240529-3-069 ทางเอกภาค3-ตอน069(หน้า282)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคมพุทธศักราช 2524 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาต่อกันให้ชัดเจนอีกก็ได้ทบทวนย้ำไปย้ำมาให้รู้ชัดแจ้งว่าเราได้ออกจากมายาเราได้รถได้ถอดถอนออกมากันเป็นขั้นเป็นตอนซึ่งก็ได้ยากลางละเอียดมาเรื่อยจนกระทั่งมาถึงฐานที่ใครจะอยู่ตรงไหน จะตามใจก็ต้องรู้ของตัวเองดูของตัวเองแล้วก็ไล่ทบทวนเสมออนุสติคือการระลึกตามการมีสติไตร่ตรองตัวดูตามหาที่เรียกว่าสีลานุสติกันดีจาคานุสสติก็ดีเทวดาเทวดานิติก็ตามศิลาฤกษ์สติคือการระลึกถึงว่าเราทำตามหลักเกณฑ์ความหมายอย่างนี้อย่างนี้เช่นว่าเราจะเลิกออกมาจากอบายมุขเราก็รู้ว่าอบายมุขเป็นอย่างนั้นรูปเป็นอย่างนั้นวัตถุเป็นอย่างนั้นสัมผัสตามหัวจมูกลิ้นกายเป็นอย่างนั้นและเราก็มีแรงจิต จิตของเราได้ละได้ตัดออกมาตามหลักเกณฑ์ที่ว่าเราจะเลิกจะละจะหยุดจะเว้นจะขาดกามภพแล้วตัดได้ใจเราอีกเพราะว่าพบแล้วก็เห็นอาการของมันว่ายังมีรถยังมีอัดสาธารณสุขมีอารมณ์ยังมีความชื่นชอบหิวโหยจากใครไม่ได้ก็รู้สึกอึดอัดขัดเคืองเป็นกามราคะเป็นปฏิกะอยู่ในใจไม่ชอบใจที่มันไม่ได้สมใจบ้างก็มีเหตุพะโล้ไปเป็นอันอื่นอีกไปโกรธไปเคืองไปต่อให้เกิดความไม่สบายใจในมุมอื่นได้อีกอะไรพวกนี้เราก็จะรู้เหตุรู้เขาว่าจิตของเรามันไม่ มันมีตัวผีพวกนี้อยู่อะไรเนี่ยเป็นเปรตเป็นเดรัจฉานอะไรอยู่แล้วเราก็พยายามเรียนรู้มันปลดปล่อยมันให้มันดิ้นน้อยลงอ่อนลงในภาวะพบข้างนอกเรามีหิริมีโอต่อปะเรารู้ความจริงเราละอายเพียงพอเราไม่ละเมิดไม่เกี่ยวข้องไม่คลุกคลีไม่แตะต้องหรือว่าไม่เสพไม่ติดอดได้งดได้เว้นขาดได้สำหรับพบนอกกามภพแต่ใจเพราะว่าภพมันยังมีอยู่รู้หลายรู้อาการรู้ว่ามันมีอาการเลยแล้วก็รถมันจะจางจนคลายลงไปเราก็รู้ได้วันนี้ปัจจัยอบายมุขอย่างนี้เป็นต้นแล้วก็รู้ เห็นว่าตาม
อ่านต่อ
ศีลหลักเกณฑ์ที่เราจะทำเราก็ทำบริสุทธิ์ขึ้นสีนั้นยิ่งขึ้นศีลตั้งแต่กายวาจาเราก็ได้ศีลจนกระทั่งต่อไปถึงจิตเราก็ทำได้ตามหลักเกณฑ์ของศีลว่าเราจะเว้นขาดออกเลิกออกเวรมณีออกมาจนจิตเราเป็นจิตสมาธิเป็นจิตจางกลายเป็นจิตที่ถูกขัดเกลาออกหมดราคะกามหมดราคะพยาบาทเมื่อมันสงบได้เราก็รู้ว่ามันสงบสงบจนเฉื่อยเราก็รู้ว่ามันเฉื่อยจนกลายเป็นผีนะมีพระจนกลายเป็นว่าสบายแล้วไม่ไปก็ได้แล้วอันนี้เสร็จแล้วเวลาว่างลงเมื่อเรามาว่างเมื่อเราเลิกจากสิ่งนั้นเวลาเราก็ได้เพิ่มขึ้นเวลาก็ว่างลง ว่างถ้าว่างมันมีอื่นมาแทนมันก็จะทำอื่นเป็นงานเป็นกิจเพราะว่าจิตของเรามันเกิดมันดับจิตก็เกิดอยู่เกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปถ้าจิตมันเกิดขึ้นมันไม่มีงานอะไรมันก็ดับเกิดแล้วมันก็ดับเกิดแล้วมันก็ดับมันก็เฉยอยู่เฉยๆอยู่มันก็เฉยอยู่มนุษย์เนี่ยมันเกิดขึ้นมาจิตขึ้นมาเกิดแล้วก็เฉยแล้วก็เฉยแล้วก็ดับเฉยๆก็ดับมันก็จะกลายเป็นคนอยู่เฉยๆเฉยๆแล้วโง่ลงๆเพราะจิตไม่ได้ทำอะไรเหมือนกับมือคนเนี่ยถ้ามือเราไม่หัดจับไม่หัดยึดไม่หัดทำโน่นไม่หัดทำนี่เอาเอาอย่างว่ามือเราหัดเคยหัดเขียนหนังสือเคยหัดจับไอ้นั่นปอกไอ้นี่ถ้าเรานานๆไปปอกทีไปเขียนทีนี่นะ มันก็ช้าลงมันก็เฉยมันก็ไม่เคยครองนานๆไม่ทำเลยเขียนไม่ออกเลยเขียนไม่เป็นเลยสุดท้ายทำโน่นทำนี่ไม่เป็นเลยฉันได้เหมือนกันจิตก็เฉื่อยจิตก็ไม่มีอะไรสุดท้ายทำอะไรไม่ออกเลยหยุดตายไปดื้อๆเฉยๆมันไม่เกิดคล่องแคล่วอะไรเลยนี่มันจะเป็นอย่างนั้นเพราะเมื่อจิตมันก็เป็นตัวเกิดเราก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่ามันเกิดมันก็เกิดมันรู้ก็ให้มันรู้มันเป็นธาตุรู้ให้มันเป็นธาตุรู้เมื่อเราดับสาธารณะดับกิเลสดับรถสัญนิยมที่เคยหลงเคยติดได้แล้วสนิทจิตของเราก็สนิทจิตมันเกิดรู้มันก็รู้สิ่งนั้นตามเป็นจริงมันเป็นตัว หนังที่เราจาคะมาได้เป็นจาคานุสสติจาคะแปลว่าเราฉลาดได้เราเสียได้แล้วเราสละออกเว้นออกขาดออกมาได้แล้วแล้วก็รู้ระลึกตามอาการอารมณ์สิ่งที่เราเคยได้เออดูจิตที่เราได้ว่าจิตที่เราได้แล้วจิตเราดีนะเทวตานุสสติระลึกดูจิตที่ว่าเออเราได้สิ่งนั้นมาแล้วจิตเรามันดีมันว่างว่างนี่แหละมันเบามันง่ายจิตของเราปราศจากรสนิยมลดอัตรารถที่เราเคยเสพรถตอนนี้เราว่างแล้วเราจืดจางเราไม่ไม่ติดไม่ยึดแล้วเราก็ไม่ทุกข์ไม่ฉันถ้าไม่ตามไม่ ไม่อยากแล้วก็เราก็ไม่พยาบาทไม่ปฏิฆะไม่มีราคะอะไรกับมันที่เราก็ว่างๆถ้าว่างๆแล้วถ้าไม่มีอะไรอีกมันจะเฉื่อยมันจะเป็นทีนะไม่ทักหรือไม่จิตเราถ้าผมมันว่างจากสิ่งนั้นมันไม่คิดไม่นึกมันไม่ปรุงไม่แต่งมันไม่ไปวุ่นวายแล้วก็เรื่องนั้นเรื่องนี้จิตของเราก็จะว่างจากสิ่งที่เราไปวุ่นวายไปติดประยุทธ์มามันก็จะเอาไปคิดฟุ้งซ่านจิตเมื่อเราเลิกอะไรออกมาจิตจะมีกำลังจิตจะสะอาดหรือว่าจิตจะมีแรงแรงคิดก็จะคิดมากเป็นพลังพลังรู้หรือว่าพลังฤทธิ์เราจะเอาไปทำเป็นพลังฤทธิ์ของจิตมันก็จะเป็นไปในพวกเดรัจฉานวิชาเขาเล่นกันเอาจิตไปเจริญๆนี่บรรดานู่นบรรดานี่ทีนี้เราที่นี่เราไม่ เราไม่ส่งเสริมให้ไปเล่นฤทธิ์แรงไอ้โน่นไอ้นี่ก็ไม่ส่งเสริมเมื่อไม่ส่งเสริมเราส่งเสริมอยู่แต่จะให้เป็นพลังรู้มันก็จะไปออกฤทธิ์รู้หรือฤทธิ์พลังรู้มันก็จะไปพิจารณาโน่นนี่คิดค้นรู้รู้ที่นี่รู้มากเขาเป็นฟุ้งซ่านถ้าหยุดไปก็จะเป็นผีนะมีธาตุเฉื่อยหยุดถ้าเผื่อว่าไม่หยุดไม่ทีนะมีพระมันก็จะกลายเป็นฟุ้งซ่านเป็นพลังรู้จะได้รู้อะไรต่ออะไรต่างๆนานารู้คิดอะไรก็คล่องมันก็จะหลงความรู้เฟ้อหลงความรู้หลงไอ้โน่นไอ้นี่โอ้โหเฉลียวฉลาดปลอดโปร่งทีนี้ก็ถ้าเผื่อว่าไม่ควบคุมก็อยากจะไปแสดงธรรมอยากจะไปอวดรู้อยากจะ สอนคนอยากจะไปบอกเขามากหลายขึ้นมาอาจจะไปสอนคนไปบอกเขาก็ยังดียังเป็นประโยชน์ถ้าเป็นผีนะมีพระช่วยแล้วก็นิ่งเงียบๆก็จะเป็นตัวอย่างในโลกอยู่หน่อยนึงปิดเทอมปิดเทอมนิดนึงก็คือมันหยุดแล้วมันก็จะนั่งเฉยนิ่งเขาเรียกมันว่าความสงบความสงัดความวิเวกความหยุดความอยู่นิ่งนี่ก็เป็นลักษณะนี้นิ่งๆเฉยๆมันก็เป็นตัวอย่างบ้างแต่มันไม่รับสายมันไม่ดีดดิ้นมันไม่กระดุกกระดิกอะไรจนเกินการนับเพราะฉะนั้นในมองไม่ได้เชิงนิ่งมันก็จะนิ่งถ้าเราจะมองไปในเชิงนิ่งบางคนเขาก็จะชอบ คนบางคนก็ดูว่าเออนี่นิ่งดีนะหยุดอยู่เฉยๆดีนั่งไม่ทำอะไรดีเขาก็ตีความว่าสงบก็เป็นความสงบแบบรูปแบบหยุดชื่อดื้อเฉยๆอันนี้เป็นรายละเอียดที่สูงขึ้นศาสนาเดียรถีย์ไม่เข้าใจก็จบเอาอยู่ที่จงหยุดทีนี้มันยังมีจิตที่เป็นเพราะว่าพบอีกเมื่อจิตมันเอาไปเล่นแรงเขาก็เข้าใจว่าการเป็นฤทธิ์เป็นแรงถ้าเขาชอบเขาหลงก็เป็นกิเลสของเขาศาสนาเดินผีที่เล่นจิตไม่รู้ความหมายตรงนี้ก็ไปเล่นนิดเล่นแดงหรือแม้แต่พลังรู้มันรู้รู้ไอ้โน่นรวยนี่กว้างขวางรู้เข้าใจไอ้โน่นไอ้นี่ลึกซึ้งขึ้นมากหลาย