250118-3-174 ทางเอกภาค3-ตอน174(หน้า340)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันที่ 18 มกราคมพุทธศักราช 2525 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกอ่ะเรามาเข้าสู่บทเรียนต่อถ้าเราได้ขยายความเรื่องฌานปฐมฌานแล้วก็ได้สรุปหรือว่าก็ได้บอกชี้ให้แม่นลงไปที่ว่าผมไม่ทานนั้นก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องรายละเอียดอะไรเกินการนักเริ่มต้นที่เราเรียนรู้มีตัวแพ่งรู้จักสภาพกิเลสหรือจิตที่มันมีอาการที่มันมีสิ่ง มีรายได้รู้ถึงอาการรู้ถึงอารมณ์ของจิตเพื่อจะหาตัวที่จะเอามาเผาได้นั่นเรียกว่าเราระมัดระวังและทำเมื่อเราเอามาเผามาเรียนรู้ตัวจับตัวได้อยู่เสมอนั่นแหละเราเรียกว่าฌาน 1 มีวิตกวิจารวิตกหมายความว่านึกคิดหรือว่านึกรู้วิตกๆตรรกะแปลว่าตัวจิตที่มันกำลังเริ่มรู้เริ่มคิดรับรู้เฉยๆนี่แหละตรรกะมันรับรู้ตัวที่เกิดมาเฉยๆพอเริ่มวิตกกะก็เริ่มมีบทบาทของความคิดที่จะพิจารณาที่จะมีส่วน ตัวใช้ใช้ตัวอื่นนอกจากตัวรู้จักตัวรู้เท่านั้นเราก็มีอะไรร่วมคิดร่วมปรุงเอาความจำเอาความคิดใหม่เอานู่นเอานี่เข้ามาใส่เข้าไปเรียกว่าวิตกเพิ่มขึ้นมามีอาการสูงขึ้นมาอีกหน่อยนึงวิจารณญาณก็เห็นทีนี้เห็นเลยทีนี้เห็นพฤติกรรมวิจาระเห็นอาการตัวจิตที่เป็นตัวจิตที่มีอาการต่างๆเหล่านั้นในจิตที่มีอาการมีบทบาทขึ้นมานั่นแหละเราก็จะต้องอ่านสอดส่องลงไป อ่านสอดส่องลงไปโดยวิจัยมีธรรมะวิจัยสมโภชชงสอดส่องลงไปเห็นแยกแยะให้ดีว่าอะไรดีอะไรไม่ดีขณะที่เราพบตัวไม่ดีนั่นแหละเรากำลังเหมือนกับตำรวจตำรวจเนี่ยออกไปปราบผู้ร้ายเจอผู้ร้ายแล้วออกไปทำงานเราขณะที่จะตรวจจิตหรือควบคุมจิตของเราคือเรากำลังทำงานทำงานปฏิบัติธรรมเสมอบ่อยๆเราทำอยู่เรื่อยๆเราดูจิตของเราเสมอแหละอย่าปล่อยให้สติตกพยายามมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมมีสติปัฏฐานมีสติมีฐานะแห่งผู้มีสติ สติปัฏฐานมีฐานะแห่งผู้ที่ตั้งอยู่ฐานให้ผู้ที่ยังอยู่ในฐานะให้ผู้ที่ครองอยู่คุมอยู่ฐานให้ผู
อ่านต่อ
้ที่คุมอยู่แห่งการมีสติคุมตนให้เป็นสัตว์มีสติเมื่อมีสติแล้วเราก็เดินโพชฌงค์ 7 มีสติแล้วเราก็มีธรรมะวิจัยเพียรทำเพียรเป็นมันไม่ง่ายที่เราจะมีฐานอยู่เสมอว่าเราจะมีสติแล้วก็มีธรรมะวิจัยและก็จะอ่านรู้อยู่เสมอนี่มันไม่ง่ายมันต้องทำควบคุมในขณะที่เรายังไม่เก่งนี่แหละปฐมฌานก็จะต้องเป็นตัวหนักเลยปฐมฌานคือฌานที่ 1 คืออาการที่เราคอยเพื่ออธิบายอาการเข้ามาให้ฟัง คอยระมัดระวังตัวแจอยู่ที่เดียวคอยคุมอยู่ที่เดียวแล้วเราก็สอดส่องดูเลยจะกระทบสัมผัสจะทำกิจทำการทำงานอะไรก็ตามใจหรือนั่งอยู่เฉยๆเดี๋ยวก็ตามก็ระมัดระวังเนตตาหูจมูกลิ้นกายใจผัสสะอยู่ตลอดทวารทั้ง 6 อย่าให้จิตของเรามันเป็นอาการนิวรณ์อย่าให้มันมีอาการอะไรรู้แล้วอาการนิวรณ์มันเป็นอย่างไรบ้างอาการนิวรณ์เป็นยังไงบ้างเราก็พยายามรู้ตัวมันรู้อาการรู้ตัวโจรเรากำลังจับโจรนั่นแหละฌาน 1 พอเราเห็นหน้าโจรรู้ตัวมันได้นั่นแหละเราดีแล้วเราดีแล้วเราดีใจแล้วเราเริ่มต้นเขาไปหา ใจและปิติแล้วนอกจากจับโจรได้แล้วก็ทำโจรนั้นให้ดีลงอาการมันคาบเกี่ยวกันลองฟังดูดีๆนะจะอธิบายชาญไปถึงฌาน 4 แต่ทีนี้อธิบายอาการประกอบกันไปก่อนแล้วพอเดี๋ยวเขาก็จะเจาะๆๆบอกไว้ในหนังสือบอกไว้นะแต่ดูอาการมันเร็วแล้วมันก็สำคัญกันตลอดเวลาชา 1 ชา 2 ชาน 3 ชานสี่มันอาการมันสัมพันธ์กันใหม่ๆนี่ชั้น 1 เราต้องเพ่งให้จัดต้องคอยคุมคอยระวังตัวแจเลยนี่ฝึกตนให้เข้าอยู่ในทุกอย่างมันก็หัดใหม่ๆนี่มันเกร็งยากชาไม่เคยขาดข้อระมัดระวังเพื่อที่จะทำอย่างไรการวิธีทำฌานทำอย่างไรก็ทำอย่างกับคอยระมัดระวัง สาวทั้งห้าทั้งหกแล้วมันก็จะไปถึงจิตไม่ว่ารูปเห็นด้วยตาไม่ว่าเสียงได้ยินแต่หูมันก็เข้าไปถึงจิตแล้วมันจะไปก่อให้เกิดกามฉันทะไปก่อให้เกิดพยาบาทก่อให้เกิดหินพระที่จริงเวลาปฏิบัติธรรมอย่างลืมตาโพลงๆนี่มันไม่ก่อให้เกิดทีนะมีพระอะไรมากมายหรอกนั่งอยู่เฉยๆเนี่ยมันก่อให้เกิดทีนะมีพระเพราะฉะนั้นอาการทำชาเนี่ยทำทั้งตื่นเดินยืนนั่งนอนนี่แหละมันจะคลุกคลีกับการและพยาบาทจะก่อให้เกิดปฏิกะพยาบาลเมื่อสัมผัสจะก่อให้เกิดการเมื่อสัมผัสนั่งอยู่เฉยๆก่อให้เกิดหินน้ำมีธาตุและฟุ้งซ่านเมื่อนั่งอยู่เฉยๆเพราะฉะนั้นฐานที่จะปฏิบัติและฟุ้งซ่านก็คือฐานนั่งมันนั่งนี่แหละรัก ไอ้ตูนนะพอเวลาสัมผัสอยู่ให้นิ่งให้หยุดอย่าไปปรุงกับกามอย่าไปหวือหวาออกไปหาพยาบาลคนละทิศคนละทางหน่อยอยู่อย่างนี้งั้นเราก็จะต้องเรียนรู้จักอาการจับสภาพพวกนี้ให้ชัดเจนจำให้ชัดเจนเพราะระวังพฤติกรรมของเราอยู่แต่อยู่นี่แหละ 1 / 1 วิตกวิจารณ์ด้วยจริงๆวิจัยออกให้เห็นชัดเจนเลยว่าอาการอย่างนี้เป็นกรรมการอย่างนี้เป็นพยาบาลอาการนี้เป็นผีนะมีพระอาการนี้เป็นฟุ้งซ่านฟุ้งเลยทำให้เราทุกข์เห็นไอ้แม่นยาวิกฤตอิจฉาจับไม่ได้ วิจิกิจฉาให้แม่นๆน้อยคมไม่ชอบเอาให้ชัดเจนเลยให้เด็ดๆมันมีอาการนี้ใช่แล้วแล้วเริ่มจับได้นั่นแหละเป็นวิตกวิจารณ์พอเริ่มทำเล่นลดลงเราก็ได้ดีขึ้นกิเลสที่มันมีหนอกิเลสลดลงหนอกิเลสขาดไปหนอปิติเป็นฌานที่ 2 เป็นตัวปิติได้ดีปิตินี้บอกแล้วว่าได้ดีเห็นต้องรู้จริงๆเลยนะปฏิบัติธรรมเนี่ยปฏิบัติงานปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิเรารู้เลยตอนนี้กระทบสัมผัสอยู่แล้วเราก็ทำมันลดลงได้กำลังโกรธว่างั้นเถอะกำลังแหมตอนนี้กำลังอยากจะกินอยากจะได้อยากจะรับอยากจะเอากลับมาเป็นกรรม นาฬิกาอยากจะกินอยากจะได้อยากจะเอาไม่ต้องการมันใครอยากจะต้องแล้วเราก็ลดอาการของความอยากไพร่นะบางจางลงนะมันเป็นการประพฤติเป็นการประพฤติทดสอบคล้องกับไปหาอภิญญาทำอภิญญาเหมือนกันเป็นการทำอภิญญารู้ญาณทัศนะมโนมยิทธิก็คือทำจิตลงไปให้ได้เหนือจิตลงไปให้ได้จิตเก่งขึ้นเก่งอะไรเก่งลดละกิเลสมีอิทธิวิธีเข้ามาเสริมในขณะที่เราทำอยู่นั่นแหละเราหาวิธีให้แก่ตัวเองทำยังไงมันจะลดลงเป็นนักปฏิบัติเป็นพระโยคาวจรที่จะทำให้มันลดกิเลสลดอาการของอกุศล อกุศลธรรมต่างๆที่มันกำลังดำเนินบทบาทอยู่กับตัวเราซัดมันลงจริงๆเลยควบคุมมันลงจริงๆเลยทำให้มันอ่อนจางลงมาจริงๆเลยเราทำเราได้นั่นแหละเรียกว่าฌานที่ 2 ปิติมันใกล้กันนะมันชิดกันเราทำลงได้มากเท่าใดก็เรียกว่าปัสสัทธิเท่านั้นอาการที่มันทำลงได้เกิน 50% เข้าไปเรื่อยๆสอบได้ไป 60% มันลดลงจางคลายก็ได้ลงไปเป็น 70% ได้ลงไป 80% มากเท่าไรยิ่งเป็นปัจจัยเป็นความสงบเป็นความระงับเป็นทางที่ 3 เป็นภาษาที่เป็นความสงบเป็นความระงับเป็นความสุขการที่ 3 นี่ท่านถือว่า วิเวกสงบสุขไม่ใช่สุขด้วยความโสดแสบสมสุขของฌานเป็นสุขด้วยความสงบระงับดูเป็นสโมสรใจให้ได้ว่าตัวสุขนี่ไม่ใช่อื่นตัวความสงบระงับเพราะเราเป็นนั่งหลับตาหรือว่านั่งเพ่งกสินแล้วก็วางปล่อยไม่ให้มีอะไรอื่นแล้วก็อยู่กับกระสินธุ์นั้นเธออยู่มันก็เหมือนกันเหมือนกันแหละไปนั่งเพลงกระถินเพลงหลับตาก็ตามนิวรณ์ต่างๆมันไม่มีมากวนจิตของเราเกาะแต่เรามีที่เกาะจิตของเราเกาะอยู่ก็คือสินเกาะอยู่ไกลแล้วก็เพิ่มเกษียณเขาเรียกว่าเพิกตัดสินอาวุธฐานะเขาเรียกเพิ่มทรัพย์สินนั้นเราก็ไม่ต้องกรอกก็ตัดสิน แล้วก็ดินน้ำไฟลมที่มันเป็นสภาพภาพอะไรที่เราเกาะใจของเราจะให้ปล่อยไม่มีปรุงอะไรแล้วก็ปล่อยให้มันวางลงวางลงวางลงตรงกลางวันน่ะวิเวกลงวิเวกลงสงบลงว่างลงบางลงจางลงไม่มีอาการไม่มีอารมณ์อะไรมากเขาก็เรียกว่าสุขสุขเป็นชั้น 3 จาน 4 ก็ทีนี้ว่างเลยวางเฉยจิตอยู่เฉยๆเด้อๆท่านประเภทพวกหลับตาเพราะหลับตาเขาก็วางจิตวางเฉยเขาว่านี่เป็นอุเบกขาแต่อุเบกขาของเขาน่ะไม่มีการงานไม่มีการงานพระลักษณะแม้แต่ผ้ายันต์ชนะนวัตกรรมมันจะเป็น อธิบายอุเบกขาลักษณะการแปลของผู้ที่เขามีแนวโน้มมีจิตโน้มไปในทางฤาษีเขาจึงไม่กล้าแปลว่ามีการงานแปลอุเบกขาว่ามีการงานการงานที่ดีเป็นการงานที่สมบูรณ์เขาจึงแปลว่าสละสลวยเข้าไปเอาเป็นคำอธิบายอดทนสุดท้ายแล้วเขาก็ถึงไม่แปลให้มีอาการของการงานกำยานเขาแปลว่าสละสลวยอย่างนี้เป็นต้นแปลว่าสละสลวยเขาไม่กล้าแต่เขานึกว่าไอ้จิตที่มันเป็นชาแล้วนี่มันไม่ประกอบด้วยการงานทั้งๆที่จิตเป็นฌานท่านบอกแล้วว่าจิตเป็นฌานนี้นะหมดแต่กรรมมันดีใจเหมาะแก่การงาน สามารถควบคุมได้จิตอ่อนก็คือสามารถมันสยบมันเชื่องลงเราสามารถที่จะหมดแต่ถ้าสามารถที่จะอยู่เหนือจิตขึ้นมาได้แล้วจิตนั้นยิ่งจะปราบเปรียวแววไวยิ่งจะรู้แจ้งรู้ชัดไม่จะกลายเป็นซึมเป็นเสื่อมหรือว่าดับไปเลยจิตที่จะเป็นช้างก็คือทำให้ดับๆๆแล้วนี่โลกก็เลยก็จะเอาคำว่าดับมาผสมแล้วเป็นดับจิตเข้าไปเลยแล้วก็ดับๆทื่อๆๆยิ่งไม่แววไวยังไม่รู้เรื่องเลยยิ่งไม่เป็นการเป็นงานใหญ่เลยยิ่งไม่เหมาะแก่การงานไม่เป็นกรรมกรเลยมันก็ผิดลักษณะที่ท่านอธิบายพร้อมจิตที่อธิบายนี้สอดคล้องหมดทุกข์ในความหมายต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในคำนั้นคำนี้ ปีต่างๆเป็นการไขสภาพชาญเหมือนคนอธิบายฌานทุกวันนี้อธิบายฌานโดยไม่รู้จริงไม่เป็นจริงอวดอุตริมนุษย์ธรรมที่ไม่รู้จริงไม่เป็นจริงดีไม่ดีไม่มีจริงด้วยอ่านแต่ตัวหนังสือภาษามาท่องจำแล้วก็มาสวดมาอธิบายขมๆก็เลอะเทอะวันยิ่งเข้าไปหาอาจารย์ที่ 3 นี่มันก็ยิ่งมันสงบและกิเลสตายละกิเลสไม่ต้องไปเดือดร้อนละเราสามารถปราบลงไปมุทุมันอ่อนมันเชื่องมันง่ายแล้วทีนี้เราปราบมันลงจิตก็ยิ่งมีพลังแคล่วคล่องยิ่งไปสู่วิมุตติหลุดยิ่งไปสู่การดับสนิทของกิเลสและเรียกว่าวิมุตหลุดพ้นนะ การดับสนิทของกิเลสของวิมุตหลุดพ้นยิ่งมีพลังเหนือฟังดีๆไอ้นั่นยิ่งไม่มีพลังยิ่งกว่าเข้าฌานก็ยิ่งไม่รู้เรื่องยิ่งจิตไม่รู้เรื่องอ่อยๆอ่อนจริงๆเลยอ่อนแอเลยนะฟังแล้วไงไอ้ตัวมุทุพูดแต่นี่มันก็ลูกเขาแปลพยายามแปลเข้าไปหาสภาพที่เขารู้สึกเพราะงั้นเขาเป็นอย่างไรเขามีอย่างไรเขาเข้าใจอย่างไรเขาก็แปลไปคล้ายๆคล้ายๆอาการของเขาอาตมาแปลหมดทุกผู้แต่เป็นอ่อนนี่มันทุกทีเลยจะอ่อนยังไงพยายามมโนรมย์ตามเขานะก็ใช้ทำได้ว่าคำเดียวว่าอ่อนละเอียดละเอียดอ่อนคือมันสุขุมประณีตขึ้นจริงๆละเอียดอ่อนหรืออ่อนละเอียดอย่างนี้ก็พอไปจิตมันยิ่งจะละเอียดอ่อนสุขุม ขายขึ้นเพราะมันจะเกิดพลังหรือว่าเกิดพลังรู้และพลังฤทธิ์แรงจะเกิดพลังรูปพลังดินแดนที่มีชานี่เกิดพลังรู้และพลังริดแรงมากขึ้นยิ่งเป็นทหารแล้วก็ไปหาวิมุตก็ยิ่งมีกำลังมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าเป็นชาญแล้วไปหาวิมุติเราก็เลยจิตก็เลยอ่อนแอแล้วก็เลยดับเลยดีแล้วไม่รู้เรื่องแล้วทำอะไรไม่ได้เลยอย่างนั้นไม่ใช่กลับกันเพราะฉะนั้นอาจารย์ฤาษีที่อธิบายกันอยู่กับชาวพุทธนี่มันต่างกันวิมุติก็ต่างกันมีมดฤาษีหมดท่าเลยไม่มีอะไรไม่มีฤทธิ์ไม่มีแรงวิมุตก็คือมุดไปเลยดับดีไปเลยนั่งแข็งทื่ออยู่เฉยๆไปเลยแต่ส่วนของพระพุทธเจ้านั้นเหมาะแก่การงานเรา แข็งแรงตั้งมั่นสถิตเสถียรไม่หวั่นไหวกระทบสัมผัสอะไรก็ไม่หวั่นไหวอะไรเลยทีเดียวกล้าหาญองอาจแคล่วคล่องนั่นเป็นวิมุตของพระพุทธเจ้ามีพลังในการที่จะสร้างสรรค์ช่วยเหลือรู้ถูกมีความผิดความดีความยิ่งไปถึงฌานที่ 4 เป็นเอกัคคตาเป็นเอกเลยเป็นหนึ่งเลยอัคคะเนี่ยแปลว่ายิ่งใหญ่ยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งเลยเอกัคคตา xxx ตาตาแสดงเป็นนามนับเป็นตัวปัจจัยขยายเป็นสภาพเอกเลยเป็นสภาพสงบสงัดสงัดไม่ได้หมายความว่าเงียบๆมุดๆไม่ใช่ สงบสงัดคือสภาพที่เรียกว่าปราศจากกิเลสไม่ได้คลุกคลีเกี่ยวข้องกับกิเลสแล้วไม่คลุกคลีไม่เกี่ยวข้องกับกิเลสแล้วกิเลสหลุดออกไปหมดวิเวกเป็นเอกเหมือนกันน่ะเคยเอาพยัญชนะมาแยกให้ฟังแล้วดังนี้เป็นการอธิบายแยกส่วนใกล้ๆให้คุณฟังไปเรื่อยๆชัดๆก่อนแล้วเดี๋ยวตามไปเรื่อยๆอันนี้อันนี้ก็ขยายความบ้างนี่เรายังไม่พ้นฌานที่ 1 ปฐมฌานแล้วยังว่าไล่เรื่อยไปแล้วก็ขยายความอะไรก็ได้ไปทาน 2 ชั้น 3 ชั้น 4 ดูมันจะไปสรุปเอาไว้ตอนหลังๆไอ้นี่ยังจะต้องอธิบายอาการของอะไรๆไปอีกเยอะในเดือนนี้แหละในชั้นอื่นๆก็คือมันจะสรุป เขียนไว้ดูมันจะเป็นอย่างนั้นนี่ยังอธิบายอะไรต่ออะไรลักษณะของจิตที่มันเข้าไปสู่ลักษณะวิเวกลักษณะสงบสงัดอะไรไปอีกเยอะเออเราได้อธิบายถึงวัดที่ว่าเนี่ยกำลังเกี่ยวข้องมาถึงสภาพที่ปฏิบัติอยู่มีปฏิเสธวันนาที่วาสนาดูหน้า 341 เพราะว่าเรามาอธิบายว่าเราปฏิบัติแล้วเกิดขั้นภาวนาไปถึงผลเนี่ยเราก็เลยย้อนทวนขยายส่วนผู้ที่ยังไม่ได้สร้างเจโตมาก่อนไม่เคยปฏิเสธวรรณาไม่มีอิทธิพลจากศาสนาวาสนายังไม่เคยเกิดปริวัตรชนะในจิตมาก่อนเป็นสัตว์อินทรีย์ ท่าพระแม้จะมีปัญญารู้แสนรู้เข้าใจแสนและแสนเข้าใจอย่างไรก็จะต้องมาหัดพรากหัดเลิกหัดเสพคุณในวัยนาในสิ่งที่ควรเสพคือต้องทำความคุ้นในสภาพที่เป็นความพรากความห่างความหลุดขาดจากกันตั้งแต่ภาคทางหลุดขาดขั้นหยาบๆเป็นสภาพภาพวัตถุท่านก่อนทางเข้าของตัวตนใหญ่ๆไปก่อนวงเล็บเปิดดังนั้นผู้ที่จะต้องหนีผู้หนีคนออกไปอยู่ป่าอยู่เขาจึงจะพอทนได้จึงคือผู้ที่ยังไม่มีเจโตกล้าแข็งหรืออาจจะมีเกย์ตัวกล้าแต่ อ่อนอยู่ก็ได้ยิ่งต้องไปอยู่ป่ายิ่งต้องอยู่ในป่านานๆก็ยิ่งแสดงว่าเจโตยิ่งอ่อนมากหรือปัญญาอ่อนมากวงเล็บปิดก็อธิบายช่วงนี้ก่อนนะเพราะเราจะต้องหัดเสพคุณเมื่อรู้ในบททัศนาสังวราเรียกว่าสังวรถ้าผู้ใดเข้าใจแล้วแล้วก็ทำได้เลยหัดพลาดจิตแม้แต่สัมผัสอยู่แล้วก็หัดพรากได้สัมผัสอยู่เราสำคัญอยู่เราก็ทำจิตให้พรากมันได้สามารถรู้ในภายในสามารถทำจิตในภายในจิตภายในจิตทำได้ อารมณ์รู้ธรรมารมณ์รู้อารมณ์ส่งธรรมารมณ์แปลว่าอารมณ์ที่ทรงอยู่เรารู้เลยจิตอารมณ์ที่ทรงอยู่เนี่ยอารมณ์ที่มีอารมณ์ของกิเลสแฝงอารมณ์ที่มีนิวรณ์แฝงเรารู้จับได้หมั่นแล้วก็สามารถควบคุมทำให้มันพลาดทำให้มันห่างมันขาดมันหลุดให้มันจางคลายได้พรุ่งนี้ก็ปฏิบัติสติปัฏฐานปฏิบัติมักองค์ 8 ปฏิบัติธรรมะทันทีทันใดเป็นวิปัสสนาลืมตาโพลงๆได้ทีนี้บางคนมันไม่ไหวมันไม่ไหวถ้าขืนแตะเข้ามาปั๊บเลยจิตที่ดึงไม่อยู่รั้งไม่ได้เพราะจิตอ่อนตอนนี้ไม่ใช่จิตอ่อนมุทุนะไม่เป็นฌานเลยคลานเลยนี่ไม่ใช่ฌาน มันเลยพอแตะเข้ากับกิเลสที่เป็นวัตถุที่เป็นเหตุปัจจัยแห่งสิ่งที่จะยั่วกิเลสสัมผัสด้วยรูปรสกลิ่นเสียงอะไรต่างๆนานาสู้ไม่ได้คนอย่างนี้เหมาะที่จะพรากในตัวตนห่างออกไปอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำอยู่ที่ห่างจากวัตถุกิเลสอันนั้นเหมือนเราพรากไม้ที่ชมด้วยยางออกจากน้ำต้องพรากตัวพรากตนเพราะเป็นคนที่ยังอินทรีย์พละอร่าเป็นอย่างนั้นจริงๆแม้จะมีปัญญาเข้าใจเหตุผลรู้อะไรชัดเจนโตของเราไม่ดีอันนี้บอกแล้วว่าส่วนผู้ไม่ได้สร้างเจโตมาก่อนไม่เคยปฏิเสธว่านายยังไม่เคยเสพคุณในสภาพที่ ทางภาคใต้ไม่มีการทนฝืนไม่มีอธิวาสนขันติ รณาตนแล้วก็ทำให้จิตของเรารู้แจ้งรู้ชัดแข็งแรงพอสัมผัสแม้แต่ในนู้นมันก็มีรูปรถเป็นเสียงสัมผัสในอยู่ปากเขาทำอะไรก็มีบ้างพอได้ทดสอบพอได้ทดลองออกบิณฑบาตก็จะสัมผัสท่านไม่ได้ให้ห่างปากเขาเท่านั้นไม่พบผู้พบคนนะต้องออกโคจรบิณฑบาตต้องมีการสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนอยู่เหมือนกันและนั่นแหละมันจะมีบทบาทของกิเลสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรต่างๆนานาเราก็พอรู้ว่าติดของเราพอตั้งพอติดพอเรียนรู้พอเข้าใจแล้วก็เข้ามาในบ้านหรือเข้ามาในสิ่งที่มีสัมผัสและก็จะเรียนรู้เป็นวิปัสสนาลืมตามีสัมผัสเป็นปัจจัยรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสโดยทวารทั้ง 5 และลดลงไปได้ทุกลดลง กิเลสลดลงนั่นเองทุกๆลดลงจับจิตแม่นจับธรรมารมณ์แม่นรู้กายรู้เวทนารู้จิตรู้อาการของจิตธรรมารมณ์รู้จริงๆแล้วทำให้มันจางคลายแม่นได้จริงๆเลยมีเวลาก็ทำนิโรธทำได้จริงๆนั้นเรียกว่าเราปฏิบัติเป็นปัจจุบันนะทำเห็นอยู่รู้อยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียวทำได้ตรงอันนี้ไม่เคลือบแคลงทุกคนรู้ของตัวเข้าใจของตัวแล้วไม่เคลือบแคลงเพราะมันเห็นอยู่รู้อยู่เป็นปัจจุบันจริงๆไม่ใช่เป็นนั่งคิดนั่งนึกเออเราได้หมดแล้วนะก็ไปนั่งว่างๆมันก็เลยหลงตัวง่ายๆเหมือนศาสนาที่เป็นนั่งอยู่ในป่าในเขาในถ้ำตัวง่ายที่สุดของตัวง่ายเพราะมันไม่มีของจริงประสบการณ์จริงมันไม่รู้จิตที่ว่างชัดเพราะว่ามันจิตมันไม่มีอะไรนี่มันไม่มีอะไรกระทบกระแทก เดือนอะไรมันก็นั่งว่างๆเงียบๆมันก็นึกว่าเราไม่มีอะไรอนุสาอาสวะที่จะกระเทือนขึ้นมามันไม่หรอกมันหมักมันถูกกดถูกข่มเอาไว้มันไม่มีอะไรยั่วยุออกมาเพราะอะไรจึงเป็นศาสนาที่ไม่พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าไม่รับรองโสดาสกิทานาคาที่มีเขตขีดขั้นระหว่างกิเลสหยาบกิเลสกลางอะไรจนต่างๆนานาไม่รู้เรื่องศาสนาแบบนั้นมีฤาษีชีไพรเยอะแยะในสมัยพระพุทธเจ้าก็เยอะจริงๆนะเพราะฉะนั้นจะต้องเข้าใจให้ดีว่ายิ่งผู้ที่ไม่ออกป่าออกเขาออกถ้ำยิ่งไปนั่งอยู่นานๆยิ่งขี้เก้ออกมาไม่ได้สักทีเข้ามาเป็นคนปกติที่หมดกิเลสอยู่กับคนอยู่ทั้งหลายแหล่อยู่โลกุตร เหนือโลกไม่ใช่นี้โลกเข้ามาแสดงความเหนือโลกอยู่ไม่ได้สักทีนานและยิ่งเป็นฤาษีชีไพรเป็นพวกที่ไม่เก่งอ่อนแอแต่เราเข้าใจกับการบอกโอ้ยพระกรรมฐานท่านมีอยู่ปามา 10 ปีขายขี้หน้าหมดไปอยู่ป่าได้ตั้ง 10 ปีอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำน่ะโอ้ยท่านอยู่มาตั้ง 20 ปี 30 ปีนี้ท่านแน่ไม่ใช่ยิ่งแน่ยิ่งแย่ไม่ใช่หน้ายิ่งแย่ฟังให้ดีนะความเห็นมันกลับกันไปหมดขอให้มันกลับกันไปหมดเลยยิ่งพูดได้ไม่ต้องออกเป่าเขาออกถ้ำเลยยิ่งเก่งยิ่งเก่ง ยิ่งแก่เพราะว่ารู้สติปัฏฐานรู้มรรคองค์ 8 แล้วก็ปฏิบัติอย่างจับจิตมั่นใจมั่นทำได้จริงอยู่เนื้อจริงๆแล้วกิเลสรถจับได้มั่นเลยเห็นตามรู้อยู่อนิจจาวัตศรีวราคานอุปสรรปัสสีเกิดเห็นแท้ๆเลยชัดเจนจริงๆเลยทำจิตของเราได้เบิกบานแจ่มใสไม่ถูกปนเปไปด้วยคลุกคลีไปด้วยกิเลสต่างๆพวกนี้นะเพราะฉะนั้นความหมายพวกนี้ฟังดีๆก็ต้องอดกลั้นเร็วและที่วาสนาสั่งสมจิตรที่ไม่สั่งสมจิตรที่ไม่เสพไม่แตะสั่งสมจิตรนะ ไม่ใช่ว่ากายไม่แตะตาหูจมูกลิ้นกายแต่นะแต่สั่งสมจิตรที่ไม่แตะไม่คลุกคลีกันจริงๆจนเกิดสภาพทนได้หยั่งลงจิตสภาพทนได้อย่างลงจิตเอาที่วาสนาหมายความว่าฝืนทนเขาแปลเอาอัดแปลเอาความหมายแปลว่าตายด้วยความแปลโดยพยัญชนะก็เคยเอาหยิบพยัญชนะมาแตกให้ฟังแล้วอาทิตัวนึงวาสนาตัวนึงวาสนาก็แปลว่าตัวที่อยู่ที่มันอยู่อาศัยอยู่สิ่งอาศัยอยู่นี้ดียิ่งขึ้นมันทนได้เพราะฉะนั้นการทนอยู่เรียกว่าการฝึกคนได้เรียกว่าสำเร็จในการฝึกเพราะเกิดการทนได้อย่างลงจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหววนเวียนโอนเอนอยู่กับจิตเป็นสภาพตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ประเดี๋ยวก็ตั้งได้ไปเดี๋ยวก็ตั้งไม่ได้วนเวียนอยู่กับจิตไม่ใช่เป็นที่สภาพที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหววนเวียนตนเองอยู่กับจิตแล้วแล้วก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจที่จะทำให้แน่ใจซ้ำลงไปอีกมีให้ครับเข้าใจที่จะทำให้แน่ใจซ้ำลงไปจนเห็นจริงรู้แจ้งว่ามันไม่ใช่สิ่งจำเป็นเกิดปัญญารู้เลยว่าโอ้ถ้าเราว่างเราปล่อยเราปะได้ไม่จำเป็นให้มันมาคลุกคลีไม่จำเป็นให้มันมาเกี่ยวข้องไม่จำเป็นให้อารมณ์นั้นมาร่วมอยู่ในเรือนใจไม่จำเป็นจะต้องให้แขกจอนั้นมาคลุกคลีไม่จำเป็นที่จะคบหาอาการของกิเลสอย่างนั้นไม่จำเป็นต้องคบหาไล่มันออกไปแขกจรมันไม่ใช่ จริงมันเป็นแขกมันเป็นของอื่นมันเป็นตัวอื่นไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่เราไม่ใช่เขาอะไรมันเป็นอาการที่มันมาผสมผสานร่วมลงเท่านั้นเองเราขับสิ่งนั้นออกจากจิตให้สะอาดนะมันไม่ใช่สิ่งที่ต้องมีต้องเป็นต้องเกิดก็ได้จริงเห็นด้วยปัญญารู้เลยว่าไม่ต้องไม่ต้องเกิดก็ได้ได้จริงๆเลยมันจะเกิดความมั่นใจแน่ใจมันไม่ใช่สิ่งเก่งมีอำนาจอะไรหรอกมันไม่ใช่ตัวเก่งตัวแน่อะไรเราขับมันได้เราไล่มันได้เราสะอาดได้เราอยู่เหนือฤทธิ์แรงมีอำนาจขับไล่กินเลยนี่ออกขับไล่อากาศที่เราเป็นหลงนึกว่ามันจะต้อง อาการนี้อยู่ในจิตอาการกรามเสพสมและมันๆมันอร่อยอะไรเนี่ยอากาศอัดสาระของโลกเนี่ยภาษาท่านี้เป็นอาการรวมนะคุณเสพกามลงมาก็มีรถรถนั้นก็เป็นอาการอัสสาทะคุณเศรษฐีนินทาและคุณก็ได้อารมณ์ของทีมชาติมันก็เป็นอัสสาทะนี่เป็นรถรถอันพอใจอันเสพสมไม่ใช่รสหวานรสเปรี้ยวเป็นภาษาพระไม่ใช่หวานเปรี้ยวน่ะเป็นธรรมชาติของธรรมชาติเท่านั้นเองสีแดงสีเขียวสีเหลืองได้รับมาแล้วก็นึกว่าเป็นอัครไม่ใช่อันนั้นเป็นธรรมชาติของธรรมชาติยังไงยังไงมันก็อยู่อย่างนั้นแหละมันเกิดสีแดงสีเขียวมันเกิดรถเปรี้ยวรสหวาน เสียงดังเสียงโหยหวนเสียงครวญครางหรือเสียงกระแทกกระทั้นมันก็เป็นธรรมชาติของธรรมชาติอย่างนั้นมันไม่ได้เป็นรถนะมันไม่ได้เป็นรถมันไม่ได้เป็นรสชาติไม่ใช่ไม่ได้เป็นไม่ได้เป็นรถมันเป็นรถชาติแต่มันเป็นรถแต่มันไม่เป็นรสชาติแม่ไม่รู้จะใช้ว่าไงดีมันไม่เป็นอัดสาธารณะคือรสชาตินี้เราเกิดอารมณ์แล้วเราเกิดชาติเกิดนี่ชาติกิเลสเกิดผสมเป็นสมใจมันเป็นรสอร่อยอรรถาท่านเป็นรถอร่อยที่เราเองเราเสพสมมันไม่ใช่ตัวมันไม่ใช่ตัวธรรมชาติมันไม่ใช่ตัวสิ่งที่มันเกิดโดยทำมันเกิดโดนตามธรรมดาของมันเปรี้ยวหวานมันเค็มแดงเหลือง เสียงดังเสียงเบาเสียงโหยหวนเสียงครวญครางหรือเสียงกระแทกกระทั้นมันก็เกิดของมันอย่างนั้นแหละแต่เรารับกระทบแล้วเราจะหวั่นไหวเราจะเกิดเป็นปรุงว่าโอ้ยเสียงอย่างนี้มันดีเว้ยเสียงอย่างงี้หมายเกิดโกรธดีไม่โกรธใหญ่เลยแล้วไปเกิดอาการที่มันไม่ดีขึ้นมาแล้วก็เกิดอาการอย่างนั้นได้สมใจเราแล้วเราชอบใจพอใจบางคนยิ่งโกรธยิ่งมันเขี้ยวไม่พอใจเออถ้าไม่โกรธอย่างนี้ไม่หมั่นเขี้ยวต้องกดอย่างนี้แหละมันถึงมันต้องแรงๆงี้มันถึงมันต้องปะทะนี้ถึงมันบางคนก็แพ้รถออเซาะอย่างนี้ถึงมันจี๋จ๋าคิดถึงมันอร่อยอะไรเงี้ยมันเป็นรสรสชาติรูปของรูปสีของสีมัน ไม่ใช่รสชาติกลิ่นของกลิ่นไม่ใช่รสชาติเสียงของเสียงไม่ใช่รสชาติฝั่งนี้พอรู้ขึ้นไหมเสียงของเสียงก็เสียงมันก็เป็นเสียงของเสียงของมันมันไม่ใช่รสชาติสัมผัสของสัมผัสเย็นของเย็นเย็นมันก็เป็นเย็นของเย็นไม่ใช่เย็นของเราร้อนของร้อนแล้วเราก็รับรู้สึกว่าร้อนร้อนของร้อนอ่ะเราไม่ได้ว่ามันทุกข์มันเดือดร้อนมันเกิดรถก็แหมถ้าร้อนๆดีหรือว่าเย็นๆดีหรือว่าไม่ร้อนไม่เย็นอะไรต่างๆนานาพรุ่งนี้ไม่ใช่มันไม่ใช่มันเป็นอาการอีกอันนึงของเราเรียกว่ารถชาติเพราะเกิดรสชาติเกิดอัดสาธารณะเกิดรสชาติในคืนนี้แหละส่วนนี้ อาการนี้แหละมันเป็นอาการปรุงแล้วสำเร็จผลตัวพรุ่งนี้หยั่งรู้แล้วก็ทำให้จางคลายทำให้จางคลายจิตของเราทนได้ต่อผัสสะทนได้ต่อกิเลสจนเห็นว่าไม่ต้องมีรสชาติไม่ต้องมีอาการอย่างนั้นเกิดในจิตนี่มันไม่สำคัญอะไรจิตต้องวางจิตรู้ความจริงตามความเป็นจริงร้อนก็ร้อนอ้อนก็อ่อนแข็งก็แข็งสีก็สีเสียงก็เสียงเสียงจะดังจะเบาจะงอนอย่างนี้จะโหยจะหวนจะประดิษฐ์ยังไงเราก็เข้าใจตามความเป็นจริงอยากเกิดอาการนั้นฟังอาการให้ออกนะแต่พยายามวิเคราะห์วิจัยและจับฉีกชี้คุณฟังนะถ้าคุณปฏิบัติมาแล้วก็ได้อ่านตรง บางๆก็จะพอรู้เข้าชัดขึ้นแล้วเราก็ให้อาการอาสาถ้าเรานั้นน่ะรสชาติเหล่านั้นน่ะเบาบางลงไปไม่มีแล้วเราจะเห็นว่ามันว่างๆกระทบสัมผัสแล้วก็ว่างๆได้ไม่ต้องมีรสชาติไม่ต้องมีอัครมณีรสนิยมแบบโลกที่เขาบอกว่าโอ๊ยมันชอบจะชื่นใจอะไรพวกนั้นก็ได้นะเราจะรู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งจำเป็นไม่ใช่สิ่งต้องเป็นต้องเกิดก็ได้จริงๆมันไม่ใช่สิ่งเก่งมีอำนาจอะไรหรอกไม่ได้เป็นความเก่งมีอำนาจอะไรเลยถ้าเราไปได้อย่างนั้นกับด้อยอำนาจกลับไม่เก่งยิ่งเสียแรงงานยิ่งเสียแคลอรี่ยิ่งเสียเวลายิ่งไปติดจะต้องไปคอยหาเสียงให้มันต้องไปเก็บเกี่ยวต้องไปคอยเอาหาเอารถอย่างนี้มาใส่จิตไม่งั้นรู้สึกว่าเราไม่มีชีวิตชีวาบกพร่องนั่นเรายิ่งเป็นภาระนะ จิตเราเองนั่นแหละไปหลงอยู่ใต้อำนาจมันจงรวมจิตปล่อยใจให้ได้มั่นคงแน่วแน่รวมจิตของเราให้จิตเป็นจิตปล่อยใจนี่มันใช้สำนวนเท่านั้นเองปล่อยกิเลสนั่นเองปล่อยสิ่งที่เป็นกิเลสออกปล่อยใจให้ได้มั่นคงแน่วแน่รวมจิตใจของเราก็รวมให้เป็นจิตที่แท้ไอ้ปล่อยใจหรือปล่อยไอ้ตัวที่มันไม่ใช่กิเลสปล่อยตัวที่มันมาผสมเป็นรสชาติแล้วหลงมันว่าเป็นใจเป็นจิตเป็นอาการเป็นสิ่งที่จะต้องอยู่เราอยู่กับมันมานานแล้วปุถุชนนี่ถูกหลอกงี้มานานแล้วนึกว่านี่แหละเป็นชีวิตชีวามีความสุขเพราะเหตุใดอย่างนี้เป็นเครื่องอาศัยมานานแล้วคุณมีสภาพของโลกียะรถพวกนี้เป็นเครื่องอาศัยมาตั้งไม่รู้เท่าไหร่นาน กับการตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกันถูกค่อยๆสะสมขึ้นมาปรุงมาเรื่อยๆสร้างสรรค์มาเรื่อยๆสมมุติมาเรื่อยๆเป็นสัตว์เดรัจฉานโตขึ้นมาจนกระทั่งมาเป็นมนุษย์ที่ยิ่งโอ้โหเขาหลอกอะไรคุณก็ว่าอร่อยหมดอร่อยทั้งนั้นทำยากทำเย็นยังไงคุณก็ไปเจริญทำจากๆเย็นๆมาเป็นบทอร่อยอร่อยไปหมดนะเพราะปล่อยเสียจนสามารถกระทบสัมผัสหรือจะรู้จะเห็นจะเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นๆเรื่องนั้นๆอันเป็นปัจจัยที่เคยก่อทุกข์ก่อสุขก็ได้แล้วจนกว่าจะสามารถกระทบสัมผัสกับสิ่งที่เป็นปัจจัยก่อทุกข์ก่อสุขนั้นได้เลยทีนี้สัมผัสมันได้เลยรู้เห็นมันก็ได้เกี่ยวข้องมัน สัมผัสสัมผัสก็ได้โดยจิตปล่อยจิตวางได้แท้และได้แท้ว่ามันไม่ใช่ความสุขความทุกข์อะไรเลยจิตสัมผัสก็ได้แล้วทีนี้ก็ไม่ปรุงรักษาถ้าหายไปมันไม่ได้เป็นสุขเป็นทุกข์อะไรอาการสุขภาพมันไม่เกิดที่จิตมันไม่เป็นอร่อยมันไม่เป็นไม่อร่อยมันไม่เป็นการทนทานเดือดร้อนอะไรเกินการอะไรต้องทำจนมั่นใจจนแน่ใจจนเด็ดจริงพ้นความสงสัยทำจนมั่นใจจนแน่จนเด็ดจริงจนพ้นความสงสัยมีกำลังแห่งเจโตครบรอบเลิกได้เด็ดขาดเว้นได้เด็ดเดี่ยวรอบถ้วนเร็วและปฏิวัติชนาตนจะแน่ใจในตนเอง มึงจะจริงจังและบอกกับตนได้เองจริงๆว่าตนชนะแล้วตนอยู่เหนืออำนาจหรือตนมีอำนาจเหนือกามฉันทะพยาบาทถีนมิทธะอุทิศจากอุปสรรคนั้นๆได้จริงๆแท้ๆอย่างชัดเจนอย่างแจ่มแจ้งไม่ข้องใจไม่สงสัยเลยในวงเล็บพ้นวิกฤตอิจฉาสังโยชน์เพร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive