240703-3-087 ทางเอกภาค3-ตอน087(หน้า291มหาจัตตารีสกสูตร)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคมพุทธศักราช 2524 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกอ้าวก่อนจะบรรยายตามพิธีใดบรรยายมหาจักรีซึ่งก็สูตรเอาไว้แล้วก็จะมีผู้ออกเห็นสูตรของพุทธกาลนิกายคือธรรมบทพฤติการณ์สูตรย่อยๆย่อยๆย่อยๆได้เจอสูตรๆหนึ่งก็เอามาถามก็ตั้งใจฟังดู แต่สูตรนี้เราว่าด้วยมีกลิ่นดิบไม่มีกลิ่นดิบอามะคัณฑสูตรมะขามสูตรรถติดสะดาบสทูลถามพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะอันนี้ก็เป็นนิทานเป็นนิทานที่เล่ามากฤษฎาบททูลถามพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะคือถามพระพุทธเจ้าองค์ที่ชื่อว่ากัสสปะแล้วก็ไม่มีข้อความอื่นที่บอกว่าใครถามใครพูดใครเล่ากับใครเพราะว่าอันนี้ก็ไม่ได้กล่าวถึงนามพระพุทธเจ้าพระโค แต่ว่ากล่าวถึงพระปิดตากล่าวถึงปริศนาบทกล่าวถึงดาบสรูปหนึ่งดาบบทรูปนี้ก็ดาบสก็ต้องเป็นพวกศาสนาอื่นทูลถามพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากษัตริย์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งด้วยคาถาความว่าสัตบุรุษทั้งหลายสัตบุรุษบริโภคข้าวฟางลูกเดือยถั่วเขียวใบไม้เหง้ามันและผลไม้ได้แล้วโดยธรรมคือสัตบุรุษนี่สังเกตสังเกต ไม้ที่ได้แล้วโดยธรรมและผลไม้หาปรารถนาการกล่าวคำหล่อและไม่เนี่ยไม่ปรารถนากามไม่กล่าวคำเราได้เป็นคนมั่นคงข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะพระองค์เมื่อเสวยเนื้อพระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใดที่ผู้อื่นทำสำเร็จดีแล้วตกแต่งไว้ถวายอย่างประณีตเมื่อเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีก็ชื่อว่าย่อมเสวยกลิ่นดิบมาฟังดีๆนะไอ้นี่ว่าไปจนกระทั่งย้อนตีย้อนมากนี่บอกว่า เรื่องที่กล่าวเลยดาบสดาบสรูปนี้ว่าพระพุทธเจ้าที่ชื่อว่ากัสสปะนี้ว่าเลยว่าพระองค์นี้เสวยเนื้อที่ทำสำเร็จดีแล้วตกแต่งไว้ดีแล้วทีนี้ก็ตอบมาก็บอกต่อมาว่าเมื่อเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีนี้เสมอข้าวด้วยซ้ำก็ชื่อว่าย่อมเสวยกลิ่นดิบเข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหมพระอ
อ่านต่อ
งค์ตรัสอย่างนี้ว่ากินดิบย่อมไม่ควรแก่เรานี่คือตัวอย่างซอกแซกที่สุดเลยยิ่งกว่าพระเทวทัตเอา 5 ข้อไปขอกับพระพุทธเจ้าคือมีจิตไม่ดีมีจิตไม่ดี ที่สุดฟังดีๆนะนี่ที่จริงนั่นน่ะสัตบุรุษทั้งหลายนั่นก็กินแต่พวกพืชผักผลไม้ไม่กล่าวไม่ปรารถนาแล้วนี่เป็นผู้มั่นคงของสัตบุรุษทั้งหลายทีนี้ก็รับบทนี้ก็ว่าไปเลยยกอ้างยกนิทานอะไรมาเลยว่าพระผู้มีพระภาคที่นานมันก็จะปะเนี่ยเมื่อพระองค์เสวยเนื้อสัตว์ชนิดใดที่ทำสำเร็จแล้วตกแต่งไว้ถวายประณีตแล้วทีนี้เมื่อเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีคือเสวยแต่ข้าวสุกถึงข้าวสาลีเท่านั้นก็ชื่อว่าย่อมเสวยกลิ่นเหม็นเสวยพระสังฆทานถวายพระองค์ตรัสอย่างนี้ว่ากลิ่นดิบย่อมไม่ควรแก่เราก็ในเมื่อท่านเองท่านตรัสว่ากลิ่นดิบ ไม่ควรแก่เราแล้วทำไมท่านไปเสวยเนื้อสัตว์ไปเสวยข้าวสาลีไปเสวยอะไรก็ได้อยู่เหมือนกับพวกที่หมดเราว่ากินพืชก็ทำให้สัตว์ตายเพราะอยากกินแม้แต่กระทั่งพืชสิไอ้คนนี้เราก็ไม่ต้องพูดกันก็บอกมาเถอะคุณจะคิดอย่างนั้นก็ตามใจอยู่ในขนาดในระดับไหนก็พอเหมาะพอเจาะมาไปขายกันพรุ่งนี้เพลงอาทิตย์นี้ก็ต่อมาก็บอกว่าพระองค์ยังตรัสอย่างนี้ว่ากลิ่นดิบย่อมไม่ควรแก่เราแต่ยังเสวยข้าวสุกแผงข้าวสาลีแต่ก็ยังกินข้าวอยู่ด้วยกับเนื้อนกที่ปลูกบุคคลปรุงดีแล้วกินกับเนื้อนกปรุงดีแล้วด้วยเสวยแม่จะยังเสวยข้าวสุกอยู่ข้าวสาลีอยู่ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระนามว่ากัสสปะข้าพระองค์ขอทูลถามข้อความนี้กับพระองค์ว่ากินดิบของพระองค์มีประการอย่างไรเพราะวันนี้ก็แสดงว่ามีกลิ่นดิบแล้วพ่อกินข้าวสาลีข้าวสุกแห่งข้าวสาลีแล้วก็กินนกปรุงรสเนื้อนกกรุงมาอย่างดีด้วยอย่างนี้ก็แสดงว่าแบบนี้พูดไม่จริงเป็นคำกล่าวตู่ซอกแซกปลาดาวถึงขนาดที่พูดให้ฟังแล้วว่ามันยิ่งกว่าพระเทวทัตเอา 5 ข้อนั้นไปขอคือจิตไม่ดีมาแต่ต้นเพราะผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะตัดตอบด้วยพระคาถาว่าการฆ่าสัตว์การทุบตีการตัดการจองจำการรักการพูดเท็จการกระทำด้วยความหวัง การหลอกลวงการเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์และการคบหาภรรยาผู้อื่นมีชื่อว่ากินดิบเนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลยฟังดีๆนะในประโยคนี้มามากเนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลยชนเหล่าใดในโลกนี้ไม่สำรวมในกามทั้งหลายยินดีในรถทั้งหลายเจือปนด้วยของไม่สะอาดมีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผลมีการงานไม่สม่ำไม่เสมอบุคคลพึงแนะนำได้โดยยากนี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้นเนื้อและโภชนะ ชื่อว่ากินดิบเลยประทุษร้ายมิตรไม่มีความกรุณามีมานะจัดมีปกติไม่ให้และไม่ให้อะไรอะไรแก่ใครๆมีชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้นอันนี้เป็นขยะๆท่านเองท่านเอาคำว่าเนื้อและโภชนะไม่เชื่อว่ากลิ่นดิบนี่มาเป็นขยะคอร์ดตู่ของดาบสและท่านก็แก้เป็นชั้นตอนว่ามีขยับขยับมาว่าปฏิบัติมาเถอะตามลำดับตามขั้นพวกนี้ปฏิบัติมาปฏิบัติมาไอ้เรื่องเนื้อเรื่องโภชนะนี่ผู้นี้ยึดพรุ่งนี้ยึดมากเพราะๆๆพระพุทธเจ้าย่อมอย่างรู้จิตใจสัตว์เพราะฉะนั้นจิตใจสัตว์หรือว่าจิตใจบุคคลผู้ที่เพ่งทนติดยึดสิ่งนี้มาก ติดยึดมากจนกระทั่งซอกแซกเปล่าตู่ถึงขั้นแรงปานฉะนี้เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ละเขาไว้ให้เขาปฏิบัติฐานอื่นให้เขาปฏิบัติชั้นอื่นให้เขาปฏิบัติอย่างอื่นมาเถิดพอปฏิบัติฐานสูงขึ้นมาแล้วมันจะรู้เองว่าฐานสูงที่เขาควรจะละอะไรอีกเพราะว่าสิ่งที่เป็นกุศลที่ยิ่งๆขึ้นหรือว่าสิ่งที่เป็นวุฒิที่เจริญๆยิ่งนั้นจะมีเองจะมีเองจะเอารถละไปเองเพราะนี่ท่านก็ไม่ไม่ถกเถียงท่านก็ไม่อะไรท่านก็ว่ากันไปอย่างนี้นะเราจะเห็นได้ในข้อแต่ละข้อแต่ละขั้นของท่านที่ยกมาตั้งแต่ต้นว่าการฆ่าสัตว์การทุบตีการตัดการจองจำการรักการพูดเท็จไอ้พวกนี้เป็นศีลต้นหยาบๆทั้งสิ้นการกระทำด้วยความหวัง การหลอกลวงการเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์และการคบหาภรรยาผู้อื่นมีชื่อว่ากินดิบมีอันแรกต้นๆหยาบๆซึ่งจะเห็นว่าศีลพวกนี้เป็นศีลหยาบมันรุนแรงน้ำมันร้ายกาจอยู่ในช่วง 1 ช่วงต่อมาชนเหล่าใดในโลกนี้ไม่สำรวมในกามไม่สำรวมในกามยินดีในรถเจือปนด้วยของไม่สะอาดมีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผลแต่ขั้นต่อมานี้สังเกตดีกว่ามีการงานไม่เสมอเพราะฉะนั้นใครไม่มีการงานนั้นเองคือมีการงานไม่เสมอสำรวจก็แปลมาจากบาลีก็แปลง่ายๆว่ามีการงานไม่เสมอก็คือไม่มีการงานต่อเนื่องกันอยู่นั่นเองเสมอก็คือต่อเนื่อง มีการงานก็อาจจะมีการงานบ้างมีการงานไม่เสมอนี่อาจจะมีการงานบ้างไม่เสมอแต่ในโดยสำนวนคำบาลีเขาเรียกว่าทำบ้างนิดๆหน่อยๆหล่อๆเลยแหละไม่เอาจริงเอาจังในการงานคือว่าไม่มีเป็นผู้ที่ไม่ขยันหมั่นเพียรแปลว่าความชัดๆเป็นผู้ไม่ขยันมันเพี้ยนหลบหลีกหนีหนีงานอันนี้ท่านนี้จะเห็นได้ว่ามันสูงขึ้นมาหน่อยบุคคลพึงแนะนำได้โดยยากนี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้นอันนี้ก็เป็นปลอกที่ 2 ตอนที่ 3 เนื้อและโภชนาไม่เชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบเลยชนเราได้ผู้เช่ามองหยาบช้าหน้าไหว้หลังหลอกประทุษร้ายมีไม่มี ความกรุณามีมานะจัดมีเกิดปกติไม่ให้และไม่ให้อะไรอะไรแก่ใครๆนี้ชื่อว่ากลิ่นเด็กของชนเหล่านั้นเปราะนี้แหละพวกเราควรพิจารณาให้มากเงินได้ฐานพวกเราเนี่ยจะถามพวกเราอันต้นเปราะต้นนี่นะเราไม่คงไม่มีปัญหาอะไรในการฆ่าสัตว์การทุบตีการตัดการจองจำการรับการพูดเท็จการกระทำด้วยความหวังน่าคิดนะแม้กระทั่งด้วยความหวังเราทำอะไรยังหวังอยู่เนี่ยแต่ผมเชื่อแน่ว่าพวกเราเนี่ยเป็นพระอย่างไรนี่คงไม่ได้หวังอะไรยิ่งหวังอยากๆทำแล้วก็หวังนู่นหวังนี่หวังลาภหวังคิดว่าก็คงจะเป็นเรื่องที่ตื้นไม่ได้ง่ายไม่ได้ เย็นอะไรนะการกระทำด้วยความหวังก็ยังมีการหวังอาจจะพวกเราบางคนอาจจะหวังได้คำสรรเสริญไม่ต้องการทำแล้วไม่มีใครมาติไม่ให้ใครมานินทาก็คงจะมีอยู่ล่ะเพราะว่ามันฐานสูงขึ้นไปแต่ถ้าหวังลาภตอบแทนหวังยศตอบแทนซึ่งเป็นฐานอย่างต้นๆนี่ก็คงจะเข้าใจดีว่าคงไม่มีปัญหาอะไรมากมายนะการหลอกลวงไม่มีใครอยากขายการเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์อันนี้เราก็แม้แต่เขามีกันเป็นกรรมฐานเบื้องต้นไม่ให้อ่านหนังสือพิมพ์ไม่ให้อ่านหนังสือเริงรมไม่อ่านหนังสือบางสิ่งบางอย่างหรือเรียนความรู้ที่มันเอามาเรียนทำไมความรู้นี้มันไม่เข้าเรื่องข่าวร้ายอะไรของเราเราไม่ได้ต้องไปอะไรนะเป็นพวกโรคประสาทและการ หาภรรยาผู้อื่นไอ้นี่มันก็แน่นอนละท่านี้ฐานการคบหาภรรยาผู้อื่นก็หมายความว่าคนนี้มีภรรยาอยู่เพราะงั้นไปคบหาภรรยาผู้อื่นก็ศีล 5 แต่นี้ว่ากันหลายศีลหลายหัวข้อแต่เป็นความหมายมันก็สปปก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งซึ่งนานๆเกิดมาแต่ละยุคแต่ละการคนละยุคกันผมก็เคยอธิบายให้ฟังว่าพระพุทธเจ้าบางองค์นั้นน่ะไม่นุ่งผ้านะในยุคการที่ไม่ต้องนุ่งผ้าเพราะฉะนั้นก็นี่มันเกินเกินที่พวกคุณจะคิดน่ะที่ผมบอกว่าพระพุทธเจ้าบางองค์ก็กลับกันในนี้ถ้าปกติเปลี่ยนคนที่ไม่พึ่งพาด้วยนะในสูตรนี้เพราะงั้นอะไรก็เคยพูดให้ฟังอันนี้ก็เป็นเรื่องเกินเลยที่บางทีก็เราก็อย่ามาคิดเพราะว่าในรอบที่มันไม่สมควรที่คิดเหมือนกับเราปฏิบัติ ทอมเนี่ยเราก็คิดในปัจจุบันและทำให้ดีส่วนความรู้ที่เราจะรู้เผื่อต่อไปอันอื่นแล้วมันจะเป็นความรู้ที่จริงไม่ใช่โดนดาวไม่ใช่คาดคะเนไม่ใช่ไปนั่งจินตนาการและเราไม่ควรทำอย่างนั้นน่ะอะตอมมาได้แต่ที่เป็นความรู้ในระดับต่อมาที่บอกว่าไม่สำรวมในกามยินดีในรถทั้งหลายเจือปนของไม่สะอาดอันนี้ก็เราก็คงเข้าใจกันดีอยู่ว่าเราก็ได้ปฏิบัติกันมาไม่ไม่ใช่สักกายะโดยตรงนะสำหรับผู้ที่ใดบางเบาบางเบาในกามบางเบาในรถทั้งหลายของเจือปนของให้สะอาดมีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผลนี่เป็นความเห็นเป็นความเป็นความลึกซึ้งขึ้นมาอีกแล้วนะมีการงานไม่เสมอนี่ก็ ความลึกซึ้งขึ้นมาอีกหน่อยแล้วซึ่งพวกเราก็คงจะได้เข้าใจกันดีแล้วฐานนี้ทีนี้ขานต่อฐานต่อมาแม้ในขณะการงานไม่เสมอนี่นะก็เป็นฐานที่เรียกว่ายังไม่ได้สูงส่งอะไรนะอยู่ในฐานะไม่สะดวกตามนะผู้กองพูดแนะนำได้ยากอย่างหัวดื้อหัวรั้นอยู่มันชื่อว่ากินดิบหรือว่าเป็นเรื่องกลิ่นดิบนี่ก็หมายความว่านี่เรากำลังจะที่จริงในบางสำนวนก็แปลว่ากลิ่นเหม็นคาวกินดิบเนี่ยบางคนก็แปลว่ากลิ่นเหม็นคาวอะไรแสงโสมที่เราออกมามีคำว่ากลิ่นเหม็นคาวจำภาษาบาลีไม่แม่นพระหรือเปล่า พันธะหรือเปล่าไอ้ในสูตรแมลงวันมีคำว่ากินเม็ดข้าวกินดิบในพระไตรปิฎกบางเล่มแปลว่ากินดิบไม่แปลว่ากินกลิ่นเหม็นขาวในของท่านพุทธทาสนี้แปลว่ากลิ่นเหม็นคาวส่วนในพระไตรปิฎกของฉบับสมบูรณ์จะแปลว่ากินดิใช้คำว่ากลิ่นอยู่คงจะเป็นบาลีตัวเดียวกันเอามาคันทะหมายความว่ามันสิ่งที่มันยังไม่สะอาดเป็นสิ่งที่ไม่สะอาดยังไม่บริสุทธิ์นั่นเองกลิ่นดิบกลิ่นเหม็นคาวเพราะสิ่งนี้เราจะต้องชำระล้างกลิ่นดิบหรือว่ากลิ่นเหม็นคาวหรือว่าความบริสุทธิ์สะอาดอันนี้ออกไปให้หมดในใจเพราะงั้นอะไรที่เกี่ยวข้องในองค์ประพฤติก็ว่าไปเรื่อยๆตามขั้นมีท่านก็ไล่มา ถือว่าไปกินดิบหรือกลิ่นเหม็นขาวทั้งนั้นพอมาถึงวัดที่ 3 นี้ชนเราได้ผู้เศร้าหมองแค่ความเศร้าหมองผู้ใดมีจิตเศร้าหมองนี่ถือว่าเป็นกลิ่นดิบหยาบช้าพวกนี้พวกเราเองนี่ก็ต้องพิจารณาเรื่องหยาบช้านี้ลงไปให้มากเพราะเราบางทีกิริยาหยาบก็อาจจะบางคนบางครั้งมีจิตมียึดมีอะไรมีถือมีเป็นก็ต้องปรับปรุงทั้งกริยากายวาจาวาจาของพวกเราเนี่ยดูอยากชามันมีได้มีอยู่มากอยู่เพราะงั้นก็ลองพยายามคำว่าอย่าช้าก็ซับซ้อนก็ซับซ้อนเอ๊ะเมื่อวานนี้หนูพูดถึงหยาบช้าอยู่ผมพูดอธิบายถึงเมื่อวานนี้พูดกันอยู่ที่นี่ผมพูด พระอยู่ที่นี่น่ะอาตมาพูดกับพระอธิบายย้อนทวนถึงว่าได้บรรยายธรรมะโลกุตตระส้นตีนซึ่งบอกว่าถ้าพูดกันแล้วลงอุตรดิตถ์ส้นตีนนี่อย่าฟังคำบางความแล้วว่ามันหยาบแต่ที่จริงในพยายามวิเคราะห์ให้พระที่นี่ฟังว่าที่ว่าไม่ยาวนะเพราะว่าหัวใจผมไม่มีนะใครนะอ้างอะไรเมื่อวานนี้ท่านอะไรต้องมีลักษณะแดดดันหรือไม่ต้องพิจารณาธรรมพิจารณาสัจธรรมว่าในจิตในอารมณ์จิตนั้นมีลักษณะถ้าใครบอกว่าเขาเข้ามาก็คำว่าส้นตีนนี่เป็นคำหยาบตรงที่ว่า เขาเอามาใช้ประกอบในการแดกดันประชดประชันเป็นการกล่าวตู่กล่าวว่าบอกว่าร้านนี้ตัดปากคำหยาบเลยนะเขาเคยด่ากันเขาบอกไอ้หน้าส้นตีนอย่างนี้คำว่าส้นตีนเป็นคำไม่ใช่หน้ามันไม่ใช่ส้นตีนส้นตีนไม่ใช่หน้านี่ถ้าหน้าเป็นส้นตีนมันก็พังแล้วนี่มนุษย์เป็นคำอย่างนี้เป็นต้นหรือพูดอะไรทำอะไรส้นตีนส้นตีนพรรค์นี้มันเป็นคำประชดประชันเป็นของยกขึ้นมาต่ำอย่างแต่ที่ได้อธิบายธรรมะไปวันนั้นน่ะอธิบายให้เห็นว่านี่แหละที่จริงมันเป็นความเหนือนะเป็นความสูงเป็นความยอดเป็นปรมะแต่เราไปเอาปะทะไปเอาพื้นปะ ปรับพื้นหรือบดบดปะทะกับพื้นแปลว่าฐานเราไปเอาฐานขึ้นมาเป็นยอดแล้วก็โชว์เอาฐานเอาเหมือนกับเราเอาเท้าขึ้นมาโชว์อยู่บนยอดหัวแล้วเรานึกว่าเราได้สูงสุดได้ยอดแล้วเป็นโลกุตระเอาเท้าขึ้นมาดิ้นรอกแตกโดนดีสูงที่อธิบายวันนั้นอธิบายให้ฟังเนี่ยลงคุณจะโชว์ส้นตีนอย่างนี้โชว์ส้นเท้าโชว์เท้าเอาเท้าขึ้นมาเป็นหัวเป็นยอดมันขี้โกงมันขี้โกงมันไม่จริงแล้วก็ได้อธิบายด้วยวันนั้นว่าหัวเราหัวใจเราอกเราเนื้อตัวเราทั้งหมดส่วนตัวของเราเนี่ยลอยลงไปตั้งแต่หัวด้วยทั้งหมดเนี่ยยังชมที่พูดขี้มูกจนจมโคลนอยู่แต่เราพลิกกลับที่เราเอาเราได้ธรรมะ เราได้ขั้นพื้นขั้นได้แค่ว่าพื้นสูงขึ้นมาแค่พ้นเท้าเราได้ธรรมะแค่พ้นเท้าขึ้นมาแค่นั้นเองยังไม่ได้ตายสูงอะไรขึ้นมาเลยแต่เสร็จแล้วเราขี้โกงพริกตีลังกากลับจับเท้าขึ้นมาโชว์บนหัวแต่ไอ้ส่วนเหล่านั้นมันก็ยังจมูกที่พูดจนจมยังไม่ได้พ่นยังไม่โหลดยังจอมยังอาบยังแสบยังติดอยู่แต่เราก็เอาไอ้นั่นมาโชว์ชั้นยอดแล้วฉันสุดแล้วแล้วเอาตีนมาโชว์เอาพริกขึ้นไปหาหยกว่ามันเป็นสูงยกมันไปเป็นปลายแต่เสร็จแท้ที่จริงมันไม่ถ้วนสิ้นมันไม่ได้หมายความว่าตายแล้วดับขึ้นมาได้พื้นเท้าแล้วได้ขึ้นมาถึงหน้าแข้งแล้วได้มาถึงเข่าแล้วได้ขึ้นมาถึงขาแล้วเดินมาถึงหน้าอกแล้วน่าจะมาถึงคอแล้วแล้วก็มิดสุดหัว สูงสุดเป็นบรมจริงๆมันไม่ได้เป็นขั้นตอนระดับอย่างนี้มันตีลังกากลับอย่างที่ว่าแล้วก็แกล้งพลิกเอายอดขึ้นเอาตีนขึ้นไปเป็นยอดจึงเรียกว่าโลกุตระส้นตีนหรือตัวกุสลาส้นเท้าและโลกุตระเท้าไม่ใช่ผัวปลายหัวสูงสุดจริงไม่ใช่โดยในใจผมไม่ได้มีคำว่าประชดประชันแดกดันหรือว่าว่าใจมันมีจิตลามกผสมแต่อธิบายลักษณะธรรมโดยเอาภาษาที่เขามีโดยมีพยัญชนะประกอบและบรรยายในยกขึ้นไปอันนี้เรารู้ว่าเราเอาภาษาโลกมาพูดแม้แต่คำว่าฮา ทำมาหากินถ้าคำว่าหาใบประกอบอยู่ที่ใดเป็นคำหยาบฟังแล้วมันหยาบคายแต่เราบอกว่าห่านี่มันเป็นลักษณะจริงนะถ้าหากมันลงถ้าหามันกินแล้วมันกินตัวเลยนะมันกินแรงแล้วมันกินไม่เลือกเลยกินพังเลยเพราะถ้าผู้ใดมีอย่างนี้แล้วล่ะก็กรรมอย่างนี้ลักษณะอย่างนี้ยังจมอยู่ทำมาหาได้แล้วก็เอาไปเล่นอบายมุขเอาไปทุ่มเททิ้งขว้างอยู่อย่างนี้พังนะยิ่งกว่าหากินด้วยไม่ใช่ทำมาหากินธรรมดาทำมาแล้วยิ่งกว่าหากินด้วยเพราะฉะนั้นสำนวนทำมาหากินเนี่ยเป็นสำนวนที่ว่าฟังแล้วน่ากลัวน่ากลัวนะทีนี้ถ้าเกิดว่าเรามีความหมายหยาบคำว่า การใช้ด่าในเวลาเขาโกรธเวลาเค้าอะไรๆเขาก็ด่าแต่แท้จริงมันเป็นคำทุกคำในโลกนี้เป็นคำที่ใช้สื่อภาษาทั้งสิ้นแต่เสร็จแล้วก็เอามาประชดประชันมาเอาอารมณ์โกรธใส่คำที่แรงๆคำไหนที่บรรยายคำนั้นแรงแล้วพ่อเป็นคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มันหนักมันแรงแล้วโดยแรงนี่เป็นสัจจะนะเป็นความจริงนะกล่าวทุจริตที่แรงมันมีภาษาทุจริตที่แรงเสมอมันร้ายมันมีมันร้ายมากแล้วนะมันแรงมากแล้วนะอย่างนี้แต่ในแรงในร้านนี่แหละเขาเอาคำแรงทำร้ายไปใช้ในขณะที่โกรธในขณะที่โกรธนั้นสิ่งนั้นไม่จริงสิ่งนั้นไม่ร้ายไม่แรงเงินจริงแต่ก็เอาคำร้ายนี้ไปใส่เข้าไปด้วยอารมณ์โกรธทิ่มแทงเข้าไป ประท้วงประชดประชันแดกดันเข้าไปทั้งๆที่มันไม่จริงไม่เข้าคนเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแต่ก็เอาไปยัดเยียดแดกดันประชดเข้าไปดันเข้าไปไอ้อย่างนั้นเป็นลักษณะของคนที่ใจร้ายคนโกรธคนไม่ดีคนอะไรแล้วแต่ซัดเข้าไปแปลงเข้าไปแรงด้วยกาหลงทุจริตอารมณ์อกุศลอย่างนั้นเรียกว่าคำหยาบแท้ส่วนกล่าวคำที่ได้กาลเทศะฐานะกล่าวโดยเอามาใช้สมเหมาะสมควรในครั้งที่จะใช้ความไม่เห็นว่านิยามอย่างนี้ใช้คำนี้เขาเหมาะสมกันคำนี้มันเหมาะสมกันกับความจริงหยาบจริงๆแรงจริงๆร้ายจริงๆให้คุณเห็นร้ายได้ถูกตัวภาษามันก็ ภาษามันก็เหมาะกันแต่ใจพูดอธิบายนี้ไม่ได้มีความโกรธไม่ได้มีความแดกดันไม่ได้มีความประชดประชันอะไรนะอันนี้ไม่ใช่คำหยาบทั้งๆที่เอาคำเดียวกันนั้นมากล่าวไม่ใช่คำหยาบนะเช่นพระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกว่าสุทินนะเธอนี่เอาองค์กาชาดไปให้งูเห่ามันกัดยังจะดีกว่ายังไม่ตกนรกเฒ่าคุณทำเธอทำอย่างนี้เธอเอาองคชาติของเธอพูดตามนะไม่ใช่ไม่หยาบนะแต่ภาษาบาลีก็เป็นอย่างนั้นถ้าเป็นภาษาไทยแล้วก็คุณให้ฟังไม่ไหวไม่แปลถึงยังไงยังไงเพราะคนที่รักก็พูดไม่ออกถ้าจะกล่าวคำไทยโดยองคชาติก็พูดไม่ออกก็ไม่ได้แน่แต่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวนะภาษาของท่านนะภาษา ภาษาอินเดียหน้าอย่างนี้ตรงๆเนี่ยเธอเอาองคชาติไปให้เผาไฟแดงๆยังจะดีซะกว่ายังเป็นบุญซะกว่าไม่ใช่คำหยาบนะพระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวคำหยาบแต่ฟังแล้วอย่าไปฟังไว้เลยถ้าอย่างนี้ลูกอะไรกันหลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าองคชาติคืออะไรก็ค่อยไปถามกันลับๆแต่ว่าอะไรคนที่ไม่เข้าใจก็ค่อยไปถามกันถ้าใครเข้าใจแล้วก็จะรู้ได้ว่าถ้าเรากล่าวคำภาษาไทยออกมาถ้าองคชาติของสุจินดาก็ผู้ชายแล้วก็กล่าวคำนี้ออกมาอาญาไม่กล่าวพระโพธิรักษ์ยังไงก็ไม่กล่าวขณะนี้ก็ไม่กล่าวขอทับศัพท์ไปพลางๆแค่นั้นเอง อย่างนี้ยกตัวอย่างให้ฟังละพระพุทธเจ้าท่านกล่าวนะไม่ใช่ท่านไม่กล่าวอย่างนี้เป็นต้นไม่ใช่คำหยาบถ้าไม่ได้โกรธสุทินนะถ้าไม่ได้ด่าอยู่ที่นั่นด้วยความโกรธนะถ้าไม่ได้บรรยายบอกว่าสุดที่รักเธอเอาอันนี้ไปทำอย่างนี้เธอยังจะบาปกว่าเธอจะต้องทำเธอทำอย่างนี้ยังจะดีซะกว่าอะไรอย่างนี้ต่างๆนานาถึงแล้วแล้วท่านก็กล่าวโดยครั้งโดยคราวโดยกาลเทศะโดยมือโดยเวลาก็ไม่ใช่ท่านกล่าวคำหยาบช้าแต่ท่านก็กล่าวคำเหล่านี้เป็นคำของโลกเป็นสมมติที่สัจจะในกาลในคราวเราธรรมดาธรรมดาเราก็ไม่ได้เป็นคนกล่าวเช่นนั้นอยู่ไม่ใช่กล่าวบ่อยๆไม่ใช่กล่าวเป็น ของติดปากกาเป็นของที่จะต้องพูดเผลอๆก็พูดจนถึงขนาดอย่างคนธรรมดาเนี่ยเพื่อนๆสนิทสนิทกันแล้วก็พอเรียกทีแล้วเรียกชื่อเขาไม่เรียกหรอกเรียกชื่อเธอทีมทันทีไม่มีอะไรนำหน้านี่มันไม่ใช่เพื่อนเรียกชื่อเฉยๆเออไม่มีไอ้ตัวนำหน้าที่สำคัญสำคัญ ต้องเรียกไอ้แดงเขาเรียกไอ้แดงเฉยๆนี่ยังไม่เท่าไหร่นะคำนำหน้าเขานัดวันนั้นเขาหนักกันนั้นน่ะติดปากนะติดปากทีนี้เมื่อสูงขึ้นไปในขั้นตอนอีกขั้นหนึ่งในเรื่องของจิตใจแล้วนี่นั่นถือว่าติดยึดในคำที่ไม่รู้เรื่องเราไม่ควรจะเป็นสังคมที่จะใช้คำนี้ชั้นสูงเขาแล้วเขาไม่ทำอันนี้สมมติสัจจะในโลกเขารู้กันว่าชั้นสูงก็ไม่ทำแล้วนะจะมาเรียกกะไอ้อย่างนี้แล้วยิ่งไอในลักษณะอย่างนั้นไม่ใช่กาละไม่ใช่เทศกาลที่จะพูดอย่าเพิ่งพูดพวกนี้ก็มีมารยาทไม่ใช้แต่ในเวลาที่อยู่ในกาลเทศะที่บอกว่าที่รับเล่มที่ส่วนตัวที่บอกเอาเลยก็ต้องเรียกไปแต่เมื่อเวลาทำงานมากๆแล้วมันไม่ได้อยู่ในกับเพื่อนฝูงอย่างนั้นอยู่อยู่ทั่วไปในคนทั่วไปเขาก็ไม่ได้ค่อยได้กล่าวเพราะฉะนั้นความจำเป็นจริงๆเขาก็จะไม่กล่าวคำนั้น ได้กล่าวคำที่ว่าถ้าเพื่อนสนิทกันจริงๆแล้วก็พูดอย่างนี้เมื่อพบกับเพื่อนอยู่กันกับเพื่อนเฉพาะเขาจะกล่าวงี้แต่เวลาที่เป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมาแล้วเวลาที่เราต้องทำงานกับสังคมกว้างขวางขึ้นมาแล้วเขาก็จะไม่กล่าวไม่มีโอกาสได้กล่าวคำนี้อยู่เองแหละอย่างเมื่อโตขึ้นมาแล้วอย่างนี้เป็นต้นแล้วมันมีสภาพซับซ้อนอีกตั้งเยอะที่เราจะรู้ว่าเมื่อเอาจริงแล้วมันจะมีความอยากหรือความไม่หยาบแต่ที่จริงแล้วเมื่ออยู่ในที่เร้นลับอยู่กับเพื่อนจริงๆสนิทแล้วเขาจะกล่าวคำว่าแผนเรียกกันอย่างสนิทโอ้มึงเจอกันก่อนครองอะไรมาไอ้เหี้ยแดงไม่ได้ธรรมดาไม่ได้เรียกแดงธรรมดาต้องการคำนี้มันถึงจะเป็นจริงเขาไม่ได้กล่าวคำหยาบนะคนนั้น พูดอย่างนี้เรียกชื่อเขาอย่างนี้คนนั้นไม่ได้หยาบหรอกได้จิตใจไม่มีลามกอะไรในจิตใจเป็นเรื่องธรรมดาเป็นปกติสามัญของเขากันเป็นสื่อที่ใช้ด้วยกันเขาไม่ได้กล่าวคำหยาบในกาลเทศะที่เขาเองมีอยู่ในที่ที่ไม่สมควรเขาอยู่ในที่ที่สมควรแล้วแล้วเขากล่าวกันเฉพาะของเขาไม่อยากเขาไม่อยากมีลักษณะของจริงมีลักษณะจริงก็เหมือนกันกับคุณเวลาอยู่เหนื่อยกับหมู่ชนแก้ผ้าหยาบคุณเข้าห้องน้ำคุณแก้ผ้าคุณไม่อยากหรอกไม่อยากแต่กลับกันอีกคนไปแอบมองเขานี่ไปส่องดูที่เขาแก้ผ้าอยู่ในห้องนั้นคุณก็แอบดูเขาคุณอยากดูเขาได้เลยเขาอยู่ในห้องน้ำ คุณกลับอยากแต่คนแก้ผ้าเขาไม่หยาบเลยเขาไม่ยาวเลยเขาแก้ผ้าในห้องน้ำถูกกาลถูกเทศะถูกสถานที่ถูกเวลาถูกเรื่องเขาไม่อยากแต่คุณจะหยาบคุณไปแอบดูเขาอยากแล้วแล้วคุณมาแก้ผ้าข้างนอกนี่หยาบนี่ไม่ใช่กาละไม่ใช่เทศะอย่างนี้เป็นต้นไอ้พวกนี้เป็นพวกพูดไปแล้วถึงความหยาบช้านี่ก็เลยต้องอธิบายสูงขึ้นคุณฟังดูคุณจะเห็นปัญญาคุณจะเห็นความหมายคุณจะเห็นความชัดแจ้งผิดตรงเข้าไปหาสัจจะในกาลเทศะฐานะพวกนี้มันละเอียดละออขึ้นนะเพราะฉะนั้นในการที่จะพิจารณาคำว่าอยากถามว่าอะไรนี่ฟังแล้วมันเหมือนคำแก้ตัวคนที่ยังเข้าใจไม่ได้ก็หาว่าแก้ตัวแก้ตัวแต่คนที่เข้าใจโดยภาษาโดยสำ โดยความหมายโดยความจริงโดยสัจจะก็ฟังไปโดยปัญญาปัญญาใครฟังแล้วก็จะเห็นแล้วก็ไปคิดเองก็ไม่ใช่ว่าจะมาพูดนี้หรือให้เชื่อหรือว่าบังคับให้เชื่อไม่ใช่แต่ว่ากระจายคำกระจายลักษณะธรรมที่จริงให้ฟังเมื่อคุณเองคุณมีพวกนี้มีลักษณะพวกนี้คุณไปพิจารณาคุณไปอ่านคุณไปทำไปถึงทางถึงคราวแล้วคุณจะรู้เองคุณจะเข้าใจเองแล้วมันก็มีละเอียดละออเข้าไปอีกจริงๆว่าถ้าเผื่อว่าเป็นผู้ที่สูงแล้วเป็นผู้ที่ลึกซึ้งเป็นผู้ที่ทำได้สูงและถึงจริงในขั้นตอนอีกขั้นหนึ่งผู้นั้นจะไม่ทำจะไม่ทำในสิ่งนี้ไม่ทำเลยหรือว่าจะกระทำก็ในกาลที่จำเป็นสำคัญที่สุดดังที่ยกตัวอย่างแม้แต่พระพุทธเจ้าต้องด่าพระพุทธ ที่ผมใช้คำด่าก็คือคำที่ให้ชัดเจนลงไปเลยทีเดียวว่าท่านดุท่านว่าท่านกล่าวคำที่มันหนักอย่างยกตัวอย่างไปแล้วว่าพระสุทินถึงขนาดอย่างนั้นก็เป็นกาลีสมรสมควรตามที่ท่านจะว่าท่านจะเป็นท่านจะทำไปก็ชั้นเดียวกันทีนี้ในความหมายในคำภาษานี่มันมีเยอะแยะอย่างที่ผมกล่าวกับพวกเราเสมอในจุดนั้นจุดนี้คำนั้นความนี้ก็ดูว่าอยากผมไปบรรยายธรรมะบรรยายธรรมะกับพวกหมู่ชนข้างนอกถึงครั้งถึงคราวคำนั้นคำนี้ในกาลเทศะบางคำบางครั้งผมก็กล่าวจำนวนนั้นสำนวนนี้บางทีคำว่าฮาเป็นต้นบางทีคำว่าบางทีบางครั้งในคำนั้นคำนี้ผมก็ไม่กล่าวคำว่าฮาในที่สถานที่คือใช้คำเหล่านี้ที่เราจะรู้ลึกซึ้งเราจะเข้า ใจเป็นสัตบุรุษที่จะประมาณโดยเหมาะใดควรอันนี้พวกคุณก็คงจะรู้ตัวอยู่และบางครั้งบางคราวเราอดไม่ได้เราอดไม่ได้ว่าเขานี่อธิบายมาถึงนี่แล้วมันต้องกล่าวคำนี้ออกมาเสร็จแล้วคุณก็กล่าวติดไปเลยบางทีมันกล่าวติดปากมันดึงออกไปเลยก่อนแล้วมันรู้สึกทีหลังแล้วเราไม่ควรกล่าวคำนี้คุณจะรู้สึกตัวเองจะรู้สึกตัวไม่ควรกล่าวคำนี้แต่มันติดมันไล่มาจนกระทั่งตั้งแต่ตื่นตื่นตั้งแต่ต้นๆตั้งแต่เรียบๆลอยๆจนกระทั่งเข้าไปหาคำแรงคำหนักคำยกตัวอย่างคำประกอบคำว่ามันจะจูงกันไปเองไปจนถึงคำหยาบคำที่แรงเราเรียกอยู่เดี๋ยวนี้ว่าคำที่แรงแต่มันจะยาวหรือไม่หยาบนะมันขึ้นกับองค์ประกอบที่อธิบายให้ฟังแล้วว่าจะหยาบหรือไม่หยาบมันก็ขึ้นกับภาวะแทรกฐานะ ฐานะนี่คือตัวบุคคลฐานะบุคคลกาลเวลาเทศะแปลว่าสถานที่ทั้งสถานที่ทั้งเวลาทั้งบุคคลที่จะกล่าวในส่วนเหมาะสมควรหรือไม่ถ้าไม่สมหวังสมควรเราก็ไม่กล่าวแล้วก็ไม่ทำเพราะกิริยาก็ดีภาษาก็ดีเรื่องหยาบช้านี้ต้องพิจารณาลึกซึ้งขึ้นไปอีกเพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เราจะไม่เข้าใจว่าหยาบช้านี้เป็นเรื่องๆขั้นตอนนี้ที่ตั้งข้อสังเกตที่คุณฟังว่าแม้แต่ผู้มีผู้เช่ามองจิตเศร้าหมองหรือว่าเป็นคนเศร้าหมองลงมาต้องรู้ตัวรู้ตัวนะเนี่ยอันนี้เป็นกลิ่นดิบหรือเป็นเรื่องไม่ดีสำหรับเราแล้วอย่าช้าหน้าไหว้หลังหลอกหน้าไหว้หลังหลอกนี่ก็ซับซ้อนเราทำจริงๆอยากๆเนี่ยเพิ่งรู้ตัวพอต่อหน้า ทำดีพอลับหลังแล้วก็เลวเละเทะค่ะตามกิเลสของตัวเองตามสบายของตัวเองพอเข้าที่ลับตาของผู้อื่นหรือว่าที่ตรงนี้ชักจะไม่ใช่ต่อหน้าธารกำนันแล้วก็เคยมีหน้าไหว้หลังหลอกทั้งนั้นต่อหน้าเท้าและกำนันแล้วก็ทำดีพอหลังจากพอรับไม่ใช่ถ้าหน้าเท้าและกำนันก็ปล่อยปละละเลยไม่สำรองไม่สำรวมสังวรระวังอยู่เสมอๆทั้งในที่ลับและที่แจ้งเราเองเราก็ทำเอาหน้าฟังให้ดีนะตรงนี้เพราะคนที่สังวรระวังนี่จริงต่อหน้าผู้คนระวังมากพอลับหลังก็ระวังน้อยลงก็จริงอยู่แต่ว่าก็ต้องรู้ว่าฐานนั้นเป็น รถเราต่างจังหวัดตั้งกรรมฐานตั้งศีลทั้งพจน์ผู้ปฏิบัติธรรมต่อทุกขณะไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังจะต้องมีศีลจะต้องมีพรตจะต้องมีข้อวินัยของเราตลอดทุกเมื่อไม่ว่าในที่ลับไม่ว่าในที่แจ้งศีลพระอย่างนี้เป็นศีลที่มีคุณค่าเป็นศีลที่จะขัดเกลาเราได้ลึกซึ้งมากหลายแต่ถ้าผู้ใดทำจะต่อหน้าเพราะไม่ต่อหน้าแล้วก็ไม่ทำแล้วปล่อยปละละเลยประโยชน์ไม่สูงไม่ได้ไม่ได้ไปทำมาอันนี้เรียกว่าหน้าไหว้หลังหลอกไม่ต้องแปลหน้าไหว้หลังหลอกแบบหยาบๆอย่างคนโลกๆหน้าไหว้หลังหลอกอย่างคนละโลกน่าจะยาวๆไม่ต้องอธิบายหรอกพวกคุณก็คงเข้าใจยิ่งประจบประแจงจิ้มฟันเจอเอาห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive