว แล้วก็วางได้ด้วยสุญญตวิโมกข์รู้ แล้วสุญญตวิมุติก็วางได้ เมื่อรู้ด้วย วางได้ด้วย ก็อยู่ในสุญญตวิหาร เรียกว่าเป็นผู้มีสุญญตานั่นแหละเป็นเครื่องอยู่ เป็นเครื่องที่อยู่ในตนสบาย เปล่า ว่าง ดาย ไม่ยึดถือ เห็นสักแต่ว่าเห็น รู้สักแต่ว่ารู้ แต่เหมือนกับไม่มีเหมือนกับไม่รู้ เหมือนไม่มีเหมือนไม่รู้ นี่ภาษาพูดนะ แต่ที่นี้ถ้าใครมีอารมณ์รู้ว่าสุญญตะเป็นอย่างนั้นๆ เข้าใจอย่างนั้นเข้าใจ ซึ้งเลย ไม่ต้องไปพูดอะไรกันมากอะ ฟังเดี๋ยวนี้แค่นี้ก็จำได้ตลอดกาล เห็นเดี๋ยวนี้จำได้เดี๋ยวนี้ไปเลย ไม่ต้องไปท่องด้วย ทันที แต่คนไหนที่ยังไม่รู้เรื่องก็มานั่งท่องแล้ว ไอ้นี่ สุญญตวิโมกข์ มันแตกต่างกับสูญญตวิมุติอย่างไร ท่องเป็นระดับๆ ไป อะไรต่ออะไรไป นี่ท่านอธิบายละเอี๊ยด ละเอียด แต่ภาษาของท่าน พระพุทธเจ้าท่านอธิบายให้สงฆ์ฟังแค่นี้นะ ท่านเข้าใจกันแล้วเพราะมันไม่มีเรื่องมาก เพชรมันก็ไม่มี แบงค์มันก็ไม่มีมากมายถึงเดี๋ยวนี้ที่เป็นจิตสมมุติกันมากมายถึงเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ติดสมมุติกัน โอ้โห เพชรพลอย แบงค์ร้อย มันเป็นเจ้าเป็นนายเลย มีอำนาจเหนือหัวคนเหลือเกินเดี๋ยวนี้ มันมีอำนาจเหนือหัวคนจริงๆ คนนี่ โอ้โฮ ซูฮกมันเหลือขนาดเลย มันจึงลำบ๊ากลำบาก ต้องอธิบายเน้นแล้วเน้นอีก ย้ำแล้วย้ำอีก ให้เห็นเป็นสมมุติให้ได้ก็ไม่เชื่อ บอกเอามาหน่อยสักร้อย ไม่ได้หรอก แหม เอาไปได้ไงตั้ง 100 นึงอะ อย่างนั้น เพราะฉะนั้นถึงบอกว่ามันยึดอยู่อย่างนั้นแหละ มันไม่รู้จักวาง มันไม่มีค่าอะไร ถ้าเราไม่ไปไอ้นั่นมัน ไม่ไป สมมุติมัน ไม่ไปหลงติดมัน มันไม่มีค่าหรอก มันเป็นการสมมุติในโลกเท่านั้นเอง ให้เห็นว่าเราจำเป็นเหลือเกิน ขาดแบงค์ร้อยจะตาย ขาดเพชรจะตายให้ได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเพชรแต่มีเงิน หาเงินยังไม่พอ ยังจะไปผ่อนส่งเอาเพชรมาไว้ในมือ เนี่ยเป็นอย่างนี้โดยเฉพาะผู้หญิง ถ้าผู้ชายไม่เท่าไหร่ พูดถึงเรื่องเพชรยังไม่ค่อยเท่าไหร่ พวกผู้หญิง แหม ไม่มีเพชรอะไม่มี ต้องไปผ่อนส่งมาให้ได้ จะใส่ เงินไปให้เขายังไม่พอเลย จะต้องเป็นของสำคัญอย่างนั้นน่ะ เห็นไหมไปยึดไปถือมันมากแล้วมันก็ทุกข์ ไปนั่งผ่อนส่งเขาแล้วมันก็ตะแง็กๆ ไม่ทุกข์หรือ ทุกข์ เป็นแต่เพียงเพื่อจะได้เพชรมาไว้ในมือ ถ้าเอาเพชรนั้นโยนให้ไก่ ไก่มันยังไม่กินเลย มันไม่มีค่าอะไรกันนักกันหนาดูซิ โยนให้ไก่ ไก่ก็ยังไม่จิก ไม่กินอะ สู้เม็ดข้าวเปลือกเม็ดนึงก็ยังไม่ได้ มันจะไปมีค่าอะไรกันนักกันหนา พระว่า..สุญญตวิหารเป็นขณะนั้น พ่อครูว่า... ถ้าผู้ปฏิบัติและผู้ที่รับแล้วก็แน่นอนก็ต้องเห็นว่า สุญญตวิหารเป็นของที่สูงที่สุด แต่ก่อนจะเป็นสุญญตวิหารได้มันต้องมีสุญญตวิโมกข์ แล้วมีสุญญตวิมุติเสียก่อน เมื่อมีสุญญตวิโมกข์ มีสุญญตวิมุติ แล้วมันก็เป็นสุญญตวิหาร มันก็ไม่มี มันก็เป็นแต่เพียง สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ตาไม่บอด ใจไม่หลับ ทุกอย่างรู้ทุกอย่างเห็น แต่ทุกอย่างไม่รู้ ทุกอย่างไม่เห็น ฟังแล้วอาจจะงง ทุกอย่างรู้ทุกอย่างเห็น แต่ทุกอย่างก็ไม่รู้ทุกอย่างก็ไม่เห็น พระว่า...มันไม่ใช่พูด มันเป็นสภาวะ พ่อครูว่า... สภาวะไม่ใช่พูด มันเป็นสภาวะไม่ใช่พูดแต่ภาษาพูด ก็พูดให้ฟังแล้วบ้า ทุกอย่างรู้ ทุกอย่างเห็นแต่ทุกอย่างไม่รู้ ทุกอย่างไม่เห็น นี่คือภาษาพูดที่มันบ้าๆ แต่สภาวะมันไม่บ้าหรอกมันรู้มันเห็นจริง แต่ไม่เอาด้วย มันก็เหมือนกับเราไม่รู้ เราไม่เห็น เหมือนกันกับไก่ มันบอกเอาเพชรไปโยนให้มัน มันบอกว่ามันไม่รู้มันไม่เห็นด้วย มันบอกว่าไม่เห็นเข้าท่าอะไรเลย มันก็เหยียบไปเลยเหยียบเลย เอาแบงค์ร้อย ไปโยนให้มันเหรอ สู้เขาเปลือกเม็ดเดียวก็ไม่ได้มันไม่เอาด้วยเพราะมันไม่สมมุติด้วย แต่กระนั้นก็ดี ไก่มันก็ไปสมมุติไอ้ข้าวเปลือกนั่นแหละมีค่าสูง ถ้าไก่มันไม่ยึดติดข้าวเปลือกด้วยนะ ไก่มันก็สุญญตวิหารเหมื

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน