591202_พุทธศาสนาตามภูมิ แยกแยะกายคือ จิต มโน วิญญาณ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
591202_พุทธศาสนาตามภูมิ แยกแยะกายคือ จิต มโน วิญญาณ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2559 เวลามันรวดเร็วมาก ดูเรื่องราวที่เราจะทำ ก็ทำไม่ค่อยทัน เมื่อวานนี้ ถ้าเราฟังพ่อครู จะพบว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะเพิ่มความหนาของกิเลสไปเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ปุถุชน เพิ่มความหนาของกิเลส เพราะว่าไปเพิ่มภพชาติแก่ตัวเอง อยู่ในโลกของข่าวสาร ก็เสริมกิเลสไปเรื่อยๆ มีแข่งกันเสริมจมูก พอทำแล้วก็แฟนสนใจ มีคนติดตามหลายหมื่นคน เป็นเรื่องที่เหมือนเป็นสิ่งโก้เก๋ ทำไปแล้วก็นอนร้องไห้ เพราะเจ็บปวดทรมาน ทั้งที่ทุกข์ทรมาน แต่ก็ยังภูมิใจว่าสิ่งที่ทำนี้ มีคนติดตามมีคนชมเยอะใน facebook ของเขา ก็เป็นภพ ที่เป็นความทุกข์ทรมาน แต่เขาร้องว่า นี่เป็นความเจริญ โก้เก๋ พระพุทธเจ้าว่า ภพนี้เหมือนอุจจาระ แม้เล็กแม้น้อยก็น่ารังเกียจ เมื่อวาน พ่อครูเอาเรื่องผู้วิเศษ ก็เป็นภพของคนที่คิดว่า ตนเองเป็นผู้วิเศษจะทำเหมือนคนธรรมดาไม่ได้ หมอมโนบอกว่า ท่านเคยอยู่ในวัด เขายกให้เป็นเหมือนผู้วิเศษ จะออกมาไม่ได้หรอก แล้วสุดท้าย ผู้วิเศษทั้งหลาย ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็จะถูกฮ่องเต้สั่งตัดหัว ที่ถูกสั่งตัดหัวเพราะว่า ถูกหมั่นไส้ สมัยก่อน ฮ่องเต้เป็นใหญ่ ใครวิเศษแค่ไหน ก็สั่งตัดหัวได้ สุดท้าย ผู้วิเศษ 3 - 4 คนนี้ก็ถูกตัดหัว เพราะถูกหมั่นไส้ สมัยนี้ไม่มีใครไปตัดหัวอย่างนั้น แต่ความหลงความวิเศษ ก็ทำให้เขายอมไม่ได้ ทำให้เขายืนยันว่าเขาชนะ เขาถูกต้อง เขาชนะ วันนี้ตำรวจก็จะเข้าไป แต่ก็ไม่ได้ ตอนนี้ตำรวจ ให้เจ้าคณะนำหน้าไปก่อน ตำรวจเดินตาม ทาง DSI ก็ร่วมมือกับตำรวจ ตอนนี้ขอ 5 กองร้อย มีหน่วยพยาบาลให้ครบเลย แต่เห็นอย่างหนึ่งว่า ที่พ่อครูพยายามให้เรารู้ภพ ที่เราหลงว่า ภพคือความเจริญโดยไม่ได้คิดว่า สิ
อ่านต่อ
่งที่ยืดเยื้อออกไป คือความเสียหาย เพิ่มความหมั่นไส้ไปเรื่อยๆ แต่คนหลงความวิเศษ ก็คิดว่าตนชนะไปเรื่อยๆ คืออันตรายของคนหลงภพ รู้แต่ว่า เราชนะแล้ว เราดีแล้วเจริญแล้ว พ่อครูก็มาทำให้พวกเรารู้ว่า ภพนี้อันตรายอย่างไร พ่อครูว่า... ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)
จิตที่ฝึกให้เป็นจิตมุทุภูตธาตุ เร็วไว เป็นรายละเอียดของ ประสิทธิภาพจิตวิญญาณ ที่พระพุทธเจ้าออกมาเปิดเผย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อาตมาเรียนตามพระพุทธเจ้ามาถึงป่านนี้ ก็บอกแล้วว่าคือใคร ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ เป็นเรื่องเดาไม่ได้คาดคะเนเอาไม่ได้ คนไทย นี้ก็เรียนรู้ได้ อย่าให้ขณะหายไป ขโณ มา โว อุปจฺจคา อย่าปล่อยให้ขณะล่วงเลยไปเสีย เพราะผู้ที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ย่อมยัดเยียดอยู่ในนรก ผู้ที่มีอวิชชา แวบเดียวก็เสพภพ เอามาสมใจตนให้ได้ ก็สั่งสมภพชาติ ภพชาตินั่นแหละ คือแดนนรก แล้วหลงว่าเป็นสวรรค์ 6 ชั้น เข้าใจผิดไปสั่งสมภพ ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะได้สัมมาทิฏฐิแล้วรีบปฏิบัติ ขณะใดก็อย่าให้เป็นภพชาติไปเรื่อยๆอย่าให้ขณะล่วงเลยไป
SMS วันที่ 1 ธันวาคม 2559
_ 0893867xxx ฟังพ่อครูอ่านบทความ นักเขียนนักวิชาการเขาเขียน เข้ากับเรื่องที่ผู้น้อยเคยอ่าน เรื่องบทบาทในการรักษาพระธรรมวินัย ของพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตโต) ศึกษาเฉพาะกรณีธรรมกาย ในวิทยานิพนธ์ของพระอ.ว.วชิรเมธี _0893867xxx เนื้อหาในวิทยานิพนธ์ ของพระอ.ว.วชิรเมธี จากหลักสูตรปริญญา พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศ.ม. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวถึงการศึกษาพฤติกรรมวัดพระธรรมกายมี 2 ลักษณะ การทำพระธรรมวินัย ให้วิปริต และการประพฤติวิปริตจากพระวินัย! สกก ตอบ...ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ไม่วิปริตหรอก แต่คนเองเป็นผู้ที่มิจฉาทิฐิแล้วก็ปฏิบัติเป็นมิจฉาปฏิบัติ ไปจากธรรมวินัย แล้วก็มีลูกศิษย์ลูกหาด้วย ก็พากันลงนรกเป็นกระบวนเลย ทำให้ลูกศิษย์ลูกหา เข้าใจธรรมวินัย วิปริตไปด้วย เป็นนรกซับซ้อน แต่เขาไม่รู้ตัว พยายามเตือน แต่เขาก็ยึดมั่นถือมั่น หลงตัวหลงตน มีอัตตา _0893867xxx พระอ.ว.ฯกล่าวตรงกับที่พ่อครูเคยสอนว่า นิพพานเป็นอนัตตาแต่ธรรมกาย สอนผิดเพี้ยนออกไปจาก ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ว่านิพพานเป็นอัตตา ผิดหลายเรื่องจริง! ธัมมกายสอนการบรรลุธรรม เมื่อเห็นองค์พระฯ แต่การบรรลุธรรม ตามพระศาสดา คือเกิดปัญญาเห็นแจ้งในสัจธรรม! ธ.พระอ.ไพศาล วิสาโล!สกก. _0893809xxx อนุตตรสัมมาสัมโพธิ ก็ถือเป็นการรู้ ถูกต้องสูงสุด ที่แสดงถึงปัญญาตรัสรู้ ของพระพุทธองค์ มีความหมายของ ภราดรภาพที่สมบรูณ์ เพราะสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ เป็นหลักธรรมสูงที่สุด จึงเรียกว่า อนุตตร เพราะว่าครอบคลุมทั่วทุกสิ่ง เป็นความรู้รอบที่ถูกต้อง
_ จาก Gurusu กราบนมัสการเรียนพ่อท่านครับ ผมบังเกิดเห็นความเข้าใจ (สัญชาตสันทิฏฐิโก) ว่า มีความจริงอย่างหนึ่งที่ ผู้เป็นบัณฑิต หรือผู้เป็นธีรเจ้า รู้ว่าควรใช้คำตำหนินำหน้า ก่อนคำชมสรรเสริญ และยังใช้คำตำหนิ ให้มากไปกว่าคำชม หรือนานๆ ทีจึงกล่าวชม กล่าวสรรเสริญนั้น ผมเข้าใจว่า (พ่อครูว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง คือกล่าวตำหนิก่อน แล้วให้คบบัณฑิตที่ติเราด้วย จะดีถ่ายเดียว) การกล่าวคำชมนั้น อันตรายต่อการก่อภพ ก่อชาติ ให้แก่ผู้ฟัง การกล่าวคำตำหนินั้น ทำลายภพชาติ ที่จะก่อเกิด "ชาติ" อันไม่ควรก่อเกิด ผมคิดเห็นถูกไหมครับ ? ผมคิดต่อไปอีกว่า คำชมนั้น เมื่อดูตามธรรมชาติ คำชมเหมือนน้ำตาล ที่ผลิตจาก งวงตาล ดังนั้น ต้นตาลกว่าจะโต กว่าจะผลิตน้ำตาลเป็นคำชมที่รื่นหู จึงต้องใช้เวลานานมาก บัณฑิตจึงไม่ชมใครง่ายๆ และไม่ชมพร่ำเพรื่อ จะมีแต่ตำหนิมากกว่าชม แต่ถ้าใครไม่เป็นบัณฑิต คือ ตำหนิไม่เป็นแล้ว ก็คงมีการก่อภพชาติ ให้แก่ผู้ฟังแน่ๆ คือ ก่อภพพยาบาท ว่า คนนี้เคยว่าเรา ดังนั้น ผู้ที่จะกล่าวคำตำหนิให้เป็นผลดี เกิดบุญได้เช่นนั้น (คือ เกิดบุญ เกิดการชำระภพชาติ) ผู้ตำหนิจึงต้องเป็นบัณฑิต หรือเป็น "ธีรบุคคล" ผู้มีปัญญา (จึงเป็นช้างใหญ่ ถ่ายขี้ได้กองโต พ่อท่านจึงปรามว่า ใครไม่ใช่ช้างผู้มีกำลัง อย่าเห็นช้างขี้ แล้วหวังจะขี้ เอาอย่างช้าง) ผมมีพระพุทธวจนะเกี่ยวกับการให้ยาดี มาฝากครับ [๑๖] บุคคลพึงเห็นบุคคลใดผู้มักชี้โทษ (ให้) เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์ (แต่บอกโดย...) มักกล่าวข่มขี่ (อย่าง) มีปัญญา [นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ] พึงคบบุคคลผู้เป็นบัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่าเมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น มีแต่คุณที่ประเสริฐ โทษที่ลามกย่อมไม่มี
จิต มโน วิญญาณ ต่างกันอย่างไรในความเป็นกาย _คำถามจากคุณหินแสง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "กาย"นี้ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง ขอพ่อครูช่วยอธิบาย "กาย" ที่เป็นลักษณะอาการของ"จิต" "กาย"ที่เป็นลักษณะอาการของ"มโน" "กาย"ที่เป็นลักษณะอาการของ "วิญญาณ" ด้วยครับ ขอน้อมกราบแทบเท้าพ่อครูครับ
ตอบ...แล้วต้องพูดอีก พูดอีกต้องพูดแล้ว เอาคำตอบตรงนี้ก่อน คำว่า จิต มโน วิญญาณ คำว่าวิญญาณเป็นคำรวม อธิบายถึงพลังงานของจิตทั้งหมด คนจะมีวิญญาณ วิญญาณอกุศล วิญญาณผีนรก วิญญาณของสัตว์สวรรค์ วิญญาณของอาริยะ ธาตุรู้จะมีในนี้หมด วิญญาณคือองค์รวม แจกเป็นเจตสิก เจตสิกคือ อาการของจิตที่แยกย่อยลง แยกละเอียดถึงภายใน เป็นพลังงานสุดท้ายเรียกว่า มโน มโน เป็นองค์คู่ของธรรม คือ ธรรมารมณ์ กับมโนกรรม สุดท้ายเลย ทรงไว้ปลายเลย สรุปว่า วิญญาณเป็นคำกล่าวรวม แจกเวทนาเป็น 108 ก็คือเนื้อวิญญาณหมด แจกสัญญาออกไปอีก แจกสังขาร ที่ปรุงแต่งเป็นสัตว์นรก เทวดาเก๊ เทวดาแท้ ก็ทั้งสิ้น ก็คือ แจกเจตสิก ตัวละเอียดภายในหลังสุด เรียกว่ามโน
มูลกรรมฐานเล็บ เวทนาแท้เวทนาเท็จ ทีนี้ กายกับวิญญาณ กายกับจิต กายกับมโน กาย คือ องค์ประชุมของรูปกับนาม กายนี้นอกจากรูปแล้ว มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นภายนอก ก็ต้องเข้ามาหา อุทาหรณ์ มูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนัง ก็เอาเล็บมาอธิบาย เข้าใจได้ง่ายที่สุด คนที่พิจารณาเล็บของตน ถ้าเล็บของตนถูกตัด เล็บที่ยาวออกมาข้างนอกถูกตัด ก็ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีอาการของเวทนา ไม่มีความรู้สึก ไอ้ที่มันไม่มีความรู้สึก มันก็ไม่ใช่กายของเราแล้ว ทั้งที่มันติดอยู่กับตัวเรานะ เล็บมันเป็นพีชะ เป็นพลังงาน ระดับที่ไม่มีเวทนา เป็นพีชะ ตัดออกไปขาดออกไปได้ ที่ไม่มีเวทนานี้ไม่ใช่กายเรา แม้จะติดอยู่เป็นชีวะกับกายเรา แต่ไม่มีความรู้สึก พีชะไม่มีเวทนา มีแต่สัญญากับสังขาร เมื่อตัดออกไป ขาดไปแล้ว ไม่มีการเชื่อมต่อกับชีวะ เล็บที่ตัดออกไปแล้วไม่งอกแล้ว หมดชีวะ มีแต่จะสลาย เป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีชีวิตินทรีย์ ส่วนที่ไม่ใช่กายแล้ว ก็ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนา ใครพิจารณาอ่านตรงนี้ก็รู้ ถ้ามันยังมีความรู้สึกเจ็บ ก็เป็น อัตตา เป็นเราพอได้ แต่ที่มันไม่มีความรู้สึก ตัดออกไปได้นี้ มันควรจะเป็นเราไหม มันก็ไม่ใช่เราไม่ใช่กายเราแล้ว แต่ถ้ามันเจ็บ แน่นอนมันก็เป็นกาย เพราะมันเป็นจิตนิยาม คนก็ยึดเป็นเรา แต่คนโง่ๆ ทั้งที่ไม่ใช่กาย อย่างผู้หญิงยึดเล็บเป็นเรา ใครอย่ามาตัดของเรา ทั้งที่ตัดแล้ว มันก็ไม่เจ็บอะไร มันไม่ใช่กาย แต่ก็ยึดเป็นอัตตาตัวตน ของเราอีก ทั้งที่มันไม่ใช่แล้ว พิจารณากรรมฐาน 5 นี้ ก็จะรู้ว่า อันไหนไม่ใช่กาย อันไหนไม่ใช่กายเรา แล้วจะยึดถือไปทำไม ยิ่งถูกตัดไปแล้วก็ยึดถืออีก อันนี้โง่มาก แม้จะเป็นเวทนา เจ็บ ก็ไม่ใช่เรา มันก็อาศัยการปรุงแต่ง เวทนา ก็มีเวทนาแท้ และเวทนาเท็จ เล็บคุณ พอมันยาวมา คุณก็บอกว่า เล็บของคุณจะต้องตัดแต่ง ต้องเพ้นท์ให้สวย สวยแล้วก็ชื่นใจ ความรู้สึกที่ชื่นใจ ที่ได้เพ้นท์นี้ก็คือ เวทนาเท็จ คนปรุงแต่ง สร้างมันมาเองทั้งนั้น เล็บจะสวยด้วยธรรมชาติ หรือไม่สวย ก็แล้วแต่ มันก็เป็นความยึดถือเอง จะเวทนาแท้หรือไม่แท้ ก็อยู่ที่ความยึดถือ มาดูเวทนา เวทนาแท้หรือเวทนาเท็จ ถ้าไปยึดในเวทนาเท็จ ก็ฉลาดน้อย (ฉลาดติดลบ) ฉลาดหาร 5 ก็คือโง่คูณ 5 แม้มันจะเป็นความรู้สึกจริง เป็นเวทนาแท้ ก็ยังไม่ใช่เรา จะไปยึดให้ถาวรนิรันดรก็ยึดได้ แต่คนที่พิจารณาแล้วด้วยปัญญา ก็ไม่ยึดถือเอาไว้ แต่เพียงอาศัย เมื่อปรินิพพาน เป็นปริโยสานก็ปล่อย ไม่ยึดถือ เอาเป็นอัตภาพ ที่จะเป็นพลังงานรวมตัวเป็นเราอีกแล้ว แยกไปเป็นเศษ ดินน้ำไฟลมไปแล้ว หมดอัตตา หมดอัตตนียา เป็นที่สุด มันเป็นความจริงที่ว่า มันไม่มีหรอก เป็นอนัตตา ผู้ที่เข้าใจแล้ว ก็เอาไว้เพียงอาศัย อย่างเช่นอาตมานี้ จะอาศัยอยู่ไปถึง 151 ปี
ภพกับภูมิต่างกันอย่างไร มาอธิบายคำว่ากาย ให้ลึกซึ้งเข้าไปอีก มีคำถามแทรกมาอีกว่า คำว่าภพ กับคำว่าภูมิ จะต่างกันอย่างไร ในรายละเอียด ในรายอนุโลม ก็อันเดียวกันได้ แต่ถ้าภพคือรูป ภูมิคือนาม ภูมิคือความรู้ ภพคือ แดนเกิด แดนเป็นแดนมี ภพคือจิตที่ยังมีความอยากมีตัณหา ภูมิของผู้มิจฉาทิฏฐิคือมีตัณหา แต่ถ้าภูมิของผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิคือปัญญา ญาณของพุทธะก็ถูกต้อง การไปยึดภพหรือภูมิ ยึดขึ้นมาก็เป็นอัตตาทั้งนั้น ถ้าคุณยึดภพ คุณก็ยึดรูป ยึดสิ่งที่เป็น ดินน้ำไฟลม เป็นอากาศ แม้จิตว่างๆ ก็ปั้นเป็นวิมานในอากาศ เป็นสวรรค์ก็ปั้นได้ ทั้งที่ไม่มีแดนอะไร ให้ไปเดินชนได้ ถ้ามันมีก็อย่างว่า ส่งจรวดไปชนได้แล้ว หรือขุดไปเจอนรก ตั้งนานแล้ว แต่เป็นลมๆแล้งๆ ที่คุณยึดขึ้นมาเอง นี่คือ ภพกับภูมิ
เจาะลึกคำว่า กาย มาเจาะลงที่คำว่า กาย คุณจะสามารถรู้ว่า ตนเองหมดอัตตา มีอัตตาแล้ววางลงได้ เช่น ขณะที่จิตของคุณ มันไปยึดว่า เล็บนี่ของเรา ทั้งๆที่มันไม่ใช่กายแล้ว คุณก็ไปยึดว่าเป็นเรา ก็คือคุณมีอัตตา แต่ถ้าเข้าใจว่า มันไม่ใช่กายแล้ว จะไปยึดเป็นเราทำไม ใครจะมาตัดเล็บและออกไป คุณก็ไม่อาลัยอาวรณ์ คุณก็ไม่ทุกข์สุขกับมัน ก็รู้สึกเฉยๆ นั่นคือคุณไม่มีอัตตาแล้ว หมดอัตตาแล้ว ขนาดมันเป็นเล็บ มีเวทนารู้สึกได้ด้วย มันก็ยังไม่ใช่ เพราะในที่สุด ก็ต้องพรากจากกันในที่สุด เมื่อคุณเข้าใจแล้ว ก็ไม่ยึดถือ ถ้ามันต้องมีวิบาก จะต้องเป็น ก็พยายามหลบเลี่ยงเอา ก็เท่านั้นเอง ก็ได้แค่อาศัย มันเลี่ยงไม่ได้ จะไปสร้างให้มันเจ็บเอง ก็เรื่องของคุณ ถึงเวลาที่จะปรินิพพาน มันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา พลังงานที่ไม่ได้ยึดถืออะไรไว้เลย ก็สูญได้ คนที่ไม่ได้ยึดถือเป็นตัวเรา เป็นของเรา ตั้งแต่สิ่งที่ไม่ใช่กาย สิ่งที่ไม่ใช่เวทนา สิ่งที่ไม่ใช่สัญญา สัญญาเป็นตัวที่จะไปกำหนดเรียนรู้ เป็นตัวต้นของปัญญา เป็นตัวตนของปัญญาตรงที่มัน อัญญา เป็นความรู้ระดับโลกุตระ แต่ถ้าเป็นความรู้แบบโลกียะ เรียกว่า เฉกา ไม่ใช่อัญญา อัญญา เป็นตัวต้นของความรู้โลกุตระ คนแรกของโลกุตระคือ อัญญาโกณฑัญญะ _ อัญญาสิ วตโภ โกณฑัญโญ อาตมาว่า พวกเราผ่านจุดโสดาบันแล้ว สัญญาที่เป็นโลกุตระ เป็นขั้นต้นของปัญญามาแล้วก็ตาม รู้ว่าอันนี้หยาบ เป็นอบายภูมิ ก็หมดภพแล้ววางเฉยได้ เลื่อนชั้นเป็นสกิทาฯ อนาคาฯ ก็มาได้เรื่อยๆ ถ้าพิจารณากายในกาย กายนอกกาย พิจารณาเห็นว่า อันไหนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ก็ใช้สัญญากำหนดรู้ว่า ยึดจริงหรือไม่ยึดจริง ถ้ามีปฏิภาณความรู้ ก็จะวางได้ทันที ถ้าไม่มีปัญญา ก็ค่อยสั่งสม ปัญญา ปัญญินทรีย์ เต็มก็เป็นปัญญาพละ ก็ต้องเกิดจากของจริง ต้องมีการสัมผัสเป็น มัคคังคะ มีกายสัมผัส แล้วอ่านของจริง มันถึงจะเป็นจริงทุกปัจจุบัน ปัจจุบันคือ ขณะที่มีองค์ประกอบครบเห็นภายนอกด้วย ยิ่งสิ่งที่มันไม่ละเอียดเกินไปนัก คนอื่นก็ร่วมรู้ได้ทันที แม้สิ่งที่ละเอียด คนอื่นก็พอรู้ได้บ้าง มันจะไม่ใช่รู้คนเดียว ต้องมีคนอื่นรู้ด้วย จึงเรียกว่า เป็นสัจจะ ยิ่งคนทั้งโลกรู้ได้เลย เช่นอันนี้สีแดง คนประสาทตาไม่เสีย ก็เห็นเหมือนกัน นอกจากคนตาบอดสี แดงคือแดง ตรงคือตรง เหลี่ยมคือเหลี่ยม สัมผัสรู้ร่วมกัน จะเรียกว่า สมมุติสัจจะก็ตาม เช่นคนก็บอกว่า แสงเดินทางตรง แต่อาตมาก็รู้ว่า แสงเดินทางโค้ง อาตมาก็นึกว่า ตนเองรู้เป็นคนแรกในโลก แต่น้องเขยบอกว่า ไอน์สไตน์รู้มาก่อน สามารถอธิบายเป็น pattern ได้ด้วย เขาก็หาหนังสือไอน์สไตน์มาให้ จึงเร่ิมรู้จัก E=mc 2 ก็เลยรู้ว่า ไอน์สไตน์เป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไม่ใช่จะรู้ได้ง่ายๆ เช่นเดียวกันกับที่ อาตมาได้ยิน พระดำรัสของในหลวงว่า ต้องมาเอาแบบคนจน ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ก็รู้ว่าไม่ใช่ธรรมดา นักเศรษฐศาสตร์ ทั้งหลายในโลก จะพูดอย่างนี้ได้อย่างไร ก็เลยรู้ว่า ในหลวงไม่ใช่คนธรรมดา เป็นสิ่งที่รู้เกินสามัญโลกียะ แล้วยิ่งพระองค์ทรงงาน อย่างสะอาดบริสุทธิ์ ก็ยิ่งจริงๆเลย นี่เป็นธาตุรู้ของผู้รู้ ที่มีปัญญาจริง มีความรู้ลึกซึ้งวิเศษ ในระดับปัญญา โลกุตระ ในระดับที่ไม่ใช่เป็นสาธารณปุถุชน มันเป็นเรื่องของโลกุตระ ที่อาริยะเท่านั้นจะรู้ได้ ที่จะเข้าใจสิ่งนี้ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องสามัญของปุถุชน ไม่ใช่สาธารณะของปุถุชน เป็นเรื่องที่จริงที่ยิ่งใหญ่ เมืองไทยเราเกิดสิ่งนี้ เป็น a bomb of love ที่ไอน์สไตน์มีภูมิปัญญาเป็นพระโพธิสัตว์ ได้พูดเอาไว้ เพราะว่าไอน์สไตน์ มีอนาคตังสญาณ แกเอาของเก่ามาพูด แต่แกคิดว่าเป็นจินตนาการ แต่แท้จริงไม่ใช่ มันเป็นภูมิเดิมของแก ก็เอามาให้คนอื่นทำได้ แกก็นึกว่าเป็นจินตนาการ แต่แท้จริงเป็นภูมิเดิม ไอน์สไตน์ไม่รู้ว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์ ขออภัย ในหลวงก็ไม่รู้ ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ท่านก็ประพฤติสิ่งนี้จริง อย่างบริสุทธิ์สะอาด
กายของเล็บ อัตตา ไม่เป็นอัตตา ไปถึงคำว่า กาย เล็บ ถ้าผู้ใดชัดเจนในความรู้ว่า เมื่อใดมันเป็นอัตตา เมื่อใดไม่เป็นอัตตา เล็บ ถ้าคุณเข้าใจว่า มันไม่เป็นอัตตาก็ต่อเมื่อ ไม่ใช่องคาพยพของเรา ตัดออกไปก็ถูก เป็นเบื้องต้นง่ายๆ มันเป็นคนละส่วนกับองคาพยพของตัวเรา ก็ตัดออกไปแล้วแล้วเราก็ไม่มีเวทนา คนเริ่มเข้าใจว่า มันไม่ใช่กาย มันไม่ใช่ตัวเรา คุณก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เล็บนี้มันก็ไม่เจ็บปวด ไม่เดือดไม่ร้อนอะไร แต่ถ้าคุณยังยึดถืออยู่ มันก็เป็นอัตตา ยังยึดเป็นเรา แต่ถ้าไม่ยึดเป็นเรา ก็ไม่เป็นอัตตา ไม่ใช่กาย ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่อัตตา ยิ่งตัดออกไป ก็ยิ่งไม่ใช่อัตตา คนนี้เป็นคนไม่มีอัตตากับเล็บ มันเป็นพีชนิยาม เท่านั้น ถ้าจิตนิยามคุณยึดเป็นเรา ก็มีอัตตาในจิตนิยาม แต่ถ้าคุณเข้าใจได้ว่า แม้เล็บส่วนที่เจ็บได้ มันก็ไม่เที่ยง ไปยึดเป็นเราก็เป็นอัตตา ก็พยายามรักษาไม่ให้เจ็บ ถ้ามันเจ็บก็ไม่สมดุล มีสิ่งกระทบกับเล็บ ก็พยายามอย่าให้เกิด ให้ระงับ หยุดสิ่งที่ขัดแย้งไปไม่รอด แล้วเกิดพลังงานที่ใช้งานอยู่สะดุด ก็เกิดอาการเจ็บหรืออาการอื่น ก็จะเข้าใจได้ว่า ถ้าแม้มันเจ็บ ก็เพราะว่า มีเหตุปัจจัยไม่สมดุล เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างอาตมา เจ็บอย่างนั้นอย่างนี้ หมอก็ยังหาเหตุไม่ได้ มันจะไปทั้งชาติก็แล้วไป ว่ามันจะมากขึ้นหรือน้อยลง สำหรับวิบาก เรื่องถูกคนทำร้าย ก็ยังไม่เคยมีใคร มาถีบมาเตะในชีวิต ทั้งที่อาตมา ยียวนไม่เบานะ มันควรจะได้เจอ แต่ไม่เจอ อันนี้ก็เห็นว่า เป็นวิบากดี แต่อย่าไปหลงทำยียวนเพิ่ม สักวันก็เจอจนได้ มาถึงระเบิดรัก ที่เกิดในเมืองไทยขณะนี้ เขารักอะไรในในหลวง รักพฤติกรรมดีของในหลวง ที่รับใช้ประชาชน รับใช้ในฐานะที่เป็นในหลวง ท่านก็ไม่ได้ถือเนื้อ ถือพระองค์อะไร ไม่ได้ถือเนื้อถือตัว ก็ทำตามฐานะ ไม่ได้ดูน่าเกลียด ไม่ดูน่าชัง แต่กลับน่าบูชาเคารพนับถือ ไม่ถือเนื้อถือตัว แล้วไม่ดูน่าเกลียด สิ่งเหล่านี้ มีองค์ประกอบที่ละเอียดลึกซึ้ง อาตมาก็อยู่ในฐานะ ที่จะไปเหมือนในหลวงไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ของใครก็ของใคร ต้องมีสัปปุริสธรรม 7 ประการต้องประมาณให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก สัปปุริสธรรม7 ทั้งอัตถะ ธรรมะ ตัวเราก็เท่านี้ ก็ต้องประมาณกาละ ทั้งหมู่กลุ่ม ปริสัญญุตา กลุ่มนี้เขายึดถืออย่างไร เชิงไหน ก็ต้องเข้าใจรายละเอียดซ้อน ปริสัญญุตา แม้แต่พวกเราแต่ละคน ปุคคลปโรปรัญญุตา ไม่เหมือนกันต้องเข้าใจรายละเอียด แล้วเอามาประมวลกัน เรียกว่าจัดการมัตตัญญุตา จัดการประมาณ ให้ได้สัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่ขัดแย้งกันมาก การขัดแย้ง ที่พอเหมาะได้พลังงานสูงสุด การขัดแย้งที่พลังงานไม่พอ ก็ไม่เกิดผลดี การขัดแย้งมากไป ก็ไม่เป็นผลดี ศึกษาธรรมะแล้วจะรู้จัก จัดสัดส่วนพลังงาน พลังงานคือจิต แม้ออกมาเป็นกาย วจีก็มาจากจิต มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ต้องศึกษาสัปปุริสธรรม 7 ก็ประมาณได้ดี เมืองไทยมีความรู้โลกุตระ ที่จะเป็นชมพูทวีป ในปลายภัทรกัปป์นี้ ความรู้นี้อยู่ในประเทศไทย จนกว่าจะหมดยุค เป็นตัวตั้งของชมพูทวีป เลื่อนมาจากอินเดียแล้ว ใครจะเอากลับไปอินเดียนั้น อย่าฝืนเลย ขออภัยนะ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ช่วยอินเดียเลย ก็จะมีคนเอาไปเอง แต่อย่าเอามิจฉาทิฏฐิไป เขาก็ทำอย่างอวดดีของเขา มันจะเป็นธรรมชาติ
บารมี 10 ทัศ ตอนนี้ เรามาเรียนรู้ให้ดี ความประเสริฐของมนุษย์ก็คือ สรุปลงตรงที่คำว่าทาน หรือคำว่าให้ เพราะฉะนั้น ในบารมีสิบทัศ เริ่มด้วยทาน ให้อย่างไม่มีภพชาติ อันนี้คือโลกุตระ ถ้าให้อย่างมีภพชาติอยู่ หวังอะไรมาก ต้องได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่ดิน อำนาจ คนนี้ไม่ได้อะไรเลย มีแต่หนี้ทั้งเพ หนี้ภพชาติที่คุณไปสร้างเองนะ โง่เองนะ ผู้ใดให้แล้ว ทำใจในใจ เป็นมนสิกโรติ หรือมนสิการ อย่างถ่องแท้แยบคายลงถึงที่เกิด ก็คือทำใจในใจเป็น ทำใจในใจให้ไม่มีภพชาติ ไม่ให้มีอาการหวัง พอทำเป็นกันไหม ฝึกก็จะช่ำชองทำได้ชำนาญ คนที่ไม่ได้เข้าใจ ก็ล้วนแต่ทำขณะ ให้เป็นนรกทั้งนั้น ล้วนแต่ทำอัตตา ให้เป็นนรกทุกขณะ น่ากลัวไหม? คนไม่ได้ศึกษาจริงๆนี้ จะรู้หรือ? เขาไม่รู้เรื่องแล้วจะทำไหม ภพชาติ เขาก็ทำใส่ตัวเองไป สร้างภพชาติทุกขณะ ท่านถึงบอกว่า พวกนี้ ก็จะไปกองอยู่ในนรก ต่างคนต่างไม่รู้ ต่างคนต่างแข่งกันสร้างภพชาติ ขออภัยอย่างธัมมชโยกับพวก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เอามายกอ้างได้ ก็ต้องขอบคุณเขา แต่ไม่อยากให้เขาเป็นหรอก เพราะมันเป็นนรก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะคุณสมัครใจจะเป็น ก็ได้แต่เห็นใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ป่านนี้ยังไม่ตื่นเลย เมืองไทยแสนดี ไม่ลงมือไม่ทำแรง ถ้าเป็นประเทศอื่นไม่เหลือ ยิ่งยั่วหมั่นไส้แบบนี้ นี่ประเทศไทยสุดยอดสุภาพ สุดยอดประเสริฐ ในบารมี 10 ทัศ ผู้ที่ทำใจในใจหัดให้ ผู้จะให้ได้เริ่มต้น ต้องมีศีล ศีลข้อ 1 คือให้ชีวิตสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ต้องอย่าเอาของคนอื่น ต้องให้ของคนอื่น อย่าไปเอาของคนอื่นที่ไม่มีสิทธิ์ ต้องให้เขา ให้ชีวิต ให้ข้าวของวัตถุ ให้กำลังงาน ให้แรงงาน ให้ความรู้ คุณได้ให้ คุณก็สุด ศีลข้อ 3 การสัมผัสรส เรียนรู้ตั้งแต่รสชาติ จากหยาบที่อร่อยสนุกเพลิดเพลิน เป็น ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นปหาสะ เป็นความสนุกเพลิดเพลิน พอใจ อร่อย เป็นอัสสาทะ ต้องอ่านอาการพวกนี้ให้ได้ มันจะเป็นรสอร่อยที่ หยาบแล้ว เป็นความสนุกสนาน ที่หยาบแล้ว เปลืองทั้งเวลาแรงงาน เป็นอัตตา เป็นภพชาติ ก็อย่าเลย คุณก็รู้ของคุณ แล้วก็เลิกละให้ได้ สรุปแล้วมิจฉา 3 คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร กายวาจาใจ ที่จะปรุงแต่งเป็นมิจฉา 3 แล้วยุติเป็นอัตตา ตัวตน ก็เลิกรักในสิ่งที่อยากนั้น จากนั้นก็เป็นวาจาที่เกี่ยวข้องกับอันนี้ ข้อที่ 5 ศีล 5 ก็คือมโน เริ่มต้นตั้งแต่ภพหยาบ เรียกว่าอบาย สุรา เมรยะ มัชชะ ต้นที่หยาบที่สุด ก็ลดละไป โดยแบ่งทำตั้งแต่ศีล 5 ก็ของใครของมัน กำหนดเอง เราจะเลิกในเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ง มันเป็นเรื่องเท็จ เหลวไหล ไม่มีตัวตน รสที่เป็นความสนุกเป็น ขิฑฑาปโทสิกะ มโนปโทสิกะ เป็นสายอัตตา ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นสายกาม พวกอัตตา คือภพชาติเป็นวิมาน อย่างของธรรมกาย เอาทั้งที่สวยงามเอร็ดอร่อย เป็นภพชาติ เขาเอาหมด แล้วเชยและแข็ง ทั้งกระด้าง ไม่ได้เรื่องเลย แล้วเขาก็เป็นภพชาติของเขา เมื่อคุณไล่ไปจาก ทาน ศีล เนกขัมมะ เนกขัมมะ คือเอาออก คุณต้องรู้ว่า คุณยึดถืออะไร การเอาออกก็คือ การให้โดยตั้งศีล ตั้งหลักเกณฑ์ แล้วก็เอาออกให้ได้ ปล่อยออกให้ได้ ล้างออกให้ได้ เนกขัมมะ คุณทำไปก็จะมีปัญญากำกับ ในบารมี 10 ทัศ ให้ แล้วก็ศีล เนกขัมมะ ปัญญา ก็มาสำเร็จที่ให้ ขยับมาที่ศีล เนกขัมมะ ปัญญาก็ทำเพื่อให้ แล้วมีวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานอีก 4 ในบารมี 10 ทัศ วิริยะก็ต้องเพียรทำ ขันติต้องอดทนเอา ต้องให้เป็นจริง สัจจะต้องจริง ทั้งปรมัตถ์ ทั้งสมมุติ ทั้งภายนอกและภายใน ครบสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ได้ข้างนอกแล้ว เหลือข้างในเป็นรูปภพ อรูปภพ ก็ค่อยมาทำ เสริมด้วย วิริยะ ขันติ สัจจะ ได้แล้วก็ตั้งต่อไปเป็นอธิษฐาน ตั้งจิตไปตามลำดับ จนหมดครบ ไม่ต้องตั้งอีกแล้ว ได้สมบูรณ์ครบหมดแล้ว จบสิ้นแล้ว อีก 4 ตัวเสริม คือ วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน จนจบหมด ก็ไม่ต้องตั้งอีก เมื่อครบบารมี 8 ก็เหลือ เมตตา อุเบกขา ได้จิตเป็นกลาง จิตไม่บวกไม่ลบไม่ดูดไม่ผลัก รู้ว่าจิตมีปัญญา รู้ว่าเป็นกลางเป็นอย่างไร แล้วก็ทำงานช่วยคนดี อยู่กับคนดี ส่งเสริมคนดี สนับสนุนคนดี มีเรี่ยวแรงเท่าไหร่ ก็ช่วยในหมู่คนดี เพื่อให้สิ่งดีนี้ เกิดสร้างสรร อยู่ในสังคมมนุษยชาติ ไม่ใช่ว่าเป็นกลาง คือไม่ช่วยใคร ไม่ทำอะไร อยู่เฉยๆ อันนั้นมันเป็นกลาง อย่างมิจฉาทิฏฐิ เป็นกลางอย่างไม่มีปัญญา ไม่รู้จักสัจจะ ลัทธิพุทธไม่ได้เป็นกลางอย่างนั้น กลางของพระพุทธเจ้านั้น มีประโยชน์คุณค่า ผู้ใดมิจฉาทิฏฐิ นึกว่าเป็นกลางคืออยู่เฉยๆ ใครจะชั่วจะดี ก็อยู่เฉยๆ อาตมาเคยบอกว่า เป็นกลางที่ไม่เข้าท่า เป็นกลางมี 3 อย่าง 1 เป็นกลางที่เข้าใจผิดว่า ต้องอยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปช่วยอะไรใคร 2 เป็นกลางอย่างอยู่เฉยๆไม่รู้เรื่อง 3 เป็นกลางเพราะกลัวเสียลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อันนี้เป็นกลางมีอัตตา ตัวเองมีส่วนตัวเองอยู่ ก็ไม่ใช่ความเป็นกลางที่ถูกต้อง ถ้าเข้าใจถูกต้อง จะเป็นประโยชน์คุณค่า ต่อมนุษยชาติ เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) อาตมาตั้งใจจะช่วยโลก จะทำให้ตนเอง เจริญสูงสุด จนถึงเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง อันนี้พูดอย่างเป็นวิชาการ ไม่ได้คุยตัวอะไร ตอนนี้ได้โพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ต้องทำต่อไปอีก ไม่ใช่น้อยๆ แต่ก็ยุคนี้ไม่ใช่หาง่าย อย่างอาตมานี้ แต่ก็ต้องทำ ต้องพากเพียร และอาตมาก็ไม่ขอเป็น พระพุทธเจ้า 2 สมัย ไม่เอา แค่สมัยเดียว ก็หืดขึ้นคอ ใครจะทำ 2 สมัย ก็อนุโมทนา อย่างพระอวโลกิเตศวร จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ แต่จะเป็นโพธิสัตว์ ช่วยสัตว์ได้หมดเอกภพนี้ ก็จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย ท่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive