600319_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ศีลขัดเกลาใจให้เข้าถึงพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600319_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ศีลขัดเกลาใจให้เข้าถึงพุทธ
สมณะเดินดินว่า… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560 ที่สันติอโศก วันนี้มีข่าวเกิดที่รัฐสภาสหรัฐ "เว็บไซต์รัฐสภาสหรัฐ ได้เผยแพร่มติเทิดพระเกียรติ ของวุฒิสภาสหรัฐ เกี่ยวกับการเทิดพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 ของไทย โดยมีข้อความว่า วุฒิสภาสหรัฐ มีมติให้เทิดพระเกียรติ เพื่อสรรเสริญและรำลึกถึง พระราชจริยวัตร ความเป็นผู้นำที่มั่นคง และการครองราชสมบัติตลอด 70 ปีที่น่าจดจำ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องจากพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับสหรัฐ โดยประสูติที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ เมื่อปี 2470 ขณะที่พระราชชนก ก็ทรงจบการศึกษาด้านการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 และทรงฉลองการครองราชย์ ในฐานะประมุขของไทยครบ 70 ปีเมื่อปี 2559 และขณะสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลก ทั้งยังทรงเป็นกษัตริย์ ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุด ในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ผ่านมา พระองค์ทรงอุทิศพระวรกาย เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรชาวไทย และเพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ทั้งยังทรงเป็นบุคคลแบบอย่าง และทรงเปี่ยมด้วยคุณธรรม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง จึงทรงเป็นที่เคารพรัก ของชาวไทยและพสกนิกรทั่วทั้งโลก เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวนักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลศิริราช วิ่งจากเชียงใหม่มาถึงกรุงเทพฯ เพื่อรับบริจาคเงินสร้างอาคารผู้ป่วย ที่ศิริราชพยาบาล ก็ทำได้สำเร็จ ได้เงินถึง 120 ล้านบาท เร็วๆนี้มีมูลนิธิเพื่อนช้าง ก็ได้รับบริจาคจากประชาชนไทย ถึง 20 ล้านบาทเ
อ่านต่อ
พื่อให้มูลนิธินี้ ดำเนินการต่อไปได้ สังคมไทยมีคุณธรรมที่เป็นโลกุตระ ฝังอยู่ในประเทศไทย จะหาประเทศไหนเป็นอย่างนี้ไม่ได้ อะไรที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้
ความรักมิติที่เกิด bomb of love พ่อครูว่า...ก็มีผู้ขวนขวาย พยายามเก็บเอาคำเทศน์ คำบรรยาย ข้อเขียนของอาตมา แม้แต่บทกวี ก็เอามาประกอบ มาเป็นหนังสือเล่มนี้ A Bomb of love ซึ่งอาตมาได้อธิบาย คำว่า A Bomb of love เป็นวลีที่ไอน์สไตน์ได้เขียนไว้ ในจดหมายถึงลูกสาว อาตมาไปเจอจดหมายนี้ โดยแกบอกไว้ ในจดหมายไว้ว่า พลังของความรัก เป็นระเบิดของความรัก ระเบิดจากจุดกลาง ระเบิดได้อย่างไร เป็นความรักแบบไหนที่ระเบิด อาตมาได้เขียนความรักไว้ถึง 10 มิติ ถ้าเป็นความรักแบบมิติที่ 1 หรือความรักเรื่องกาม เรื่องเพศ ชายหญิงสองคน เป็นความรักความใคร่ ดำฤษณาเสพรสเสพสุขแคบที่สุด ถ้าความรักแบบนี้ระเบิดตูม สังคมไหนก็ฉิบหาย ต่างคนต่างมีความรักแบบนี้ อาตมาว่าบรรลัยจักร ต่างคนต่างมีความรัก มิติที่เอาแต่เรื่องเพศ แม้ความรักจะมีประสิทธิภาพ ขยายกว้างขึ้นมาจาก เรื่องความใคร่เสพรสสุขแค่กามารมณ์แค่นี้ ให้มีความรักเผื่อไปถึงลูก ก็เป็นความรักที่เผื่อแผ่กว้างขึ้นไปอีก แม้แต่แค่เห็นแก่ลูก พ่อแม่ลูก เป็นมิติที่สอง ก็ดีขึ้นมาแล้ว ถ้ากว้างขึ้นเผื่อแผ่ไปถึงวงศาคณาญาติ ก็กว้างขึ้นเป็นความรักที่มีประสิทธิภาพ มีประโยชน์คุณค่าต่อมนุษยชาติเพิ่มขึ้น อาตมาก็มีเกณฑ์ ที่จะตั้งมิติของความรัก ให้สูงขึ้นได้ด้วย นอกจากญาติแล้ว ก็เห็นแก่บรรดาผู้อื่นเพิ่มขึ้น กว้างไปถึงสังคม กว้างไปถึงเห็นแก่ประเทศทั้งประเทศ ก็เป็นความรักที่พัฒนาขึ้น ยิ่งเห็นแก่มวลมนุษยชาติทั้งโลก ก็ยิ่งมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ ส่วนความรักของศาสนาเทวนิยม ที่เป็นพระเจ้า ท่านรักทุกอย่าง ไม่ใช่มวลมนุษยชาติทั้งโลก รักทั้งสัตว์ ทั้งธรรมชาติ ต้นหมากรากไม้ รักทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านเป็นผู้สร้างกับมือด้วย เป็นมิติที่ 7 นี่คือ ความรักที่กว้างขึ้น ว่าเราจะทำใจอย่างไร ให้มีมิติที่เผื่อแผ่เกื้อกว้างขึ้น ถ้าเข้าใจในทฤษฎี และสัจจะสภาพจริง ขยายขึ้นจนถึงมิติที่ 7 ประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ ก็อยู่ในนี้หมด เป็นเรื่องของมวลมนุษยชาติ ของพระเจ้านั้น กลับไป ละความเห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัวแค่มิติที่ 1 แค่เราสองคน อย่างนี้มันเลวจัด แย่แล้ว ต้องลดกิเลสนี้ ให้เผื่อแผ่กว้างขึ้นไป แม้แค่ลูกเต้า ญาติๆก็เป็นวงแคบ ให้ดับเหตุตัวนี้ นี่คือมิติที่ 8 ที่ 9 แทนที่จะสร้างพลัง เพื่อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น แต่ไม่ ท่านมาดับเหตุ เป็นอเทวนิยม แต่เทวนิยมไม่ได้ดับที่เหตุ ที่จะลดความเห็นแก่ตัวไปเรื่อยๆ จึงจะเห็นแก่ผู้อื่นไปตามลำดับ ไม่ใช่อ้าขาผวาปีก จะไปช่วยคนทั้งโลก แต่ไม่ได้ลดความเห็นแก่ตัว แม้กระทั่ง เห็นแก่เรื่องเพศเรื่องเมถุน หรือเรื่องแค่ญาติของตน เป็นความเห็นแก่ตัว ที่ยังเกาะเกี่ยว แล้วจะยังมีความจริง ที่จะไปเห็นแก่ผู้อื่นได้อย่างไร นี่คือลักษณะของความรัก ที่ศาสนาพุทธเข้าใจยิ่งกว่า ศาสนาเทวนิยมเข้าใจ ทีนี้ในหลวงของเรา ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านมีคุณธรรมนี้ โพธิสัตว์ คือผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว แล้วตั้งจิตช่วยผู้อื่นต่อ โพธิสัตว์ระดับ 1 คือพระโสดาบัน ดับโลกอบายได้แล้ว สกิทาคามีก็ลดกิเลส ลดความเห็นแก่ตัวได้อีก ก็เป็นโพธิสัตว์ระดับสอง โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ คือพระพุทธเจ้า ตอนแรกอาตมาประกาศว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ซึ่งก็ยังไม่ได้ขยายความทั้ง 9 ระดับมาขยายความที่หลัง การสร้างความรัก ให้เกิดแก่มวลมนุษยชาติ มันคนละวิธีระหว่าง ของเทวนิยม กับอเทวนิยม ของเทวนิยมไม่ได้เรียนรู้ที่จิต ไปเรียนรู้ที่โลกที่ความก้าวหน้า ต้องพยายามช่วยเหลือเกื้อกูลโลก ได้แต่สร้างภายนอก ไม่ได้สร้างภายใน แต่ของศาสนาพุทธสร้างจากภายใน ไม่ต้องตัวเองรู้โลกก่อน และศาสนาพุทธ ไม่ใช่หนีโลก ที่จะไปเรียนรู้แต่ตัวเอง เดี๋ยวนี้เข้าใจกันแบบนั้นหมด ไปหนีโลก นั่งสมาธิ แล้วกินข้าวไปวันๆ อยู่แต่ในรู ไม่ไปวุ่นวายกับใคร ให้เขามาประเคนอาหารแล้วฉันไป แต่ไม่ได้เรียนรู้โลกและช่วยโลก ศาสนาพุทธนั้น ลดกิเลสตัวเองและช่วยผู้อื่น ถ้ายิ่งลดกิเลสตัวเองได้มากขึ้นจะช่วยผู้อื่นได้มากขึ้น มีตัณหาของพุทธ ไม่ใช่เรื่องแค่ใครจะเป็นอย่างไร ก็เรื่องของเขาตัวใครตัวมัน อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ไม่ใช่ ศาสนาพุทธไม่ได้เป็นอย่างนั้น ความหมายของ อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ก็เหมือนกับศาสนาคริสต์ เขาสอนว่า พึ่งตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วย ถ้ายังพึ่งพาตัวเองไม่ได้ พระเจ้าจะไม่ช่วย พระเจ้าตีกินชะมัด หลอกให้พึ่งตนเองก่อน แล้วพอพึ่งตนเองได้ ก็ไม่ต้องช่วยแล้ว ของศาสนาพุทธบอกตรงๆว่าให้พึ่งตนเอง แล้วค่อยช่วยคนอื่น แต่ถ้าช่วยคนอื่นก่อน จะเป็นลัทธิประชานิยมลัทธิทุนนิยม เหมือนกับธัมมชโย หลอกให้ช่วยคนอื่นแล้วจะรวย แล้วใครรวยกว่าธัมมชโย ทุกคนเอามาให้ธัมมชโยหมด สุดยอดนักหลอกเลย นี่แหละคือ ประชานิยม นี่แหละคือทุนนิยม maximize profit คือหลักเกณฑ์ของทุนนิยมเลย ศาสนาพุทธแก้ไขที่เหตุ มาเป็นลำดับๆ ก็แก้ที่กิเลสของเรา แต่ละคนนี่รับผิดชอบตัวเอง ไม่ต้องทำอ้าขาผวาปีก เป็นแต่เพียงว่า อย่าเข้าใจผิดเป็นฤาษีชีไพรดาบส ลดกิเลสตน แล้วไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับใคร นั้นไมใช่ จะอยู่กับโลกนี่แหละ แต่ตั้งกรอบ ตั้งบริบท ปริเฉท ตั้ง context กรอบของตนว่า เอาแค่นี้ก่อน เอาแค่ศีล 5 8 10 จุลศีล 26 ไปตามลำดับ แล้วค่อยขยายผล เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มีขนาดเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ของพระพุทธเจ้า ไม่ตะกละจะช่วยโลกเขาหมดเลย โดยไม่รู้ตัวเอง ไม่ใช่
ศาสนาพุทธทุกวันนี้ คนฉลาดขึ้นในโลก เข้าใจอะไรได้ลึกซึ้ง ได้กว้างขวาง วิจิตรพิสดารขึ้นอีกเยอะ รู้ทัน จุดบกพร่องจุดสำคัญ ขึ้นอีกเยอะเลย ประชาชนประชากรของโลกทุกวันนี้
พิสูจน์ตนในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมันยาก ที่จะรู้รายละเอียดได้ดี จึงได้ช้า เพราะฉะนั้น กว่าที่จะคนจะมายินดี สนใจในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธจะไม่ใช่ศาสนาที่ใหญ่ ที่กว้างขวางที่สุดในโลก ศาสนาเทวนิยม ก็มีมากมาย หลายศาสนา เขาก็แย่งกัน แต่ของพุทธศาสนา ไม่ได้แย่งใคร อยากจะมาก็มา ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาอาชญา หรืออาณา เป็นศาสนาเสนอคำสอนเท่านั้น เป็นอิสระเสรีภาพ ใครเห็นด้วยก็มา ไม่เห็นด้วยก็ไม่มา ใครมาเป็นสมาชิกแล้ว อยากจะไปก็ไปได้อีก ไม่มีอะไรแลกเปลี่ยน ไม่มีอะไรการันตี ไม่มีอะไรบังคับ จะเข้าจะออกจะมาจะไป ก็แล้วแต่ อิสระเสรี ใครเอาก็มา ใครไม่เอาก็แล้วไป จะอยู่นานหรือไม่ก็แล้วแต่ ตามแต่ใจ ศาสนาพุทธ จึงเป็นศาสนาที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง 1. จะเรียกว่า ทนก็ต้องทน จะทนไหวไหม ถ้าสิ่งที่ทำได้แล้ว มันไม่ต้องทน เพราะฉะนั้น ผู้ใดมาทน ก็ต้องพยายามทำให้ได้ ทำให้ดี ทำให้เกิดปัญญา ปัญญาจะไปเป็นตัวไขว่า ไม่ต้องทน มันสมัครใจมันยินดี แม้เราจะยาก เราไม่มีวาสนา ไม่มีความรู้ความสามารถอย่างไรก็เอา เพราะปัญญามันชัด คนที่มีปัญญานำ จะทนอยู่ แล้วทนฝึกฝนไป คนที่ไม่มีปัญญานำ พอถูกขัดก็ไม่เอาแล้ว ไม่ทนอยู่หรอก ถูกบังคับมันก็มีขีดในการให้บังคับ สักวันมันก็ไม่ทนหรอก แต่ถ้ามีปัญญา มันจะรีบบังคับตัวเอง ปฏิบัติหน้านองน้ำตาอยู่ก็เอา เพราะมันตัวเองรู้ ศาสนาพุทธจะเป็นเช่นนั้น
ทางรอดของคนในศาสนาพุทธ มาถึงตอนนี้ใกล้กลียุค ปลายภัทรกัปป์ เหตุการณ์ทางโลกมันเลวลง ปัญญาก็ต้องมากขึ้น ต้องเอาตัวรอดทางรอด คือเอาตัวเองรอด แล้วอย่าเอาร้ายใส่คนอื่น ไม่ใช่ปล่อยดูดายคนอื่นด้วย แต่ช่วยคนอื่นรอดด้วย อย่างนี้คือ ความดีงาม คือการรอดที่ช่วยคนอื่น และรอดพ้นโดยไม่มีผลกระทบ ให้คนอื่นลำบาก การรอดนี้คือครบมุมเหลี่ยมที่ประเสริฐ มาถึงวันนี้แล้ว ศาสนาพุทธมีแนวคิด ที่รู้จักเหตุปัจจัย ว่าการหลุดพ้นที่ว่านี้ ทางรอดทางหลุดพ้นนี้ ศาสนาอื่นเขาก็ใช้คำว่า ทางรอดเหมือนกัน แต่ของเขาเอาตัวรอดจริง แต่ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เอาตัวรอดเท่านั้น ตัวเองรอดได้ แต่ตัวเองก็ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเลย ดีไม่ดี เรารอด แล้วก็ช่วยคนอื่นให้รอดได้ด้วย มันจึงประเสริฐสุด ทีนี้จะทำอย่างไร ศาสนาพุทธ รอด คืออรหันต์ อรหัตตผล รอดแล้วช่วยคนอื่นด้วย คือโพธิสัตว์ รื้อขนสัตว์ช่วยคนอื่น ตัวเองหลุดพ้นแล้ว ก็ช่วยคนอื่น ศาสนาพุทธเป็นอย่างนั้น
ศีลของศาสนาพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธทุกวันนี้มันเสื่อม เอาแต่ตัวเองรอด แล้วไม่ช่วยคนอื่นเห็นแก่ตัว หนีหลับหูหลับตาไม่วุ่นวาย ไม่ใช่ ศาสนาพุทธแบ่งเกณฑ์ในการปฏิบัติของตนเป็นลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อานาคามี อรหันต์ไปตามลำดับ โดยมีหลักเกณฑ์เป็นศีล อธิศีล ศีล5 พื้นฐาน มีศีล 8 ศีล 10 เป็นอธิศีล หรือ ท่านตั้งศีล เพื่อให้คนปฏิบัติละกิเลส ตั้งไว้ 26 ข้อ ในจุลศีล ก็ขยายผลแล้วว่าในความเป็นมนุษย์โลกนี้ จะต้องมีสิ่งที่ตัวเองต้องไปเกี่ยวข้อง ไปสะสม ไปเอามาเป็นสมบัติ เอามาแสดงผล เอาแสดงตัวของตัวเองอยู่แค่ ประมาณ 26 หลัก และมีรายละเอียดร่วมกับสังคมเพิ่มขึ้น เรียกว่า มัชฌิมศีล ในจุลศีลไม่มีข้อพรากพืช แต่มัชฌิมศีล ก็ระวังในการพรากพืช สัตว์เราไม่กิน เรากินพืช แต่ก็ระมัดระวังชีวะด้วย หรือเราจะร่วมกับสังคมส่วนนั้นส่วนนี้ ร่วมกับสังคม ทั้งจัดการทำลาย ปราบ และก็ร่วมทำด้วย ทั้งสองด้าน บางอย่างต้องสลายเพราะมันเป็นพิษ ก็ต้องช่วยกันทำลาย ส่วน มหาศีล คือความเป็นศีลของศาสนาพระพุทธเจ้า 1.จุลศีลคือ หลักเกณฑ์ที่คนเอามาปฏิบัติ เพื่อลดกิเลสความโลภ โกรธ หลง ขยายมาเป็นเรื่องๆ มีเหตุประกอบ เช่น ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เกี่ยวกับชีวิตสัตว์โลก อย่าไปทำร้ายกัน เขาก็มีชีวิตเราก็มีชีวิต อย่าอ้างว่า ฆ่าเพื่อมากิน คนที่ยังเห็นแก่กิน สัตว์มันสู้เราไม่ได้ ก็ฆ่ามันมากิน ดีไม่ดีไปติดอร่อยในเนื้อสัตว์ พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมันยังติดความอร่อยในเนื้อสัตว์ ว่ามันดีกว่า ก็ไม่เลิกกินเนื้อสัตว์ จะให้มากินแต่พืชก็ไม่ได้ ก็บอกว่า จะไปฆ่ามันมากินทำไม สัตว์มันก็มีชีวิต ก็บอกว่าสัตว์มันเกิดมาให้คนกิน แล้วใครบอกว่า สัตว์มันเกิดมาให้คนกิน ขี้ตู่จังเลย ความเห็นแก่ตัว มันจะไม่ฟังเสียงอะไรเลย เอาแต่ได้ แล้วก็ฉลาดกว่าสัตว์ทุกอย่าง ปลาวาฬตัวโตกว่ามันก็ฆ่า ดีว่าไดโนเสาร์ สูญพันธุ์ไปก่อน ช้างก็เอามาขี่เฉยเลย เอามาใช้งาน เอามาเป็นทาสได้ แม้ตัวใหญ่ดุเท่าดุ ก็สู้คนไม่ได้ มันยอดฉลาดเอาเปรียบเอารัดเขา พระพุทธเจ้าสร้างศาสนา เพื่อขัดเกลากิเลส จุลศีล มัชฌิมศีล แล้วมหาศีล อันนี้พูดกันไม่รู้เรื่อง กับชาวพุทธทั้งกระแสหลัก ทั้งผู้รู้ คือดร.ทางศาสนาพุทธ พูดกันไม่รู้เรื่องอยู่ทุกวันนี้ ความเป็นศาสนาพุทธ ดูที่มหาศีลเป็นหลัก มหาศีลท่านห้ามไว้ ว่าเป็นเดรัจฉานวิชชา เป็นของนอกรีต เป็นของที่ศาสนาพุทธไม่เอา ในศาสนาพุทธไม่มี แต่ทุกวันนี้ทำผิดหมด มหาศีล เล่ม 11 หน้า 11 บรรทัด 8
(19) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวชมอย่างนี้ว่า 1. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจําพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทํานายฝัน ทํานายลักษณะ ทํานายหนูกัดผ้า ทําพิธี บูชาไฟ ทําพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทําพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทําพิธีซัดรําบูชาไฟ ทําพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทําพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทําพิธีเติมนํ้ามันบูชาไฟ ทําพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทําพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดู อวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์ พ่อครูว่า...สมัยก่อนใช้ไฟเป็นสื่อ ใช้ควันเป็นสื่อ ในการติดต่อกับวิญญาณที่อยู่นอกตัว ซัดแกลบ ขี้เลื่อย ข้าวสาร ใส่ไฟก็ได้ควัน หรือใช้นำมัน เนยก็ได้เปลวไฟ มีควันกับแสง เดี๋ยวนี้ ปั้นเป็นธูป ของแขกก็เล็กยาวมีกลิ่นฉุน ธูปไทยก็มีกลิ่นบ้างไม่มีบ้าง ธูปจีนก็ใหญ่เลย เป็นอาชีพทำธูปเทียนขายเลย เทียนก็ทำเป็นแท่งไม่ต้องใช้น้ำมันเนยใส่ถ้วย หรือเป่าด้วยลมปาก ผสมน้ำลาย ไม่พอ ก็เอาวัสดุจุ่มใส่ถังใส่ขันสลัดเลย สมัยนี้นี่ฉีดเลย ใส่เครื่องฉีดอัดลมต่อสาย ก้าวหน้าไปตามสมัย (20) 2. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจําพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะศาสตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะช่อฟ้า ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค.
(21) 3. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจําพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจัก เข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายใน จักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชาพระองค์นี้จักปราชัยเพราะเหตุนี้ หรือเหตุนี้.
(22) 4. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจําพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง ดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ เดินผิดทางจักมีผลอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลอย่างนี้ อุกกาบาตจักมีผลอย่างนี้ ดาวหางจักมีผลอย่างนี้ แผ่นดิน ไหวจักมีผลอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผล อย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และ ดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลอย่างนี้.
(23.) 5. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ พราหมณ์ ผู้เจริญบางจําพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักมีภิกษาหาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสําราญหาโรคมิได้ หรือนับคะแนน คํานวณ นับประมวล แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์.
(24) 6. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจําพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็น ปานนี้คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรง เจ้าบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทําพิธีเชิญขวัญ.
(25) 7. พระสมณะโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจําพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทําพิธีบนบาน ทําพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทํากะเทยให้กลับเป็นชาย ทําชายให้กลายเป็นกะเทย ทําพิธีปลูกเรือน ทําพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นนํ้ามนต์ รดนํ้ามนต์ ทําพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสํารอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยา แก้ปวดศีรษะ หุงนํ้ามันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทําการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยาชะแผล .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคตด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อยนัก ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เท่านั้นแล.
จบมหาศีล
บุญคือสิ่งยิ่งใหญ่สุดของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า...สรุปแล้ว อาตมาพูดไปแล้ว เหมือนอวดเก่งอวดดี เขามีครูบาอาจารย์ สอนกันมา โพธิรักษ์โผล่ออกมาจากไหน พูดแหกจากเขาถ่ายทอดกันมาเป็นร้อยปี อาตมาก็โชคดี ว่าเอามาจากพระไตรปิฎก มายืนยัน แต่พวกท่านนี้เอาไปเอามา ออกนอกพระไตรปิฎกไป ตอนนี้ก็พูดไม่ค่อยออก ว่า ถ้าไม่เอาพระไตรปิฎกก็จะเหมือนกับธรรมกาย ก็เห็นใจคนที่แปลพระไตรปิฎก ที่เขาพยายามรักษาพยัญชนะ ไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจาก ต้นรากภาษาบาลี แต่บางทีฟังแล้ว มันไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะแปลจากพยัญชนะ ให้เป็นพยัญชนะภาษาโบราณ อาตมาก็อธิบาย เท่าที่อาตมาเข้าใจ ว่ามันหมายถึงอย่างนี้นะ ท่านก็อธิบายอย่างของท่าน ก็เลยขัดแย้งกันอยู่บ้าง แต่ดีที่ยังมีส่วนที่ร่วมกันอยู่บ้าง มีสิ่งที่ไม่เหมือนกันอยู่ไม่ใช่น้อย ยกตัวอย่างคำว่าบุญ คำว่าสมาธิ คำว่ากาย ที่อาตมาพูดอย่างปากเปียกปากแฉะทุกวันนี้ คำว่ากายนี้ อาตมาเน้นว่า หมายถึงจิตเป็นหลัก แต่ทิ้งข้างนอกไม่ได้ พูดไปพูดมา ไปเจอในพระไตรปิฎกเข้า ท่านยืนยันว่า ตถาคตเรียกกาย ว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ก็ใจขึ้นมาเป็นกองเลย ค่อยยังชั่ว แม้คำว่าบุญ บุญเป็นภาษาของศาสนาพุทธ เป็นโลกุตระธรรมอย่างเดียว คือมีหน้าที่ ชำระกิเลสอย่างเดียว ชำระเสร็จแล้ว ปัดตูดไปเลย ไม่ฟังเสียงอะไรอีกแล้ว หายไปเลย เมื่อทำหน้าที่ชำระกิเลสเสร็จ มีหน้าที่ทำให้กิเลสหมด แล้วไม่เกิดอีก ไม่เซ้าซี้ ไม่ทวงบุญคุณ ไม่มีอะไรเหลือค้าง มีหน้าที่ประหารกิเลสอย่างเดียว มีหน้าที่ประหารอย่างเดียว ประหารเสร็จแล้ว หายไปเลยจบกิจ คำว่าบุญ หมายถึงวิบัติ หมายถึง ศาสตราอันฉิบหาย แล้วมีประสิทธิภาพสูงกว่า อาวุธร้ายแรงของโลกนี้ แม้แต่อาวุธกัมมันตภาพรังสี จะมีผลเสียอีกต่อไป แต่บุญนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นผลเสียต่อไปอีก ไม่มีเศษแม้แต่กัมมันตรังสี จะว่าดีก็ดีชิบหาย คือทำลายสิ่งที่ไม่ดีออกไป ยังไม่มีอะไรสะท้อนเหลือเลย แม้แต่เศษส่วนกัมมันตภาพรังสี ไม่มีอะไรเป็นพิษภัยซ้อน เป็นเอกังสะ บุญเป็นวิบัติ บุญไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ต้องสะสม มีแต่ไม่ๆๆๆ มันเข้าถึงความไม่ แล้วก็จบ วิบัติ ไม่มีอะไรสะสมได้อีกเลย เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในศาสนาพุทธ เพราะถ้าทำความวิบัติให้แก่เหตุใหญ่ที่สุด ของความเป็นมนุษย์ คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน มีหน้าที่อย่าทำผิดเพี้ยน ทำลายแต่กิเลส ตัณหา อุปาทาน อย่าไป overlab ไปทำลายเศษเนื้อดีนะ ทำลายแต่เนื้อแท้ ของกิเลสนะ บุญไม่ไปทำร้ายอะไรใครเลย ทำแต่ตัวเลวให้หมดไม่เหลือ อย่าไประคายความดีของคนอื่นเขา เป็นความละเอียดที่สูงสุด เป็นความจำกัดของคำว่าบุญ สรุปแล้ว บุญคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มี แต่คำว่าบุญนี้ เกิดมานานแล้ว เป็นล้านๆปี มันดีคนอื่นก็เลยเอาไปใช้ ศาสนาเทวนิยม ก็เอาไปใช้เป็นคำว่านักบุญ เป็นความสูงส่ง หากผู้ที่ได้รับการนับถือ ว่าเป็นนักบุญแล้ว จะต้องมีคุณธรรมสูงส่ง บุญก็เลยถูกเอาไปใช้ เป็นแบบโลกียะเป็นเทวนิยม แม้แต่ทุนนิยมก็เอาไปใช้ เอาไปใช้ให้เกิดความร่ำรวย ซึ่งมันไม่มีทางร่ำรวยหรอก ถ้าใช้บุญถูก จะมีแต่หมดตัว แต่เอาไปใช้ผิด ก็เป็นสมบัติ เพราะคนรู้ว่าบุญนี้ ยิ่งใหญ่สูงส่ง เลยเอาคำว่าบุญ ไปเป็นสินค้า ไปเป็นสิ่งที่หลอกล่อมนุษย์ ก็มันยิ่งใหญ่ มันเป็นสัญชาตญาณรู้ลึกในมนุษยชาติ ว่าบุญนี้ยิ่งใหญ่ ก็เลยเอาคำว่าบุญ มาเป็นตัวเอก อย่างนกรู้ตัวสำคัญ คือธัมมชโย เลยเอาบุญมาหลอก บุญใหญ่บุญโต เอาบุญไปสะสม บุญจะมีมากมาย ทั้งชาตินี้ชาติหน้า เป็นสวรรค์อีกมหาศาล มีไม่มีจบ บ้ากันใหญ่เลยธัมมชโย ไปทำลายศาสนาพระพุทธเจ้าไม่เหลือหลอ ตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้าเลย ของพระพุทธเจ้านั้น บุญจบไม่เหลือ ปุญญปาปริกขีโณ พอปราบบาปได้ บุญก็หมดไปด้วย ปุญญภาค หรือปุญญภาคิยา แปลว่าได้ส่วนแห่งบุญ ก็เข้าใจไม่ได้ นึกว่าปฏิบัติธรรมแล้วได้สมบัติ ไม่ใช่ ส่วนบุญคือส่วนของความวิบัติ คือส่วนที่ชิบหายไป ที่ได้นี้ คือได้สิ่งที่เสีย ฟังในหลวงตรัสเข้าใจ ในหลวงว่า สิ่งที่ได้นั่นแหละ คือสิ่งที่เราเสีย สิ่งที่เราเสียนี่แหละ คือสิ่งที่เราได้ ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ตรัสตามท่าน แล้วบอกว่า เขาก็อยากฟังคำอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายแล้วเขาก็นั่งงงๆ อธิบายจบแล้ว อยากฟังอีก เราก็อธิบายต่อ ต่อไปอีกสุดท้าย ที่เราเสียนั่นแหละคือเราได้ ท่านก็จบอยู่แค่นี้ สรุปแล้ว บุญนี่แหละคือเราเสีย บุญนี่แหละคือเราไม่ได้ บุญนี่คือความไม่ได้ ความไม่ได้นี่แหละ คือเราได้ ไม่มีภาษาจะพูดแล้วนะ สัจจะของบุญ คือความฉิบหายความทำให้ไม่มี เขากลับเอาบุญนี้ ไปเป็นสิ่งที่ให้มีๆๆหมดเลย และคนทั้งหลาย แม้แต่ชาวพุทธ ก็เข้าใจว่าสะสมบุญ คือสะสมสิ่งที่ไม่มี ส่วนทำบุญได้เป็นส่วนบุญ ก็นึกว่าส่วนที่มี ศาสนาพุทธเลยไม่มีผล เพราะผลของศาสนาพุทธคือบุญ ผลคือความชิบหาย และก็ฉิบหายจนหมดตัวหมดตน พูดแล้วเหมือนน่ากลัวนะ ใครอย่ามาเข้าศาสนาพุทธจะถูกปอกลอกให้หมดเนื้อหมดตัว ไม่มีตัวมีตนเลยนะ ศาสนาพุทธที่สุดยอด ฟังแล้วมันสุดโหดเลย น่ากลัวเลย น่าวิ่งหนีเลยนะ ศาสนาพุทธ
สมณะเดินดินว่า..ผมนึกภาพ ญาติธรรมชาวธรรมกาย เขาก็นอนฝันถึงสมบัติ แต่ของชาวพุทธ นอนฝันว่าไม่มีอะไร อย่างไหนจะสุขกว่ากัน พ่อครูว่า… คนจะตายก็อธิบายให้ฟังเสมอว่า ให้นิ่ง หยุด สงบ วาง ไม่ได้ไปบอก ให้นึกถึงสวรรค์หรือนิพพาน ให้นึกถึงสิ่งที่เราทำดีมาแล้วนะไม่เคย อย่างนั้นเป็นการทำให้ติดภพติดชาติ ผมหลอกคนไม่เป็น เอาอย่างนี้ พระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive