240524-3-065 ทางเอกภาค3-ตอน065(หน้า282)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันที่ 24 พฤษภาคมพุทธศักราช 2524 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกเราก็มาต่อกันที่กระทบทวนเรื่องกรรมแล้วก็วิเคราะห์อะไรต่ออะไรให้ฟังรายละเอียดประกอบซึ่งมันมีเรียกว่าสันติหรือว่าความสืบต่อหรือเรียกว่าอิทัปปัจจยตาคือมีความต่อเนื่องกันไปอีกเรื่อยๆเพราะสิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้เพราะเหตุนี้ เป็นเหตุนี้แล้วมันไม่มีสภาพเชื่อมโยงกันใครที่จะสามารถรู้ถึงความมันจะไปก่อไปเกิดเป็นต่อเป็นอะไรต่ออะไรถ้าใครเข้าใจขึ้นไปได้มากๆคนนั้นก็จะยิ่งเป็นผู้รู้รู้ว่าอ๋ออันนี้มันจะเป็นเหตุอันนี้มันจะเป็นเรื่องที่มันจะไปเกิดอันนั้นต่อแม้รู้ในช่วงที่มันจะเป็นเหตุไปไกลๆไกลๆจากอันนี้ไปเป็นอันโน้นจากอันโน้นไปเป็นอันนู้นจากนู้นเราก็ยิ่งจะตัดเหตุได้ลึกตัดเหตุได้ละเอียดตัดเหตุใดพูดตัดเองได้ลึกในละเอียดกรรมที่ทำมัน ยิ่งไกลเพราะเราพูดถึงอิทัปปัจจยตาหรือพูดถึงสันติหรือพูดถึงการก่อเหตุก่อปัจจัยมันยิ่งลึกซึ้งมันเป็นแต่เพียงว่าเราพูดกันอยู่ทุกวันนี้ว่าเพราะเรากินเนื้อสัตว์จึงเป็นเหตุให้เกิดการฆ่าศีลข้อที่ 1 จึงเกิดไม่ได้ในหมู่คนโดยเรานี่แหละเป็นเหตุแค่นี้พวกที่เขามืดตื่อมันไม่ค่อยพูดอะไรกันมันไม่ค่อยเอาถ่านอะไรอิทัปปัจจยตาหรือว่าสันติแค่นี้เหตุนิทานสมุนไพรปัจจัยในการรู้เหตุต้องรู้เหตุโดยรู้ว่าอันนี้เป็นเหตุแล้วมันก็มีเรื่องราวที่จะเชื่อมโยงต่อไปอย่างไรในวันนี้ทานแล้วเรื่องราวเชื่อมโยง ไปนั่นแหละก็จะไปจุดที่ตรงนั้นจุดที่ตรงนี้เราเรียกว่าสมุดไทยเรื่องราวที่สืบโยงต่อไปแล้วก็ไปถึงตรงนั้นมันก็เพราะอันนั้นน่ะมันเป็นเหตุตรงนั้นอย่างนั้นแล้วก็สืบโยงต่อไปเกี่ยวไปเกาะพะงันจุดอย่างนั้นน่ะมันจึงเป็นเหตุให้มาเกิดอย่างนี้เราเป็นสมุทัยเรื่อยไปหรือมีเพราะอันอื่นมาผสมผเสอย่างนู้นอย่างนี้เข้าไปอีกเรียกว่าปัจจัยเมียมาผสมกั
อ่านต่อ
นนี้ที่จริงอันนี้เป็นเหตุเป็นจุดก็ยังไม่แรงพอยังไม่เกิดหรอกเพราะมีอันนี้มาผสมเพราะมีอันนี้มาเป็นปัจจัยพอมีอันนี้มาเป็นเครื่องหนุนเครื่องดุลเครื่องร่วมจึงมีฤทธิ์แรงเกิดมาเป็นบทบาทขึ้นมาได้อย่างนี้ก็เรียกว่าเรารู้เหตุ ถ่านรูดสมุดไทยรูปปัจจัยการรู้เหตุต้องรู้ให้ละเอียดอย่างนี้พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนี้ทีเดียวการรู้เหตุไม่ใช่รู้ตื้นๆรู้แต่แค่หักก็ร้องไม่ฆ่าแล้วมันก็เพราะเหตุเราฆ่ามันบาปเราก็ไม่ฆ่าแล้วก็หมดเหตุแล้วนี่เราไม่ได้เป็นเหตุนะนี่จบแค่นี้เป็นต้นมันก็ด่วนๆสั้นๆมันก็ไม่ลึกซึ้งรายละเอียดละออการตัดภพตัดรอบตัดวงโคจรมันก็ไม่สุดสิ้นหวังว่าจะสังสารวัฏอะไรต่างๆรอบซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันด้วยความสำคัญมันก็ตัดความสัมพันธ์ลงไม่ไม่ยาวไม่ลึกไม่ละเอียดคนพวกนี้ก็ต้องตื่น งั้นผู้ที่เข้าใจถึงสภาพที่มีอิทัปปัจจยตาหรือมีเหตุมีปัจจัยมีสติสืบเนื่องเกี่ยวโยงเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อต่อต่อต่อต่อต่อกันเพราะเหตุใดจึงเกิดเหตุนั้นกันอยู่ดีรู้จักอันนี้ดีจึงจะไปเข้าใจปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นสภาพอิทัปปัจจยตาท่านทำในธรรมท่านละเอียดถึงจะไปรู้เพราะอวิชชาจึงเกิดสังขารพระสังขารจึงเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดวิญญาณเพราะวิญญาณนี่แหละมันจึงประสบปัญหาแล้วก็ไปสุภาพมีอันนู้นอันนี้ผสมเข้าจึงเป็นนามรูปพระนามรูปจึงไปเกิดเป็นสัญลักษณ์อะไรอย่างเงี้ยเราจึงจะมีความรู้ลึกซึ้ง ปากร้ายเข้าไปรู้ส่วนผสมแม้แต่นามธรรมแม้จะทำในธรรมชั้นละเอียดเธอจึงจะรู้เพราะมีอำนาจอันนี้มาผสมเป็นกรรมเป็นกิริยาเป็นเหตุเป็นปัจจัยอันแท้ๆมันเกิดผู้ที่ตั้งใจศึกษาไม่ปิดไม่ปฏิเสธง่ายๆมันยังกะหลายคนที่เขาปฏิเสธเพราะกิเลสมันเล่นงานเอาเราไม่ฆ่าแล้วเรากินเราไม่ได้เป็นอะไรนี่เฉยๆนี่อย่างนี้แม้แต่รูปแห่งความสุขต่ออีกครับปฏิญญาตายอย่างหยาบๆแค่นี้เขาก็ไม่เอาแล้วก็ไม่เอามันก็ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เราเรียนรู้ ที่ลึกซึ้งขึ้นไปเพราะลักษณะแห่งความสัมพันธ์ลักษณะความเกี่ยวเนื่องพรุ่งนี้ถ้าเราปฏิเสธแม่หยาบแล้วเราจะไม่รู้ละเอียดได้ไงเสร็จแล้วก็ว่าตัวเองรู้ปฏิจจสมุปบาทก็รู้ที่ท่องภาษามันก็รู้แต่ตัวเหตุปัจจัยจริงๆมันมีเหตุเป็นปัจจัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นเรื่องที่ปรุงกันแต่งการผสมกระแสกันสังขารกันร่วมกันและก็ไปเกิดเป็นโน่นเป็นนี่มันมีสภาพจริงให้เราศึกษาจึงเรียกว่ากรรมร่วมเรียกว่ากรรมร่วมเรียกว่าการกระทำที่มันยังสืบต่อสืบเนื่องอะไรต่างๆนานาทนความหมายที่เราแจกแจงอธิบายต่อกันฟังอยู่เนี่ยก็เป็นการบอกชี้ให้เห็นเหตุเห็นผล เห็นเรื่องราวซึ่งทุกคนก็ใช้ปัญญาฟังแล้วก็ทำความเข้าใจตามเราก็จะได้หมดประมาทหมดหรือถูกดูแคลนเห็นความสำคัญเป็นสิ่งที่ควรจะศึกษาควรที่จะพิจารณาและเราก็จะได้เป็นคนที่สะอาดขึ้นบริสุทธิ์ขึ้นเพราะว่าอันนี้มันมาเกี่ยวกับนี้เราก็ตัดเยียนเท่าที่เรารับได้รู้ได้แล้วเราก็ปลอดภัยยิ่งขึ้นมันไม่ไปได้ที่ใครหรอกมันไม่ได้ที่เราเราเองสะอาดเราเองไม่ไปเป็นเหตุตัวเองตัดรอบปลอดภัยอิสระอิสระขึ้นมาแล้วก็ตัวเองก็ คนกรรมร่วมพ้นความไปเกี่ยวเกาะร่วมเข้าไปได้อย่างมากๆๆๆเราก็ยิ่งปลอดภัยเราก็ยิ่งหมดกรรมหมดเวรหมดบาปแล้วก็เราไปร่วมบุญเราก็รู้ร่วมบุญแม้ร่วมบุญแล้วก็รู้จักการตัดสินเหมือนกันถ้าเราไปร่วมทำบุญเราจะไปเกี่ยวกับแม้กระทั่งนามธรรมด้านจิตใจและยังไปร่วมเกี่ยวร่วมเกาะร่วมปลูกร่วมกันร่วมยึดถือว่ามีบุญมีบุญเป็นของเราเราเองเป็นผู้ร่วมทำให้เราเองเราก็ไปติดใจผูกใจอะไรอยู่เราก็จะรู้ได้ด้วยถ้าเผื่อว่าผู้ใดทำบาปเนี่ยไม่รู้ว่าบาปไปเกี่ยวกับไอ้ตัวเองก็ไปยึดไปถือไปติดอยู่ก็โดยไม่รู้ และป่วยการกล่าวไปใหญ่กับการจะมาตัดบุญเราทำบุญแล้วมันอยากเกี่ยวเกาะตอนนี้มันอยากร่วมมันอยากจะเป็นฉันทำฉันเป็นฉันมีมันเป็นความดีความเด่นความโด่งมันเป็นมานะสังโยชน์ซึ่งเป็นความผูกพันชั้นสูงถ้ายิ่งยางที่เรียกว่าอย่างบาปบาปเรายังไม่ตัดรอบยังไม่รู้เลยยังไม่ค่อยหัดตัดอยู่แล้วฉันไม่ทำหรอกฉันไม่ทำเท่าที่ฉันทำฉันมีส่วนเกี่ยวข้องก็ยังจะปฏิเสธก่อนด้วยซ้ำไม่รับฉันเปล่าฉันเปล่าแต่อย่างบาปมียางรถเราก็ยังไม่รู้กรรมไม่รู้กิริยาที่จริงกรรมกิริยาของเรามีแต่เราก็ปฏิเสธลูกเดียวทีนี้อย่างบุญเนี่ยมันอยากไม่ก็ได้ทำไม่ได้ ไม่ได้คล่องก็อยากจะไปเกี่ยวไปข้องเกี่ยวข้องน้อยเดียวก็ยังจะติดยึดป่องแต่งเอาไว้อีกเยอะแยะไม่เคยล้างไม่เคยล้างไม่ค่อยปลดปล่อยง่ายๆหรอกเพราะงั้นจะทิ้งบุญจะหมดมานะหมดตัวตนหลงดีหมดหลงดีติดดีหรือว่าถือยึดดีเอาไว้เนี่ยยิ่งไม่ใช่เรื่องเล่นนะคุณหมดจะหมดประเภทที่เรียกว่าปล่อยกรรมปล่อยการยึดการติดกายกรรมอาจจะไม่ไม่ติดแล้วไม่ยึดแล้วแต่ใจมันโหนกกรรมมันยังไปผูกพันมันยังไปสอบถามมันยังไปยึดถือมันยังไปเอาว่าเป็นเราเป็นของเราอะไรอยู่เนี่ยกรรมแม้ประมาณอย่างนี้เนี่ยก็ต้องเรียนรู้อาการรู้ ลิงพระลูกนิมิตรู้อุเทศต้องรู้นามรูปของจิตวิญญาณนี่เป็นนามรูปของจิตวิญญาณของเรานะปานฉะนี้เราต้องรู้ใจของเราจะไปโหยหาเกี่ยวข้องเกาะแกะอะไรอยู่นึกว่าเป็นฉันทำเราทำเรามีเราเป็นเราดีเราเด่นแต่ต้องเรียนรู้และเราก็จะได้ปลดปล่อยใครเขาว่าไม่ใช่อะไรเขายังไงยังไงก็ช่างหรือว่าแม้แต่ว่าเราเป็นเราทำเขามาสรรเสริญเล็กๆน้อยๆกะหรี่รับซ่อมอย่างดีอกดีใจไอ้นี่ของคุณนี่คุณทำใช่มั้ยโอ๊ยดีจังใช่ก็ใช่ค่ะรับปริญญามีกิริยาหรือมีอาการหรือมีกรรมอย่างออกหน้าออกตาอย่าง โปรดีๆดีอกดีใจปลาบปลื้มคนเขาก็เห็นว่าเออไอ้นี่จิตใจมันยังมีอาการยังมีอารมณ์ภาคภูมิพอใจยินดีปรีดาตื่นเต้นหลงยึดหลงถือเอาไว้เยอะมันก็จะมีจริงเป็นจริงอย่างนี้ก็ต้องพยายามฟังมันไม่ใช่เรื่องสนุกแล้วล่ะเรื่องป่านนี้ที่พูดกันอยู่เนี่ยแต่มันเป็นสภาวะธรรมเป็นเรื่องธรรมะที่ลึกซึ้งเราต้องรู้กรรมลูกกิริยาของทุกอย่างละเอียดและอวกาศทำเป็นแดนเกิดกรรมพันธุ์ทุกกรรมมันก็สืบโยงต่อไปเป็นกรรมพันธุ์กรรมมาปฏิสนธิกรรมนี่แหละเป็นที่พึ่ง ก็จริงเราก็พึ่งเราทำแล้วเป็นความดีเขารู้เองก็เห็นเองพอสมควรรับก็รับก็รับกันอย่างไม่ต้องแสดงอาการแสดงอารมณ์เพราะฉะนั้นวาจาก็ดีกิริยากายก็ดีมันออกมาจากใจถ้าเราเข้ามาชมเชยสิ่งนี้ที่เราทำแล้วถ้าเรารู้ตัวมีสติสัมปชัญญะเราจะใช้วาจารับคำแล้วขอรับเรียบเรียบร้อยได้ไม่ใช่รีบลับๆอย่างแป้นแล้นเลยหรือว่ามีอาการมีลีลามีลักษณะแสดงออกว่าเรานี่ตื่นเต้นดีใจมีอาการมีอารมณ์ของใจที่ยังยึดอยู่ต้องมีเยอะแยะอะไรเงี้ยเราก็จะอายเราก็จะรู้สึกตัวโอ้ยถ้าเราไปแสดงอาการอย่างนี้นี่มันเป็นการสอบ รายการบอกเลยว่าเรามีอารมณ์ติดยึดมีอารมณ์ชื่นชอบมีอารมณ์ที่ยังหลงใหลในความดีความวิเศษความเป็นของของเราวันนี้มันยังตัวโตๆอยู่นะเราก็จะได้ทำให้สุภาพเรียบร้อยทำให้ดูดีดูงามทำให้ดูสงบระงับมีกรรมกิริยาเราประมาณอย่างนี้มันมีตัวจริงเพราะใจของเรารู้เพราะสติสัมปชัญญะของเราดีเพราะปัญญาของเราเข้าใจว่ามันต้องทำอย่างนี้มันถึงจะพอเหมาะกายวาจาสัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะกระทำอย่างนี้แม้แต่เราจะรับคำทำอย่างนี้มันถึงจะดูพอเหมาะดูพอ บางพลีน้อยไปคนนี้ก็เออรับแรงๆก็ได้เพราะเขาไม่ถือสาคนนี้รับเบาๆถ้าไปรับแรงๆแล้วก็ถือสาได้จับจับผิดเลยนะเนี่ยถือเลยนะเราก็ต้องรู้ถึงจะต้องสงวนจะต้องประมาณกิริยากายกิริยาวาจาซึ่งก็จะเกิดกรรมที่ดูพอเหมาะพอสมชอบแล้วควรแล้วเป็นสัมมาออกมาได้เดี๋ยวเราต้องเข้าใจอย่างที่ว่านี่นะมันถึงจะประมาณกำกิ๋นจะดูสุจริตดูงามดูเป็นกรรมมันยากดูสละสลวยดีงามดูเด่นงามพร้อมเหมาะสมมันถึงจะดูได้สุภาพเรียบร้อยสละ พอเป็นเพราะไปมันก็จะมีบทบาทมีอะไรต่ออะไรดีตามจังหวะจะโคนบางทีเราต้องการเร่งเร้าต้องการปลุกต้องการที่จะให้เกิดเห็นว่าชี้ชวนดึงดูดแล้วก็รู้ว่าเราจะต้องพูดอย่างนั้นทำอย่างนั้นจะไปให้ดึงดูดแล้วก็ไปทำเหนื่อยเหนื่อยเหนื่อยเหนื่อยเหนื่อยเหนื่อยเหนื่อยเหนื่อยเหนื่อยเป็นคนที่ไม่รู้จักอาการกิริยาอะไรเลยอย่างนั้นเป็นคนไม่มีปัญญาเป็นคนตายได้อะไรอะไรก็ลูกจืดลูกเดียวโดยที่ตายได้ไม่รู้เวลากาละไม่ประมาทถ้าเผื่อว่าจุดจุดจุดสงบจุดระงับจุดวิเศษของพระอริยะคือจืดๆลูกเดียวนี่นะง่ายและปฏิบัติทำง่ายสัมมารามองค์ 8 ไม่มีประมาณอะไรยากสัตบุรุษเสร็จ โรงเรียนก็เล่นลูกจืดลูกเฒ่าเพียบเสมอไปเมื่อไหร่ก็หงอยๆๆคนจะเป็นยังไงก็ไม่รู้เวลานี้ต้องการปลุกเร้าเวลานี้ต้องการเร่งเครื่องเวลานี้ต้องการที่จะให้เกิดอาการเกิดอารมณ์เพราะว่าให้มีกะจิตกะใจขึ้นมานะก็ไม่ๆๆมันจะไปได้กินอะไรลูกเดียวเลยผมไปที่นั่นจุดนั้นจุดเดียวเป็นอย่างเงี้ยเสียงก็เป็นอย่างนี้นะกิริยากลายเป็นอย่างนี้กริยาวาจาก็เป็นอย่างนี้ถ้าเรามีลูกตายนิ่งแท้เที่ยงแน่นอนอย่างนี้แล้วนะไม่ยากหรอกสอนธรรมะไม่ยากถ้าพี่ตายตัวแล้วนี่หัดฝึกเปรี้ยงๆๆเข้าไปที่จุดเดียวอย่างเดียวกิริยาเดียว จานเดียวเท่าอันเดียวเสมอเดียวที่เป็นรากฐานที่ความสุภาพสงบต้องทำอย่างนี้เป็นอย่างนี้พูดหวือหวาอื่นผสมส่วนอย่างนั้นอย่างนี้อื่นไม่ได้อย่างนี้เรียกว่าสงบสุภาพเรียบร้อยต้องอย่างนี้ก็มันจะยากอะไรถ้าอย่างนั้นไม่ยากไม่ยากเพราะฉะนั้นการที่จะแสดงกรรมหรือจะประกอบกรรมจะมีกรรมอะไรออกมาเป็นประโยชน์สมรรถนะสมโอกาสประมาณได้พอเหมาะต้องให้อัตถะได้เท่านี้ธรรมะชั้นเชิงได้ขนาดขั้นนี้ลุงแรงเท่านี้ไม่รุนแรงเท่านี้ก็ต้องประมาณต้องดูกาลเวลามีการยึดตราหมู่กลุ่มก็ไม่เหมือนกัน กลุ่มที่อันนี้ปลุกมากๆก็ได้อันนี้ไม่ต้องปลูกมากใช้สัญญาณแค่สัญญาณเล็กน้อยเท่านั้นไม่ต้องบอกอะไรมากพวกเราประพฤติขึ้นไปแล้วก็ได้แต่อย่างนี้ต้องพูดกันฉ่ำแฉะพูดกันละเอียดนะถึงจะรู้เรื่องถึงจะค่อยจะเตือนถึงจะค่อยเป็นไปเกิดบทบาทเกิดอะไรต่ออะไรขึ้นมาได้พอสมควรเราก็จะต้องเป็นผู้ที่รู้ประกอบกันไปหมดมีบริษัทยุทธตาหรือพูดกับบุคคลบุคคลผู้นี้ต้องตอกแรงๆตอกไม่แรงพูดเบาๆเบาๆไม่ได้หรอกบุคคลผู้นี้ไม่ถือสาแล้วสำหรับเราเราจะพูดยังไงยังไงก็พูดได้ไม่ได้ถือสาเลยแต่บุคคลผู้นี้พูดแรงไม่ได้ศึกษาไม่นับถือไม่เกิดประโยชน์ก็ต้องค่อยพูดอ่อนๆเรียบๆไปได้ก็ช่างไม่ได้ก็ช่างเพราะเขาเองก็ถือศาสนาเขา ทำไม่แรงทำให้จัดไม่ได้คนนี้ถือสาก็รับไปน้อยๆนี่ได้รู้เท่าไหร่ก็ค่อยๆไปคุณเองก็เป็นเหตุเองคุณเองก็ลำบากเองคุณมีกิเลสเองกลั้นตัวคุณเองพูดลึกซึ้งพูดแรงๆพูดชัดๆชัดๆมากๆไม่ได้ก็ต้องไปรับไปทีละน้อยทีละหน่อยๆน้ำหยดลงหินกว่าหินจะกร่อนก็อีกหลายกับหลายกรรมหนักก็แล้วแต่คุณคุณซวยของคุณเองคุณจะนั่งถือช่างเพ่งโทษแหมพูดหยาบพูดแรงพูดมากลึกไปอย่างนี้ก็ไม่ควรพูดหรอกเป็นพระอะไรแล้วแต่ถ้าคุณถือคุณก็เป็นอย่างนี้จริงๆเพราะต้องรู้บุคคลยึดตาบุคคลผู้นี้เป็นอย่างนี้ บุคคลผู้นี้เป็นอย่างนี้รู้รายละเอียดการแสดงธรรมจึงไม่ได้ตายตัวหรือการทำกรรมแม้การพูดกายกรรมก็เหมือนกันไปตรงนี้อยู่อย่างนี้ต้องทำกายกรรมอย่างนี้นะถ้าไม่ทำกายกรรมสถานที่อย่างนี้ตรงนี้ตรงนี้ไม่ทำกายกรรมอย่างนี้ไม่ได้ทำไกลกันอย่างนั้นเขาถือสาต้องทำกายกรรมอย่างนี้เขาจึงจะเลื่อมใสเขาจึงจะรับได้ก็ต้องมีการประมาณกรรมกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมที่เป็นความรู้ถ้าเราเข้าใจพวกนี้แล้วเราก็จะประมาณและเราก็จะประกอบให้มีสัมมาเป็นสัมมาสังกัปปะเป็นสัมมาวาจาเป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะเราต้องมีปัญญารู้แล้วมันจะรู้นะมันจะเกิดปัญญารู้ประมาณได้เกิดสัตบุรุษเกิดสัปปุริสธรรมธรรมะที่เป็นสัตบุรุษจะรู้ก็คอยรู้ก็ไปฉลาดหยั่งรู้ผู้อื่นอันนี้แหละคือการหยั่งรู้ผู้อื่นที่เรียกว่าเจโตปริยญาณมันจะอยากรู้ผู้อื่นประมาณขึ้นไปมันอาจจะผิดผิดพลาดเล็กๆน้อยๆบ้างแต่ค่อยๆถูกค่อยๆเข้าใจลึกซึ้งค่อยๆประมาณออกจริงเนี่ยคนที่มีนิสัยอย่างนี้กิริยาอย่างนี้วาจานี้มีใจอย่างนี้อีกอย่างไปถึงมีโสดคิดล้วงไปถึงเลยว่าอ๋อคนนี้จิตใจคนนี้กายกรรมอย่างนี้พูดอย่างนี้เนี่ยใจเขาจะเป็นอย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้จะเกิดโสด เสียง 2 รู้รูป 2 รู้สิ่งที่มันออกมาจากใจแม้ดูกิริยากายนอกแล้วก็ยังตามมานี้ประกอบเข้าไปรู้ใจได้จะเกิดรู้เจโตปริยญาณรู้โสดคิดโสดคิดจะรู้ก่อนคือเราสัมผัสสัมผัสกับคนก็คล้ายๆกับใครเนี่ยเราก็จะรู้ว่าอ๋อนี่คนนี้พูดก็พูดอย่างนี้อาจจะดาวก่อนถ้าเป็นดาวพระอรหันต์หรือพระอริยเจ้านี่เดายากนะเพราะกิริยาของท่านท่านปรุงเนี่ยมันก็ไม่ตรงกับใจจริงเหมือนกันเพราะในตอนที่ท่านพรุ่งนี้ท่านก็ปรุงแต่ใจจริงของท่านท่านไม่ได้ยึดถือจริงๆท่านไม่ได้ติดแล้วแต่ตอนนี้ท่านจะทำงานท่านก็ปรุงท่านก็ทำอะไรมาแล้วเราจะไปดูเดาใจว่าใจจะสั้นยังคงยังงี้ขนาดนี้อยู่ พูดออกมาอย่างนี้แล้วนี่ต้องมีอารมณ์จิตใจต้องมีต้องมีอารมณ์อย่างนี้อยู่ประจำตัวทั้งๆที่ท่านเจตนาปรุงบางทีเมื่อยเมื่อยกว่าจะปรุงขึ้นมาให้ขนาดนั้นขนาดนั้นแล้วเราจะไปเดาใจพระอริยเจ้าเดาใจพระอรหันต์เจ้าว่าเพราะท่านยังพูดเป็นอารมณ์ปรุงมีรสมีชาติปลุกระดมได้อย่างนี้เลยคนนี้ไม่ใช่พระอรหันต์หรอกคนพระอรหันต์จืดต้องไปปรุงอะไรออกมาก็ต้องจืดๆเป็นลูกศิษย์จืดที่จริงน่ะพระโยคาวจรที่สอนคนเป็นพระโยคาวจรตัวเองก็ต้องค่อยๆลดค่อยๆอย่าให้มันมีรสชาตินะรถติดรถใจจางคลายลงไปบ้างตัวเองก็เพียรตนเองอยู่ตัวเองก็ค่อยๆทำจืดเพราะฉะนั้นพวกที่เทพจิต ไม่มีรสชาติให้คนอื่นก็ฟังไม่เกิดธรรมรสเอาแต่จืดๆคนอื่นจะนั่งหลับไปยังไงของตัวเองก็จืดเพราะว่าปรุงไม่ได้ตัวเองขืนปรุงตัวเองก็จะแย่เหมือนกันก็ต้องเทศกิจเจอนี่ก็แสดงอาการไม่ได้คุณได้ค่าอะไรเลยอย่างนั้นคือเป็นประโยคข่าวขจรเป็นผู้ที่ยังประพฤติปฏิบัติอยู่ยังไม่ใช่ผู้บรรลุธรรมนะพูดบรรลุธรรมจริงๆแล้วเขาปรุงเขารู้รู้ว่าจะปรุงยังไงที่ให้รับเป็นหมอเป็นเภสัชกรชั้น 1 ปรุงยารู้เลยว่านี่ต้องใช้สีต้องใช้น้ำตาลต้องใช้เครื่องประกอบที่พอจะชวนใจให้เด็กกินยายานี้เด็กเห็นแล้วอยากกินแล้วก็รับเข้าไปแต่เราก็มีเนื้อหาสาระของ ยาผสมส่วนเข้าไปให้เด็กได้รับเดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาธรรมดาเป็นเรื่องที่ใครก็รู้โลกเขาก็รู้แล้วเป็นพระอริยะไม่รู้พระอริยะโง่ไม่โง่หรอกพระอริยะจะรู้แล้วจะทำได้ดีเพราะฉะนั้นเผยแพร่ก็ดีแสดงธรรมะก็คนก็รับดีมีเหตุมีปัจจัยมีสิ่งผสมผสานคำนวณประมาณให้ดีส่วนผู้ที่ยังต้องประมาณอยู่จะต้องควบคุมต้องเป็นพระโยธาว่าจรผู้ยังฝึกเรียนอยู่ก็คือปรุงมากๆเราเองเราก็หลงเพลิดเราก็ขาดทุนก็ระมัดระวังตัวเองระวังกรรมกิริยาของตนที่ตนเองยิ่งมันเที่ยวยิ่งเลอะเทอะยิ่งไปใหญ่แล้วนะเสียของเราเราเสียเราเองก็เกิดรสชาติเราเลยกลายเป็นเผด็จอร่อยไปด้วย เราควบคุมนั่นแหละหลงสนุกไปด้วยเลยแล้วเราก็ติดอารมณ์ติดอาการเหล่านั้นไปด้วยเราขาดทุนก็ต้องรู้ตัวเราจะปรุงอะไรก็ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ประมาณสัตบุรุษเจ็บจึงเป็นตัวควบคุมกรรมอันสำคัญสัตบุรุษ 7 จึงเป็นตัวควบคุมกรรมอันสำคัญกรรมกิริยากายจะสุจริตได้วจีจะสุจริตได้มโนจะสุจริตได้เป็นสุจริต 3 ล้างนิวรณ์จึงสัมพันธ์กันจึงเกี่ยวข้องกันคุณเห็นไหมที่เราบอกว่าสุจริต 3 เป็นอาหารหรือว่าเป็น ค่านิวรณ์เป็นโพชฌงค์ 7 เป็นสติปัฏฐาน 4 เพราะเรามีสติเพราะไม่มีเรามีธรรมวิจัยจึงวิจัยวิจารณ์บทบาทกิริยากายกิริยาวจีแล้วก็หัดประมาณหัดทำให้พอเหมาะพอเจาะมีวิริยะอุตสาหะทำให้ดีนะให้สละสลวยให้ดูงามให้ดูพอเหมาะพอสมนะเราก็ทำของเราประมาณของเราให้พอดีพอดีอะไรอย่างนี้กว่าจะได้สุจริต 3 ต้องมีพวกช่อง 7 ต้องมีสติปัฏฐาน 4 จริงๆเห็นไหมต้องสำรวมสังวรอินทรีย์ 6 ต้องมีสติสัมปชัญญะต้องมีจิตอันแยบคายรู้ของเราเองวัย พันมีทั้งไวทั้งคันปฏิกิริยากายกิริยาวจีมันจะออกไปก่อนแล้วนะใจมันสั่งแล้วนะมันเคยอย่างนี้ไม่ได้ดึงไว้หรือว่าเอาอันนี้มันมันน้อยไปแถมไปเพิ่มขึ้นยืดหยุ่นอยู่ประมาณอยู่เหมือนกันแม่ครัวเอกชิมแม่นี่น้อยไปนิดหยอดน้ำปลานิดนึงเพราะยอมน้ำปลาไปใส่ออกเกินเลยว่าเค็มไปเอาน้ำส้มตำใส่น้ำส้มอีกหน่อยอะไรเนี่ยอยู่อย่างนั้นน่ะมันถึงจะพอเหมาะพอดีลักษณะพวกนี้ก็เปรียบเทียบของโลกโลกอย่างที่สูงและแม่ครัวปรุงอะไรงี้อันนี้ก็เหมือนกันจะเป็นกิริยากิริยาทางกายกิริยาทางวัชรีมโน มียาทางมโนก็คืออาการของเรามันสนุกมันเร่งเร้าเร่งรัดหรือมันมีอาการที่เป็นกิเลสเป็นอะไรต่ออะไรเราก็จะรู้ความจริงของจิตหรือมโนของเราแท้ๆเพราะการที่เรียนรู้กรรมเกี่ยวเนื่องด้วยกายกรรมเกี่ยวเนื่องด้วยวิธีกรรมเกี่ยวเนื่องด้วยมโนแล้วก็พยายามทำให้มันสุจริตคำว่าสุจริตจึงไม่ตายตัวด้วยทำให้มันดูดีสุจริตทำให้มันดูดีมีจริตอันนี้จริตทางกายจริตทั้งวจีจริตทางมโนให้มันดูดีดูงามดูพอเหมาะพอสมจึงไม่ตายตัวและเราทำได้พอเหมาะพอสมจริงๆมันจึงจะ นิวรณ์ค่านิวรณ์จริงๆถ้ามันเลยเถิดผสมไอ้เสมไปให้เอาใจกิเลสหน่อยนิวรณ์มันก็ไม่ตายฟังดีๆนะเอาใจกิเลสหน่อยนี่บอยมันก็ไม่ตายแต่ถ้าเราไม่เอาใจกิเลสรู้จริงๆผสมส่วนกิเลสมันต้องการเอาหน้าปรุงอร่อยเข้าไปกว่านี้เลยนะบอกไม่เอาอ่ะแค่นี้ก็ได้ผลประโยชน์พอสมควรก็คือเราปรุงตามใจของเราไปเรานั่นแหละขาดทุนเราประหยัดๆไว้แล้วก็ลดไว้แม้ประโยชน์ของผู้อื่นแม้มากเราก็ไม่พาประโยชน์ตนฟังดีๆนะเราจะไม่พาประโยชน์ตนแม้ประโยชน์ผู้อื่นเราไม่พลาดประโยชน์ตนเพราะประโยชน์ แม่มากเราจะไม่พลาดประโยชน์ตนต้องรู้ตัวรู้ตนเราเป็นพระโยคาวจรเป็นนักปฏิบัติต้องประมาณกรรมกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมชัดๆจริงๆเราจะไม่พรากประโยชน์ตนเพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มากหมายความว่าแม้จะปรุงไม่ให้เขาก็ได้ประโยชน์มากมายแต่เราถลำตัวเราเกิดมันเคี่ยวเราเกิดเอร็ดอร่อยเราเกิดจิตแสบจิตของเรามันอร่อยไปเสพติดไปด้วยเราก็เลยให้มันเถอะให้มันเถอะเพราะว่าเราได้ประโยชน์นั่นแหละคนอื่นน่ะเขาได้ประโยชน์มากๆเราเองอย่าเสียช่างหัวมันเถอะแต่พระโพธิสัตว์แม้พระโยคาวจรแม้พระอริยเจ้าชั้นไหนก็ไม่ทำเพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนเราอยู่โดยทฤษฎีว่าไม่ ประโยชน์ตนเพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มากอย่าไปหลงว่าเราจะให้ประโยชน์ผู้อื่นมากๆแล้วเราก็เสียท่าเราก็ขาดทุนเกินการไม่เอาได้ประมาณเท่านี้เราทำได้เท่านี้เออเรานี้เราทนได้ขณะนี้เราไม่ถลำตัวขนาดนี้เราไม่เสียไม่มีเราจิตใจกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมของเราโดยเฉพาะมโนกรรมของเราไม่ได้กลายเป็นขาดทุนไม่ได้กลายเป็นขาดทุนเราต้องรู้ประโยชน์ตนอันสำคัญอย่าไปทีเดียวหวังแม้เธอไปเลยช่างมันเถอะฉันเป็นพระโพธิสัตว์ฉันจะรื้อขนเขาจะปรุงให้เขาอย่างเต็มที่เสร็จแล้วมันไม่มีประมาณจิตของเรา สะอาดหรือจิตของเราจะมีอภิญญาสามารถรู้คนอื่นอย่างโน้นอย่างนี้ก็ไม่ขึ้นเพราะจิตเราไม่สะอาดเราไม่หมดนิวรณ์เราไม่หมดกิเลสจิตของเราไม่ใสบริสุทธิ์จิตของเราไม่แข็งจิตของเราไม่แรงหรอกมีแต่ไปหลงกับสังขารหลงกับความปรุงและหลงไปให้เขาป้อนเขามอมเมาเขาแล้วไม่รู้ขนาดด้วยเขาเองคนรับก็รับจัดรับจ้างรับเกินแรงแล้วกลายเป็นเศษเป็นติดน้ำตาลใสมากไปสีละเลงทาใส่ให้เขามากไปเขายิ่งชอบก็เลยยิ่งป้อนยิ่งผสมสียิ่งผสมน้ำตาลจัดมากเกินไปพวกนั้นเมาน้ำตาลเมาสีจัดเกินไปแล้วเราควบคุมก็ไม่รู้ตัวมันไปด้วยกันเลย เราก็ไม่เกิดอภิญญาเราก็ไม่เกิดโสดทิพย์เราก็ไม่เกิดเจโตปฏิกิริยาเราก็ไม่เกิดจิตอย่างรู้ว่าผู้อื่นผู้ใดเขาเนี่ยเพราะคนที่พอเหมาะพอดียังไม่รู้ตัวถลำหลงว่าก็ปรุงไปแล้วเขายังติดเขายิ่งเพลินเขายิ่งอร่อยเราก็ยิ่งปรุงให้เขากินใหญ่เลยแล้วก็ยิ่งแถมรสจัดเข้าไปใหญ่เลยเขาก็ยังติดหนักหน้าหนักหน้าเข้าไปใหญ่เลยต่างคนตัวเองก็เมาคนอื่นก็เมาหนักๆจัดไปจัดๆขึ้นไปด้วยเลยเสร็จตายทั้งคู่ตายทั้งคู่ไม่ได้ผลไม่ได้ประโยชน์ดีเลยอย่างนี้ก็เป็นของจริงระวังกรรมกิริยาทีเดียวพวกเรานี่ทำงานมันจำเป็นและไม่ใช่จำเป็นหรอกพระพุทธเจ้าท่านก็สอนอย่างนี้ทำงานไปด้วยมีซ้ำมานี่แหละมีสัมมาองค์ 7 องค์ 8 เนี่ยไปด้วย แล้วเราก็เรียนรู้สติปัฏฐานรู้คำกิริยารู้อาการรู้อะไรเป็นอะไรกับปริยัติธรรม 7 ประการมันจะเกิดพร้อมไปด้วยการประมาณการรู้อรรถรู้ธรรมะรู้ชั้นเชิงมีชั้นเชิงลึกซึ้งนะธรรมะที่แปลว่ารู้ชั้นเชิงอาตมาไม่แปลเหมือนคนอื่นคนอื่นก็แปลว่าอัตถะนี่เป็นตัวผลธรรมะเป็นตัวเหตุเพราะว่างั้นรู้เหตุรู้ผลรู้อัฏฐะรู้ธรรมะรู้อัตตะรู้ตนรู้เหตุรู้ผลรู้ตนรู้จักมัดตะเข็บแปลว่าประมาณงบประมาณรูปกาลเวลาลูกการการันยึดตารู้ปริศนายุทธตารูปบริษัทมารู้บุคคล รู้เหตุรู้ผลก็แปลว่ารู้เหตุรู้ผลอาตมาไม่แปลอย่างนั้นอาตมาแปลว่าอัฏฐะแปลว่ารู้แก่นสารเนื้อหาธรรมะแปลว่ารู้ชั้นเชิงธรรมะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมะเพราะฉะนั้นตำกลางสูงอีกไม่รู้กี่ระดับกี่ละเอียดละออนี่เป็นธรรมะทั้งนั้นสิ่งทุกอย่างตั้งแต่หยาบไปจนกระทั่งละเอียดถึงนามธรรมในนามมาทำก็ยังมีหยาบละเอียดอีกตั้งเยอะแยะมากมายนั่นเราต้องรู้ทุกระดับทุกขั้นตอนทุกตัวตนทุกอัตรานายกสัญญาต้องมีสัญญากำหนดแม้แต่นามธรรมแม้แต่อารมณ์ของจิตอาการของจิตละเอียดอ่อนหยาบคายไม่รู้ชั้นเชิงของมันหมดเลยแล้วเราจะใช้ชั้นไหนจะใช้ชั้น 5 ชั้น 8 ชั้น 10 ชั้น 100 ชั้นพันอะไรแล้วหยิบมาใช้ได้รู้เพราะรู้ทันรู้เชิงคนนี้ อ๋อคนนี้ระดับนี้คนนี้ชั้นนี้ต้องใช้ขนาดนี้คนนี้ชั้นนี้ต้องรู้ใช้ขนาดนี้รู้ฉันรู้เชิงรู้อัฏฐะแปลว่ารู้เนื้อหาแก่นสารแล้วคนนี้แก่นสารขนาดนี้นี่หรือหาขนาดนี้ทำชั้นเชิงขนาดนี้ก็พอใช้ชั้นเชิงขนาดนี้ก็พอรู้อัฏฐะรู้ธรรมะจึงรู้เนื้อหาแก่นสารด้วยชั้นเชิงและรู้ตนตัวเราขนาดนี้เนี่ยเขาเคารพนับถือเท่าไหร่เราเองเราจะทำตัวอย่างไรกับคนนี้ขนาดนี้จึงจะดีเรารู้ตนแล้วประมาณมัดจำด้วยตามันจะประกอบไปด้วยกันหมดเราจะฉลาดรู้เราได้ฝึกปรือไปในตัวได้ทำประโยชน์ตนไปในตัวและพร้อมกันนั้นก็หัดทำประโยชน์ท่านไปพร้อมอย่าให้เกิน เกินตัวอย่าให้ทำอะไรเกินเลยของตัวเราจะได้ไม่ขาดทุนไม่ต้องเสียค่าอย่าอยากใหญ่อยากดังอยากอวดเก่งอวดเกินไม่ต้องอยากของเราได้ของเราเราก็ทำหน้าที่ครูเราจบแค่ชั้นประถมทำหน้าที่ครูประถมเราอาจจะเรียนปริยัติเราอาจจะเรียนทฤษฎีชั้นมัธยมล่วงหน้าไปพลางเราจะเรียนทฤษฎีชั้นอุดมศึกษาไปพลางก็จริงอยู่เรามีภาษาอุดมศึกษาเราก็แสดงว่าเรารู้ภาษาแต่เราไม่เป็นเราอย่าไปอวดโอ่ทำให้เขาหลงผิดว่าตัวเราเองแหมลาวกับอยู่ชั้นอุดมศึกษาที่แท้เพิ่งจบประถมพึ่งขึ้นมัธยมแล้วเราก็ไปโกหกหรือว่าไปทางรวมไปแสดงเพราะเราได้เรียนภาษามากภาษาของเราเนี่ยเรียนจบชั้น ภาษาของเราเรียนกันนี่แล้วภาษาเราเรียนกันจบขั้นดอกเตอร์แล้วแต่โดยสัจจะแท้จริงเรายังไม่ทันจบด็อกเตอร์ก็อย่าไปโอ่อ่าอะไรอวดเกินการนักเอาพอเหมาะพอสมควรดีไม่เช่นนั้นเขาเข้าใจเราผิดแต่ตัวจริงของเราตัวเนื้อตัวตัวของเราเนี่ยทั้งกายกิริยาทั้งอารมณ์ทั้งตัวจริงของเรากายกรรมวจีกรรมมโนกรรมของเราเนี่ยมันจะยังเป็นกรรมที่จริงเรายังเป็นคนขนาดระดับมีเราก็จะแสดงอย่างนี้เด็กแกก็ต้องมีจริตจะก้านแกก็ต้องมีอาการอย่างนั้นแหละแล้วก็ต้องรู้ว่าเด็กจะพูดก็ต้องพูดอย่างนี้แล้วก็รู้ว่าแกก็เออก็หน้าเอ็มดูก็พอเหมาะพอสมสู่กับแกแต่ถ้าเราไปดัดจริตแก่แดดนี่เราเห็นเด็กนี่แก่แดดนี่มันหน้ามันใส่น่ะเด็ก แต่มันไม่น่าพูดอย่างกับผู้ใหญ่พูดอย่างนี้อย่างนี้หรอกมันน่าหมั่นไส้ทำเป็นแกล้งดัดด้วยเด็กคนนี้ก็แกล้งดันจะทำน่าหมั่นไส้มันไม่สมส่วนไม่สมตัวมันดูไม่ดีฉันใดเราก็เหมือนกันถ้ากิริยาหรือว่าจริตของเรามันเหมือนเด็กที่จริงมันเรายังครองความเป็นเด็กเรายังเป็นพระอริยะชั้นต่ำอยู่มันจะไปด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive