240608-3-078 ทางเอกภาค3-ตอน078(หน้า287)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt

โฟลเดอร์2524-25 MP3 ทางเอก-ภาค3- 232 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์130 KB
วันที่แก้ไข19 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนพุทธศักราช 2524 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกพร้อมๆกันนะพรุ่งนี้ลองดูถ้าเรามาต่อตอนนี้เราไปช้าไปตั้งใจฟังเพราะว่าเราพูดถึงถ้าว่ากันแล้วมันอีกขั้นเดียวเราก็จะบรรลุถึงอาสวะพยายามที่จริงอาสวะขยะนั้นเป็นธรรมเป็นญาณทัศนะที่เกิดเกิดเพราะอภิญญาทั้งหมดนั่นแหละเพราะว่า ทั้งหมดเกิดครบครันรวมมาทั้งหมดแล้วมันก็เป็นผลพ้นอาสวะหรือมีญาณแห่งการหลุดการพ้นการไม่มีอาสวะอาสวะขยะหมายคำว่าหลุดพ้นจากอาสวะหลุดพ้นจากสิ่งที่มันเป็นตัวเองเป็นตัวตนมาเป็นสภาพที่ยังเป็นสิ่งที่เรายังไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดนั่นเองผลจากความไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดกลายเป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดรู้ความเกิดรู้ความดับโดยเฉพาะในอาการของจิตและเราก็มีเจโตว่า 10 ประตูเรามีอำนาจเหนือที่จะทำความเกิดความดับให้แก่จิต เรารู้อาการอาการมากอาการน้อยมันยิ่งละเอียดแยบคานมันยิ่งเล็กยิ่งน้อยยิ่งรู้ยากเป็นอรูปแต่เราก็จะต้องรู้ต้องพยายามสอดส่องเข้าไปรู้ความเกิดของอาการเหล่านั้นแม้แต่ในเล็กๆน้อยๆนั้นยังมีอาการต่างๆนานาที่แตกต่างกันอยู่เป็นเพศเราต้องรู้รูปนามไปจนถึงขั้นที่ใช้ภาษาเรียกว่ารูปนี้มันเล็กลงไปเป็นขั้นตอนเป็นอีกติดขอบเขตนึงจึงเรียกว่าอรูปภพก็จิตนั่นแหละแต่เป็นอีกชั้นตอนหนึ่งเข้าไปอีกเราจะรู้สึกว่าขั้นตอนนั้นเป็นสิ่งที่ประมาทเพราะมันมีโทษภัยอันมีประมาณน้อย แล้วก็ประมาทเสียไม่ได้พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเราว่าโทษภัยอันมีประมาณน้อยนั้นให้ประมาทถ้าไม่ได้สอนท่านสอนเรามาโทษภัยอันมีประมาณน้อยแล้วก็อย่าประมาททำให้ประมาณรู้แล้วก็ปรับเอ้ยไม่ใช่ดีหรอกปรับทำให้มันจางคลายแม้มันจะมีน้อยก็ตามต้องตามรู้ถ้าเราประมาทผิวเผินไม่แยบคายเรายังไม่ถึงศาสนาพุทธมาพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่ผิวเผินตื้นๆเขินๆทำกันเล่นเล็กๆน้อยๆนึก

อ่านต่อ

ว่ารู้ความหมายหรือกลัวรู้อะไรต่ออะไรแล้วก็หยุดไปแค่นั้นไม่ใช่เราจะเห็นความเกิดแล้วจะเห็นความดับจริงๆจึงเรียกว่าปลา ยานอะไรจะเข้าใจความเปลี่ยนสภาพของจิตตอนนี้รับรู้และตอนนี้ไม่รับรู้ความเปลี่ยนสภาพรับรู้ของจิตไปเป็นไปรับรู้อื่นเสียหรือว่าหยุดดับไปแต่ที่จริงมันก็รู้ถ้าบอกว่าจิตของเรานี่ยังไม่ได้ดับมันก็เกิดรู้อยู่นั่นแหละเราไม่รู้สิ่งนี้เราก็ไม่รู้สิ่งอื่นสิ่งนั้นเรารู้อยู่แม้เราจะรู้เราก็รู้ซ้อนลงไปในสภาวะดับคือรู้จักแต่ว่ารู้เรารู้สิ่งนั้นเรารู้และสักแต่ว่ารู้พอรู้แล้วก็รู้กำหนดรู้สัญญารู้แต่เราไม่มีสังขารรู้ความหมายทุกอย่างที่เขาว่าหรืออะไรต่ออะไรมาได้ยินรู้ได้เห็นรู้รู้แต่ว่าเราไม่มีสังขารปรุงอันนี้แหละ เป็นตัวที่ยิ่งกว่าการดับการเพิ่มไปเสียเวลารับรู้แล้วเราก็มันก็ยังรู้สึกว่าเราทนไม่ได้เราก็เลยทำตัวเองให้จิตมันพรากไปเสียจากไปเสียแล้วก็เป็นการจากชนิดนามธรรมเหมือนภาคไม้ที่ชุมในยางออกจากน้ำทำสมถะทำให้พลาดไปก่อนให้จากไปก่อนเพราะเราทนไม่ได้อันนี้ก็ต้องหัดราคาอย่างนี้ก็ต้องหัดทีนี้หลักวิปัสสนาโดยตรงนั้นอยู่รู้เท่าทันเลยอันนี้ก็รู้มีฤทธิ์มีแรงมากก็รู้มีฤทธิ์มีแรงน้อยก็รู้มีเหลี่ยมมุมยังไงมีรถเรื่องมีรถมีเรื่องยังไงรู้ แต่จิตของเราไม่มีสังขารและจิตไม่มีสังขารและเจตสิกมีแต่การรู้เวทนารับรู้แล้วรู้สึกอย่างนั้นอย่างนั้นแล้วก็สัญญาก็กำหนดหมายสัญญากำหนดรู้ตามสัญญากำหนดวัดตามที่เรามีความรู้ในโลกเข้ามาวัดเข้ามากำหนดรู้ก็รู้เท่าที่สัญญากำหนดรู้แล้วก็เฉยเราไม่มีอารมณ์ว่าชอบว่าช้างว่าสั้นว่ายาวว่าดีว่าสูงอะไรจนกระทั่งเราไปยึดสูงยึดดีแต่เรารู้นี่เรารู้ซ้อนออกไปได้ด้วยนะว่าไอ้นี่ดีนี่ไม่ดีนี่ถูกนี่ไม่ถูกเรารู้ได้ด้วยทีนี้นายปริญญานางของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสมันบอกว่าถ้าวิญญาณบริสุทธิ์จริงๆแล้วเราก็รับ เฉยๆแล้วไม่เทียบด้วยไม่เทียบดีไม่เทียบชั่วไม่เทียบสั้นไม่เทียบยาวไม่เจ็บอันนึงทุรังสุภาสุพรรณจะเป็นหยาบเป็นละเอียดจะเป็นดีไม่ดีไม่เจียมแม้แต่ที่สุดจะเป็นนามเป็นรูปอะไรก็ไม่แย่ที่จริงนางก็รู้อยู่ในจิตในจิตแล้วจิตที่ถูกรู้เป็นรูปจิตที่รู้เป็นนามมันอยู่ในตัวเดียวเกือบตัวเดียวอยู่ในตัวเดียวเกือบตัวเดียวกันมันซับซ้อนละเอียดจนกระทั่งเรารู้แต่พอเวลาถึงการถึงจิตบริสุทธิ์แล้วเราก็ไม่แย่แม้แต่รูปแต่นามบอกว่าในวิญญาณธาตุรู้ก็รู้ที่สุดเมื่อเวลาเราจะว่างสูงสุดก็แค่นั้นน่ะว่างๆไม่เทียบให้หนักหัวหนักใจอะไรเลย ค่ารถเที่ยววันดีว่าชั่วเราอยากจะแนวโน้มเน้นไปหาดีเราอยากจะไปทำดีแต่ว่าไม่ทำตอนนี้เราเป็นแต่เพียงรู้แล้วว่างเพราะลักษณะจิตวิญญาณรู้และว่างก็รู้แล้วว่าให้เธอตอนนี้เราไม่มีเจตนาอะไรเลยมโนสัญเจตนาก็ไม่มีแม้แต่ที่สุดมีสติรับรู้อยู่เฉยๆรู้ทั่วๆสติสัมปชัญญะปัญญาแต่ไม่ต้องวิจัยทำเอาวิจัยไม่ต้องใช้จิตอย่างนี้ก็เป็นจิตที่เป็นตัวของวิญญาณแท้ๆไม่มีสันติภาพไม่มีเตือนอะไรเลยแต่ไม่มีตัวพิจารณาอะไรเลยมีแต่ตัวสัญญากำหนดรู้เฉยๆแล้วก็เป็นตัวจิตรู้แล้วก็ใช้แท้อยู่อย่าง จะบอกว่าต้นสาวกับสาวสาวนี่มันจะเก่าแล้วนะมันไม่ใช่สาวใหม่ก็ไม่พิจารณาไม่วิเคราะห์เช้านี้สีขาวก็ขาวนี่ทำไมมันเปื้อนๆก็ไม่วิเคราะห์สาวกับสาวๆก็ขาวตามตรงของตัวมันความจริงตามความเป็นจริงเฉยๆอันนี้เป็นสภาพของวิญญาณบริสุทธิ์เป็นลักษณะบริสุทธิ์เฉยๆเราจะเอาตัวนี้เป็นตัวสุดที่เราจะต้องฝึกอารมณ์ฝึกอาการก็ได้ฝึกอารมณ์ฝึกอาการก็ได้เป็นตัวที่ไม่ได้เรื่องปัญญาอะไรมากนักเป็นตัวที่อยู่วางอยู่ปล่อยเป็นสันตะวิหารเราจะว่างจะวางปล่อยก็วางวางปล่อยเฉยเพราะสิ่งนี้ไม่มีการงานอะไรเป็นแต่เพียงการแต่ว่าไม่มีการงาน มีมโนกรรมมีเจตสิกทำงาน 2 ไม่ทำงาน 2 ถ้าไม่ใช่เจอแต่สิ่งที่เราเรียกเป็นเพราะว่าวิญญาณเราไม่ได้เจอแต่สิ่งแต่ว่าแบ่งแล้วในนามมาทำเราแบ่งเป็น 4 กองทำงาน 2 กองไม่ทำงาน 2 กองแต่แท้จริงก็อธิบายซ่อนไว้ในคนคืออะไรวะวิญญาณนี่แม้ทำงานหรือไม่ทำงานมันก็เป็นตัวร่วมไปเจอแต่สิ่งที่ 3 จะได้ศึกษาทำงานอะไรจะวิญญาณแสงรู้กับเขาด้วยไปทำงานกับเขาด้วยอย่างนั้นใครอย่างนั้นคือเป็นตัวรู้รวมแต่ว่าไม่มีอะไรมันก็ไม่ได้สักแต่ว่ารู้ตัววิญญาณความสำคัญมากแต่เวทนากับสัญญาเจ สัมผัสและกำหนดรู้ว่าสัมผัสถ้าไม่มีเวทนาเลยแม้จะแตะอยู่ก็ไม่รู้อะไรไม่ใช่เราหลับแล้วนี่เวทนาไม่ทำงานอะไรมาแตะตัวก็ไม่รู้เรื่องอะไรมันสัมผัสตัวไม่รู้เรื่องอะไรกลิ่นอะไรมาถูกจมูกก็ไม่รู้เรื่องเสียงมันเข้าหูมันก็ไม่รู้เรื่องจะนอนหลับแล้วตาเราปิดก็ไม่ต้องอธิบายเรื่องตาอธิบายเรื่องหูๆเสียงมันก็ขาดกลิ่นจมูกมันก็เข้าสู่หายใจอยู่เข้าๆออกๆมันก็สูตรสัมผัสทางกายก็สัมผัสแต่ไม่รู้เวทนาไม่ทำงานเลยดับเวทนาดับสัญญาเลยถ้าอย่างนั้นก็เป็นเรื่องอสัญญีหรืออาจเลยอสัญญีหรืออาจเวทนาไม่มีการ รูปไม่มีการกำหนดอะไรเลยแต่แท้จริงแล้วของตัวสภาพรู้ตรวจสภาพที่ลึกซึ้งนั้นเวทนาทำงานสัญญาทำงานสัญญาเวทียึดตังมีรถถังโหติดสัญญาเวทนาทำงานแล้วถึงค่อยนิโรธถึงค่อยดับสัญญาเวทนาทำงานเขากลับไปแปลว่าสัญญาเวทนาไม่ทำงานดับหมดก็กลับไปแปลว่าอย่างนั้นซึ่งเราเองเราไม่เห็นด้วยว่าจะแปลอย่างนี้จะหมายความว่าดีตัวเดียวกันสัญญา เป็นที่จริงมันก็มาจากรากเวทะรู้วิทยุตะแปลว่าตัวรู้นั่นแหละแต่รู้โดยใช้มาเป็นอุปสรรคได้มาเป็นปัจจัยตามเวทยะเวทิน แล้วก็ดับไม่ใช่ว่าไม่รู้ไม่รู้ให้เต็มที่เมื่อรู้แล้วสัญญาเวทนาเวทนาสัญญาทำเต็มที่แล้วถึงค่อยดับสังขารไม่ทำงานเราไม่ปรุงไม่เอาอะไรมาร่วมไม่เอาแขกจอนไม่เอาความรู้ของลูกโลกสมมติจากของโลกเข้ามาวัดเราไม่เอาความสมมติสัจจะของโลกเข้ามาวัดป่าสักว่ายาวว่าคิ้วบอกว่าสวยกว่างามกว่าว่าอะไรต่ออะไรต่างๆนานาว่าดีกว่าละเอียดกว่าหยาบกว่าอะไรไม่เที่ยงไม่เที่ยงก็จะเป็นสภาพที่รู้เฉยๆแบบนั้นน่ะพักสบายเวลาพักก็สบายเฉยอยู่ว่างเป็นวิญญาณทำงานวิญญาณดูเฉยๆสภาพอย่างนั้นไม่ทำให้เกิดปัญญากลายเป็นคนโง่มันมีรายละเอียด ฟังดีๆนะความละเอียดอย่างนี้แหละทำให้คนเอียงไปในด้านโง่เสื่อมเซอร์แล้วก็เฉยเลยปล่อยวางปล่อยวางวางเฉยวางเฉยเขาจับเอาตรงนี้ไปปฏิบัติกันเยอะรู้ว่านิ่งเฉยรู้ว่านิ่งเฉยเอ้อหลังจากก็บ่มีสติสติรู้รู้แล้วก็ว่างรู้ก็เฉยไม่พิจารณาไม่ดีไม่ชั่วไม่อะไรทั้งนั้นเขาจับเอาตรงนี้ไปปฏิบัติแล้วเขาก็บอกว่านี่คือวิปัสสนาเป็นคำพูดผิดวิปัสสนาได้ยังไงในเมื่อไม่มีปัญญารู้เรื่องอะไรเลยไม่มีธรรมะวิจัยเลยสมมติที่จะจำไม่ได้เอาเข้ามาเทียบเลยวันดีว่าชั่วก็กันอย่างโน้นอย่างนี้แล้วจะไปวิปัสสนาไม่มีวิปัสสนาแต่เขาบอกว่าเนี่ยคือวิปัสสนา มีก็ได้แต่พูดถูกเอาภาษาวิปัสสนาจะต้องเรืองปัญญาต้องมีธรรมวิจัยวิจัยเขาทำงานพร้อมโพชฌงค์เดินเต็มรูปอย่างนั้นเป็นพุทธะเต็มอย่างนั้นเป็นพุทธะเต็มเดินเต็มก้าว 7 ก้าวฟังให้ครบพร้อมเพราะการเป็นพุทธะได้แค่สิ่งหนึ่งในเจ็ดมีแต่สติรู้แล้วก็เฉยๆอย่างนั้นนั่นน่ะหรือจะเป็นพุทธะขณะมีธรรมะวิจัยมีวิริยะวิจัยแล้วแล้วเราก็อยากจะรู้เท่าทันด้วยว่ามาวิจัยดีชั่วแล้วเรายังไม่เอากิเลสมาสังขารร่วมด้วยอีกแม้วิจัยแล้วในระยองสมมุติโลกเข้ามาเทียบเคียงเท่าที่เราจะสามารถรู้กำหนดรู้ในโลกโลกเขาว่าไอ้นี่สวยโลกเขาว่าไอ้นี่อร่อยแล้วก็เอามาเทียบเคียงแต่ ใจเราเองใจเราเองนี่เป็นนึกยินดีเพราะสวยยินดีเพราะไม่ยินดีเพราะไม่สวยยินดีเพราะว่าไอ้นี่อร่อยยินดีเพราะไม่ยินดีเพราะไอ้นี่ไม่อร่อยเรามีอารมณ์ของเราเข้าไปร่วมอย่างนั้นด้วยหรือไม่ถ้าเรามีอารมณ์เข้าไปร่วมนั่นแหละเราซวยแล้วอย่างนั้นล่ะสังขารแท้ๆเพราะเราทำมาวิจัยได้แต่ไม่สังขารเมื่อกี้นี้พูดถึงเรื่องวิญญาณสักแต่ว่ารู้แล้วก็ปล่อยเฉยนั่นเป็นวิญญาณแท้ๆเรื่องของวิญญาณรู้เรื่องของวิญญาณที่ไม่ปรุงไม่พ้นไม่วิจัยอะไรไปมากมายเลยแล้วก็รู้เท่านั้นเองทีนี้มาเริ่มสังขารก็ยังมีสังขารอีกหลายชั้น เริ่มเอาสมุดเข้าไปสังขารมันก็ยังไม่เกิดรถอะไรเท่าไหร่ฟังดีๆเริ่มเอาสัญญากำหนดตามความจำจำว่าขาวจะมาเขียวจำว่าแดงจำว่าชื่อคนนั้นสมมุติคนนี้สัญญาทำงานเต็มที่เพราะเริ่มเทียบเคียงเอาสมมุติสัญญาสังขารเข้าไปกำหนดเทียบเคียงบังเอิญนี่ขาวขาวมันต่ำกว่ามันมันขาวนี้มันมันก็ขาวแล้วมันก็รู้สึกสว่างกว่าไอ้ดำก็เทียบเคียงการเทียบเคียงอย่างนี้เป็นเทียบเคียงตามสมมติโลกมีขาวมีสั้นมีดำมีอันนึงทุรังมีสุภาสุพรรณมีดีกว่าไม่ดีกว่ามีกุศลอกุศลมียินดีไม่ยินดีจิตใจ ดีไม่ยินดีตอนนี้ชักมีแล้วว่ายินดีไม่ยินดีเพราะฉะนั้นจิตของเรานี่ถ้าเผื่อว่าเราวิเคราะห์ออกแล้วว่าอ๋ออย่างนี้เราเห็นว่าไม่ควรเพลงนี้ควรเพราะฉะนั้นเราควรจะทำใจว่าไอ้ที่ควรเนี่ยเราทำงานร่วมกับอันนี้ไอ้ที่ไม่ควรนี่เราไม่ทำงานด้วยเราเรียกด้วยบัญญัติภาษาก็ว่าเรายินดีกับสิ่งควรเราไม่ยินดีกับสิ่งไม่ควรเป็นภาษาเพราะฉะนั้นเราจะร่วมกรรมเราจะทำงานกับกุศลหรือว่าดีหรือว่าควรเราก็เลือกได้ทำเอาวิจัยแล้วก็มีวิริยะด้วยเราก็เกิดสิ่งดีเขาเรียกว่าปิติตัวดีเกิดเราเลือกดีได้แล้วได้ดี แล้วเราก็ทำดีนี่อารมณ์ของเราจะฟูใจหรือไม่ก็ตามใจถ้าไม่ฟูใจก็ยิ่งดีถ้าถ้ากูใจก็เราเองเราภูมิใจบ้างเพราะว่าถ้าไม่มีจิตที่ฟูใจไม่มีจิตที่มาเป็นเครื่องประกอบโน้มน้าวมันก็ไม่มีกำลังใจจะทำงานมนุษย์จืดชืดเหลือเกินเพราะเราเคยไหมไหนๆไหนมามีแต่เรื่องชูใจล่อใจอามิดทั้งนั้นเราก็ไม่ค่อยเก่งแล้วก็ต้องอาศัยก่อนผิดๆดีใจเพิ่มเติมขึ้นมีการฟูใจผสมผสานบ้างก็ให้รู้ว่าท่านยังเป็นอุปกิเลสปิติจะเป็นอุปกิเลสคุณรู้อย่างที่กล่าวนี้เข้าใจนี้แทนทะลุลงไปมันก็จะเป็นสภาพที่รู้สว่าง กระจ่างรู้เรียกว่าโอภาสโอภาสแล้วคุณจะมีกิเลสเป็นปิติก็เรื่องของคุณคุณก็ต้องดับกิเลสและบอกแล้วว่าจะอาศัยก็ต้องอาศัยตามควรถ้าเผื่อว่าเราอินทรีย์พระอรเรามีรถปิติพอไปถ้าไม่มีรถปิติมันหมดเลยมันทำให้เราเองเฉื่อยชามันทำให้เราเองแย่ไม่พัฒนาไม่ก้าวหน้าเลยเราก็รู้อารมณ์เออเราก็ให้มันเกิดบ้างเพราะฉะนั้นการที่จะให้เกิดเราเป็นผู้กำหนดให้เกิดการจะทำให้อ่อนจางลงไปเราก็เป็นผู้กำหนดให้ออกจากลงไปเมื่อเรารู้ตัวว่าอินทรีย์เพราะว่าแข็งแรงแล้วก็ไม่ต้องแล้วครูจงภูมิใจไม่ต้องหรอกรู้กันได้ตามโลกสบายๆ แล้วก็กำหนดเอาตามความเป็นจริงของเราเป็นงานที่คุณจะต้องเข้าใจดีๆดังกล่าวนี้ถ้าคุณไม่เข้าใจอย่างนี้คุณทำไม่ถูกอ่ะมันยิ่งละเอียดเล็กเป็นเรื่องที่พูดนี่มันรูปแล้วเป็นสภาพจิตใจจะติดกันปรมัตถ์แท้ๆเป็นรูปปรมัตถ์แท้ๆเลยคุณต้องไล่ตามทั้งทฤษฎีคุณมีทฤษฎีพร้อมหน่วยพูดถึงโพชฌงค์ก็รู้โพชฌงค์พูดถึงสภาวะธรรมถ้าคุณมีสภาวะธรรมโดยไปได้ถ้าไม่มีสภาวะธรรมเลยคุณก็ได้แต่ดาวความหมายไปตามไปอย่างนั้นเองแต่ถ้ารู้สภาวะไปละเอียดละออเลยมันได้อ๋ออย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้เราระลึกรู้เลยว่าขนาดนี้เป็นที่เป็นอย่างนี้ตามที่อาตมาพูด หมายคุณมีไอ้นั่นน่ะเป็นตัวอย่างเป็นตัวอย่างอยู่ร่วมด้วยพูดตามไปตัวไหนคุณก็เอาตัวนี้เข้ามาเรียงหน้าเข้ามาพิสูจน์มารู้ตามคุณก็ฟังธรรมเข้าใจแจ้งเลยพอพูดถึงตัวนี้คุณก็หยิบตัวนี้มาไอ้คำว่าหยิบนี่มันไม่มีหรอกมันก็อยู่ที่ใจเรานั่นแหละอยู่ที่ตัวเรานั่นแหละอ๋ออันนี้อาการนี้ระลึกรู้เลยแล้วรู้ตามระลึกรู้ตามระลึกรู้ตามตามไปได้เลยว่ามีสภาวะอย่างนี้เราเคยเป็นตัวนี้อย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้ไม่ได้เอาผ้าได้ปิติจะเป็นกิเลสหรือไม่เป็นก็ตามถ้าเป็นกิเลสก็เป็นปิติเป็นภาษาที่เราเรียกว่าวิปัสสนาพอกินเลยภาษาที่ก็คือว่าเราสงบได้เราสงบกิเลสได้เราได้ดีสิ่งนี้มาแต่เราก็ระงับสิ่ง ไปถ้ายิ่งระงับปิติได้อีกด้วยปิติอันเป็นอุปกิเลสได้อีกด้วยมันก็ยิ่งปฏิยิ่งกว่าอันนี้สอนลงไปจริงๆซ้อนมากปิติสะโพกทรงสติสัมโพชฌงค์ก็เลี้ยงร่วมอยู่ด้วยทำซ้อนซ้ำซ้อนเหนือขึ้นเหนือขึ้นนั่นแหละสั่งสมลงเป็นสมาธิสั่งสมลงเป็นจิตสั่งสมลงไปยิ่งกระทำยิ่งมีธรรมะใจพุทธเกิดนั้นไม่ใช่เป็นผู้โง่พุทธเกิดนั้นเป็นผู้รู้พุทธเกิดมีหลักวิปัสสนาไม่ใช่เป็นแต่สักแต่ว่ารู้นิ่งเฉยรู้วางรู้ปล่อยอะไรทิ้งๆไปเฉยๆอย่างนั้นไม่ใช่ มันยิ่งจะสูงส่งยิ่งจะเก่งยิ่งจะมากเป็นอัฐิปาฏิโมกข์เป็นปะถ้าหากเรายิ่งจะต้องบากบั่นพากเพียรเข้าไปเรียนรู้ปาติโมกข์ปากกาน่ะแล้วเราจะไปหลงในวิชาในอธิโมกข์แม้เราได้จิตสูงหยิ่งเป็นมานะอะไรในระวังเพราะเราจะไปหลงวิชาเป็นอธิโมกข์ก็ไม่ได้เราจะไปหลงความเพียรๆจัดจนเกินดูไม่รู้แดงไม่รู้เวลาไม่รู้สุขภาพร่างกายลงสุขยิ่งสุขก็ยิ่งว่างถ้าแปลโดยพยัญชนะว่ายิ่งว่างยิ่งดีเราจะไปหลงว่างดีเหล่านั้นยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นก็ไม่ได้หลงติดไม่ได้ว่าเป็นตัวเป็นตนไม่ได้มันละเอียดอุปสรรคหรือวิปัสสนาปฏิเสธยิ่งชั้นสูงรอบสูงขึ้นไปแล้ว ละเอียดมากพูดแล้วมันเหมือนกันก็ว่าเอ๊ะก็เป็นของดีอธิโมกข์กับของดีหากความเพียรก็ของดีสุขก็ของดียิ่งสุขยิ่งแปลในนัยยะของปรมัตถ์หรือโดยพยัญชนะว่ามันยิ่งว่างยิ่งดียิ่งเบายิ่งปัสสัทธิยิ่งกว่าสงบยิ่งกว่าลงไปอีกมันก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอก็จริงอยู่แต่แม้เราจะไปยินดีอยู่อย่างนี้ก็ยังไม่ได้ยังจะต้องให้เกิดปัญญารู้แจ้งอย่างถึงจริงกว่านี้ว่าเราก็จะปล่อยเป็นที่สุดแต่ปล่อยเป็นที่สุดแม่ปล่อยเป็นที่สุดแล้วอุทฐานะหรืออุปถัมภ์ตำราเขาก็ใช้ตัวนี้เป็นอุปสรรค อุปัฏฐานังก็แปลว่าเกิดฐานะให้ผู้อยู่ในฐานเกิดอุปถัมภ์ก็คือให้ต้องเกิดมันยังลงไปเรายังมีสิ่งนี้เป็นสิ่งเคียงคู่ปรับแล้วของไก่ของเขียนความใกล้เข้าใกล้สภาพใกล้นี้อยู่ฐานะที่ยังมีอันนี้อยู่มันยังไม่ใช่เดี่ยวทีเดียวมันยังมีอะไร 2 เป็นสิ่งใกล้เคียงอยู่เราจะต้องอยู่กับไอ้สิ่งนี้ต้องมีบทบาทต้องมีพฤติกรรมไม่ใช่ตัวนี้โดดเดี่ยวไม่ทำงานต้องมีลักษณะคู่เพราะฉะนั้นเราเกิดอยู่เราก็ต้องสร้างสรรค์อุฏฐานะจะแปลว่าขยันอุปถัมภ์ก็เหมือนกัน เป็นผู้ที่มีสภาพที่มีความกำหนดมีความเกิดมีความเป็นไปอยู่สุดท้ายแล้วจะเห็นได้ว่าถ้าเราหลงความเกิดไม่เข้าใจในกมลามาตาญาณอุฏฐานะอุเบกขาอุเบกขาเป็นเวทนาซ้อนเวทนาถ้าเข้าใจอุเบกขาไม่ได้อีกหลงอุเบกขาเป็นความหมายผิดว่าอยู่เฉยๆการแย่งนั่นแหละนี่ไม่ใช่มันก็ดีอุทานก็ดีอุเบกขาก็ดีล้วนแล้วแต่เป็นตัวกรรมตัวกำลังงานอย่างชัดอย่างเร็วยานเป็นตัวรู้อุฏฐานะเป็นตัวขยันอุเบกขาเป็นตัวที่ทนได้เป็นตัว ถอยได้ทำงานอยู่ก็เฉยบริสุทธิ์ไม่มีอะไรกลืนได้บริสุทธิ์อยู่บริสุทธิ์อยู่ไม่มีอะไรเข้าไปซึมซาบไม่มีอะไรเข้าไปแทรกซ้อนได้เลยเป็นตัวของตัวเป็นความบริสุทธิ์สะอาดเดิมได้ทั้งนอกและในบริษัทได้บริสุทธิ์นอกบริสุทธิ์ในอยู่พอปริสุทธิแปลว่าบริสุทธิ์รอบปริสุทโธธาตุอนัญญาขึ้นมาแม้แต่จะมีผิวนอกก็รู้ได้จะกว้างใหญ่ขึ้นมาอีกก็ยังมีฤทธิ์แรงอาณาจักรจะมีรูปแสดงเป็นแค่รูปแต่ว่านอกจากจะใสไม่มีอะไรแล้วตอนนี้เป็นสีและเป็นขาวปริมาณธาตุเป็นขาวโยธาตัดแปลว่าขาวความขาว เริ่มต้นจะเรียกเป็นสีก็เป็นสีขาวยังสะอาดยังบริสุทธิ์ยังเป็นสภาพที่ยังเป็นลักษณะหนึ่งเป็นแล้วมีสมุดโลกขึ้นมาแล้วจากว่างๆเปล่าๆไม่มีอะไรตอนนี้มีขาวมีเป็นต้นขาวก็ยังเป็นลักษณะสะอาดสะอาดเป็นอุเบกขาก็ยังเป็นอย่างนั้นจะร่วมหมายคำว่าร่วมเป็นโรคเอาสมุดโลกเข้ามาเกี่ยวบริสุทธิ์นี่คือไม่มีสมมุติว่าเป็นตัวเองเพราะประโยชน์ธาตุมีสมมุติรูปโลกเข้ามาเกี่ยวไม่เกี่ยวก็ยังสะอาดอยู่ไม่ได้เอาตัวตนเข้าไปผสมกระแสอะไรเหมือนเรากิเลสอะไรของเราเข้าไปร่วมแต่เป็นไปกับสิ่งนั้นเฉยๆปริญญาพุทธะแคล่วคล่องปากปลิวว่องไวนิ่มนวลสุภาพ กำยะเก่งยอดในการงานทำได้เรียบร้อยสละสลวยดีงามสมส่วนฟังให้ชัดๆอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกอธิบายโดยนัยยะหลายในความหมายที่ทั้งซ้ำเดิมทั้งขยายเพิ่มเป็นไวพจน์ต่างๆเป็นตัวงานไม่ใช่เป็นตัวหยุดเลยอุเบกขานี่ก็ไม่ใช่อุเบกขาเฉยๆนิ่งไม่ใช่เลยฟังให้ดีไม่ใช่เลยกรรมมันยากกรรมมันยะเป็นตัวการงานด้วยปัญญาอันยิ่งและปัญญาวิจิตรวิญญาณตัวควบคุมมโนปุพพังคมาธัมมาตอนนี้เป็นยอด เป็นยอดวิเศษเป็นจิตที่มีเจโตว่า 10 กว่าโตเป็นจิตที่พร้อมพลังวิญญาณด้วยฌานเป็นจิตที่พร้อมพรั่งด้วยวิมุตยังวิมุติๆอยู่นาสะอาดอยู่หน้าบริสุทธิ์อยู่นะแม้จะมีสิ่งที่มาประกอบแล้วเป็นองค์ประกอบโดยบัญญัติโลกบัญญัติโลกตู่ว่านี่ไม่ว่างก็ไม่เป็นไรไม่ว่างเพราะว่าเราเอาสมุดโลกเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วมาทำตามแล้วแต่เรามีอารมณ์เสพอารมณ์ติดอารมณ์ที่เข้าไปเสวยหรือเปล่าเราไปร่วมเสวยรถของโลกนั้นด้วยหรือเปล่าเป็นแต่เพียงเรากำหนดรู้แต่เราไม่ได้มีสังขารเราไม่ได้กำหนดเสวยเราไม่ได้ไปเสวยอดีตอร่อยเราไม่มีแต่รู้ตามนะว่านี่ วันนี้สูงกว่านี้นี่มันงามกว่าจะเรียกอะไรก็ได้เรียกงามกว่านี้นะนี่งามกว่าโลกเขาก็งามกว่านี่ดีกว่านะมีสวยกว่านะไม่สูงกว่าไม่ต่ำไปอะไรไม่รู้สมมุติโลกเข้าใจอยู่เหนือสมมุติโลกอยู่เหนือโลกอยู่เหนือสมมุติโลกแต่เรารู้ต้องรู้ธรรมารมณ์รู้อารมณ์ของเราเลยว่าเราก็ไปร่วมเสพรถให้กลายเป็นอนุสัยอาสวะให้กลายเป็นสภาวะขึ้นไปอีกมีชีวิตชีวาขึ้นไปอีกหรือไม่ไปติดด้วยหรือไม่เป็นสวะหรือไม่ถ้าเราเป็นสภาวะเดี๋ยวก็เป็นอาสวะเข้าไปมันเกิดตัวเกิดตน สิ่งที่จะไปมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเป็นชีวภาพเป็นตัวต้นเขาอยู่ในจิตนี่แหละเป็นชีวกเป็นตัวตนเขาที่มันจะมีชีวิตชีวาชีวิตชีวาประเดี๋ยวก็กินงอกแขนงอกขางอกเนื้องอกตัวแตกตัวออกมาเลยเป็นตัวยีสต์เป็นตัวหมากตัวดองเป็นตัวแตกตัวแตกตนออกมาได้แต่ถ้าพูดว่าเรารู้อย่างชัดแจ้งเรากำหนดความเกิดความดับให้รู้ขอบเขตว่าเราไม่สำหรับตัวเรานั้นเรารู้ตัวอัตราตัวตนของเราเลยว่าเราไม่ได้ปล่อยให้มันเกิดไม่มีเพราะอรหันต์เจ้าจึงทำงานอย่างแข็งขันอยู่ได้ร่วมด้วยโดยไม่มีอาสวะไม่มีตัวเชื้อที่จะไปเกิดไม่มีตัวจะไป คลังสมลงแตกตัวฟังดีๆนะเนี่ยอธิบายเป็นภาษาตาไม่ดีไม่มีคำบรรยายเสร็จแล้วท่านกลับเป็นผู้ที่รุ่งเรืองเป็นผู้ที่จะขายตัวไม่ได้เป็นประภัสราจิตของท่านนี่แหละเป็นตัวเองอุเบกขามันไม่ใช่ว่าเฉยๆยิ่งทุ่มยิ่งเธอยิ่งมืดมองหน้ามันดูอับเฉานะมันยิ่งดูเงียบดูเฉยๆนิ่งๆเน่าเน่าแต่นี่ไม่ใช่อุเบกขาที่ถูกต้องนี่ไม่ใช่กับประภัสราประภัสสรรุ่งเรืองวาวาชี้ชวนด้วยรุ่งเรืองวาวาชี้ชวนเด็กชายนี่มันเป็นลักษณะ พูดแล้วฟังภาษาที่สื่อให้ฟังความหมายของมันให้ชัดๆมันยิ่งเด่นไม่ใช่ว่ายิ่งไม่มีใครรู้ยิ่งอับยิ่งเฉายิ่งเงียบยิ่งจมยิ่งดิ่งดับไปไม่ใช่รุ่งเรืองรุ่งเรืองฉายแสงเด่นฐานเย็นรัศมีเด่นฉานเย็นเราเรียกว่าเด่นฐานเย็นก็เป็นความหมายมันเด่นใช้ๆๆมีที่ดินแดนเห็นชัดกระจายกรรมกระจายกรรมนั้นอยู่ที่เดียวเพราะเมื่อเวลาเราเข้าใจวิปัสสนาปฏิเสธหมวดสุดท้ายหมวดต้น ถ้าเราอยู่เหนือมาแล้วเราทำได้บนกลางมาแล้วก็ทำได้หมดปลายแม้ปานฉะนี้ในตัวของมันเองอีกสุดดังที่สุดนิกันตินิกันตินี้เป็นชื่อของวิปัสสนูปกิเลสตัวที่ 10 พิเศษในการติดแม้ถึงจะเป็นนิกะนิกกรรมฐานคือเป็นตัวที่มันไหม้แล้วล่ะมันก็เป็นตัวอะไรอันนึงก็อักษรตัวนึงตัวเก่าตัวเก่าเป็นอักษรตัวแรกเป็นสื่อแทนของอะไรก็ตามแต่ที่เริ่มมีขึ้นมาจากพอเริ่มต้นชีวิตชีวาเขาจึงเป็นการละเรียกว่ากลการเป็นตัวตนกับละ เริ่มมีที่หยั่งลงในขันธ์มีกาละเป็นชิ้นแรกกาละเป็นคนเป็นบทบาทและเกิดบทบาทเรียกว่ากัลละกลแรงกลแรงเคลื่อนกลการละละก็เป็นชิ้นส่วนเริ่มมีตัวตนอย่างนี้เป็นต้นอันนี้ก็ไม่ได้อันนี้ก็เอาแต่ตัวกากมาเท่านั้นนิกะที่จริงมันก็เป็นหลักแต่ว่าเป็นก็เป็นกะแต่ว่าเราไม่ได้หลงกะไม่ได้เป็นตัวไม่ได้ยึดตนตัวกะนิกะนิกกลับมาธาตุเป็นอารมณ์ที่มันเพี้ยนมันสร้างศาลมันมีบทบาทมีเรี่ยวแรงขึ้นมานั่นก็เป็นทาสชนิดหนึ่งซึ่งก็เดียวกันนั่นแหละนิกะบวกอันตะนิกันตินิกกันตะมีการเตะนิกะบวกอันติอันติเพราะว่าขั้น แม้กันปลายสุดนั้นเราก็จะต้องรู้เท่าทันทุกอย่างแม้มันจะเป็นความขยันเป็นความเพียรเป็นความเก่งเป็นความวิเศษขนาดไหนจะได้อยู่ในลักษณะอุเบกขาชั้นสูงขนาดไหนก็ตามจะเป็นลักษณะขยันขนาดไหนจะเป็นลักษณะญาณทัศนะวิเศษขนาดไหนจะเป็นยานขนาดไหนก็ตามนิกันติปลายสุดเราก็จะไม่ไม่กับสิ่งนี้เป็นสิ่งรู้ว่าอันนี้อันนี้เราก็จะไม่ติดนิพพานแปลว่าไม่คล่องเราก็จะเป็นตัวลักษณะนิพพานนิกันติต่างๆอะไรๆเราก็มีแต่เราวางเราไม่มีมีภาษาสุดท้าย อะไรๆเราก็ไม่ได้ยึดลงมาเป็นตัวตนจำก็จำได้ทำได้ก็ยังทำได้และก็ยังทำอยู่แต่เราจิตใจไม่คล่องไม่เกาะไม่ติดไม่ดูดไม่ซึมว่าเป็นของตัวของตนจึงจะสุดแล้วเราก็ทำจริงๆว่าตัวดับหรือตัวปล่อยหรือตัวสุดอย่างนี้มันเป็นชั้นตอนของภพฉันสูงเหลือเกินนี่พยายามอธิบายสู่คุณฟังด้วยภาษาภาษาที่พูดนี่รู้แล้วแต่เป็นภาษาหยาบทั้งนั้นเป็นภาษาของโลกเอามาพูดกับคุณฟังส่วนสภาวะธรรมที่จริงนั้นคุณจะต้องเห็นต้องรู้เป็นฌานแล้วโตรู้อยู่เห็นอยู่เป็นของตนนั้นที่ว่าอ๋ออาการที่ท่านพูดนี่มันเป็นอาการอย่างนี้นะมันลึกซึ้งละเอียดนะมันดู ชัดเจนมันไม่ใช่มันไม่รู้ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ว่ายิ่งฝึกยิ่งทำไปแล้วยิ่งไม่รู้เรื่องไม่ใช่ยิ่งรู้รู้ยิ่งชัดเจนยิ่งแจ่มแจ้งหยิบออกมายังกับเป็นเงื่อนแง่นี่เป็นเงื่อนตัวโตๆโตๆอันนี้แตกต่างกับไอ้นี่เห็นชัดๆด้วยซ้ำไปผู้เห็นชัดอย่างนั้นจึงจะแยกออกมาใช้ภาษาแทนพูดกับคนเขาได้ผู้ปัญญาไม่ดีรู้ไม่ได้ก็แยกแม่แยกเงินแล้วจะเอาภาษาเข้ามาแทนอันนี้อันนี้เอาอุทาหรณ์เอาพรรษาโลกสมมุติโลกเข้ามาเปรียบเพื่อให้เรารู้มันรู้ไม่ได้หรอกเพราะเราไม่กระจ่างผู้ที่เกิดจากเขาก็ทำได้ยกเหตุอุทาหรณ์รูปเรื่อง หลั่งอะไรก็เอามาประกอบประกอบเข้าใจได้แต่แท้จริงมันก็ไม่เป็นอย่างนั้นทีเดียวเรื่องของจิตใจจะเสกมันเป็นอย่างนั้นทีเดียวเรื่องของอาการของจิตอารมณ์ของจิตในจิตมีธรรมารมณ์ทรงไว้อย่างนี้เกิดอยู่อย่างนี้เป็นอยู่อย่างนี้หรือดับอยู่ดับอยู่อย่างนี้อย่างนี้เราก็จะรู้นะเพราะความยังไม่เปลี่ยนสภาพไปก็คือสภาพที่มันเกิดเกิดแล้วมันก็จะดับทุกอย่างเกิดแล้วมันก็ดับมันยังไม่ดับมันยังทรงอยู่ที่จริงมันดับแล้วมันก็มีอันหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนแต่ก็มีลักษณะเดิมแล้วก็ปล่อยไปปล่อยปล่อยให้มันมีอยู่นั้นเป็นความยังไม่เปลี่ยนสภาพรับรู้ของจิตไปก็คือความเกิดอยู่ก็เป็นธรรมดาแห่งความเป็นธรรมดาแห่งความดับความเกิดหรือความตายความเป็นของจิตเราเห็นจิตตาจิตเป็นโดยที่เรารู้ แทรกซ้อนลงไปในจิตของเราว่าในขณะเกิดขณะดับนั้นมีกิเลสผสมมีอาการอะไรอย่างไรหรือไม่รู้จิตในจิตรู้ธรรมในธรรมรู้การทรงนั้นว่าทรงอยู่ในลักษณะใดใครทำความดับความเกิดหรือความตายความเป็นถึงขั้นจิตแท้ๆได้เด็ดขาดดังนี้แหละคือพระอรหันต์เขารู้อย่างนี้แล้วก็ไม่ใช่รู้แต่มันอยากด้วยรู้อ่านสภาวะจิตสภาวะธรรมารมณ์สภาวะที่มันดีไม่ดีอะไรก็รู้ละเอียดลออแล้วก็ทำได้ทำให้มันเกินก็ได้ทำให้มันดับก็ได้คุณอยู่เหนือความเกิดความดับคุณ ตายทำเป็นตายตั้งแต่ก่อนตายนี่แหละทำตายตั้งแต่ก่อนตายไอ้ร่างกายหายใจเรื่องกิจกรรมอะไรมันก็ทำอยู่มันก็เป็นไปอยู่แต่สิ่งที่เรารู้แล้วว่าตัวนี้พอตัวนี้ดับตัวนี้ไม่เอาอ่ะตอนนี้ทำโดยเฉพาะสังขารที่เป็นกิเลสอารมณ์กิเลสต้องรู้หน้าตามันทุกตัวมันมีอารมณ์กิเลสน้อยอารมณ์กิเลสมากแล้วเรามีมโนสัญเจตนาเรามีจิตเจตนาที่จะนำมาประกอบร่วมโดยเราเองต้องอยู่เหนือมันเมื่อนำมาใช้แล้วอาการอย่างนี้อารมณ์อย่างนี้ลักษณะอย่างนี้เราทำมาร่วมเพื่อที่จะเกิดการเปรียบเทียบกับการใช้งานร่วมแล้วเราสลัดมันออกได้ไหมทำแล้วเกิด ต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน