สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องมีแสงอรุณ 7 ก่อนมรรคมีองค์ 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องมีแสงอรุณ 7 ก่อนมรรคมีองค์ 8 พรหมชาลสูตรนอกจากศีลที่สำคัญแล้วก็ยังมีเรื่องความรู้ความเห็น แล้วมี ๖๒ ทิฏฐิที่มิจฉา ซึ่งศาสนาพุทธทุกวันนี้จมในมิจฉานี้ อาตมาขอไม่เสียเวลาที่พูดประนีประนอมแล้ว ทำงานมา ๔๕ ปีแล้วก็ต้องพูดให้ชัดเจนยืนหยัดยืนยัน ทิฏฐิที่ผิดหมดคือศาสนาพุทธทุกวันนี้ศีลก็ไม่เหลือ สมาธิก็นอกพุทธ เป็นสมาธิตามทิฏฐิ ๖๒ ไปนั่งหลับตาได้เจโตสมาธิ จมในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ปฏิบัติธรรมะต้องปัจจุบันแล้วปัจจุบันคือมรรคมีองค์ ๘ ลืมตาปฏิบัติในทุกกรรมการงานอาชีพ กัมมันตะ แล้วเรียนรู้หยั่งถึงสังกัปปะ เป็นการทำใจในใจต้องทำที่สังกัปปะ ไม่ใช่ทำที่อื่น แต่ทำขณะพร้อมประกอบอาชีพการงานการพูด การคิดการนึก ไม่ใช่ว่าอยากคิดๆ อาตมาอ่านของอ.บูรพา เล่มหลังสุดที่ออกมา ในไทยโพสต์ เห็นแล้วก็สงสาร บรรยายว่าทำสมาธินั่งสมาธิแล้วให้หยุดคิดหมด แต่ศาสนาพุทธต้องใช้ความคิดพิจารณาอย่างยิ่งต้องมี analysis ต้องมีวิจัยวิจารณ์วิเคราะห์ แต่ไม่ กลับให้หยุดคิดนิ่งเฉย น่าสงสาร เพราะแสงอรุณ ๗ อย่างนั้นไม่มี ก่อนจะได้ปฏิบัติมรรคองค์ ๘ ต้องมีแสงอรุณ ๗ อย่างเสียก่อน นี่คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า แสงอรุณ ๗ อย่างนี้มี สุริยเปยยาลสูตร (เล่ม ๑๙ ข.๑๒๙ - ๑๓๖) [๑๒๙] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๑] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๒] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๓] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๔] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๕] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๖] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค เป็นไปตามอวิชชาสูตร เมื่อไม่ได้คบสัตบุรุษก็ไม่ได้ฟังสัทธธรรม ก็ไม่เกิดศรัทธา หรือมีก็เป็นมิจฉาศรัทธา ไม่ได้คบสัตบุรุษที่เป็นมิตรดี มิตรดีคือผู
อ่านต่อ
้มีธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสัมมาปฏิปัณณาสัมมัคตา เป็นสัมมาทิฏฐิ_ปฏิบัติ_ผล ก็ได้รังธรรมะที่เพี้ยน ศรัทธาก็เพี้ยน ก็ อโยนิโสมนสิกมาร ทำใจในใจเพี้ยน เช่นจะให้เกิดสมาธิต้องไปนั่งหลับตา นี่คืออโยนิโสมนสิการเลย แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิจะไปนั่งก็ได้ นั่งเป็นอุปการะตัวเสริมไม่ใช่ตัวแท้ เมื่อไม่ได้ฟังสัทธรรมก็ไปศรัทธาเดียรถีย์นอกพุทธก็โยนิโสฯไม่ถูกตรง จะปฏิบัติก็เอาสติสัมปชัญญะไม่ถูก ก็เอาแต่มีสติอยู่ข้างใน ไม่รู้ว่าควบคุมกรอบขอบเขตเช่นไหน กรอบศีล๕ เราก็มีกรอบของเรา มีสติสัมปชัญญะ สัมปชานะ สัมปัชลติ สัมปฏิเวธ อย่างนี้เขาไม่รู้กันแล้ว คืออธิจิตที่พาเจริญไปเรื่อยๆ ลึกซึ้งไปตาม สัมปัชชติ เป็นเรื่องค่อยๆลึกขึ้นไปแยกแยะชัดเจนจนถึงสัมปัชชลติ มีพลังปัญญาไปสลายกิเลสได้เลย มันทำให้เกิดใสสะอาดเรืองรอง มีพลังปัญญาเป็นไฟฌาน สลายไฟราคะโทสะโมหะ เป็นอุณหธาตุ ที่อธิบายนี้เอาสภาวะที่ตนมีมาพูด ไม่ได้แปลตามแต่พยัญชนะ แต่ก็เป็นไปตามพยัญชนะด้วย เก็บละเอียดสมบูรณ์ สติสัมปชัญญะก็ไม่ถูกต้องไม่เป็นสัมมาสติ จะปฏิบัติมรรคองค์ ๘ ด้วยสัมมาสติไม่เข้าเกณฑ์เลย ไปสำรวมอินทรีย์ ๖ ก็ได้แต่เดินหนอก้าวหนอ สักแต่ว่ารู้ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ไปเอาคำจบมาพูด แต่ไม่ทำอย่างเป็นลำดับ ตามเห็นกิเลส ตามเห็นความจางคลายความดับกิเลส แล้วทำทวนทำซ้ำเป็นลำดับ เขาไม่ทำอย่างนั้นเลย ถ้าเมื่อไม่มีมิตรดีมาเป็นแสงอรุณเริ่มต้นคุณจะไม่ได้ คุณจะมาสำรวมอินทรีย์ 6 ก็ไม่ได้สุจริต 3 ก็ไม่รู้เรื่องยิ่งสติปัฏฐาน 4 ก็เลิกเลยคำว่ากายในกายก็ไม่รู้ คำว่ากายทำเดี๋ยวนี้ หากไม่รู้เรื่องจะไปพิจารณาถึงเวทนา 108 ได้อย่างไรแล้วจะไปแจกเจตสิกอีกตามอภิธรรมอีกก็ไม่ต้องพูดให้ยาวความ 1เมื่อมีมิตรดีแล้วก็ต้องมีข้อ 2 คือมีศีลเป็นแสงอรุณข้อที่ 2 ก่อนจะมา ของพระอาทิตย์จะต้องเห็นแสงอรุณก่อนผู้จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องมี 7 ข้อของแสงอรุณนี้ก่อน แล้วต้องเข้าใจอัตตาว่าลักษณะอย่างไรคืออัตตา ถ้าไม่รู้ผู้รู้จะแจกแจงให้ฟัง เริ่มปฏิบัติที่ศีล เมื่อปฏิบัติแล้วคนก็จะต้องมีใจฉันทะ เป็นข้อที่ 3 ของแสงอรุณ ถ้าไปยังเหนื่อยหน่ายฝืนอยู่ก็ไม่สำเร็จ แต่ใจต้องเห็นว่าน่าสนใจ ต้องมีตัวฉันทะ ถ้ายากอย่างไรก็ต้องมีฉันทะแม้เวลาน้อยก็ต้องมีฉันทะ จะหาเวลามาจะมีใจมา ถ้าไม่มีฉันทะตัวนี้เพียงพอก็เมินเสียเถิด เมื่อมีฉันทะเพียงพอก็มาเรียนรู้อัตตา พระศาสนาพุทธให้เรียนรู้อัตตากับโลก โลกกามโลกรูปโลก โลกอรูปโลก ความเป็นโลก กับอัตตาเป็นอย่างไรต้องเรียนรู้ อัตตาเราไปโง่กับโลก อัตตากับโลกไม่ได้แยกกันเรียนรู้หรอก คือตัวเราคือจิตเรา คือความโง่ความฉลาดของเรา เมื่อไม่เข้าใจอัตตาคืออะไรตั้งแต่สักกายะตัวแรกเลย คืออัตตาตัวแรกต้องแยกรูปแยกนามออก แยกตัวที่เป็นเหตุเป็นสมุทัยได้ ต้องกำจัดให้ชัดไม่ใช่สะกดจิตทั้งดุ้นเลยไม่มีวิจัยวิจารละอียดไม่ใช่แค่หยาบๆตื้นๆ ถ้าไม่ได้เรียนรู้ละเอียดละออกจากผู้สัมมาทิฏฐิจะไม่ครบ เมื่อรู้อัตตาก็จะรู้ทิฏฐิ 10 ตั้งแต่ทานศีลภาวนา ทาน คือทินนัง ศีลคือยิฏฐัง ได้ผลคือภาวนาเป็นหุตัง เสวยผล ทำทานให้ได้ผลเป็นยิฏฐัง ก็ต้องรู้สัมมาทิฏฐิ ๓ ข้อต้นแล้วปฏิบัติอาชีพคือกรรม วาจา กัมมันตะ ต้องปฏิบัติ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะนี้เป็นหลักแล้วจะได้ผลเป็นสุกฏทุกตานังอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับกรรม ต้องเรียนรู้ขณะมีผัสสะ กระทบแล้วเกิดกุศลอกุศลในจิตอย่างไร ถ้าอ่านไม่ชัดไม่ถูกต้องก็เลอะเทอะ ปฏิบัติธรรมจะได้อาริยผล โลกุตรผล ได้มรรคผลจากกรรม มรรคองค์ ๘ก็คือกรรม สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะคือกรรม ๔ จะสัมผัสอย่างไรจะวิเคราะห์อย่างไรจะตัดตรงไหน จากนั้นท่านก็ขยายความถึงโลกนี้ คือโลกโลกียะ ตั้งแต่ต่ำกว่าศีล ๕ ต้องอ่านว่ามีอาการของโลกๆ กายนั้นมาเป็นเวทนา เราทำเหตุให้ลดได้ด้วยวิปัสสนาวิธี ตามเห็นความไม่เที่ยงว่ามันโตขึ้นแปลว่าใหญ่ขึ้นมันมากขึ้น ก็ไม่เที่ยงมันลดลงแล้วทำให้มนุษย์ทำให้มันจางคลายมันก็ไม่เที่ยงจะเห็นความไม่เที่ยงของจิตจริงไม่ใช่แค่ตรรกะ ตามเห็นความจางคลาย ในอนุปัสสี ๔ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี พิจารณาอย่างนี้กิเลสเราลดลง แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ละแง่ เห็นความไม่เที่ยงเห็นความยึดด้วยเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ของใครก็ของใคร สรุปเห็นความไม่เที่ยงทำให้จางคลายได้ไม่ใช่กดข่มมัน แต่ด้วยไฟฌานที่มันทำให้กิเลสลด เห็นสภาวะอาการราคะ โทสะโมหะเป็นอย่างไรมันจางคลาย ไม่ใช่แค่พยัญชนะท่องเอา แต่มันเข้าใจพยัญชนะความหมายแล้วเอาปฏิบัติกิเลสจางคลายได้จนกิเลสดับสนิทไม่มีอาการเคลื่อนไหว ไม่มีวิญญัติ ไม่ใช่สะกดจิตให้นิ่ง ไม่มีอาการเพราะค่อยลดจางคลายไม่ใช่กดข่ม ไม่ใช่สะกดไว้กับกสิณ หยุดนิ่งกับกสิณ อย่างนั้นมันสะกดจิต hypnotize ไม่ใช่ analyse อันหนึ่งมีปัญญาเห็นว่าหมด แต่อันหนึ่งให้นิ่งให้ทิ้งไปเกาะอันอื่น มันคนละอย่างเลย ถ้าเข้าใจจะรู้เลยว่าเคยหลงทางกันมานะ สัมมาทิฏฐิต้องเข้าใจโลกนี้โลกหน้า แยกออก แล้วมีเหตุปัจจัยคือมาตา ปิตามีเหตุปัจจัยเป็นธรรมะสองที่จะช่วยกันสร้างให้จิต เกิด เป็นสัตว์โอปปาติกะ ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ เป็นต้นแล้วทำให้เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปัญญากับศีลช่วยกันเหมือนมือล้างด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า เกิดอุบัติเทพวิสุทธิเทพ จิตเป็นเทวดาจริงเป็นอย่างไร ไม่ใช่เทวดาใส่ชฎาเหาะลอยไปมา อย่างอ.ใหญ่ๆท่านบอกว่านั่งสมาธิเก่งแล้วสอนเทวดาที่เหาะไปมา มันไม่ใช่ เทวดาคือนามธรรมในตนที่จะเจริญเป็นอุบัติเทพวิสุทธิเทพ ต่างหาก ต้องทำสัตว์ในจิตเราสัตว์โอปปาติกะในจิตเราให้สะอาดพ้นสัตตาวาส ๙ ก็จะได้ผลจริง ตามมรรคองค์ ๘ แล้วอย่าประมาท ในแสงอรุณข้อ ๖ แล้วจะทำโยนิโสมนสิการได้ตามข้อที่ ๗ โดยปฏิบัติมรรค ๗ องค์ ได้สัมมาสมาธิ 590127_พุทธศาสนาตามภูมิ แสงอรุณ ๗ ก่อนมรรคมีองค์ ๘.docx