พ่อฤาษีเขาก็เขาก็รู้ได้ทีนี้เขาเองเขาก็เข้าใจว่าไอ้การที่จะไปหลงรู้อาการจะไปหลงรู้นะมันก็เป็นเรื่องฟุ้งซ่านมันเป็นเรื่องปวดมันเป็นเรื่องก็ต้องยุ่งอ่ะมันก็ต้องทำงานน่ะต้องหนักต้องไปวุ่นวายสอนคนเป็นบอกเขาอย่างนู้นอย่างนี้ฤาษีเขาหนักสงบหนักหยุดเขาก็เลยบอกไม่ได้หรอกคิดมากงั้นไม่เอาพอฤาษีก็เลยระงับจิตคิดระงับจิตที่จะรู้เพิ่มขึ้นอีกให้หยุดๆๆจะลงอีกฤาษีจึงปัญญาน้อยเพราะว่าระงับพลังรู้ซึ่งมันต้องเกิดมันต้องเกิดขึ้นมันต้องเกิดต้องเป็น พ่อฤาษีก็ระงับพลังรู้เมื่อระงับพลังรู้ก็โง่แล้วโง่ลงแล้วเขาก็นิยมตัวหยุดด้วยเขาหลงต่อไปในทางหยุดฤาษีตกลงตรงไปในทางหยุดสงบเขาก็เลยหยุดๆๆแล้วก็หยุดไม่หยุดแล้วก็ไหนๆโลกหนีโลกฤาษีจึงเป็นลัทธิมีโรคออกไปอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำอยู่ยอดภูเขาหิมพานต์เออนั่นแหละก็กินก็อยู่กินใบไม้ใบหญ้าอะไรไปเฉยๆอยู่อย่างนั้นน่ะชีวิตก็จึงกลายเป็นชีวิตทิ้งเปล่าอย่างที่ได้ยกอุทาหรณ์มันก็กลายเป็นหัวหลักหัวต่อไปเฉยๆคนชีวิตมีชีวิตแต่ทำตนเองเป็นหัวต่อ เสร็จแล้วก็อย่างที่ยกคำพังเพยว่ารองหมาเยี่ยวรดระวังเสือเยี่ยวรดนะมันก็แค่นั้นเองความจบของศาสนาฤาษีเดียรถีย์มีอยู่ตรงนี้จบแค่นี้ไร้คุณค่าไม่เป็นหีตประโยชน์ไม่มีความสามารถที่จะทนทานสัมผัสต่อโลกิยะได้ด้วยแล้วก็จะไม่มีจิตที่จะรู้เท่าทันด้วยปัญญาอันยิ่งวางปล่อยอัดสาธารณะที่สำคัญสะอาดไอ้ที่พูดน่ะพูดมามีลักษณะของฟุตบอลเข้าไปด้วยคือรู้จักรักษาพระและเราก็ละเว้นขึ้นมาแล้วขาดขึ้นมาแต่ฤาษีไม่ได้ทำถึงปานฉะนี้หรอกฤาษีที่นั่งหลับตากดข่มจิตหยุดๆๆดับๆๆรู้แต่ว่าถ้าเราจะไปยุ่งเกี่ยวไปยินดียินดียินดีไปอยากไปใกล้แบบ โรคอะไรก็แล้วแต่มันเป็นทุกข์หรือว่ามันเป็นเรื่องไม่สงบแล้วก็ดับๆๆจิตเข้าไปเลยแล้วก็เคยชินแล้วเขาก็โน้มน้อมใจยินดีในความหยุดหยุดหยุดหยุดหยุดหยุดเขาบอกว่าโอ๊ยได้หยุดนี่มันเป็นความดีหลายมันเป็นความชื่นใจเขาก็ยินดีหลงในความหยุดแล้วก็พอใจในจุดๆหยุดได้มันมีจิตอยู่ 2 อย่างจิตหนึ่งจิตหยุดเลิกจิต 1 จิตยินดีติดเขาก็เลยเลิกขาดเบื่อชังโลกและเขาก็ยินดีติดหยุดความหยุดเฉยๆนิ่งๆดับๆมันเป็นกิเลสทั้ง 2 ส่วนเลยกิเลสทางโทรศัพท์กิเลสชอบราคะเขามีกิเลสนี้เต็มทั้ง 2 ประตูคือ 1 ทั้งโลก 2 รักความหยุดอยู่เฉยๆ นี่เป็นลักษณะของฤาษีเราทำเราก็จะเป็นอย่างนี้อยากเข้าก็เบื่อไม่อยากทำอะไรหรอกเฉื่อยแล้วกลายเป็นแท่งแต่ก่อนแข่งแข็งแล้วก็ชังแล้วมันก็อยู่ได้ด้วยราคะอยู่ได้ด้วยความชอบพบเป็นเพราะว่าพบพบอะไรพบอยู่เฉยๆพบดับพบนิ่งเฉยแล้วมันก็สบายมันก็สบายของเขาเขาก็เป็นรถพวกคุณก็กำลังหลงเชิงรถมีอยู่เหมือนกันมันอยู่เฉยๆมันก็อร่อยดีมันสบายไม่ต้องอะไรมันเป็นโรคขี้เกียจมันเป็นโรคขี้เกียจมันเป็นโรคไม่อยากทำงานไม่อยากทำอะไรทำงานก็ว่าเหนื่อยอยู่เฉยๆนั่งเฉยๆนานๆก็เหนื่อยแต่ก็หัดเข้าหัดเข้ามันก็ชินชามันก็ชำนาญก็ได้นานๆนานๆ ก็ไม่เหนื่อยเหมือนนั่งเฉยๆมันก็เหมือนกันแหละลองหัดแบกหินเนี่ยรหัสแบกมากๆเข้าใหม่ๆนี้จะแบกได้ไม่มากก็เหนื่อยไวนานๆเขาก็แบกได้นั้นมากแบกได้นานๆเหนื่อยน้อยลงเหนื่อยน้อยลงแบกเข้าหนักๆก็แบกได้มากๆขึ้นแล้วก็ได้นานๆขึ้นชั้นเดียวกันหัดนั่งเฉยๆตอนแรกๆก็เหนื่อยไวนานๆก็หัดนานๆเขาก็นั่งได้นานๆเหนื่อยน้อยเหนื่อยช้าลงนานเขาก็หัดเข้าไปสินั่งได้เป็นวันเป็นคืนก็เท่านั้นเองมันก็เหมือนกันแต่ผมไม่ก็ไม่เหนื่อยมันก็ไม่มันก็ชอบไปแล้วยังเป็นลักษณะของจิตที่มีกิเลสชอบกิเลสชังอยู่ทั้งสิ้นมันไม่สะอาดบริสุทธิ์ตรงกลางเลยว่ามาเราไม่ชอบเราไม่ชังอะไร เราไม่ชอบเราไม่สั่งอะไรมันไม่เป็นศาสนาพระพุทธเจ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมองเห็นความสุดโต่ง 2 ฝั่งหนึ่งก็ไปเลิกตามจังหวะตัวละกามได้ตามปัญญาที่จริงปัญญาฉันตื่นแล้วช้างโลกช้างกลางช้างรูปช้างรถทั้งโลกธรรมแล้วเราก็ไปชอบไอ้ความอยู่เฉยๆไม่ต้องเอาอะไรนึกว่าเป็นความประเสริฐเลิศแล้วก็ประยุทธ์อยู่เฉยๆนะไม่แตะไม่ต้องไม่สัมผัสไม่เห็นความไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัยความเลิกห่างไกลจากไปไกลอย่างนี้เรียกว่าลัทธิโลกันต์ลัทธินี้โลกโลกันตร์พระพุทธเจ้าเป็นลัทธิโลกุตระนี่เป็นลัทธิหลอกกันตะคือไปหาส่วนสุดส่วน โลกโลกันตร์แปลว่าส่วนสุดส่วนปลายเป็นที่สุดเป็นปลายเขาก็ไปหาส่วนสัดส่วนหนึ่งเขาบอกว่านี่แหละถึงที่สุดแล้วถึงปลายแล้วแล้วเขาก็นั่งแช่แข็งอยู่อย่างนั้นน่ะฤาษีโดยอาศัยจิตทางโลกแล้วก็รักความอยู่เฉยๆนิ่งๆฟังดีๆนะไม่ได้เป็นเรื่องของการหมดกิเลสนะเป็นแต่เพียงทำอารมณ์ของเราให้รักสิ่งหนึ่งให้ช่างสิ่งหนึ่งนี่ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ว่าเป็นความหมดกิเลสแม้แต่การชังกามการทางโลกก็ทำก็ไม่ได้รู้ว่าตัวเองเนี่ยรู้เหนือมันเป็นยถาภูตังเป็นการรู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าโลกคนอื่นเขามีจิตเป็นหลงไปรักไปชอบ มีอย่างนู้นอย่างนี้แล้วก็รู้เท่าทันไม่ได้เป็นอย่างนั้นน่ะส่วนพระพุทธเจ้านั้นมีอันนี้อยู่อยู่เหนือมันโลกุตตระก็สิ่งนี้สัมผัสดูพิจารณาเห็นเหตุเห็นผลว่าคนเราไปติดประยุทธ์นึกว่ามันเป็นอำนาจนึกว่าเป็นของความดีแต่เมื่อเรามารู้เท่าทันอย่างที่เราได้ศึกษากันมาเราอยู่กับลาบก็ยศเราพิสูจน์ได้ว่าชีวิตของเรามันจะหลงลาบไม่ต้องลงเงินลงทองไม่ต้องลงทรัพย์สมบัติมันก็เป็นวัตถุในโลกเขาจะมาสมมุติข้าไปช้าแต่รูปข้าว่ามันเป็นของมีค่าสูงเป็นทองเป็นเงินเป็นธนบัตรเป็นเหรียญเป็นเพชรเป็นพลอยมีค่าเป็นชั้นตอนสมมติตามโลกเราก็รู้ว่าอ๋ออย่างนี้เองเค้าสมมุติเค้าจะสมมติก้อนขี้หมาขึ้นมามันเป็นค่าก็ได้เขาเอาไปดินที่สวม หมอปั้นปั้นเป็นรูปสมุดขึ้นมาก็ปั้นเป็นรูปฤาษีปั้นเป็นรูปเทวดาหรือแม่ปั้นเป็นรูปสมมติว่านี่เป็นรูปพระพุทธเจ้าแล้วเขาก็มาปั้นกันแล้วเขาก็มาโฆษณาชวนเชื่อยุแหย่กระจอกก็ต้องล้มรูปฤาษีลงรูปเทวดาหลงรูปพระพุทธเจ้าว่ามันเป็นของเลิศของยอดแล้วตีราคากันซื้อก็ราคาเป็นแสนก็มีไอ้ก้อนดินมาจากส้วมนี่นะเอามาปั้นแล้วก็ตีราคากันเป็นแสนซื้อกันนี่ๆเต็มไปหมดก็เป็นชาติแต่รูปพระราชทานเป็นของมีค่าขึ้นเขาตีราคาตีค่าขึ้นแล้วเขาก็หลงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมันก็มีจริงเป็นจริงนะเขาก็หลงกันอยู่แต่อย่างนี้เราก็เข้าใจความหลงของสมมุติถึงได้บอกว่าพระที่ไหน เผื่อว่าเป็นพระผู้รู้แล้วมีพระเชียงแสนมีพระสุโขทัยมีสมเด็จชั้นทรงไกเซอร์หรือว่าสมเด็จชั้นสูงราคาที่เขาตีลูกๆแพงๆนะใครคนนั้นมีนะต้องรีบเอาออกเลยเพราะว่าเป็นของเหมือนกับทองเหมือนกับเพชรเพราะมันมีของเป็นของราคาแพงแล้วต้องรีบเอาออกจากตัวเพราะฉะนั้นไม่ช้าหรอกเพราะเดี๋ยวไอ้โจรมาตัดคอเพราะของเหล่านี้โลกมันขึ้นราคาโลกมันรู้ราคาแล้วมันเป็นราคาของโลกชาตะลูกมันเป็นความเกิดและเกิดอะไรมันเกิดโดยสมมติสัจจะเกิดราคาสูงแล้วเราต้องรู้ของราคาสูงกว่านี้เป็นพิษเป็นภัยเป็นภัยต่อเราเราเองเราจะเอารูปถ้าเราเข้าใจว่ารูปพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องแทนเท่านั้นเราไปเอารูปเขียนไปเอารูปปั้นยังไงง่ายๆที่ไม่มีราคามาใช้ก็ได้ถ้าเรายังต้องใช้รูปนั้นเป็นเครื่องเตือนใจเราจะไม่หลงบ้าๆบอๆอย่างนั้นเลยเราจะรีบเอาบอกว่าไอ้นี่ราคาแพงเอาไปเลยเอาไปเลยให้ไปเลยแล้วเอาออกจากตัวไปเลยอย่างนี้เป็นต้นเราจะเข้าใจความจริงว่าสิ่งเหล่านี้เราไม่หลงเราจะเอามาใช้โดยจุดหมายอะไรเราจะเกิดปัญญารู้เป็นอธิปัญญาเป็นความรู้ความจริงตามความเป็นจริงแล้วเราก็ไม่ต้องพึ่งก็ได้พึ่งสิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่เป็นสารัตถะจุดหมายเราจะพึ่งรูปพระพุทธเจ้าเราก็เพิ่งรู้ว่าจะพึ่งอย่างเป็นหลงชาแต่รูปรัชตะอย่างนั้นเราไม่พึ่งไม่ลงแบบนั้นอย่างคนโลกอย่างนี้เขาต้อง เมื่อเราเข้าใจแล้วเราก็รู้สารัตถะแม้แต่ของปรุงเป็นอาหารการกินเป็นสื่อผ่าหน้าแพ้แล้วจะอาศัยแต่แค่สารัตถะของมันแก่นแท้ของมันอะไรเราอาศัยอย่างนี้เราไม่ไปลงรูปลงสีหลงกลิ่นหลงรสแล้วก็เข้าใจอีกเราก็อยู่กับมันอย่างอยู่เหนือรถลงไปจนกระทั่งเหลือเกินเนื้อแท้แม้กระทั่งภาษาทางของรูปรสกลิ่นเสียงแล้วก็ได้ละลงมาละอยากนอกเบาๆบางจะเหลือภาวะพบเป็นกิเลสในภพอีกกิเลสในจิตอีกข้างนอกแล้วไม่แสดงแล้วรอหิริโอตัปปะอายพอเกรงกลัวพอข้างในเราลดจากใครจนกระทั่งหมดเหลือจริงเราก็อยู่กับมันได้จริงว่าแม้แต่กิเลสกามนี้เราก็อยู่กับมันได้กิเลสโรคกระทำเราก็อยู่กับมันได้อยู่บนโลกนี้ แล้วเราก็อยู่กับโลกเขาเขาขยันหมั่นเพียรเราก็ขยันหมั่นเพียรไม่ได้ย่อหย่อนไม่ได้ท้อถอยเราควรจะทำงานอะไรเราก็จะมีปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริงเราจะทำงานนู่นนี่นั่นนี่เป็นพหุชนะหิตายะปะฏิปันโนโหติพะโคะชนะสุขายะเราก็จะเป็นจริงๆเราจะเกิดย่อมเกิดประโยชน์ต่อมหาชนเป็นอันมากย่อมก่อสุขให้แก่มหาชนเป็นอันมากเราจะกลายเป็นตัวสาธารณประโยชน์ของมนุษย์เราเป็นตัวเป็นตัวที่เป็นตัวพรหมเป็นตัวเมตตาเป็นตัวกรุณาเป็นตัวมุทิตาอุเบกขานะเพราะเป็นตัวโลโก้กระทำมิติ เมตตาที่อนุเคราะห์โลกเขาเราเป็นตัวพระเจ้าเราเป็นตัวพรหมนี่คือพระเจ้านะนี่ไม่ใช่โมเมว่าเราบอกว่าพระเจ้าอยู่ที่เราไม่ใช่ว่าโมเมให้ฟังนะมีหลักฐานและโลโก้พระธรรมิกาเมตตาเมื่อเราแต่งตัวเมตตาเราเห็นว่าเออมนุษย์นี้ไม่รู้หนอมนุษย์นี้ตกต่ำมนุษย์นี้ควรจะให้เขาพ้นทุกข์อย่าให้เขาหลงโลกเลยอยากให้เขาหลงอบายมุขอยากให้เขาหลงกามอย่าให้เขาหลงโลกธรรมเราก็ได้มาแล้วเรารู้แล้วเราก็สอนเขาบอกเขาชี้แนะเขาเอาสัจธรรมแจกแจงให้เขาเอาอริยสัจบอกเขานั่นแหละแล้วคุณเป็นทาสมันคุณทุกข์เพราะมันคุณหลงมันตั้งแต่ต่ำตั้งแต่หยาบอบายมุขไปจนกระทั่งลาภยศจนกระทั่งการรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสบอกเขาสอนเขาแล้วก็สอนก็ไปจนถึง พบอีกอย่าไปติดสงบอย่าไปอยู่เฉยงานมันต้องเกิดกรรมมันต้องเกิดจิตมันควรจะให้เกิดก็เกิดตามเกิดมันมีเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วมันก็ดับไปพอเกิดขึ้นมามันจิตมันก็เป็นทาสรู้ก็มันไม่รู้รู้แล้วก็รู้อยากรู้อย่างเท่าทันด้วยรู้ยังอยู่เหนือมันด้วยอย่างโลกุตระด้วยอย่าไปหลงเป็นทาสมันแก่นสารก็มันคืออะไรใช้แต่เพียงแก่นสารเราก็จะรู้ว่าชีวิตของคนเนี่ยมันนิดหน่อยเท่านั้นเองชีวิตที่ฉลาดแล้วมันไม่ได้ไปหลงอะไรเลยอะไรก็ว่าสวยอะไรเขาว่างามอะไรเขาว่าอร่อยอะไรเราก็รู้เท่าทันหมดจิตของเราอยู่ว่างแล้วก็รู้ว่าว่างคนดีจะว่างเมื่อไหร่แล้วก็ว่างมันว่างคือจิตมันว่างจากราคาโทรศัพท์โมหะว่างจากกิเลสอะไรต่ออะไร สงบจากกิเลสที่สัมผัสก็รู้อยู่ว่าเราไม่มีอาการกิเลสเหล่านั้นแล้วราคะใดอย่างเป็นราคะมูลโทสะใดเป็นโทสะโมลแม้แต่ละเอียดสูงขึ้นเป็นมหากษัตริย์จิตรละเอียดไปจนกระทั่งจิตมันเหลือนิดเหลือน้อยจนกระทั่งกลายเป็นจิตประโยชน์เป็นสมาชิกตอนนี้เดี๋ยวเราจะเข้าวิภาวะพบสมาชิกตระจะอธิบายซ้อนแต่ก่อนจะไปถึงกรรมมาลามาตาหรือเข้าไปถึงการจะทำงานให้แก่คนอื่นแล้วมันก็จะเกิดเหตุการณ์นึงเป็นคุณค่าเป็นความดีเป็นโรคแห่งอุดมคติเป็นโลกแห่งอุดมการณ์โลกอุดมการณ์โลกเพราะว่าเพราะว่าพบโรคแห่งอุดมคติ นี้อีกต้องเรียนรู้อีกแต่ก่อนจะไปตรงนั้นเราจะต้องไม่ติดสงบซะก่อนก่อนจะขึ้นไปวิเคราะห์ว่าพบที่เป็นอุดมการณ์อันนั้นที่จะรู้จักกลับมาลามาตาที่จะรู้จักการงานแล้วก็ไปติดกิเลสในอารามกับการงานที่ดีที่เราจะช่วยเหลือโลกกู้กู้โลกซึ่งเป็นโรคอีกโรคนึงที่เราเรียกว่าโรคโพธิสัตว์หรือโรคโพธิกิจหรือพุทธกิจซึ่งโรคนี้แหละสอนคนเดี๋ยวนี้พระอรหันต์ต้องรู้อันนี้จึงจะไม่มีกิเลสในวิภาวะตัณหาหรือวิภาวะถ้าเรายังมีวิเคราะห์ว่าตัณหาวิเคราะห์ว่าพบอันนี้อีกเราก็เป็นพระอรหันต์เต็มถ้วนที่เป็นพระอรหันต์ไม่แตกแยกกับโพธิสัตว์กินยากับมา ยานไม่แยกกันถ้าคุณเองเข้าใจอันนี้ไม่ได้คุณเป็นพระอรหันต์ยังไม่เต็มองค์คุณเป็นอรหันต์หินยานแตกกับโพธิสัตว์แล้วก็เห็นอีกอย่างก็สุดโต่งไปหาเจ้าภาพสงบหยุดแล้วก็หนีโรคกลายเป็นฤาษีเป็นอย่างเก่าส่วนมหายานก็จะกลายเป็นพวกที่ไม่เอาแล้วจุดสงบจิตสงบไม่ตัดไม่ลดไม่เลิกไม่เรียนรู้จิตสงบไม่เรียนรู้ถึงจิตในจิตแล้วก็กลายเป็นเรียนแต่ความรู้มหายานจะช่วยแต่มนุษย์จะช่วยแต่เขาจะช่วยแต่เขาคิดหาแต่เหตุผลจะช่วยเขามหายานจึงกลายเป็นเฟ้อกลายเป็นเฟ้อความรู้จนกลายเป็นเซ็นจนกลายเป็นนักรู้เป็นนัก ภาษานักรู้เรื่องอะไรก็ได้หลากหลายไปหมดเลยเธอกลายเป็นพระ 2 อย่างพระหรือพระปริยัติเฟิร์สความนึกคิดพระตรรกะความรู้เหตุความรู้ผลเพราะอีกพระอันนึงเล่นกะจิตก็ดับจิตดับจิตลูกเดียวจึงแตกเป็นนิกายแจกแต่เป็นความหลง 2 อันศาสนาพระพุทธเจ้าไม่มีสังฆเภทภาพตรงแล้วถูกต้องแล้วไม่สังฆเภทไม่หลงไปในฝ่ายไหนหลงจิตหยุดจิตสงบก็ไม่หลงจิตดับจิตสงบของเราก็รู้อยู่ของเราเป็นสภาพของเราเป็นมายังเป็นมโนมายังเป็นมโนมายาเป็นของเราอันเป็นเรานี่มโนของเราสะอาดอ่าเป็นอาการสาหัสเป็นอาการอย่างนี้นินจาวิญญาณนินจามันก็เป็นทาสของ ยานเป็นอย่างนี้อากิญจัญญายตนะไม่มีแล้วนัตถิกิมจิอะไรนิดน้อยนึงก็ไม่มีกิเลสอย่างนี้อันนี้อย่างไรไฉนที่จะไม่ให้มีอ๋ออย่างนี้คือกิเลสอย่างนี้คือปัญหาอย่างนี้คืออุปทานต่างๆไม่มีเกลี้ยงเราก็รู้ว่าจิตของเราปราศจากแล้วซึ่งอกุศลธุลีละอองเราไม่มีปราศจากกุศลที่ดีละอองสงัดจากธุลีละอองเราก็รู้ว่านี่สงัดแล้วสงัดอย่างนี้ไม่ต้องไปหนีอยู่ในป่าสลัดอย่างนี้ไม่ต้องไปอยู่ที่ไหนๆเพราะฉะนั้นมาถึงตอนนี้ก็จะขอเอาความหมายของความสงัดก็ดีความเป็นเอกก็ดีความเป็นหลีเป๊ะก็ดีความเป็นอะไรก็ดีซึ่งได้ครับสูตรต่างๆของพระพุทธเจ้ามาให้เห็นว่าท่านหมายว่าดี คืออะไรตรงนี้ไปอยู่ป่าหรือหาไม่หลีกเล่นไม่ได้แปลว่าผู้ที่หลีกเล่นแล้วไม่ได้หมายความว่าไปอยู่ป่าผู้ที่สงัดแล้วไม่ได้หมายความว่าไปอยู่ป่าผู้ที่เป็นจิตเป็นเอกแล้วจิตเป็นอะไรถาวรแล้วไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นเดี๋ยวจะอ่านสูตรให้ฟังอีกหลายสูตรฟังเอาเพื่อที่จะย้ำให้คุณชัดเจนว่าคุณอย่าหลงหน่อยเลยพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ละเอียดลออหมดแล้วว่าความเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงรูปไอ้รูปน่ะเข้าใจอันนี้ไปอยู่ป่าแล้วก็ไปสงัดไปหลงป่าสงัดที่จริงมันก็ยังไม่สงัดจิตของคุณยังฟุ้งอยู่แต่ความสงัดจึงเป็นอย่างไรก็ต้องรู้ความจริงให้ละเอียดอ่อนอาจจะอ่านให้ฟังหลายสูตรนะอนุรุทธะสูตร ก็ข้อที่เรากล่าวว่าดูกรภิกษุทั้งหลายธรรมนี้ของบุคคลผู้สงัดมิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจการคลุกคลีด้วยหมู่คณะคำว่าการคลุกคลีด้วยหมู่คณะนี่เป็นการแปลบาลีของเกจิอาจารย์แปลเองมาจากคำว่าสังฆ์นิกะแล้วก็เคยแปลให้ฟังแล้วว่าสังฆทานไม่จำเป็นจะต้องแปลว่าหมู่หมู่คณะหมู่คณะหมู่บุคคลด้วยเขาแปลกๆเอาเป็นคนตัวตนบุคคลเราเขาขณะนี้จงเข้าใจให้ได้ว่าเราเรียนปรมัตถ์เราไม่ได้เรียนบุคคลเพราะฉะนั้นสังคมนี้ไม่ได้แปลว่าคนไม่ได้แปลว่าคณะบุคคลไม่เกี่ยวข้องไม่คลุกคลีด้วยบุคคลไม่ใช่จิตของเรา คลุกคลีด้วยกิเลสจิตของเราไม่เกี่ยวข้องด้วยกิเลสนี่แหละว่าสังฆ์กะถ้าอะแปลว่าสังฆาธิการคือไม่อะสังฆาธิการคือจิตไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องกับกิเลสถ้าจะแปลว่าธนิกาแปลว่าไม่คุ้มแปลว่าคลุกคลีหรือแปลว่าเกี่ยวข้องก็คือการคลุกคลีเกี่ยวข้องกับกิเลสอยู่การคลุกคลีเกี่ยวข้องกับกิเลสถ้าเราไม่คลุกคลีแล้วก็คือจิตของเราไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องกับกิเลสแต่อยู่กับหมู่คนนี่ไม่ประหลาดอะไรนี่เราอยู่กับบุคคลได้มีผัสสะมีตาหูจมูกลิ้นกายรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างๆแต่จ่ายเราเอกแล้วเป็นเอกเป็นเดี่ยวแล้วใจเราหมดเมถุนใจเราหมดการเสพสมใจเราหมดการสังขารใจเราไม่ รถอะไรเรียกว่าเราไม่คลุกคลีหรือไม่เกี่ยวข้องแต่รับรู้สัมผัสตามธาตุของมันหน้าที่ของธาตุถ้ารู้มันรู้รู้อันนั้นรู้อันนี้ตามบัญญัติตามโลกตามสมมติสัจจะมันรู้รู้ความจริงตามความเป็นจริงมันรู้อยู่อันนี้อธิบายสังคมให้ฟังนิดนึงแต่จะอ่านตามสำนวนของภาษาพระไตรปิฎกก็แปลเกจิอาจารย์ก็แปลว่าอย่างนั้นถ้าทำนี้ของบุคคลผู้สงัดมิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจการคลุกคลีด้วยหมู่คณะเราอาศัยอะไรกล่าวดูกราฟภิกษุทั้งหลายพวกภิกษุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาพระราชามหาอำมาตย์ของ ราชาเดียรถีย์และสาวกแห่งเดียรถีย์เข้าไปหาภิกษุนั้นภิกษุมีจิตน้อมไปโอนไปเยิ้มไปในวิเวกตั้งอยู่ในนิเวศน์ยินดีในเนกขัมมะย่อมกล่าวคาถาอันปฏิสังยุตด้วยถ้อยคำตามสมควรในสมาคมนั้นโดยแท้ข้อที่เรากล่าวว่าดูกรภิกษุทั้งหลายธรรมนี้ของบุคคลผู้สงัดมิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจการคลุกคลีด้วยหมู่คณะดังนี้เราอาศัยข้อนี้กล่าวแหล่กล่าวแล้วเราฟังสูตรนี้แล้วเสร็จหลายคนก็จะไม่เข้าใจก็ขออธิบายซ้ำให้ฟังพระพุทธเจ้าท่านบอกว่านี่แหละเธอไอ้ ที่ธรรมะของบุคคลผู้สงัดหมายความว่าผู้ที่สงัดแล้วผู้ที่อยู่สงัดแล้วเนี่ยหมายความว่าอย่างไรก็หมายความว่ามิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจการคลุกคลีด้วยหมู่คณะนี่เขาแปลงนี้เหมือนกับมันคลานแย้งภาษาที่เขาแปลเองไม่ใช่ของบุคคลผู้ชอบใจกับการคลุกคลีหมู่คณะความพูดอย่างนี้มันผิดแล้วเพราะว่าประโยคต่อมาก็บอกว่าเราอาศัยอะไรภิกษุคนดีภิกษุณีก็ดีอุบาสกอุบาสิกาก็ดีพระราชาก็ดีมาหาอำมาตย์ก็ดีมหาอำมาตย์พระราชาเดียรถีย์ก็ดีและภาวะแห่งแดนเศรษฐีก็ดีเข้าไปหาภิกษุนั้นหมายความว่าคลุกคลีแล้วนะเข้าไปหานี่จะเป็นอุบาสกอุบาสิกามหาอำมาตย์พระราชาเดียรถีย์และสาวกแห่งแดนผี เข้าไปหาภิกษุนั้นนี่หมายความว่าตัวตนบุคคลเข้าไปหาแล้วคลุกคลีแล้วด้วยหมู่คณะโดยรูปแล้วแต่ภิกษุนี้มีจิตน้อมไปโอนไปเมื่อไปในวิเวกตั้งอยู่ในวิเวกถึงจะคลุกคลีกับราชามหาอำมาตย์อุบาสกอุบาสิกาเดียรถีย์ก็ตามแต่จิตของท่านก็ยังน้อมไปในวิเวกอยู่จิตของท่านก็ยังเป็นไปมีทิศทางไปนิติเวชจิตของท่านก็ยังวิเวกจะคลุกคลีกับราชาจะเกี่ยวข้องกับราชาจะเกี่ยวข้องกับมหาอำมาตย์จะเกี่ยวข้องกับอุบาสกที่เกี่ยวข้องกับเดือนละทีแม้สาวกของเดียรถีย์จอมพรวนสาวกของเดียรถีย์รวนคือลูกศิษย์ที่ผู้ที่ยังไม่เข้ารอบคอร้อยมาหาเราจะมาถามไทยปัญหาจะมาถกกันนู่นไอ้นี่อะไรก็ตามแต่จิตของเรา ภิกษุนั้นก็มีจิตน้อมไปในวิเวกน้องไปเลือกตั้งอยู่ในบริเวณยินดีในเนกขัมมะไม่ได้มีการอยากให้ทุกรายการเกมอะไรไม่ออกมาทางตาหูจมูกลิ้นกายจิตก็ยังมีเวทย์อยู่ย่อมกล่าวคาถาพูดด้วยจิตก็ยังตั้งวิเวกรับลูกอุบาสกอุบาสิการับราชารับมาหาอำมาตย์รับเหรียญเศรษฐีรับสาวกของเดียรถีย์และก็ยังกล่าวคาถาอันเป็นปฏิสังยุตด้วยถ้อยคำตามสมควรและยังพูดด้วยพูดด้วยต่อให้คำตามสมควรตามเหมาะดังกล่าวด้วยยังพูดด้วยนะฟังดีๆนะศูนย์นี่ชัดเจนที่สุดแต่คนไม่เข้าใจเพราะคนแปลคลุมเครือคนแปลเองก็ไม่ งงอ่ะแปลงงงๆเพราะว่าคนแปลพระไตรปิฎกนี่บอกแล้วผมเคยพูดว่าพระไตรปิฎกนี่พระอรหันต์แปลหรือเปล่าไม่ใช่พระอรหันต์แปลไม่ใช่พระอริยะแปลเพราะฉะนั้นจึงแปลด้วยความเห็นของตนผสมลงไป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive