591223_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ประกาศอรหันต์ในฆราวาส.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข21 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591223_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ประกาศอรหันต์ในฆราวาส โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ประกาศอรหันต์ในฆราวาสอโศก พ่อครูว่า..วันนี้วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2559 วันนี้เป็นวันที่เรามีศพ 2 ศพพร้อมกัน ที่สันติอโศกขนาดนี้ เราจะไปเผาวันพรุ่งนี้ ศพ 2 ศพนี้ จะเผาวันพรุ่งนี้ตามกำหนด แต่ก็เกิดปัญหา แต่จะไม่เป็นปัญหา มันมีความเห็นแยก 2 อย่าง เรียกว่า เทวนิยม กับอเทวนิยม ศพข้างขวาของอาตมา แปลว่าข้างซ้ายของคนที่นั่งอยู่ เป็นศพของคุณตุ๊ก สุพร ชุมพล เป็นชาวอโศก อยู่นาน จนสุดท้ายเสียชีวิต มาตั้งแต่สาวจนแก่ ส่วนข้างซ้ายมือของอาตมา ก็คือ คุณแม่สิริกร บูรณะ ตอนแรกก็ว่า จะเผากันที่วัดใกล้นี้ เพราะที่สันติอโศกไม่มีเมรุ ขอก็ไม่ได้ เขายังไม่อนุมัติ เพราะว่าไม่เป็นวัด เราก็เรียกว่าพุทธสถาน เขาก็ยังไม่ให้ แต่ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เราไม่ได้ดึงดันดื้อด้านอะไร แต่เสร็จ แล้วก็มีความเข้าใจว่า มันต้องทำอย่างเทวนิยม คุณแม่ สิริกร บูรณะ ก็มีผู้ที่เข้าใจ เรื่องอเทวนิยม คือลูกชายที่บวชอยู่ที่นี่ เป็นสมณะ เป็นลูกชายคนที่ 3 ลูกชายคนที่ 1 ก็คือสมณะค้ำดิน ลูกชายคนที่ 2 คือนายติดดิน ส่วนลูกคนสุดท้ายคนที่ 5 จะอยู่กับธรรมกาย เป็นศิษย์ธรรมกายอย่างเหนียวแน่น ยังไม่เข้าใจในความเป็นจริง ที่อาตมา จะพูดต่อไปนี้ เข้าใจให้ดี ไม่ใช่เป็นการข่มขี่ ยกตนข่มท่าน มันมีความแตกต่างจริง ก็จะแยกแยะความแตกต่างให้ฟัง เป็นวิชาการความรู้ ใครจะสมัครใจอย่างไร เราบังคับไม่ได้หรอก อย่างน้องสาวคุณติดดิน จะไปอยู่กับธรรมกาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร ต่างคนต่างยึดถือ ตอนแรกนึกว่าที่นี่จะดี ธรรมกายเขาไม่ได้ศึกษาที่นี่ พอมาตอนแรก เขาสัมผัสที่นี่ พอใจนะ ซึ่งมันก็แปลกดี ที่จริงเขามักมากมักใหญ่โตมโหฬารนะ แต่ที่นี่มักน้อย สัมผัส

อ่านต่อ

แรก เขารู้สึกดีนะ อาตมาว่าเป็นนิมิตที่ดี นิดนึง แต่สิ่งที่เขาติดยึด มันมีมาก ก็เลยจะถอน กลับไปอย่างโน้น เพราะมาที่นี่ จุดธูปจุดเทียน ก็ไม่ให้จุด ก็บอกว่า พ่อแม่จะไปสวรรค์ได้อย่างไร คือการจุดธูปจุดเทียน เป็นเทวนิยม เป็นพิธีที่ติดยึดกันมากเทวนิยม คนที่เทวนิยมในพลเมืองของโลก จะเป็นศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนายิว ศาสนาอะไรก็แล้วแต่ รากฐานศาสนามาก่อน ตั้งแต่เป็นผีบุญ นับถือศาสนาผีแต่เดิม ดึกดำบรรพ์ มีหัวหน้าเผ่า แล้วก็นับถือวิญญาณทางเทวนิยม ยังไม่เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณ ว่าคืออะไรกันแน่ ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องลึกลับ จนกระทั่ง ค่อยๆพัฒนา มีปัญญาความรู้ที่ชัดขึ้น จนมาเป็นพระพุทธเจ้า ชัดเจนว่าเป็นอเทวนิยม เขาไม่ได้เข้าใจ พลังงานทางจิต ไม่เข้าใจ จิตมีสภาพเป็นเทวะ เป็นพระเจ้า เป็นพระพรหม แบบไม่ยึดถือแบบไม่มีอัตตา ซึ่งศาสนาพุทธมีทั้ง 2 อย่าง พลังงานอย่างพระเจ้า เป็นเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา มีเต็ม แต่สำคัญอยู่ที่ว่า มันเป็นอัตตาหรือไม่ ทำงานเพื่อผู้อื่น แต่เป็นอัตตา เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกล่าวไปถึงเลยว่า ทำงานไม่เพื่อผู้อื่น อันนั้นยังไม่สูงสุดแล้ว ทำงานยังมีเศษส่วนเป็นตัวตน เป็นเพื่อตัวเพื่อตนซ่อนอยู่ อันนี้ไม่สูงสุด ทำงานไม่เพื่อตัวตนเลย เพื่อผู้อื่นอย่างเดียว มีคนเอาบทความของ ฆราวาสที่เป็นชาวอโศกคนหนึ่ง เขียนบทความในหนังสือ “พลอยแกมเพชร” เล่มสุดท้าย เอาเรื่องราวของ ผู้หญิงคนหนึ่ง ในบทความ ชื่อว่ากิ้ม แต่ชื่อจริง คือกิมตัง อาตมาก็บอกว่า อาตมารู้ คนนี้มีพฤติกรรมพฤตินัยดี และอาตมาขอแจ้ง ณ ที่นี้ด้วยว่า กิมตังนี้ อยู่ในขั้น อรหัตมรรค ยังไม่ถึงอรหัตผล เท่านั้น ศึกษาเถอะ ศึกษาดีๆ เป็นอรหันต์ขั้นอรหัตมรรค ยังไม่ขึ้นอรหัตผลเท่านั้น กิมตังนี่ คืออาตมาไม่ค่อยได้บอกใคร แต่เคยบอกบ้างบางคน เคยเปรยว่า กิมตังนี่ ดูดีๆ บอกเป็นใคร มีภูมิธรรม ขนาดไหน อาตมาเคยบอก ไม่มีใครเขารู้จักหรอก ทุกวันนี้ แม้แต่ในปฐมอโศกเอง ก็ไม่ค่อยรู้จัก ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยจะอะไร แต่เขาไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แล้วเขาก็สงบ เขาก็ว่าของเขาไป เขาก็ทำประโยชน์คุณค่า ให้แก่สังคมไป ทุกวันนี้ ยังแข็งแรง เพราะฉะนั้น การที่จะรู้จักคุณธรรม ในระดับของ ศาสนาพุทธโดยตรง ไม่ง่าย ไม่ง่าย ไม่ง่าย

สื่อธรรมะพ่อครู(พรหมชาลสูตร) ตอน ลักษณะของพุทธธรรม 8 ประการ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า คำสอนของท่านนั้น .. 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 “พรหมชาลสูตร” ข้อ 26) คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนที่ ลึกซึ้งลึกล้ำ แม้จะสัมผัสด้วยตา ก็ไม่รู้ง่ายๆ เหมือนกับกามนิต ที่ไปคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า เห็นตามได้ยาก ขนาดนอนคุยกับพระพุทธเจ้า ยังไม่รู้อีก รู้ไม่ได้ง่ายๆ สันตา แปลว่า สงบ เป็นความสงบที่พิเศษไม่ใช่ตื้นๆเขินๆ สงบคืออะไร? สงบคือนิ่ง ไม่กระดุกกระดิก สงบคือเงียบๆ สงบคือไม่เกี่ยวกับใคร สงบคือช้าๆ? ไม่ใช่ สงบ คือ ตัวการที่มันไม่พาสงบ มันพาร้ายพาเลวพาชั่ว มันตาย ซึ่งไม่มีพลังอยู่ในจิตเลย มันสงบเงียบเลย มีแต่พลังที่คล่องแคล่ว มุทุภูตธาตุ เป็นพลังจิตที่แววไว แคล่วคล่อง ซึ่งจะทำงานอย่างปราดเปรียว แคล่วคล่อง มีกำลังวังชา อย่างนั้นด้วย สงบ ดีไม่ดีพูดเสียงดัง ดีไม่ดีโหวกเหวกโวยวาย เหมือนโพธิรักษ์ อย่างนั้นจริงๆ แต่ปรุงแต่งทำไป ตามลักษณะที่ควรจะเป็น เพื่อให้ได้ผล มันจะต้องมีแรง Action reaction จะต้องรู้การออกไป และสะท้อนกลับมา ที่จะเป็นประโยชน์ได้ พอเหมาะพอควร เป็นพลังงาน Output Input จะต้องได้แรงกระทบพอดี ในนัยยะที่ลึกซึ้ง สันตา สงบที่พิเศษ เดาไม่ได้ เข้าใจยาก อย่าเข้าใจพาซื่อในความสงบที่ไม่บริสุทธิ์ สงบ คือ พ ลังงานที่จะทำให้ไม่ดี ไม่มีคุณค่า ตายไปอย่างไม่เกิดในจิต แล้วจิตจะทำงานอย่างประมาณได้ดี มีสัปปุริสธรรม 7 เป็นประโยชน์สูงสุด การจะเข้าใจความละเอียดประณีต ที่จะมีรายละเอียด ผู้ที่รู้แล้ว จะจัดการพลังงานของตน มีพลังงาน 100 เราจะใช้แค่ 30 จะใช้ 50 จะใช้ 70 ผู้ที่เป็นอาริยะสูงสุด จะไม่ใช้จนหมด จะเผื่อเอาไว้ กันผิดพลาด มีพลังงานส่วนเหลือ ที่จะทำงานโดยไม่ประมาท มันจะได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ใช้พลังงานเท่านี้แหละ เพราะเราทำงานไป ไม่ใช่เราคนเดียว คนอื่นจะต้องรับไปทำงานของเขา คนอื่นจะเข้าใจตามบารมี เราจะต้องให้ 100 เต็ม ขนาดพระพุทธเจ้า ยังทำไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าน่าจะช่วยเทวทัตได้ จะได้อย่างไร เทวทัตก็มีบารมี มีบริวารของเขาเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นธรรมดา ฝ่ายดำ หรือ ฝ่ายขาว ก็มีสาวกมีบริวาร มันเป็นธรรมดา คนที่ไม่รู้ได้ว่าอเวไนยสัตว์ ก็ไปตามวิบากของเขา การจะรู้ ปณีตา ประณีต อตักกาวจรา ไม่ใช่การเดา คาดคะเนเสี่ยงๆ ไม่ใช่ ไม่ประมาท ไม่ใช่การทำแบบเสี่ยง ถ้าทำไปแล้วเสีย มันก็บาป จะทำไปทำไม มันไม่เกิดประโยชน์อะไร ตนเองก็บาป คนอื่นก็บาป นิปุนา มีความละเอียดระดับนิพพาน ละเอียดจนไม่มีคำอธิบาย เป็นพลังงานที่เล็กที่กว่าฟิสิกส์ ที่ อาตมานำพลังงานทางฟิสิกส์ มาประกอบอธิบายความ ผู้ฟังตามจะเข้าใจ แปลว่านามธรรม จะเล็กละเอียดกว่าทางฟิสิกส์ จะเอานิวเคลียร์ฟิวชั่น ฟิชชั่น มาขยายความ ซึ่งเป็นพลังงานจริง พระพุทธเจ้าเรียกว่า อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม บัณฑิตเวทนียา เป็นบัณฑิตแท้ๆ อย่างไม่ใช่บัณฑิตที่ไปสอบเอาปริญญาเอก 10 ใบมา แต่เป็นบัณฑิตแท้ๆที่มีภูมิธรรม มีอาริยธรรม มีจิตวิญญาณ มีความจริง ทั้งภายในและภายนอก ที่เป็นความบริสุทธิ์ สะอาด เป็นประโยชน์ คุณค่า ต่อมวลมนุษยชาติที่แท้จริง สรุปแล้ว คนของพระพุทธเจ้า ที่ศึกษาตามพระพุทธเจ้า อย่างสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ มีผลถูกต้องหมด จึงเป็นผู้ที่มีโลกุตรจิต มีโลกะวิทู มีโลกานุกัมปา เป็นจิตใจที่อยู่เหนือโลกีย์ แปลว่า ไม่ใช่อยู่เหนือ อย่างข่มขี่เขา ดูถูกเขา แต่อยู่อย่าง อนุเคราะห์เกื้อกูลโลก แปลอย่างชัดๆ ก็คือรับใช้โลก และรู้โลก โลกวิทู ทุนนิยมเป็นอย่างไร คอมมิวนิสต์เป็นอย่างไร เผด็จการเป็นอย่างไร ทุนนิยมสามานย์เป็นอย่างไร ก็จะเข้าใจตามบารมี ในการเข้าใจสังคม แล้วเราจะช่วยเขาอย่างไร รู้ว่าสังคมชนิดนี้ด้อย ถ้าเราจะเข้าไปช่วยด้วยจริงๆ ถ้าเราจะไปเอาเปรียบเขาทั้งที่เขาด้อยกว่า เราเหนือเขาจริงๆ จะไปเอาเปรียบเอารัด ไปใช้เป็นเบี้ย เป็นลิ่วล้อ เป็นเหยื่อได้ แต่ไม่ทำ ไม่ทำเลย เพราะว่ามันเป็นความเลว ยิ่งเขาสู้เราไม่ได้แต่เราไปเอาเปรียบเขา นี่คือคนคิดชั่วมากๆ คนยิ่งด้อย ยิ่งต้องช่วยเขา ไปเอาเปรียบเขาไม่ได้เลย คนยิ่งด้อยยิ่งยากยิ่งต่ำ เราต้องช่วยเขา คนที่ช่วยเหลือตัวเองได้ แล้วเอาเปรียบคนอื่น คนอย่างนี้ต้องจัดการ ทำให้เขาเลิกทำ ถ้าคนที่ด้อยถูกคนอื่นเอาเปรียบข่มเหง เราจะไปข่มเหงเขาต่อ ก็เป็นความโหดร้ายมาก

ทั้งสองศพนี้ ใฝ่หา แสวงหา ลูกของผู้ตายศพนี้ ก็แสวงหา ตั้งแต่คนโตจนถึงคนเล็ก ก็ได้ไปตามทิฏฐิของตน ซึ่งกล่าวได้ว่า ตรงกันข้ามกัน ทางด้านที่น้องสาว ไปแสวงหาทางนั้น เป็นฝ่ายที่.. ขออภัยพูดสัจธรรมว่า มักมาก เป็นฝ่าย มหัปปิจฉะ แต่ทางด้านศพนี้ มามักน้อย อัปปิจฉะ แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นไปเพื่อ อัปปิจฉะ ไม่ใช่ มหัปปิจฉะ ในวรรณะ 9 มี 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) . (พตปฎ. เล่ม 1“ปฐมปาราชิกกัณฑ์” ข้อ 20)

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ความสามัคคี คือความขัดแย้งอันพอเหมาะ คำแรกเลย ลูกสาวคนเล็ก เขาก็ไม่มามักน้อย มากล้าจน ที่พูดนี้ เป็นสัจจะความจริง เป็นปรากฏการณ์จริง เพื่อการศึกษา เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่ ถ้าจะไปจะมาต้องมีระเบียบมีวินัย ต้องสะอาดสะอ้าน เลอะเทอะนิดนึงไม่ได้ มันมากไป มันมากไป มันดูดี แต่มันดูดีจนเวอร์ เป็นรายละเอียดซับซ้อน อย่างอาตมาว่า.. ความสามัคคี คือ มีความขัดแย้งอันพอเหมาะ ความสะอาดบริสุทธิ์ที่สุด ได้ค่าที่ดีที่สุด ก็คือมีสกปรกเล็กน้อย และมีความสะอาดสะอ้าน อย่างพอควร ต้องมีธรรม 2 ต้องมีความสกปรกและความสะอาด จึงจะเกิดพลังงาน ถ้ามีแต่ความสะอาด ไม่มีแบคทีเรียเลย คนตาย อยู่ไม่ได้ แบคทีเรียน้อยเกินไปก็ตาย คนสุดโต่ง จะไม่รู้สภาพที่ทรงอยู่ แล้วจะต้องมีพลังงานสังเคราะห์อะไรตลอดเวลา จะต้องได้สัดส่วนที่พอเหมาะ มีสิ่งที่ต้านทานไว้ มี Resistance ที่ได้สัดส่วน ไม่เช่นนั้น จะไม่หมุนแรงได้สัดส่วน ทางวิศวะเขาก็รู้ ถ้ามีการต้านทานอย่างได้สัดส่วน จะได้พลังงานที่สูงสุด

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศาสนาพุทธต้องมีศีลเป็นแกนหลัก ในศาสนาพระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้หมด หลักใหญ่ของท่านคือ มรรคมีองค์ 8 ผู้ที่จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ จะต้องมีเบื้องต้น 2 ขยัก ถ้าปฏิบัติไม่เป็นมรรค มีองค์ 8 ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ธรรมใดวินัยใด ไม่มีมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นทางนี้ทางเดียวเท่านั้น เอเสวมัคโค นัตถัญโย ไม่มีมรรคมีองค์ 8 จะไม่มี อาริยะบุคคล 4 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก่อนจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องผ่าน ด่าน 2 ด่าน ด่านที่หนึ่ง ต้องได้พบแสงอรุณ ถ้ามรรคมีองค์แปด เป็นพระอาทิตย์ เป็นดวงอาทิตย์ จะโผล่ขึ้นมาในโลก คุณต้องพบแสงอรุณก่อน ถึงได้เห็นพระอาทิตย์ ถ้าไม่เห็นแสงอรุณมาก่อน คุณก็จะเห็นพระอาทิตย์ปลอม ไม่มีในโลก จะต้องเห็นแสงอรุณก่อน ถึงจะเห็นพระอาทิตย์ได้ในโลก ต้องรู้สุริยเปยยาลสูตร 7 อย่างนี้ ต้องมีความเข้าใจในแสงอรุณ 7 อย่างนี้ [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องมีสัตบุรุษในนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรานี่แหละ เป็นมิตรดีกับเธอ มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ของพรหมจรรย์ เมื่อเราเข้าไปคบกับมิตรดี ท่านก็จะสอนเรา ได้คบกับสัตบุรุษบริบูรณ์ จะทำใจในใจได้ถูกต้อง ลงไปถึงที่เกิด โยนิโสมนสิการ คำว่าโยนิโสมนสิการ เป็นข้อที่ 7 ของสุริยเปยยาล [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค

อาตมาพูดเหมือนเก่งมากเลย ยังกับจะจบเปรียญมา เปรียญ 18 เปรี๊ยะเลย อาตมาจำพยัญชนะบ้าง แต่สภาวะอาตมามีอยู่แล้ว จำป้ายยาแค่นั้น บางทีแปะป้ายผิด แต่สภาวะไม่ผิด มิตรดี จะต้องมีคณะดี มีผู้รู้ที่จะให้ธรรมะได้เป็นหลัก แล้วเราจะเข้าใจเรื่องศีล ศาสนาพุทธ จะต้องมีศีลเป็นลำดับ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ทั้งหมด 43 ข้อ ในศาสนาพุทธ ท่านก็ว่า ภิกษุทั้งหลาย นี่คือ ศีลของเธอประการหนึ่ง ท่านตรัสในพระสูตร เล่มแรกเลย ตั้งแต่ทุกข้อของ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธ ไม่มีศีลแล้วใน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จะไปถือวินัย 227 ข้อ ซึ่ง วินัยเป็นกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายลูก ศีลเหมือนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่มีการปรับโทษ ใครทำก็ได้ความถูกต้อง ส่วนกฎหมายลูก ก็เอาจากกฎหมายหลัก ไปปฏิบัติอีกทีมีโทษ ส่วนกฏหมายหลักคือศีล ไม่มีโทษ ใครปฏิบัติได้ก็ดี แต่ถ้ากฎหมายหลักไม่มีเลย แกนหลักคือศีล ไม่รู้จักแล้ว ได้แต่ริมรั้วเสารั้วคือวินัยเท่านั้น สรุปแล้ว คือศาสนาพุทธทุกวันนี้ พระส่วนใหญ่เลย ไม่ได้ถือศีล ถือแต่พระวินัย 227 บางคนอาจจะไม่รู้จัก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เลย มีแต่วินัย 227 ใน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีลคือ หลักให้ตัวเองปฏิบัติ แล้วจะให้เกิดการบรรลุธรรม ให้เกิดการบรรลุมรรคผล ใน จุลศีล 26 ข้อ ส่วนมัชฌิมศีล ก็ขยายจากจุลศีลไป ส่วนมหาศีล เป็นศีลที่องค์รวม ต้องช่วยกันรักษา ต้องทำการเว้นขาด ศาสนาพุทธจะดูว่า สะอาดบริสุทธิ์จริง ต้องเอา มหาศีลมาจับ มี 7 ข้อ เป็นเครื่องชี้ชัดว่า คือศาสนาพุทธหรือไม่ ถ้าไม่มีมหาศีล ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ออกนอกศาสนาพุทธไปแล้ว อย่างที่คณะใหญ่ทำนั้น ออกนอกศาสนาพุทธเต็มตัว ก็จะอ่าน ข้อที่ 7 ของมหาศีล 7.พระสมณะโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล พ่อครูว่า...คือในศาสนาหมู่นั้น มีแต่เดรัจฉานวิชชา ที่แปลว่า ความรู้ที่ขวางทางนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน เ ดรัจฉานไม่แปลว่าสัตว์อย่างเดียว สัตว์มันทำอวิชชาไม่ได้หรอก แปลความหมายคือ วิชชาที่เป็นไปเพื่อ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน เรียกว่าเดรัจฉานวิชา เดรัจฉานวิชาจะพาคุณไปรวย ถ้าให้มีตำแหน่งยศศักดิ์ที่สูง ทำให้ได้รับการสรรเสริญเยินยอ จะเรียกว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่คนก็หลงว่าเป็นงานชั้นสูง ฟังยากหน่อยนะ

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน ในศาสนาพุทธ “อธิษฐาน” ไม่ได้แปลว่า “ขอ” ใครที่ไปนั่งอธิษฐาน ตั้งจิตว่าขอให้ได้ ขอให้มี ขอให้เป็น คือผิดจากศาสนาพุทธแล้ว ศาสนาพุทธ อธิษฐาน ไ ม่ได้แปลว่าขอ ขอให้ได้ ขอให้เป็น ขอให้มี อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ อธิษฐาน แ ปลว่าการตั้งจิต ตั้งไว้เลยมุ่งมั่นไว้ เราจะเดินไปทิศทางนี้ ตั้งจิตมุ่งไปทางนี้ เราจะทำชุดนี้ให้บรรลุ ให้ได้ผล แล้วจะทำอย่างไร ไม่ต้องไปหวังผล ถ้าคุณทำ ถ้าเราเองเรามี 1 แล้วเราจะทำอย่างนี้อีก 1 ก็ทำเลย ทำ 1 ให้เต็ม แล้วเราจะได้ 2 โ ดยไม่ต้องคิดว่าจะได้ 2 อย่างนี้เป็นต้น นี่คือคนที่เก่งมาก ปฏิบัติธรรม สัมมาทิฏฐิแล้ว จะได้ผลตรง และเร็ว การทำพิธีบนบาน แก้บน การบนบาน คือการตั้งความหวัง หรือติดสินบน ถ้าได้ตามประสงค์ จะเอาของมาแก้บน ก็คือทำพิธีแก้บน การร่ายมนต์ขับผี มันเป็นภาษาที่แรง การร่ายมนต์แล้วจะได้ไปปราบสิ่งที่ชั่วใดๆ มันเป็นการเชื่อว่า การท่องบทมนต์ จะมีฤทธิ์มีเดช ไปขจัดสิ่งไหนๆ นี่คือ เดรัจฉานวิชา คนที่ท่องบทมนต์แบบที่ว่า จะได้แต่ขจัดปัดเป่า สิ่งที่ร้ายอะไรออกไป ก็คือเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น ออกนอกรีตทั้งนั้น ต่อมา สอนบทมนต์ป้องกันบ้านเรือน สวดมนต์แล้ว จะได้ให้รักษาเรา จะมีฤทธิ์มีอำนาจป้องกันเรา นี่คือเดรัจฉานวิชา การสวดมนต์กันอยู่ในพุทธศาสนา คือเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น สวดมนต์ 11 ล้านเที่ยว อย่างนี้เปล่าดาย เดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าเขียนไว้ แต่อ่านไม่แตก ไม่มีภูมิ การสวดมนต์นั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ สังคีติกับสังคายนาเท่ านั้น คือสมัยก่อนไม่มีหนังสือ ก็เลยต้องท่องสวด ให้จดจำได้ ส่วนสังคายนา คือมีคนหนึ่งสวดขึ้น แล้วคนอื่นก็ช่วยกันฟัง ว่าถูกต้องไหม ช่วยกันท้วงกัน ว่าอย่างไหนถูกกันแน่ ก็แก้ไขให้ถูกต้อง เรียกว่าสังคายนา รักษาไว้ไม่ให้ผิด ถ้าเอาบทมนต์ ไปสวดให้ฆราวาสฟัง อันนี้เป็นอาบัติปาจิตตีย์ พระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้แล้วในพระวินัย สวดมนต์ตั้งแต่ 2 คนพร้อมกัน อย่าไปสวด ถ้าจะสวดก็สวดอย่างสาธยาย อย่างเช่นที่อาตมาสวดอยู่นี้ เอามาสาธยายขยายความ สวดคนเดียว จะขยายสองคนพร้อมกัน เหมือนร้องเพลงอย่างนั้นไม่ได้ แต่อย่าเอาบทมนต์พระพุทธเจ้า มาสวดพร้อมกัน 2 คน ต่อหน้าฆราวาส เป็นอาบัติทั้งนั้น ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เอาพระไตรปิฎก เอาบทมนต์ มาสวดต่อหน้าฆราวาส เป็นอาบัติหมด จะสวดได้ก็เป็นประนามคาถา คือบทสรรเสริญพระคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นบทมนต์ที่แต่งขึ้นมาใหม่ แต่อย่าเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสวด เอาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มาสวดกันล้านเที่ยว ก็ได้วิบากผิดไปล้านเที่ยว ขออภัยที่เอาสิ่งจริงมาพูด เป็นปรากฏการณ์จริง มายืนยันให้ฟัง เพราะสงสารเขา แต่พูดให้ตายเขาก็ไม่ฟัง ทำกระเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้เป็นกระเทย อันนี้คือทำการอุตริ ไปเปลี่ยนแปลง DNA คำว่า DNA คนนี้เป็นอย่างนี้แล้ว ศาสนาพุทธไม่ไปตอแยกับกระเทย ปล่อยให้เขาไปชาตินี้ กระเทยผู้ศึกษาธรรมะแล้วพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ได้ แต่จะมาแสดงอะไร ที่ดัดจริตมากไปไม่ดี มาเผยแพร่สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม แต่ถ้าตั้งใจศึกษาก็มาได้ เป็นกระเทยก็สังวรระวังสำรวม อย่ามาแสดงจริตกระเทย ให้พากเพียรเอา ก็เห็นใจ แต่ DNA เขาเป็นกระเทยแล้ว พระพุทธเจ้าถึงพอจับได้ว่าเป็นกระเทยมาบวช ก็ให้สึกเสีย ภาษาพระพุทธเจ้ามีหลายคำ บัณเฑาะว์ อุภโตชน เป็นต้น แต่อย่าไปทำเปลี่ยนเพศเขา ปล่อยเขาไปทั้งชาติหนึ่ง เขาจะศึกษาเอาเองก็แล้วแต่เขา ทำพิธีปลูกเรือน ต้องยกเสาเอก ต้องทำพิธี มีกล้วย มีอ้อย ลงเสาเข็ม ศาสนาพุทธไม่ทำ เดี๋ยวจะทำพิธีอื่นๆในการปลูกเรือน ไม่เอา หรือทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ ศาสนาพุทธไม่ทำ ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่ จะต้องเชิญเทพารักษ์ออก อย่างนี้ไม่ใช่ จะรักษาต้นไม้ใหญ่ ก็ให้รักษาไว้ อาตมาเคยเล่นไสยศาสตร์มา ก็เชิญเทวดาออกจากต้นไม้ มามากแล้ว ขออภัย ที่อาตมาพูดแล้ว เหมือนเบ่งข่มยกใหญ่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ก็คือเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น และมีพระวัดไหนไม่สวดมนต์ ไม่พ่นน้ำมนต์ ไม่รดน้ำมนต์ นอกจากวัดอโศก ทำพิธีบูชาไฟ คือจุดธูปจุดเทียน มีไฟมีเปลวเพื่อจะให้ถึงวิญญาณ เพื่อให้มีควันกับมีเปลว จุดเทียนก็มีเปลวเทียน จุดธูปก็ให้มีความไปถึงวิญญาณ มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ พระวิญญาณของศาสนาพุทธอยู่ในจิตใจ นอกนั้น เป็นเรื่องของวิบากเขาเอง คุณไปแก้ไขไม่ได้หรอก เพราะกรรมเป็นของของตน ไม่มีใครแก้ไขกรรมของคนอื่นได้ พระพุทธเจ้า ก็ยังแก้วิญญาณคนอื่นไม่ได้ จะเปลี่ยนได้แต่วิญญาณตัวเอง ถ้าใครไปเปลี่ยนวิญญาณคนอื่นได้ ก็เก่งเกินพระพุทธเจ้า การสวดมนต์หรือจะส่งอะไร ไปให้คนที่ตายแล้ว ก็เก่งเกินพระพุทธเจ้า อาตมาไม่เคยกลัวใครทั้งหมดเลย แต่อาตมากลัวคนๆเดียว กลัวคนเก่งกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอาตมายังไม่กลัวเลย เพราะว่าท่านไม่ทำอะไรกับคนที่ทำดีอยู่แล้ว ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง รายละเอียดของการบูชาไฟก็มีเช่น เผาข้าวสารให้เกิดควัน หรือซัดแกลบ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ในมหาศีลข้อที่ 1 คือ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์ สรุปแล้ว ทุกวันนี้ เดรัจฉานวิชาเพียบในศาสนาพุทธ ละเมิดหมด ในสิ่งที่ท่านห้ามไว้ จึงชื่อว่า พระทุกวันนี้ไม่มีศีลแล้ว เพราะมหาศีล เป็นสิ่งที่พวกลัทธิต่างๆเขาหลง เขาจะเล่นไสยศาสตร์ มีเดรัจฉานวิชา มีฤทธิ์มีเดช ขอย้ำว่า พลังงานทางจิตเดรัจฉานวิชา มันมีฤทธิ์เดชได้จริง อาตมาเคยทำมา ตั้งแต่ฆราวาส แต่พอรู้ว่า ไม่ใช่ศาสนาพุทธก็ถอน อาตมาทำอยู่ 8 ปี อาตมาเรียนวิทยาศาสตร์ ทางสะกดจิตด้วย สะกดจิตมันเป็นสภาพ มโนมยอัตตา เป็นของลวง แม้แต่ไม่เห็น ก็ทำให้เห็นได้อย่างลวง ให้เนื้อตัวอยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่เข้าฟันไม่ออก อย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็เล่นมาหมด ผิวไม่แยก แต่ข้างในก็แหลกได้เหมือนกัน บางคน กระดูกโปน อาตมาก็เสกให้ยุบคาตาได้ มีพลังงานจริง แต่ว่าไม่ยั่งยืน ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เราไม่ดูถูกเขา แต่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ทางที่พาพ้นทุกข์ อย่างนั้นมันแค่เก่ง มีอัตตามานะ และหลงไหล ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ยิ่งเก่งยิ่งมีลาภยศสรรเสริญ ต่างๆนานา อย่างนั้นเรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์ ส่วนอาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็รู้สวรรค์นรก รู้ว่าใครไปเกิดที่ไหน รู้ใจคนอื่นหมด อย่างนี้เลอะเทอะ คนที่มีมโนมยอัตตา เมื่อคุณตายไปก็มีนรกจริง แต่คุณอวิชชาก็ตกนรกนั้น แต่ความจริงแล้วมันไม่มี เมื่อคุณได้กำหนดหมาย ที่จะต้องมี มโนมยอัตตานั้น เมื่อมันไม่มีแล้ว คุณตายลงไป มันก็ไม่มี พระอรหันต์ทุกพระองค์ ตายไปแล้วไม่มีนรกสวรรค์ ถ้าเป็นพระอรหันต์ที่มา ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คือตายแล้วไม่ตั้งจิตต่อ ทุกอย่างสลายหมดเลย เหมือนพวงมะม่วง ตัดขาดจากขั้ว พวงมะม่วงก็หายไปแตกกระจายไปหมด ทุกวันนี้ยังโชคดีมาก ที่มีพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เอามาใช้ได้อย่างดี ถ้าเข้าใจดี แล้วปฏิบัติตาม ก็เป็นอรหันต์ ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ ให้มีสัมมาทิฏฐิ และมีเหตุปัจจัยครบ ก็เป็นอรหันต์ ต่อมา จะได้แค่อนาคามี จะได้แค่สกิทาคามี จะได้แค่โสดาบัน แต่ต่อไปจะไม่มีแม้โสดาบัน แต่ว่ามันยังไม่ถึงในยุคนั้น แต่ต่อไปจะใช่ อย่างที่โบราณอาจารย์ว่าไว้ว่าไม่มีอะไร จะมีแค่อนาคามี ต่อไปจะได้แค่สกิทาคามี ต่อไปจะได้แค่โสดา สุดท้ายจะไม่มีแม้แต่โสดาบัน มีแต่ผี ถ้าคุณไม่เตรียมตัว ตั้งแต่วันนี้ คุณจะไปเกิดในยุคนั้น มีแต่การฆ่ากัน อำมหิตโหดร้าย คุณจะต้องเป็นเหยื่ออย่างนั้น ถ้ามีวิบาก คุณไม่อยากเกิดก็ไม่ได้ ถ้าคุณเองยังมีวิบาก คุณจะต้องเกิดไปรับวิบากนั้น ก็ไม่มีใครอยากจะไปรับวิบากร้าย แต่ว่าคุณจะต้องมี กัมมโยนิ กรรมเป็นของ ของคุณ คุณทำเอง วิบากกรรมพาเกิด คุณจะต้องมาแก้ ด้วยการทำบุญทำกุศล บุญคือการล้างกิเลส กุศลคือการทำความดี คนก็เข้าใจคำว่า บุญกับกุศลไม่ได้ อาตมาก็ต้องมาอธิบาย ให้เข้าใจ เดรัจฉานกถา คือการพูดสาธยาย ที่ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเรื่องมิจฉาทิฐิ เป็นเดรัจฉานกถา ถ้าเป็นวิชช

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน