590908_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ซ้ำซากอย่างใดให้เข้าถึงทาน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข21 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590908 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ซ้ำซากอย่างใดให้เข้าถึงทาน

พ่อครูว่าวันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน 2559 ขึ้น 7 ค่ำเดือน 10 ปีวอกที่ บวร ราชธานีอโศก วันนี้ก็มีนักเรียนมานั่งเข้าชั้นเรียน ธรรมะหลวงปู่ตอนนี้อธิบายบรรยายเป็นธรรมะที่ลึก ไกล ในระดับก้าวหน้าไปอีกหลายชั้น จะกลับคืนมาสู่ที่ต้นอีกก็ยากมากทีเดียว ก็เลยพยายามผสมผสาน เพราะฉะนั้นผู้ฟังก็ตั้งใจฟัง เอาใจช่วยอาตมาหน่อยนะ มันไปไกลกันจริงๆ อธิบายจนพวกเราหลายคนก็ยังทำใจไม่ได้ เช่นบางคนก็เข้าใจแล้ว ถ้าจิตเรามันมีอาการโลดแล่นไปข้างหน้า ไปมีภพมีชาติ มันก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันต้องไม่แล่นไป แต่ใจเราก็ยังแล่นไป ก็เลยรู้สึกเสียว วาบๆ ก็อย่าไปลงโทษตัวเอง มันยังไม่ถึงขีดที่เราจะสังวรสำนึก ปฏิบัติอยู่เสมอแล้ว เราก็พยายามทำ ได้เท่าไหร่ก็ค่อยๆ เป็นไป อย่าไปฮึดฮัดฟัดเหวี่ยงอย่าไปรู้สึกกดดันทับถม ทำให้เราซ้ำลงไปกับอาการจิตที่กลายเป็นจิตที่ 1. แข็งด้าน 2. ไม่เบิกบานแจ่มใส 3. ไม่คล่องตัว ไม่มุทุภูตธาตุ จะไม่ราบรื่น อย่าไปทำ ก็ปล่อย อันนี้เป็นกิเลสอภิชัปปา คือกิเลสล้ำหน้า คือเราอยากจะได้ก่อนเวลา อยากจะได้เร็วๆ ก่อนที่ความเป็นจริงของเราจะถ้วนรอบถึงได้ เป็นกิเลสล้ำหน้า ก็ระมัดระวัง มีเจตนาแต่อย่าอยาก เอาคำนี้ไปแก้ก็จะได้ คือพากเพียรทำไป เท่าที่เรารู้ว่าเราใช้ความพยายาม แต่อย่าอยาก อย่าไปต้องการได้เร็วๆ จะยิ่งเสีย ก็พยายามทำไป เพราะพวกเราอย่างน้อยที่สุด เราก็ศึกษาเล่าเรียนพากเพียรอยู่แล้ว ถ้าจิตเราตั้งทิศนี้แล้วจะไม่ถอยกลับ เราทำกายกรรม วจีกรรมก็ช่วยได้แล้ว ยิ่งจิตเราก็พยายามทำใจ มนสิกโรติ การทำใจในใจ เราก็เพียรอยู่แล้ว อย่าไปกดดันมันมากจะซับซ้อนเป็นภาวะตีกลับ แทนที่จะได้ก็ไม่ได้ ก่อนจะได้ฟังบรรยายก็วันนี้อ่าน sms ตอนนี้มีกระแสตอบรับ

อ่านต่อ

ว่ารู้หรือไม่รู้ ถ้าไม่รู้ก็ถามมาอีกมันก็ดี อย่างน้อยเราก็รู้ว่ามีผู้ศึกษาอยู่ ไม่ใช่พูดไปลมๆ แล้งๆ หายวับไปไม่มีอะไรใส่ใจเลย สะท้อนกลับเลย no echo เลยหายไป มันก็ไม่ได้เรื่องก็มีสะท้อนกลับบ้าง โดยเฉพาะรายงานผลว่าดีหรือไม่ดี ทำให้เรารู้ว่าพูดไปอธิบายไปมีผลดีหรือยังแค่ไหนอย่างไร ก็ขอบคุณทุกคนที่ได้สนใจแล้วเสียสละ ตอบรับมา

SMS 7 September _ 0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธ.มหัปปิจฉะทานที่ให้แล้วหวังผลทำให้รวยจริง คือจิตรวยกิเลสเพิ่มพูน! ธรรมะอัปปิจฉะ ทานที่ให้แล้วให้เลยทำให้ ให้จนจริง คือจิตจนกิเลสลดลงจริงสาธุ!สกก ตอบ...เราเอาคำตรัสของในหลวง ขาดทุนของเราคือกำไรของเรากับแบบคนจนมาออก คนก็ยากที่จะเข้าใจได้ก็เห็นใจเขาจริงๆ ที่จริงอาตมาก็สอนมาก่อนแล้ว โทรทัศน์เราออกมาประมาณ 10 ปี เอาคำตรัสในหลวงมาออกได้สัก 5 ปีได้มั้ง ก็ค่อยๆ มีเสียงตอบรับ พวกเราก็ค่อยๆ เข้าใจ ดีขึ้น จึงเห็นว่า มีผล มีความหวัง (แต่อย่าไปสร้างจิตหวัง) สิ่งนี้จะก้าวหน้าเป็นไปได้

_0844497xxx การปล่อยวางใน "รูป" การปล่อยวาง "นาม" และ "ความไม่มีตัวตน" ผู้น้อยมีความไม่เข้าใจความหมายถึงสิ่งใดที่ลึกซึ้งถึงแก่น กราบขอความเมตตาพ่อท่านอธิบาย เพื่อจะได้เข้าใจชัดเจนถูกต้อง ตอบ...ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่ารูปกับนามก่อนรูปคือสิ่งที่ถูกรู้ Object ส่วนนามเป็นตัวรู้ Subject (ประธาน) รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ Object (กรรม) นั่นคือรูปกับนาม คำว่ากาย มันคือการทำงานร่วมกันของรูปกับนาม ต้องมีสองอันเสมอแล้วเราจะเรียนตรงนามหรือกาย อาการของธาตุรู้ด้วย แล้วปฏิบัติที่จิตด้วยเป็นหลัก ส่วนกายทำก่อนก็ไม่ยากมันหยาบ แล้วเราต้องอ่านจิต ต้องวิปัสสนาตรงนี้ วิปัสสนาเริ่มตั้งแต่กายในกาย คือองค์รวม คำว่ากายนอกกาย คืออยู่ข้างนอก ซึ่งเราก็ควบคุมกายกรรม วจีกรรมอยู่แล้ว สมมุติว่าคนที่ทำไม่ได้ก็คุมกายกรรม วจีกรรมไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องจิต ก็ทำให้สำเร็จกาย วจีก่อน ขณะที่เรากำลังปรับ กุศลกรรมทางกายกรรม (กายวิญญัติ) มันกำลังเคลื่อนไหวไปในทางอกุศลไปในทางทุจริตไม่ดีไม่งาม เราก็ต้องพยายามไม่ให้มันทำ ซึ่งก็ต้องใช้จิตควบคุมจัดการ วจีก็เช่นกันไม่ให้มันพูดเช่นนี้ก็ใช้จิต แต่ถ้ามันเกินกว่าเราจะห้ามมันก็ให้สุดที่พยายามให้จริงใจ อย่าซูเอี๋ย เล่นละคร แล้วมันจะดีขึ้นๆ ถ้าคนไม่มีบารมีก็จะช้านาน แต่คนมีบารมีบ้างไม่ช้านานเท่าไหร่ คนไม่มีบารมีก็อย่าไปท้อแท้ เพราะเราไม่มีบารมีจึงต้องพากเพียร อย่าใจร้อน เราไม่มีบารมีก็อุตสาหะ อยู่กับหมู่ ยิ่งคนไม่มีเรี่ยวแรงมากควรต้องอยู่กับหมู่ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ มันเป็นสนามแม่เหล็ก เป็นการตรวจสอบ เป็นการเมตตาช่วยเหลือกันจริงๆ มิตรสหายดีจึงเป็นข้อ 1 ของแทบทุกอย่าง ต้องมีองค์รวมช่วยเหลือ โดยเฉพาะสังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นสัปปายะ มีอิทธิพลมีน้ำหนักช่วยเหลือเราได้อย่างมาก ชุมชนชาวอโศกทุกวันนี้เป็นสัปปายะ 4 ที่บริบูรณ์ มีทั้งสถานที่ ที่ไม่เป็นมลพิษ เราพยายามความพยายามสร้างให้ไม่มีสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เป็นเสนาสนสัปปายะ มีบุคคล ผู้ที่รู้ รู้มากรู้น้อยก็ดี บางชุมชนคนมีน้อย ไม่มีอรหันต์ ไม่มีอนาคาฯ สกิทาฯ แต่ก็มีอาริยบุคคลในระดับนั้น ระดับนี้ น้อย หรือมากก็มีแต่เป็นไปตามธรรม ถ้าเราเข้าใจว่าสังคมใดก็ตามในชาวอโศก ที่เป็นอาวาสถาน เป็น สังฆสถาน พุทธสถาน แม้จะไม่เป็นอาวาสสถานก็แล้วแต่ ยิ่งเป็นสังฆสถาน พุทธสถานก็ยิ่งดี ในคนที่มีคุณธรรมมีอาริยธรรม มันเป็นจริง มีเอหิปัสสิโก เชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ได้ ศึกษาให้ดีว่าโลกุตระมีทิศทางเช่นนี้ รวมตัวพากเพียรไป นอกจากคุณเองแย่เต็มทีอยู่ไม่รอด มาแล้วทำให้เราเสื่อมหนัก เก็บกด แก้แค้น หมักหมม ซับซ้อนก็ไม่เป็นไร ออกไปปฏิบัติข้างนอกก่อน คนที่มีจิตใจรับรู้แล้วว่าอันนี้มันใช่ อันนี้มันเป็นสิ่งที่ถูก แม้จะไม่มีบารมีอยู่ในนี้ไม่ได้ แต่ก็ปฏิบัติข้างนอกตามฐานะของเรา เพราะเรามีจิตใจที่มีปัญญารู้ว่าใช่ ก็ไม่ต้องพยายามบังคับตัวเองให้จัดจ้านเกินไป ถ้ายิ่งจัดจ้านจะตีกลับเป็นพลังสะท้อนกลับ ก็ค่อยๆ พากเพียรเอา จะปล่อยวางรูปนาม ทำใจในใจ (มนสิกโรติ) คือวางส่วนที่เราจะวาง จะไม่ยึดติดผูกพัน ให้มันดับเราก็จะทำดู ก็จะรู้ว่าทำอย่างไร เราจะรู้ไปเรื่อยๆ มีพลังปัญญา คือฌาน คือพลังงานอุณหธาตุ คือธาตุไฟ ฌานนี่คือปัญญา ถ้าฌานสะกดจิตแบบฤาษีชีไพรกดข่มก็ทำให้เป็นก้อน แต่พลังงานธาตุไฟนี้จะสลาย มีฤทธิ์แรง ร้อยดีกรี สองร้อยสามร้อยดีกรี จะมีพลังงานไฟไปสลายกิเลสได้ ราคะ โทสะ โมหะ (คือพลังงานไฟพักยก จะเบา แต่ถ้าโมหะทำงานจะร้ายแรง แต่ไม่เต็มรูปราคะโทสะ แต่ถ้ามันทำงานจะเลวกว่าราคะโทสะอีก) สรุปแล้วคุณทำไปจะค่อยๆ มีญาณปัญญารู้อาการที่ไม่มีรูปร่าง สีสัน ตัวตน แต่เราจะเข้าใจรู้ได้ด้วย อาการ หรือกิริยาของมัน กิริยาจะหยาบกว่าอาการ อาการโกรธ โลภ เศร้า ดีใจ เราจะอ่านอาการพวกนี้ออก ว่า อ๋อ.. ตอนนี้เรากำลังมีอาการดีใจแรงๆ ตอนนี้มีอาการไม่ชอบใจแรงๆ มีอาการเศร้ามากๆ มีอาการตื่นเต้นมากๆ เราจะอ่านอาการใจออก

_0899621xxx แมททริค คือโลกเสมือนจริงซ้อนไปอีกทีครับเหมือนชีวิตในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประหนึ่งว่าเราเป็นโปรแกรมหนึ่งที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมาโดยประกอบ ตอบ...โลกเสมือนจริงก็คือสิ่งลวงนั้นแหละ อย่าไปหลงผิดว่าเหมือนจริงนั้นคือจริง

_0805925xxx คำถามจิตนู๋ถามตัวเองตั้งแต่เด็กที่สนใจศาสนาหาคำตอบไม่เจอ?อยากรู้เหมือนกันจิตมาจากไหนเกิดมาจากอะไรร่างกายมาจากดินน้ำลมไฟแล้วจิตอุบัติปรุงแต่งจากอะไร?กำเนิดของจิต?เฮ้อ อจินไตย!นะ กิเลสกามกินผูกใจจัง กิเลสกามเสพผูกใจเจ็บ กิเลสคนคนวัฎฎะไม่หน่ายคลายกามคุณ!จริงเนอะ! ปลายฝน ตอบ...อย่าใจร้อน พากเพียรก็ดีแล้ว ไปเรื่อยๆ ต้องอ่านอาการ จะรู้ว่าอุตุนิยามเป็นอย่างไร มีในตัวเราด้วย เป็นดินน้ำลมไฟ มีอาการอยู่ในตัวเรา อาการละเอียดด้วย แล้วอาการละเอียดเหล่านี้จะข้ามมาเป็นพีชนิยาม ก็เรียนรู้อุตุต่างจากพีชะที่มีชีวะ ชีวะหรือชีวิตจะมีสัญญากับการปรุงแต่งอยู่ในตัวมัน อาการที่มันปรุงแต่ง คือดินน้ำลมไฟ มีแค่สัญญากับสังขาร เอาธาตุที่สัญญากำหนดรู้เอามาปรุงแต่งสังขารตนเอง อันไหนใช่ก็เอามาปรุงแต่งสังขารสร้างตัวมันเอง มันสร้างตัวมันเองเป็นชีวะ แล้วพืชจะขึ้นมาเป็นจิตนิยาม พืชจะไม่เคลื่อนที่ อยู่ติดที่ ไม่ไประรานใคร พืชไม่ค่อยไปไหน จะไปกับลมผลักดันไปเช่นเกสร ก็เพราะลมพาไป แต่ตัวมันจะปักหลักไม่ออกไประรานใคร แล้วพอสัญญากำหนดหมายได้เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงเป็นจิตจะหลุดจากที่แล้ว จะหลุดจากที่เดิมมีชีวะเคลื่อนได้อิสระ แล้วสามารถมีความรู้สึก ดูด และผลัก แล้วจะแรงขึ้น หนักเข้าก็จะทำร้ายเลย สัตว์เดรัจฉานชนิดต่ำๆ ก็ทำร้ายกันแรง แล้วจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นมา จากพลังงานที่กำหนดหมาย มาเป็นสัตว์ ครบ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นวิญญาณ เป็นพลังงานครบ 4 ที่จะเป็นองค์รวมขยายได้ต่อไป พลังงานหลัก 4 เป็นต้นแรกที่จะทำอะไรต่อไปได้ เป็นหลักรวมครบทั้งปัญญา แต่ถ้าไม่ถึง 4 จะไม่ถึงปัญญา พลังงานเหล่านี้ จากอุตุมาเป็นพีชะมาเป็นจิตแล้วจะไปรู้เรื่องกรรม แล้วจิตนี่จะเป็นอเวไนยสัตว์ก่อน แล้วพัฒนามาเป็นเวไนยสัตว์แยกแยะกุศล อกุศลได้ แยกกรรมที่เป็นโลกุตระหรือโลกียะออก สั่งสมธรรมที่เป็นโลกุตระให้กับตัวเองเป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ไปตามลำดับ ก็ไม่ต้องใจร้อน เรียนรู้ไปเรื่อยๆ พวกเพียร จึงเป็นปัจจัตตัง รู้ได้ด้วยปัจจัตตลักษณะ เข้าใจดีๆ แล้วเรียนรู้เถิด มันยากแต่ก็เป็นสิ่งที่ยอด มันไม่มีอะไรเลิศยอดเท่านี้อีกแล้วสำหรับการเป็นมนุษย์โลกนี้ ถ้าไม่ใส่ใจธรรมะก็พัฒนาการไปตามลีลาอัตภาพของใครของมัน มันมีเหตุผลอะไรของตนหวือหวาก็ไปเร็ว แต่ไม่มีก็ไปช้า จนถึงขีดเรียนรู้จัก ดี ชั่ว รู้กุศล รู้อกุศล ก็ค่อยๆ เรียนรู้ แล้วจะเข็ด ในแต่ละชาติ ระลึกไม่ได้ แต่ถ้ามาศึกษาธรรมะจะรู้อดีตได้เร็วขึ้น จริงลึกขึ้น แต่ถ้าไม่ศึกษาเป็นสัมมาทิฏฐิจะเลอะเทอะ เห็นแต่รูปไม่เห็นนาม ยกตัวอย่างพวกนั่งหลับตาสมาธิ จะเห็นแต่รูป ไม่รู้อาการจิต เช่นเห็นเทวดาเป็นรูปร่าง ก็จะช้าพวกนี้ เพราะมันผิด มันต้องเน้นรู้จิตมันจะชัดขึ้น จิตที่เป็นรูปจิต แต่ถ้าสายหลับตาสะกด จิตจะติดแค่รูป ไม่เน้นรู้จิต ที่จะทำให้ชัด แก้ไขเหตุที่จิตได้ เหตุอยู่ที่นามไม่ใช่รูป ถ้าศึกษาทางรูป ไม่ศึกษาทางจิต ก็จะช้ากว่าพวกที่ศึกษาจิต

_0893867xxx วิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์ให้ความรู้เรื่องพลังงานที่ทดลองได้จักรวาลที่พิสูจน์ได้!แต่ไม่มีใครพิสูจน์นิพพานได้นอกจากจิตใครจิตมัน! พ่อครูบ่มีวันตกโลกเพราะธ.พระศาสดาที่พ่อครูเผยแพร่ มีแต่พามนุษย์ยกโลกด้วยการหยุดคนจิต! เพราะธรรมชาติโลกแย่ลง เหตุถูกมนุษย์คนจิตตน ฉุดโลกตกลงมาทั้งโลก ทั้งตัวเอง!สกก. ตอบ..มีหมอประสาน ทางใจ สนใจศึกษาทางนี้ สนใจทางรูป ก็น่าสงสาร มีความล่อด้วยความหลากหลายมีความรู้อะไรมากมายให้หลงผิด แต่ถ้าเน้นมาทางนามก็จะได้

_0893867xxx พ่อครูขยันเทศนาธรรมผู้น้อยก็ขยันฟังธรรมตามท่านแม้จะวนอยู่กับธรรมเดิมๆ ซ้ำๆ เพราะทุกเรื่องในพระตปฎ.ทุกข้อล้วนวนเวียนอยู่กับจิตต่อเนื่องจนจบที่นิพพานเป็น1เดียวกันอยู่แล้วสาธุ! _0857882xxx ทำอย่างไรให้จิตสงบ ตอบ...ตอบเบื้องต้นง่ายก่อน การทำจิตแบบสมถะ นั่งสะกดนั้นยังมีเวียนกลับ ต้องมาเรียนรู้อาการของจิต เจตสิกต่างๆ ทำอย่างวิปัสสนาไม่ใช่สมถะ แต่จะกำจัดเหตุที่เริ่มตั้งแต่โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา

_0844497xxx การให้ทุกอย่างคือ การได้ทุกอย่าง การหวงแหนคือ การสูญเสียทุกอย่าง ของที่เก็บไว้ยังไม่เป็นของเรา ของที่ให้ออกไปจึงเป็นของเราแท้จริง คนใจต่ำดีใจที่ได้เปรียบ คนใจสูงเบิกบานเมื่อได้เสียเปรียบ ผู้น้อย กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพ โปรตเมตตาขยายความ ตอบ...ถูกหมดแล้ว ไม่ขยายความ ขอบคุณ เรียบเรียงมาใหม่จะได้อ่านสู่กันฟังอีก

_จากไลน์…คุณสมถวิล บาลเวช .. ทานๆ ให้ๆ สมองคิดรู้ว่าไม่ต้องมุ่งหวังไม่ผูกพันไม่สั่งสมไม่หวังข้ามภพข้ามชาติแต่พอคนไม่เห็นค่าสิ่งที่ทำ บางครั้งก็เห็นแว้บๆ ให้เจ็บอยู่นี่คะ... จะสอนตัวเองท่าไหนล่ะคะจึงจะหมดเสียที? ตอบ…นี่แหละอย่างที่อธิบาย อย่ามีอาการฮึดฮัด อภิชปาอยากได้เร็วๆ ก็เลยยิ่งช้า คุณได้เพียรเต็มที่แล้ว ก็ได้เพียรแล้ว อย่าไปหวัง อย่าไปอยากได้ ให้เพียรเต็มที่

_จากคุณป่าร่ม “ตอนใกล้ตาย” มันมีความรู้สึกอย่างไร? อาการของการ “ตาย” ที่คนอื่นได้ศึกษามาหรือเคยได้พูดคุยกับคนมีประสบการณ์ใกล้ตาย (near-death experience) นั้นเป็นเช่นไร คุณหัชชา ณ บางช้าง เคยค้นคว้าเรื่องนี้มาเขียนใน “ภาวะหลังตาย” และเล่าว่า “กระบวนการตาย” ในระยะต่าง ๆ นั้นเป็นเช่นไร ท่านบอกว่ามันมี 4 ขั้นตอนอย่างนี้ 1. ระยะแรก เป็นระยะที่ธาตุดินเริ่มสลายตัวกลายเป็นน้ำ ผู้ตายจะรู้สึกอ่อนระโหย ไม่มีแรง การมองเห็นต่างๆ เริ่มเสื่อม มองอะไรๆ ก็ไม่ชัด ทุกอย่างดูมัวๆ ไปหมด ทุกอย่างที่เห็นเหมือนมองไปกลางถนนขณะแดดจัดๆ ภาพต่าง ๆ จะเต้นระยิบระยับไปหมด 2. ระยะที่น้ำจะกลายเป็นไฟ ช่วงนั้น น้ำในร่างกายเริ่มแห้งลง จะรู้สึก ชา ๆ ตื้อๆ เริ่มหมดความรู้สึก ไล่จากปลายเท้าขึ้นมา ประสาทหูเริ่มไม่รับรู้ คือเริ่มไม่ได้ยินเสียงอะไร มองไปทางไหนก็เห็นแต่ควัน 3. ระยะนี้ไฟเปลี่ยนเป็นลม หูจะไม่ได้ยินอะไรอีกเลย รู้สึกหนาวจับใจ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ หยุดหมด ลมหายใจอ่อนลงเรื่อยๆ จมูกเริ่มไม่รับความรู้สึกเรื่องกลิ่น 4. ระยะนี้ ธาตุลมจะเปลี่ยนเป็นอากาศธาตุ ตอนนี้ เจตสิกทุกอย่าง รวมทั้งการหายใจจะหยุดหมด พลังงานทั้งหลายที่เคยไหลเวียนอยู่ในร่างกายจะไหลกลับคืนไปสู่ระบบประสาทส่วนกลางหมด ลิ้นแข็ง ไม่รับรู้เรื่องรสชาติใด ๆ ความรู้สึกสัมผัสหมดไป ความรู้สึกอยากโน่น อยากนี่ต่างๆ ที่เคยมีก็หมดไป มีความรู้สึกเหมือนอยู่กับแสงเทียนที่กำลังลุกโพลงอยู่เท่านั้น ท่านบอกว่าตอนนี้แหละที่แพทย์จะประกาศว่าผู้ป่วยในความดูแล “ถึงแก่กรรม” แล้ว (Clinical Death) นั่นก็คือจุดที่ “เวทนา” ทั้งหมดดับไป สมองและระบบไหลเวียนต่าง ๆ ของร่างกายหยุดทำงานหมด แปลว่ารูปและนาม หรือเบญจขันธ์ ตายไปแล้ว ก็ต้องถกกันต่อไปว่า ถ้าเราเชื่อว่า วิญญาณยังอยู่ต่อเมื่อร่างกายสลายไป จะไปอยู่ที่ไหนอย่างไรต่อไป อ่านเจออีกแหล่งหนึ่งเรื่อง “ลักษณะการตาย” ตามแนวคิดแบบ “เซน” ที่คุณ “โชติช่วง นาดอน” เคยรวบรวมไว้ในหนังสือ “จิตคือพุทธะ” เมื่อนานมาแล้ว ท่านบอกว่าคนเราตายได้สองลักษณะ คือ “ตายอย่างปราศจากที่พึ่ง” และ “ตายอย่างสมบูรณ์ด้วยที่พึ่ง” คนที่ตายย่างแรกนั้นเวลาใกล้จะสิ้นลม มีอารมณ์ผิดไปจากปกติ จิตใจกลัดกลุ้มยุ่งเหยิง เรียกว่า “จิตวิการ” ซึ่งหมายถึงจิตเกิดความปวดร้าวทรมานเพราะยัง “ยึดติด” กับหลายเรื่อง หรือที่ผมเรียกว่า “ไม่ยอมตายทั้งๆ ที่ต้องตาย” นั่นคือจิตใจยังติดข้องกับอุปาทาน 4 ประการคือ 1. ติดอยู่กับทรัพย์สินเงินทอง 2. ห่วงใยอาลัยในสิ่งที่เป็นรูป และอรูป โดยเห็นว่าเป็นของเที่ยง 3. มีนิวรณ์ความวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน มาห้ามจิตมิให้บรรลุความดี 4. มีความดูแคลนเมินเฉยในคุณพระรัตนตรัย เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่ตายลักษณะอาการอย่างนี้ เรียกว่าตายอย่างอนาถา ส่วนการตายอย่างสมบูรณ์ด้วยที่พึ่งนั้นแปลว่าคนใกล้ตายมีสติอารมณ์ผ่องใส ไม่หวั่นไหว และซาบซึ้งในวิธีของมรณกรรม และยึดหลัก 4 ประการคือ 1. มีอารมณ์เฉยๆ ซาบซึ้งถึงกฎธรรมดาแห่งความตาย 2. ซาบซึ้งถึงสภาพการณ์สิ่งในโลกของความไม่เที่ยง ไม่เป็นแก่นสาร 3. รำลึกถึงกุศลกรรมที่ได้ผ่านมาในชีวิต และเกิดปิติปลาบปลื้ม 4. ยึดมั่นเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอยู่ตลอดเวลาจนสิ้นลมหายใจ ด้วยเหตุนี้แหละ, ผมจึงเห็นว่าการ “ฝึกตายก่อนตาย” ดั่งที่ท่านพุทธทาสเคยสอนเรานั้นเป็นเรื่องประเสริฐสุด แต่คนส่วนใหญ่กลัวตาย แม้จะเอ่ยถึงคำว่าตายก็รับไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการ “แช่ง” ทั้งๆ ที่ไม่มีใครหนีความตายได้แม้แต่คนเดียว การเรียนรู้ “มรณาอุปายะ” หรือ “ฝึกตายก่อนตาย” นั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้มันสนุกเสีย ให้มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นน่ายินดี ก็จะทำให้ความทุกข์ระหว่างมีชีวิตอยู่นั้นลดน้อยถอยลง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไปก็ไม่ตกตื่นรันทดและทรมานเพราะความกลัวและความไม่ต้องการที่จะจากไป ชาวพุทธที่ฝึกธรรมะในสาระจริง ๆ (ไม่ใช่แค่ทำบุญแล้วนึกว่าจะต้องไปสวรรค์โดยไม่ต้องปฏิบัติธรรม) ก็จะเข้าใจว่า “ขันธ์ทั้งห้า” ล้วนไม่เที่ยง ไม่มีความแน่นอน เปลี่ยนแปลงและทรุดโทรม และท้ายสุดก็แตกดับไป และระหว่างที่มรณกาลมาถึงนั้น ขันธ์ห้าก็ย่อมจะแปรปรวน จึงควรจะเตรียมตัวและเตรียมใจไว้ เมื่อความตายมาถึง, เราก็จะได้ไม่ทุรนทุราย และตายอย่างมีสติ และ “รู้เท่าทันความตาย” ซึ่งเป็นสุดยอดของการมีชีวิตอยู่นั่นเอง นมัสการครับ ..เป็นเช่นนี้หรือครับ ผมว่าไม่น่าใช่ ธาตุดินกลายเป็นน้ำ น้ำกลายเป็นไฟไม่สมเหตุสมผล ผมว่าเราทำให้เราตายจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นการตายที่ถูกต้องมากกว่า ใช่ไหมครับ? ตอบ...ก็ดี ดีในความเห็นของคุณป่าร่ม ท้ายข้อความ คนอย่าไปยึดธาตุต่างๆ ว่าจะตายตัวดินน้ำไฟลมจะต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่ต้องกังวลหรอกว่า ของเขาผิดหรือของเขาถูก คุณก็ทำใจของคุณว่าเราตายจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสก็เป็นจริง ตรงที่ว่าตายอย่าไปตายอย่างโง่ๆ อย่างที่ไม่รู้จักรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเลยมันตายอย่างไม่เข้าท่า มันมีถ้ารู้ก็ต้องรู้ มันต้องมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่ต้องชัดเจนว่า รูปเป็นอย่างนี้ เสียงเป็นอย่าง นี้เปลี่ยนเป็นอย่างนี้ รสเป็นอย่างนี้ มันก็ชัดเจนของมัน ก็รู้เท่าที่มันเป็นจริงตามความเป็นจริง แล้วทำจิตให้ปล่อยวาง จิตที่ทำอย่างนั้นแหละ มันจะเป็นจริง ตามที่แต่ละคนจะฝึกได้ เราเรียนภาวะที่อุตุจะมาเป็นพีชะมาเป็นจิต มันจะไม่สงสัยไปนั่งยึดติดอะไร พอเวลาจะตาย คุณก็ปล่อยไปโล่ง ปล่อยให้มันสิ้นสุด ถ้าจะพูดภาษาวิทยาศาสตร์ก็ทำให้จิตมันเป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน ไปกดดันอะไรปล่อยไปให้เป็นนิวเคลียร์ฟิชชันไม่ใช่นิวเคลียร์ฟิวชั่น นั่นแหละให้ตายอย่างนั้นดีที่สุด

คำถาม _พระอริยบุคคลระดับโสดาบันมีนิสัยเบื้องต้นเป็นอย่างไรภูมิธรรมเป็นอย่างไรครับ(ของ่ายๆ นะครับ) ตอบ...อริยบุคคลในระดับโสดาบันวิสัยเบื้องต้นคือ ไม่ทุจริต ไม่ทำอะไรผิด นี่อย่างง่ายๆ เป็นคนรู้ว่านี่ทำอะไรผิด เราไม่ทำ เช่นเราทำอันนี้ผิดเป็นกายกรรมเราก็ไม่ทำแล้ว จะพูดอย่างนี้ผิดโกหกก็ไม่ทำเรื่องนั้น แล้วก็ทำให้ได้จะเป็นโสดาบันแต่เบื้องต้น ก็รู้ว่าอันนี้ไม่ดี จิตก็ต้องไม่ทำ เหมือนเด็กรู้ว่าไฟนี่ร้อนจะไม่จับ รู้ว่า กายกรรม วจีกรรมนี้ผิดจะไม่ทำเลยภายนอก ใจก็ยังมีนะ แต่ข้างนอกเราไม่ทำเลย นี่แหละคือจิตพระโสดาบัน

_พวกหนูทีมอุทยาน เส้นทางที่พวกหนูใช้เดินทางกลับมาที่วัด จะมีโรงฆ่าสัตว์อยู่ริมทาง แล้วทุกๆ วันพวกหนูก็จะเห็นเขาฆ่าหมูอยู่แล้วเกือบทุกครั้ง พวกหนูก็จะแอบเผลอไปมองบ้าง แต่ไม่ได้ตั้งใจจะมอง ในจิตใจหนูคิดสงสารสัตว์พวกนั้นอยู่ อยากจะถามว่าจะบาปไหม? ตอบ….เราไปเห็นแต่ใจเราก็ไม่ได้ไปนึกดีอะไรไปกับเขาก็ไม่บาป

_ของคุณใบฟ้า ปีนี้ ขณะนี้ พ่อครูอายุย่าง 83 ปีเชื่อว่าลูกๆ ใคร่ทราบการปฏิบัติตนในการดูแลสุขภาพด้วย 8 อ. คืนไหนที่พ่อครูนอนไม่หลับ(พ่อครูว่าไม่มีคืนไหนที่นอนไม่หลับ กลางวันก็ยังหลับได้เลย พักผ่อนให้อ้วนขึ้นมา ตอนนี้น้ำหนัก 52 ไป 53 แล้วนะ รู้สึกเป็นห่วงพ่อครูที่มีวิบากเหมือนเข็มแทงนอนไม่หลับจะชดเชยอย่างไร(พ่อครูว่าก็พักผ่อนเพิ่มเติม) สืบเนื่องจากที่พ่อครูยกระดับการศึกษาของ ว.นบ.ว่าเป็นศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา ความหมายของปรัชญายังแตกต่างหลากหลายตามความเข้าใจนิสิตแต่ละคน ตอบ... ศีลเต็ม ก็คือเราพากเพียรปฏิบัติไปจนเต็มที่หลักของพระพุทธเจ้า คือจุลศีล 26 ข้อ ถ้าเราปฏิบัติได้เต็มนี้ก็จะได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากแล้วนั่น คือศีลเต็ม แต่ละข้อมันเต็มในตัวของมันเอง เช่นศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลจะเต็มก็คือกายเราไม่ทำ วจีเราไม่ทำ แต่ใจเรายังมีวูบวาบ บางคนใจยังอยากฆ่าอยู่ก็ไม่เต็ม แม้ที่สุดมันจะเฉยๆ สัตว์มันจะทำร้ายเรา เราก็เฉยๆ แม้ที่สุดมันทำร้ายเราๆ ก็เฉยๆ เราก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันจะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ก็เฉยๆ นั่นคือศีลเต็มในข้อ 1 แม้ว่าเราจะสงสาร ก็อย่าไปยึดติด จริงๆ ก็แค่เฉยๆ ก็คือเต็ม สัตว์จะทำร้ายเรา ก็ไม่มีใจโกรธแค้นเคือง หรือไม่ชอบใจอะไรขึ้นมาในจิต ก็เป็นวิบากเขาวิบากเรา ข้ออื่นก็มีลักษณะเช่นนี้ ถ้าทำได้ใจเราเช็คได้ก็เต็ม จุลศีลเป็นเรื่องปฏิบัติตน มัชฌิมศีลเป็นการขยายความละเอียดของจุลศีลหรือเดรัจฉานกถา เป็นการพูดขวางทางนิพพาน แต่ถ้าเดรัจฉานวิชชา คือครบกาย วาจา ใจ มัชฌิมศีล คืออธิศีลของจุลศีล รายละเอียดเพิ่มขึ้น ส่วนมหาศีล คือศีลส่วนรวม ศีลเป็นความไม่ดี ไม่งาม ที่ศาสนาพุทธไม่มีเลยทั้งนักบวชและฆราวาส ใครยังละเมิดมหาศีลก็ด่างพร้อยไม่เต็ม มันควรทำก่อนอื่น คือเว้นเดรัจฉานวิชชา มหาศีลเป็นตัววัดกลุ่มพุทธไหนที่ยังมีเดรัจฉานวิชชาอยู่ คือศีลไม่เต็ม ศาสนาพุทธนั้นไม่มี เดียรัจฉานวิชาเป็นเครื่องวัดตัวแรกและตัวรวม เข้มงาน คือทำงานเต็มที่ คุณรู้ว่าไม่ได้หลบเลี่ยง เมื่อยก็พัก หายเมื่อยก็เพียร สืบสานวิชชา เรามีวิชชาขนาดไหน โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์แล้วก็ช่วยสืบสานไปตามจริง เมื่อใช้ได้แล้วก็ไม่มีกะจิตกะใจกตัญญูกตเวทิตา นำความรู้อันนี้เผื่อแผ่คนอื่นต่อไป ตามที่เรามีจะไปทำเกินตัว มันไม่ดีมันไม่ใช่ เราไม่มีเงินสักบาทก็จะไปทำทานจะบ้าหรือ ไปยืมเงินคนอื่นมาทำทานมันไม่ใช่ เราไม่เอา เอาสิ่งที่เรามีอย่าไปอวดดี หรือทำเกินตัวหรือหมดตัวเพราะมีอยู่ 10 บาทไม่ใช่ไปให้ทาน 10 บาทเลย หรือถ้าเราจะทาน 10 บาทได้เราก็ต้องรู้ว่าไม่เป็นปัญหา

_ทำไมเราต้องเกิดมาด้วยคะ ตอบ...ก็ต้องเกิดมาก็เพราะว่าเรายังมีวิบาก เรายังมี คนที่จะต้องเกิดยังปรินิพพานไม่ได้ ก็ค่อยเรียนรู้ว่าวิบากคืออะไร นอกจากมีวิบากแล้วยังมีอุปทานอีก ถ้าสมาทานนี้ยึดอย่างสมณะอย่างฉลาดไม่ยึดติด แต่อุปทานนี้ยึดอย่างโง่

_หลวงปู่มีวิธีฝึกจิตไม่ให้โกรธครับ ทำอย่างไรจึงเลิกโกรธ(อย่างง่ายนะครับ) ตอบ...ก็พยายามรู้ว่าโกรธนี้เป็นภัยต่อเราเอง เป็นภัยต่อคนอื่นด้วย ถ้าเราโกรธมาก เดี๋ยวก็ออกมาทางกายกรรม ทางวจีกรรม ก็ต้องรู้ว่าโกรธนี้ไม่ดี แล้วจะทำไปทำไมในความไม่ดีนั้น คนเราถ้าไปทำความไม่ดีก็คือคนโง่ ถ้าเป็นอาตมาก็จะไม่เอาหรอกความไม่ดี

_ถ้าทำทานแบบหวัง ผูกพัน สั่งสม จะได้เป็นเทวดาจาตุมหาราชิกา แต่ถ้าทำทานแบบไม่หวัง ผูกพัน สั่งสม จะได้เป็นเทวดาดาวดึงส์ ก็ถามว่าถ้าเราไม่ หวัง ผูกพัน สั่งสม ถามว่าทำไมได้แค่เทวดาชั้นต้น ตอบ...ทำแค่ชั้นต้นก็ได้ชั้นต้น คุณจะทำแบบไม่มีภพชาตินั้น อย่านึกว่าจะทำได้ทันที แต่โวหารให้ทำแบบนี้ จะได้ตามบารมี การสร้างภพชาตินี้จึงลึกซึ้งมาก อาตมาพยายามเปิดเผยว่าคนเรามี 6 ภพนี้เท่านั้นแหละที่อยากได้ใครก็ไม่อยากได้ภพนรก แต่นรกนั้นมีเยอะนะ อาตมาไม่จำเลย เพราะนรกมันมากชื่อมันก็เลยเยอะ แต่เทวดามี 6 เทวดา แต่เทวดา 6 นี้ก็คือนรกแท้ๆ อยู่ที่เทวดาชั้นที่ 1 นอกนั้นก็เป็นภพหลอก หากไม่ปิดประตูเทวดาแรก ก็จะซับซ้อนมากขึ้นในเทวดาอื่นๆ เช่นถ้าเราอยากได้ แย่งมาได้ก็สมใจ แล้วดีใจเป็นดาวดึงส์ การชอบใจกับไม่ชอบใจนั้นคู่กัน ร้ายกับดีมันคู่กัน ไม่มีร้ายไม่มีดีก็นิพพาน ถ้าไม่หยุดร้ายดาวดึงส์จะซับซ้อน เมื่อคุณหยุดร้าย แล้วดีใจที่หยุดร้ายได้เป็นดาวดึงส์ คือภพอ่อนลง แต่ถ้าคุณร้ายแล้วเป็นดาวดึงส์คือภพซับซ้อน ถ้าคุณเองหยุดจาตุมหาราชก็ได้ดาวดึงส์ แต่ถ้าคุณไม่หยุดจาตุมหาราช ร้ายนะ แต่ดีใจก็ได้สองหรือสามร้าย แต่ถ้าหยุดแล้วคุณดีใจคุณได้ หนึ่ง แต่ถ้าไม่หยุดแล้วดีใจอีกก็ได้สองหรือสาม จะทบแรงเป็นทศนิยมเพิ่มขึ้นเลย การหยุดมีวันจบ แต่การเพิ่มมีแต่ทศนิยมขยายตัวไปอีก ความมีอนันต์ ความมี ไม่มีที่สุด ความหมด มีที่สุด พวกที่เพิ่มแรงไม่มีทางสุด พวกที่ลดแรงได้คนนั้นมีที่สุด

_ถ้าคนเราไม่ชัดเจนว่าอยากไปมากๆ ให้เดินทางมากน้อยแล้วอยากไปรีบร้อนให้เดินทางตามลำดับ ไม่เช่นนั้นก็จะขลุกขลัก

ในพระไตรฯ ล.27 ข้อ 1445 [14 45] คนผู้ตระหนี่กลัวยากจน ย่อมไม่ให้อะไรๆ แก่ผู้ใดเลย ความกลัวจนนั่นแลจะเป็นภัยแก่คนผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัวความอยากข้าว อยากน้ำ ความกลัวนั้นแหละ จะกลับมาถูกต้องคนพาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า. ทานเถิด เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า. [1447] ทานผู้ให้ได้ยาก เพราะต้องครอบงำความตระหนี่ก่อน แล้วจึงให้ได้อสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำทานตามที่สัตบุรุษทำแล้ว ธรรมของสัตบุรุษอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน