250323-3-184 ทางเอกภาค3-ตอน184(หน้า358)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt

โฟลเดอร์2524-25 MP3 ทางเอก-ภาค3- 232 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์199 KB
วันที่แก้ไข26 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันอังคารที่ 23 มีนาคมพุทธศักราช 2525 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกส่งปริญญาฝึกใช้สติปัฏฐานมีการระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมควบคุมบอลสำรวมกายวาจาใจที่จะเป็นทุจริตเท่า รู้สึกว่าดีไม่ดีไม่งามไม่เหมาะสมกับกาละเทศะแม้จะฐานะเราทำไม่อยู่พร้อมไม่ดีควรปรับได้ปรับเสมอมีสติตรวจดูตลอดเวลาพวกกายกระทบสัมผัสตามหูจมูกลิ้นกายอยู่รอบทวนเราคนนำมาปรับกายกรรมได้ยินเมื่อกี้ได้ยินเสียงอยู่รอบถ้วนเราก็นำมาปรับแม้เราจะใช้วิธีของเราออกไปเราก็ปรับวาจีของเราจิตใจเป็นตัวรู้จิตใจเป็นตัวรับจิตใจเป็นตัวปรับเป็นตัวเปลี่ยน ด้วยธรรมวิจัยด้วยสติสัมปชัญญะปัญญาและเราก็จะได้ปรับทั้งกายและจิตมโนตัวจิตตัวปัญญาเลือกเฟ้นไม่จริงเป็นคนจริงอันใดเป็นกุศลอันใดเป็นอกุศลทำมาวิจัยชัดเจนแล้วต้องพยายามสัมมาวายามะให้แข็งแรงตามที่เรารู้จริงเห็นจริงว่านั่นคือกุศลนั่นคือดีกว่าปรับเสมอกรุงเสมอแต่ไม่ใช่ปรับปรุงเป็นกิเลสแต่ปรับปรุงเพื่อเป็นการละลายคลายออกจากสิ่งที่เราจะเอามาเสพมาติดมาเห็นแก่ตัวล้างราคะ โทสะล้างโลภะโทสะพยายามทำความเห็นให้แจ้งคือการล้างโมหะเราจะได้ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อยู่ตลอดเวลาอรหังสัมมาสัมพุทโธภะคะวาเรียงกันต่อเรากำลังพยายามสาธิตยายบอกกันให้รู้ถึงลักษณะธรรมที่เป็น สิ่งที่อาศัยอันประเสริฐเรียกว่าวิเวกพูดได้ที่มีอาการมีอารมณ์ที่เป็นวิเวกนั้นเป็นอาการหรือเป็นอารมณ์ที่มันดีต่อคนทั้งมวลเราเองก็ดีด้วยว่าเราจะต้องพยายามเข้าใจลักษณะสภาพที่มุ่งผลว่าผลที่เรียกว่าวิเวกเป็นอย่างไรถ้าเราแยกเข้ามาตามประสาของเราในที่อาตมาคิดว่ามันได้มันได้ประโยชน์ได้ผลที่อาตมาแยกภาษาบาลีแยกพยัญชนะอะไรมาสู่พวกเราฟังเนี่ย รับสมัครก็แยกโดยเอาหลักของสภาวธรรมเป็นหลักไม่ได้เอาหลักของภาษาเป็นหลักเพราะฉะนั้นภาษาที่อาตมาใช้อยู่กับพวกเรานี่จึ

อ่านต่อ

งเป็นภาษาโดยเฉพาะไปเอาบาลีเข้ามาแยกพวกนักบาลีที่เขาเรียนเปรียญอะไรนี่เขาเดือดร้อนมากมายเพราะว่ามันไม่เป็นวิธีการอย่างที่เขาเป็นอาตมาเข้าใจและอาตมาเห็นใจที่เขาใช้วิธีการที่เป็นหลักสูตรเป็นกรรมวิธีในการผันในการแยกวิเคราะห์ตัวหนังสือภาษาศัพท์อะไรต่ออะไรพวกนั้นออกมาแล้วมันก็เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งวิธีการของไวยากรณ์มันเกิดหลังจากธรรมชาติภาษาภาษาบาลีมันเกิดมาก่อนมันก็เกิด ภาษาที่มันเกิดมาโดยมันไม่ได้มีใครมาสร้างไวยากรณ์ไว้หรอกแต่เริ่มแรกมันก็เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติตามสัจธรรมเป็นจริงแล้วก็ใช้สำเนียงเสียงพูดกันไปใช้เสียงพูดออกมาเป็นภาษาใช้สื่อแทนสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วก็มาเกิดสภาวะธรรมเข้าใจว่ามีอะไรแย่ภาษาคำนี้ออกเป็นดีเป็นชั่วแล้วก็เกิดเองตามธรรมชาติเสร็จแล้วเมื่อมันเป็นกันมาหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นปีนับภาษาก็มาตั้งไวยากรณ์ตั้งหลักว่าไอ้นี่มันน่าจะออกมาจากอันนี้อันนี้มันน่าจะออกมาจากอันนี้แล้วเขาก็เอาภาษาต่างๆที่มันเป็นอย่างนั้นน่ะมารู้ออกมารวมแล้วก็เอาไวยากรณ์มากำกับเอาเป็นหลัก เพื่อที่จะแยกภาษาให้รู้ความหมายต่างๆแล้วเขาก็ใช้กันมามันก็เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งใช้ส่วนใหญ่มันก็มีตามธรรมชาติส่วนใหญ่อย่างนั้นก็ถูกแล้วแต่ในลักษณะที่อาตมากระทำและอาตมาก็แยกอีกอย่างหนึ่งซึ่งเราเองเราไม่รู้หรอกว่าการแยกภาษานี่แยกได้เป็นหลักที่เขาตั้งกันมาอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งจะมีอีกไหมเขาก็ไม่รู้ซึ่งมีอย่างอื่นมันก็จะมีด้วยได้ถ้าเกิดว่ามีคนคิดแต่อาตมาไม่ได้ไปวุ่นวายทั้งเรื่องและสรศาสตร์บอกแล้วแต่ต่อมาก็ใช้สื่อเข้าไปหาสภาวะอย่างแม้จะมาแยกเขาจะแยกถูกหรือไม่ถูกกับอาตมาไม่ได้เรียนหลักของภาษาไวยากรณ์ที่เขาเรียนมาเลยบาลีแต่อาตมาแยกในหลัก ที่เห็นง่ายๆและในความหมายที่อาตมาเห็นโดยสภาวะธรรมเนี่ยมันก็ไม่ใช่ว่าจะไปแปลกอะไรเปลี่ยนอะไรผิดอะไรกับที่เขาเห็นอย่างวิก็แปลกันอยู่โดยตรงความหมายนั้นอาตมาก็แปลเหมือนกระทบแปลนั่นแหละไม่ได้แปลแตกต่างไปจากเขาว่ามันหมายความว่าไม่ปฏิเสธก็ได้แปลว่ายิ่งก็ได้เอกแล้ววันหนึ่งก็ได้แปลว่าเดียวผู้เดียวก็ได้แปลว่าเอกก็ได้แปลว่าเลิศแปลว่ายอดเป็นที่สุดเป็นที่หนึ่งมันก็แปลได้ไม่ได้ผิดแปลกไปจากที่เขาแปลว่าหลักการแยกศัพท์แยกภาษาแยกอะไรนี้ออกมาเนี่ยมันต่างกันหน่อยนั้นเองและโดยเฉพาะไปแยกถึงพยายามจะชนะคำว่าวรรคคำว่า แต่ละตัวแต่ละคำนี้อาตมาว่าอาตมารู้รู้ความเป็นมาของบาลีตั้งแต่กะคละนะอะไรพวกนี้ตัวพวกนี้กะมันหมายถึงอะไรของสภาวะธรรมอาตมารู้เองรู้ซึ่งเป็นการรู้ที่อาตมาก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันรู้มาตั้งแต่ปางใดเมื่อไหร่พอสัมผัสมันรู้เลยว่าอ้อตัวนี้มันจะออกมานี่มันมีความหมายมันมีความหมายนี้จะจะอะไรเนี่ยมันมีความหมายตัวนี้จะเป็นตัวแสงสว่างเป็นตัวรู้เป็นตัวขายเป็นตัวเปิดอาตมาก็เข้าใจอยู่อย่างเงี้ยมันก็ใจแล้วตัวแต่ละตัวถึงขนาดอย่างนี้แล้วอาตมาก็เอามาใช้ร่วมแล้วก็มาใช้ตัวอักษรพวก ใช้กับภาษาใช้กับตัวแทนซึ่งอาตมาเอามาอธิบายพวกคุณฟังอยู่ก็ยังยืนยันว่ามันก็คือคำแปลหรือความหมายของพยัญชนะตัวนั้นก็อย่างนั้นไม่ได้หมายความว่ามันแปลเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์เมื่อไหร่อยากแปลว่าอะไรก็แปลสับสนปนเปเลอะเทอะมันก็ไม่ใช่มันก็เป็นตัวนั้นหลักนั้นมีความหมายสื่อสภาวะนั้นแล้วเราก็ใช้อื่นๆเรื่อยมามันก็สอดคล้องมันก็ลงตัวดีเหมือนกันกับหลักไวยากรณ์ที่เข้ามาคิดค้นหลักตามสิ่งที่เกิดแล้วที่เขาเรียนกันอยู่มันก็เป็นไวยากรณ์ที่เกิดตามหลังภาษาไม่ใช่ภาษาเกิดตามหลังไวยากรณ์ภาษาและเขาก็ทำกันมาเป็นหลักนั้นมันหลักที่อาตมาพาทำถ้าอาตมาจะวางหลักมันก็ได้อีกหลักหนึ่งเหมือนกัน ที่อาตมาใช้กับพวกคุณอยู่ที่พวกคุณก็ไม่เห็นจะต้องแปลกอะไรก็ขยายความแปลสื่อความหมายสู่กันก็พอรู้กันได้อย่างที่เรียกว่ารู้แล้วเราเอามาใช้งานได้ด้วยพอรู้แล้วเอามาใช้งานแล้วเออมันมันก็เป็นประโยชน์ต่อชีวิตที่เราปฏิบัติธรรมอาตมาว่ามันมันใช้ได้อย่างง่ายดายเข้าถึงเนื้อกันอยู่ทีเดียวไม่ใช่ว่าสะเปะสะปะนะมันก็ลองๆดูนะเราเองเรามันไม่เข้ากับหมู่คนอื่นๆที่เขาเรียนรู้กันมากว้างขวางทั่วโลกใหญ่กว้างเราก็อย่าเพิ่งไปพูดอะไรหรือว่าทำอะไรให้มันไปขัดไปแย่งหรือว่าไปคานไปไม่เป็นร่องเดียวกับเขาเกินไปนักเพราะว่าเขาเองเขาดูถูกดูแคลน เขาเห็นว่าเออมันไม่เหมือนหลักการใหญ่ของเขาดูถูกดูแคลนจริงๆเพราะสิ่งนี้ก็ทำให้เสื่อมความศรัทธาเหมือนกันอาตมาว่าจะพยายามลดท่าทีนี้ลงเหมือนกันเราจะพูดเป็นภาษาไทยๆภาษาอะไรให้มากๆบาลีแล้วก็พูดเป็นส่วนใดแต่มันก็ออกไปนอกจนได้เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันมีเครื่องไม้เครื่องมือมันมีอะไรต่ออะไรออกไปก็พยายามจะว่าอย่างนั้นน่าจะทำอย่างนั้นถ้าส่วนนอกแล้วก็ใช้ภาษากลางๆถึงเข้ามาว่าไม่ได้ตำหนิไม่ได้ให้มาก็พยายามจะว่างจะทำอย่างนั้นนะเพราะในขณะนี้ที่เราเรียนกันอยู่ในส่วนไหนเนี่ยมันก็เป็นหลักวิเคราะห์ที่เราวิเคราะห์ใช้ๆพยายามอธิบายสื่อกันสู่กันรู้อยู่ก็อ้าวก็ไปกันตามที่ อาทิตย์นี้ก็มาพูดถึงคำว่าวิเวกอีกเราก็ได้วิเคราะห์วิเวกลงมาที่เป็นกายวิเวกโดยแม้แต่พระบันลือทั้งหมดหรือแต่ส่วนทั้งประโยคแต่คำอะไรเก็บขึ้นมาขยายความเพื่อที่เล่นรายละเอียดให้มันชัดเจนแล้วก็ฟังดูว่ามันสอดคล้องหรือไม่มันเป็นจริงหรือไม่โดยความหมายทั่วๆไปก็คงไม่มีใครจะสงสัยนักคำว่าวิเวกเอาความอยู่ก็บอกว่ามันระงับลงมันสงบเรียบร้อยดีมีแม่อันนี้ไม่ขาดแย้งกับหลักใหญ่หลักโตหลักเล็กหลักน้อยอะไรในการแย่งและคำว่าวิเวกมันหมายความว่าอย่างนั้นทีนี้มันสงบอันนี้แหละที่นี่ไปสัมพันธ์กับความอื่น คนอื่นลักษณะอื่นเข้าตั้งแต่กายวิเวกก็ได้พยายามทำความเข้าใจเน้นให้ฟังแล้วว่ากายะหมายความว่าองค์ประชุมนะแล้วเกี่ยวเข้ามาหาตัวเราไม่ได้รับหมายความว่าวิเวกที่ว่าสงบระงับแล้วองค์ประชุมแล้วเราไปหมายเอาข้างนอกที่ผิดทางเช่นว่ากายจะวิเวกก็เป็นหมายเอาตัวเราเอาตัวเราไปอยู่กับป่าแล้วก็ไปวิเวกเพราะป่ามันวิเวกแล้วเราก็เลยออกไปยึดอาวุธเหล่านี้ได้วิเวกแล้วเพราะป่านู้นมันวิเวกเอาอย่างนี้ไม่ใช่นะถ้าเราเองยังเดือดร้อนอยู่องค์ประชุมที่มาสวนเข้ามาหากายกรรมวจีกรรมถ้าเราไปอยู่ป่าเราก็ยังเดินพล่านเดือดร้อนดิ้นรนกายเราก็ไม่สงบจะนั่งก็ไม่สงบจะยืนก็ไม่สงบจะจงกลมเดินอยู่ก็ไม่สงบ จะบิณฑบาตก็ไม่สงบจะไปผู้เดียวก็ไม่สงบจะอยู่ในที่ลับในที่แจ้งอะไรเราก็ไม่สงบอย่างนี้ไม่เรียกว่ากายสงบกายวิเวกอยากจะยกตัวอย่างมาแล้วในบทนิเวศอันนั้นอย่างนี้เราไม่เรียกวิเวกแม้คุณจะนั่งอยู่ป่าก็ยังเดือดร้อนดิ้นรนอยู่อย่างนั้นมันไม่วิเวกหรอกอย่างนั้นไม่เรียกว่ากายวิเวกเสนาสนะวิเวกถ้าเกิดว่าเอาคำว่านิเวศน์แปลว่าสงบอันนั้นมันหมายถึงป่าเสนาสนะที่อยู่แห่งป่าเสนาสนะป่านั้นมันวิเวกไม่ใช่เราตัวเราไม่ได้เป็นกายเราถ้าจะตายอยู่ถ้าสติปัฏฐานพิจารณากายในกายข้างในก็คือต้องเข้าหาเราถ้านอกองค์ประชุมนอกมันก็ยังสำคัญมหาลัยอีกเหมือนกันถ้าเราอยู่ในองค์ประชุมป่า ปลาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประชุมที่เราอยู่ร่วมแล้วเราอยู่ในที่ป่านั้นบรรยากาศนั้นช่วยเราและเราเองเราก็วิเวกเย็นกายเย็นใจกิเลสไม่เกิดสงบระงับอยู่เราเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่าถ้าเป็นได้ก็เป็นวิเวกนะถ้าเป็นได้ก็ไปเรื่อยๆทีนี้วิเวกก็ได้อธิบายระลึกสูงขึ้นไปเป็นธรรมะชั้นสูงแล้วว่าแล้วเราจะติดล่ะเป็นสังสรรค์เราเห็นว่าเป็นสวรรค์เป็นวิมานเป็นที่ยึดเกาะคนหนึ่งติดอย่างนี้มันจะวิเวกไหมนี่เป็นการตีกลับไปแล้วในอัตราส่วนสูงเป็นกิเลสส่วนสูงเราไปติดไปยึดเป็นข้าราชการเป็นสังฆะเป็นสวรรค์เป็นวิมานเป็นแดนยึดแดนที่จะต้องอาศัยเสพอาศัยติดเลยจะพรากจะให้ห่างให้จาก ไม่ได้และเป็นบริเป็นความห่วงหาอาวรณ์เป็นความอาลัยเป็นความผิดยึดอย่างนี้เราไม่วิเวกและไม่มีเลขแล้วถ้ามีเลขต้องอิสระเสรีสงบระงับไม่ติดไม่ยึดไม่แท้ไม่นิ่งแล้วก็ไม่กระดกกระเด็นดีดผลักเมื่อยทั้งผลักใหม่รวมสรุปเขาแล้วไม่ต้องปรับไม่ต้องดูดเพราะฉะนั้นถ้าเรารู้แล้วว่าบรรยากาศอย่างนี้ก็ดีนี่เราเข้าใจมันเป็นความเข้าใจแล้วเออมันไม่มีอะไรมายุ่งมาเกี่ยวมารบกวนเนี่ยมันเป็นสัจจะอย่างหนึ่งว่ามันว่างดีนะสบายดีเบาดีง่ายดีสงบระงับดีแล้วก็เข้าใจอันนี้เป็นปันปันจะเสียนาสนังหมายความว่าจิตของเรานี่มันว่างจิตของเรามันสงบจิตของเรามันเป็น มันเป็นความสงบระงับแล้วก็ยินดีในแม้แต่องค์ประกอบความประชุมนอกกาโยมีป่านอกเป็นภายนอกประชุมอย่างนี้เออมันก็เป็นของมันมันก็สบายดีทีนี้เราเองเราจะไปพึ่งป่าอยู่ตลอดนิรันดร์ไม่ได้เราต้องพึ่งตนพระพุทธเจ้าต้องให้พึ่งมาพึ่งตนเพราะถ้าตนไม่อยู่ป่าล่ะใจเราทำวิกอย่างนี้ล่ะเราทำได้ไหมเราทำก็ลองฝึกดูสิเราไม่อยู่ป่าแต่เราอยู่สิ่งแวดล้อมที่มันเป็นสิ่งแวดล้อมองค์ประชุมที่ร้อนเร่าจุ้นจ้านด้วยตาด้วยหูด้วยจมูกด้วยลิ้นด้วยกายมันก็ไม่สงบมึงก็ยังที่ป่าหรอกแต่ใจของเราสงบเหมือนยังอยู่ที่ป่าได้ไหม มันมีฤทธิ์แรงต่อเราไหมถ้าเราเองเราก็สงบได้มีความมีอำนาจไม่สะดุ้งสะเทือนเป็นอันเณรชาเป็นความไม่หวั่นไหวตั้งมันกระทบก็รู้เท่าทันตาก็ดีลูกลูกกระทบมาทางตากระทบมาเป็นลูกหูกระทบมาเป็นเสียงจมูกลิ้นกายกระทบมาเป็นรสเป็นสัมผัสนอกพอไปถึงในที่มันเป็นสภาพต่อโยงต่อเนื่องเป็นสันติเพราะเหตุกระทบรูปต่างๆเพราะเหตุกระทบเสียงทางหูแล้วก็ยอมเป็นอิทัปปัจจยตาเป็นการเพราะเหตุนั้นจึงไปต่อที่จิตจิตเราก็เกิดอารมณ์ ไหวแปรปรวนหรือจิตเราก็สงบลงครับมั่นคงรู้เท่าทันของอันนี้เป็นอันนี้สภาพนี้เป็นอย่างนี้ของโลกในโลกแล้วเราก็เข้าใจเขามันจะร้อนก็คือร้อนมันจะไม่สงบน่าช่วยด้วยซ้ำเออคนนี้เขาใช้เสียงออกมาคนนี้เขาใช้รูปยั่วๆออกมาเออเขาไม่รู้เขาก็โยนๆแต่เราไม่ได้มีผลอะไรไปกับเขาเลยเขามุ่งหมายหรือไม่มุ่งหมายเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามก็เพื่อกระแสโลกมันก็ยังโล่งๆแต่งตัวเพื่อให้สวยเพื่อให้คนอื่นเขาดูสวยดูงามแล้วเกิดราคามก็เราก็ไม่ได้ไปสวยไปหลงไปเป็นราคะเป็นการตามเขาเขาพูดอันนี้กระทบกระแทกกระทั้นเพื่อให้เราโกรธให้เราเคืองให้เราพยาบาทอาฆาตโทสะ เราเองเราก็ไม่ถือเราเองเราก็วางเฉยอยู่รู้น้ำหนักของความกระแทกอันนั้นว่ามันมาจากคำกระแทกที่เขาปรุงเขาทำให้มันเร่าร้อนให้มันร้ายแรงเพื่อจะได้ทำให้เรากระเทือนหวั่นไหวเป็นไปไม่สงบไม่ระงับอยู่หรือไม่เฉยไม่ว่างไม่โปร่งอยู่ด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามเราก็ยังเป็นตัวเราที่เราก็ยังมีวิเวกมีความวางเฉยมีความสงบระงับมีความไม่สะเทือนเลือนลั่นแล้วจะเกิดปัญญารู้เท่าทันอย่างนั้นอันนี้เขาปรุงแรงและปรุงจัดๆปรุงยาแล้วปรุงหนัก บางทีปรุงเป็นร้ายด้วยเราก็รู้แต่ใจเราก็ยังคงสถิตเสถียรเป็นสภาวะด้วยเป็นสภาวะเหมือนกันก็อยู่ในที่ที่ว่างๆไม่มีอะไรกระทบกระแทกเหมือนกันเลยเออนั่นก็แสดงว่าเราเองยิ่งมีปัญญาและมีวิมุติยิ่งมีความสงบระงับแม้สิ่งแวดล้อมกาโยที่จัดจ้านความประชุมนอกที่มันรุมลานแรงร้ายถึงขั้นร้ายเราก็ยังทนได้โดยไม่ต้องทนน่ะไม่ต้องใช้พลังอำนาจอะไรมากดมันดันมาต่อมาสู้ไม่ต้องสู้เพราะว่าว่างสบายเพราะปัญญาของเราชัดเจนและอำนาจของพลังเจ เราก็กระแทกโดยไม่รู้ตัวก็ยังไม่เคลื่อนแม้ยิ่งรู้ตัวยิ่งมีปัญญาเข้าไปร่วมมันยิ่งรู้ชัดมันยิ่งไม่มีหวั่นไหวแปรปรวนตามเลยปัญญานี่ช่วยมากเลยมันรู้เท่าทันอย่างนี้มันเป็นญาณทัศนะวิเศษรู้ว่าในโลกโลกียจะมาทำร้ายเราจะมาต้องแกล้งเราให้เราหลงเราเลอะไปตามสติเราไม่ฟั่นเฟือนเราไม่วิปลาสแต่เราไม่ประหลาดเราไม่เปลี่ยนแปลงเรายังอยู่ดีเข้าใจสบายนี่เราก็วิเวกถึงข้างในจิตนะเพราะกายก็เกี่ยวข้องจิตจิตก็เกี่ยวข้องกับอุปธิคือเกี่ยวข้องกับความมีกิเลสกิเลสมันก็อยู่กับจิตนี่แหละกิเลสมันไม่ได้อยู่เป็นกลุ่มกับกายหรอกไอ้ความประชุมนอกนั้นมันก็เป็น เบาะรถหอมรสหวานสีสวยสีงามอะไรที่เขาสมมติกันเป็นภาษาเป็นความรู้สึกแล้วเขาก็เชื่อว่าเป็นอันหนึ่งหมายว่าสวยมันก็เรื่องของเขาเขาว่าสวยก็เรื่องของเค้าสมมุติบางทีเกลี้ยงๆสวยบางทีก็เลอะๆมีไอ้โน่นไอ้นี่ลายๆเพราะๆเข้าไปว่าสวยคุณก็สมุดกันทั้งนั้นแหละเออสะอาดสะอาดก็สวยหรือว่ามีลายหลายๆลายว่าสวยมันก็สมุดลงไปอย่างนี้เป็นต้นเพราะเรื่องต่างๆเหล่านี้โลกเขาถือกันยึดถือเราก็เข้าใจเท่าทันแล้วเราก็สบายเฉยสิ่งที่เป็นสารเกี่ยวกับชีวิตอะไรๆแค่ไหนที่เราเองเราเรารับมาใช้ชีวิตได้ก็พอแล้ว น้องนะเราจะทำงานกับเขาเราก็เข้าใจขนาดเข้าใจระดับลุงอันนี้ปรุงจากไปแรงไปกระเทือนมากนะอันนี้แล้วก็ลำบากคนหลายคนมันกระเทือนไปถึงจิตถึงใจซึ่งไม่เป็นไปด้วยดีมันเกิดจิตอึดอัดตราตรึงจนร้อนเราจะกลายเป็นผีหลอกประจำอยู่อย่างนี้อย่าเพิ่งไปกระทุ้งก็แทรกแล้วก็ให้มันปลาตึงแรงแต่คนก็ไปนั่งบางทีมันก็เดือดร้อนเกินไปหรือว่าอันนี้อะไรอร่อยเหลือเกินแม้มันสนุกรื่นเริงหน้าติดหน้ายึดหน้ารัดใจแล้วเราก็เอาไปกระแทกไปอาบไปพอกให้เขารับเขาไปสัมผัสก็ไปแล้วไปติดไปตามแล้วก็เป็นนอนกลึงตายเรื่องนี้เรื่องอื่นไม่เอาแล้วไม่คิดไม่ ฝันเรื่องอื่นแล้วถูกผูกมัดตราตรึงหลงไหลอยู่ก็อย่างนั้นอย่างนั้นมากเขาก็กลายเป็นคนเสื่อมไปแล้วแล้วก็ผูกมัดรัฐซึ่งสิ่งนั้นมากดูดไม่ใช่ผลักอย่างเมื่อกี้มันทุกข์ร้อนดิ้นรนแรงมันเดือดร้อนมันทนไม่ได้ทนไม่ไหวไอ้นั่นก็เป็นลักษณะของการผลักที่แรงเรารู้เท่าทันสิ่งสองมุมง่ายๆผลักกระดูกอย่างนี้ชัดๆเราก็ประมาณในโลกองค์ประกอบที่เขาประชุมกันขึ้นมาอย่างโน้นอย่างนี้ลีลาหรือว่าเรื่องราวจิตวิญญาณของมนุษย์สัมผัสอย่างนี้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้เราต้องคำนวณประมาณสิ่งนี้เป็นรถงามมากไปสิ่งนี้เป็นรถที่ทำให้จิตใจโทสะหรือดิ้นรนเดือดร้อนมากไป มันร้อนเรามันไม่สงบระงับเราประมาณเอามาใช้กับคนอย่างนี้เขารับไปแล้วเขาจะเกิดเพิ่มราคะเพิ่มโทรศัพท์สรุปลงง่ายๆมากไปหรือไม่ถ้ามากไปเราก็อย่าเพิ่งปรุงอย่าเพิ่งทำอย่าเพิ่งด่าลงไปมากนักขนาดที่จะประมาณตามกาละเทศะสถานะบุคคลเนี่ยมันมียากมันรู้ประมาณจำนวนได้ยากเราก็ต้องหัดประมาณจำนวนไปเรื่อยๆฟังคำฟังความรู้หลายๆคนช่วยกันหรือผู้รู้ผู้ที่ท่านฉลาดกว่าเราผู้ที่ท่านมีความสามารถความถูกต้องยิ่งกว่าเราก็ฟังฟังเสียงกันดูประมาณแล้วก็กระทำนะแล้วก็จะเกิดการรู้ต่อไป ศูนย์เรียนรู้อันนี้ขนาดประมาณนี้มีคุณค่าเท่านี้ใช้ประโยชน์ได้เท่านี้แรงไปหรืออ่อนไปขนาดนี้ขนาดนี้เราก็จะรู้เป็นปัญญาเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นมันไม่ใช่หมายความว่ามันตัดตวงกันเอามาง่ายๆแล้วก็ไปจะเอาภาษาตั้งค่าตั้งขนาดอะไรอะไรเอาไว้มันก็ไม่พอหรอกเพราะรายละเอียดที่ลึกซึ้งแล้วถึงขั้นจิตขั้นปรมัตถ์อาการทั้งหลายแหล่แล้วแยกเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นไปตั้งชื่อตั้งภาษาเป็นหน่วยวัดเอาไว้ไม่หวาดไหวหรอกอะไรอะไรก็จะใช้หน่วยวัดไปซะทั้งหมดแล้วก็จะวัดกันทุกอย่างเลยมีอารมณ์กิเลสขนาดนี้เรียกว่าอย่างนี้อาจจะไปใช้หน่วยตั้งเรียกว่าอย่างงี้อย่างงี้เท่านี้ค่าตัวนี้เท่านี้มันก็ไม่ไหว แต่ละอารมณ์ที่ผสมกับลักษณะต่างๆอีกเยอะแยะแล้วไปตั้งค่าใส่ไม่ไหวถ้าตั้งค่าคำกลางๆอ่ะแล้วมันก็แยกอารมณ์ไม่ได้เพราะแต่ละอารมณ์แต่ละอย่างแต่ละองค์ประชุมตั้งภาษาใส่เข้าไปหมดรกใหญ่เลยเลอะเทอะใหญ่เลยเป็นไปไม่รอดก็เราก็รู้โดยปริยายรู้โดยความหมายกว้างๆแล้วก็เอามาประมาณรู้อาการลิ้นชักนิมิตอุเทศรู้ว่าสิ่งสัมผัสนี้มาเราถูกรู้สิ่งนี้ถูกรู้เป็นอารมณ์จิตก็ตามเป็นการสัมผัสมาจนกระทั่งมาถึงจิตนั่นแหละเป็นปรมัตถ์เป็นอาการของจิตอีกด้วย 7% รูปคือสิ่งที่ถูกรู้แม้จะลึกซึ้งเข้าไปจนกระทั่งถึงรูปจนกระทั่งถึง อารมณ์ของจิตอารมณ์ของจิตในการที่ว่ามันเป็นอารมณ์นั้นที่เรารักเองเราเรียกว่านามอารมณ์อย่างนั้นที่เรารักเองขณะที่เรารักอยู่บนน้ำแล้วเรามีตัวปัญญาหรือมีตัวจิตอีกตัวนึงเสียศักดิ์สิทธิ์อีกตัวนึงเป็นปัญญาเจตสิกเข้าไปรู้อารมณ์นั้นปั๊บซ้อนลงไปเนี่ยไอ้ตัวอารมณ์ที่ถูกรู้ด้วยปัญญาเศรษฐกิจตัวที่ถูกรู้อารมณ์นั้นที่ถูกรู้ของเราเกิดจริงนะอารมณ์ของเราเกิดจริงและเราก็รู้ของเราเองนี่แหละจริงตัวที่เป็นตัวอารมณ์ที่เราถูกรู้นั้นน่ะตัวนั้นกลายเป็นรูปตัวปัญญาเจตสิกที่เข้าไปรู้ว่าอารมณ์นี้เป็นอย่างนี้นะแล้วเราก็มีธรรมะวิจัยวิเคราะห์ด้วยเลยพอรู้ด้วยปัญญาก็มีปัญญา มีปัญญาผลมีธรรมวิจัยวิเคราะห์เลยวิเคราะห์แยกว่ามันดีหรือชั่วอารมณ์นี้สมควรหรือไม่สมควรมีคำว่าวิจัยแล้วก็เกิดสัมมาทิฏฐิเกิดเห็นเกิดรู้ว่าอ้อแยกออกแล้วอันนี้เป็นมิจฉาอันนี้เป็นสัมมาที่มิจฉาเพราะว่าอารมณ์นี้มันไปเกี่ยวเนื่องถ้าเป็นคำพูดก็อออันนี้มันเป็นสภาพมิตรชาววาจาถ้ามันเป็นความนึกคิดก็อันนี้มันเป็นมิจฉาสังกัปปะถ้ามันเป็นการกระทำกับอออันนี้มันเป็นมิจฉากัมมันตะให้เป็นอาชีพการงานไปเลยอธิบายไปถึงกระทั่งรวมเยอะแยะก็อ๋ออันนี้เป็นมิจฉาอาชีพเพราะฉะนั้นเราอยากตอนนั้นเลยเราพยายามไปทางด้านสัมมาดีกว่าสติตั้งมั่นแล้วก็ สยามใช้แรงพยายามที่จะให้รถมิจฉาแนวโน้มที่จะมาสู่สัมมาเป็นอย่างไรเราก็ทำขึ้นทำให้มันสู่สัมมาว่าอย่างนี้เป็นไปเพื่อถ้ามิจฉาฉันกับปากก็เป็นไปเพื่อกามเป็นไปเพื่อพยาบาทเป็นไปเพื่อเบียดเบียนเขาอื่นหรือเบียดเบียนตนน่ะไม่เอาเอามาเป็นสัมมาแม่มันเป็นอาการไข้ยึดแรงพยาบาทผลักดันสูงก็ไม่เอาหรือแม้แต่ผลักดันนิดนึงก็เอานะอย่าผลักดันอย่าดูอย่าดึงอย่าไปให้มันกระทบกระเทือนเบียดเบียนร้ายแรงหรือว่าเดือดร้อนแก่คนอื่นหรือตนเองมากนักถ้าตนเองจะเดือดร้อนคนอื่นตนเองจะลำบากจะทุกข์แต่คนอื่นเขาไม่ทุกข์ก็อย่างนี้ยังเรียกว่าดีกว่าเราเองเราเสียสละ เราทนเอาเขาอื่นเขาสบายก็ยังดีอย่างนี้ก็เป็นลักษณะเสียสละหรือทานหรือจาคะก็เข้าหลักใหญ่ว่าคนเราต้องหัดเสียสละถ้าหากเอาแก่ตัวคนเราก็เห็นแก่ตัวสะสมความเห็นแก่ตัวเข้ามามันก็เป็นราคะโทสะโมหะเรามีธรรมะวิจัยเรามีสมาธิอย่างนี้แล้วก็เทียบกับองค์มากต่างๆตั้งแต่สังกัปปะสัมมาวาจาสัมมาสังกัปปะไปสมัครอมตะสัมมาอาชีวะและเราก็พยายามถูกต้องไหมมีสติถูกต้องไหมถ้าถูกต้องเราวัดแล้วว่าอันนี้เป็นสัมมานะอย่างนี้ถ้าเป็นการนึกคิดอย่างนี้เป็นคำพูดอย่างนี้เป็นการงานเป็นการงานประจำอยู่เป็นอาชีวะแล้วเราก็พยายามไปอย่าให้มันเข้าไปหามิจฉาชีพแม้ในรายละเอียดขององค์ของ ซักกระเป๋าวาจากัมมันตะอาชีวะเหล่านั้นมันไปตรวจดูองค์มากทั้งหมดแล้วมันไม่ไปทางมิจฉามันขึ้นมาหาสัมมาอย่างนี้ก็ดีสินะดีแล้วถูกตามความเห็นของคุณล่ะคุณจะประมาณคุณจะคำนวณคุณจะทำแค่ไหนของเราเองได้คุณก็ทำเอาตามภูมิรู้สัมมาทิฏฐิมันก็จะต้องมีปัญญาเป็นอินทรีย์ปัญญาผลมีทำเอาวิจัยมีสมาธิแล้วก็ประกอบกับองค์มรรคอย่างนี้เสมอมรรคทางค้าประกอบไล่เรียงถ้าเราทำได้ดีขึ้นรถละจางคล้ายขึ้นเรื่อยๆก็เป็นความเจริญเรื่อยๆเป็นสมาธิที่เจริญแม้จะยังไม่ถึงขั้นร้างอนุสัยอาสวะยังเป็น สารวัตรอยู่มันก็เป็นส่วนแห่งบุญเป็นการชำระได้ชำระเรื่อยเป็นผลแก่ขันคือรูปนามขันธ์ 5 ของเราสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นด้วยรูปก็สะอาดนามธรรมก็สะอาดกายะก็สะอาดจิตก็สะอาดอุปธิก็เรียนรู้มันก็ได้ล้างอุปธิล้างกิเลสอยู่เรื่อยๆเข้าหาความระงับความสงบความสะอาดมันเข้าจริงๆเข้ามาเรื่อยๆๆๆจนกระทั่งเราตามรู้ว่าไอ้นี่เป็นอนุสัยเป็นอัศวินพิเศษน้อยล้างไปจนกระทั่งถ้าไม่มีอาการอันนี้แล้วจิตตรวจลงเลยว่าโอ้ระงับสนิทว่างสบายอาจจะตรวจด้วยหลักต่างๆก็เป็นปัญญาอย่างแม่นมั่นอย่างเข้าใจเชื่อถือตนเองเห็นชัดเจนและวิจัยและว่ามี เรามีส่วน 2 ไหมไม่แล้วเป็นเอกแล้วมันมีหนึ่งเป็นเหตุอีกอันหนึ่งไม่มีกิเลสมี 2 ส่วนมากก็ส่วนที่ยังมีแวบๆเป็นอกุศลเป็นกิเลสเป็นส่วนเหลือเป็นอนุสัยเป็นอาสวะเป็นอ่อนๆเป็นอรูปเป็นรูปแล้วนี่ยังติดยึดจะปล่อยไม่หมดจนล้างไม่สะอาดเป็น 2 อยู่ถ้าเป็น 2 มันก็ยังไม่เป็นเอกถ้ามันเอกแล้ว ago แล้วหนึ่งแล้วสงบเป็นเลิศเป็นยอดแล้วเดี่ยวแล้ววิเวกแล้วประเสริฐแล้วสมบูรณ์แล้วแม้อาการกายเราเป็นอย่างนี้อยู่ใจเราก็วางสบายกิเลสก็ไม่มีไม่มีจริงๆเป็นเอกอุปสรรคเกลี้ยงจิตสะอาดกาโยก็พอเหมาะพอสมควรการประชุมเนี่ยขณะ เรากำลังพูดอย่างอาตมากำลังพูดขนาดนี้นี่ถือว่าเป็นคำพูดที่วิเวกไหมเป็นอุปปาโทหรือเปล่าเป็นคำพูดที่มันเป็นคำพูดร้ายร้ายคือไปใส่ร้ายคนนั้นไปใส่ร้ายคนนี้หรือว่าพาให้พวกคุณฟังแล้วคุณกลายเป็นคนร้ายกลายเป็นคนเลวลงต่ำลงชั่วลงไหมเสียงนี้อาจจะดังเสียงนี้อาจจะมีเน้นมีกระแทกมีน้ำเสียงลีลาเหมือนกับอารมณ์มีอารมณ์ว่าไม่เน้นนะนี่เหมือนกับคนกำลังโกรธแต่ที่จริงไม่ได้โกรธใจพูดทำแต่เขารู้ว่าเขาโกรธหรือไม่โกรธแต่เขาปรุงเป็นสังขารปรุงวจีสังขารปรุงกายกรรมยกมือยกไม้แสดงท่าทีออกท่านั้นท่านี้ขณะนี้กำลังเหมาะไหมเรียกว่าสัมมา อัสมานี้แปลว่าเหมาะควรแปลว่าพอดีจะเห็นได้ในมหาจัดตารีซึ่งก็โสดท่านซุ้มพอเวลาท่านสรุปลงแล้วท่านก็บอกว่ามันเหมาะสัมมาทิฏฐิก็พอเหมาะได้สัมมาสังกัปปะก็พอเหมาะสมสัมมาวาจาก็พอเหมาะสมมากกัมมันตะก็พอเหมาะคำว่าบอกคำนี้ได้เน้นให้ฟังแล้วว่ามันเป็นคำแปลที่ดูเข้าทีและดูดีกว่าคำว่าชอบสมาธิก็ชอบวาจาชอบสังกัปปะความดำริชอบวาจาชอบการงานชอบคำว่าชอบเนี่ยเป็นภาษาไทยที่เราเห็นว่ามันเป็นความดีและดีเราควรจะยินดีในสิ่งนี้แล้วก็เลยบอกว่าเราชอบใจคำว่าชอบและกลายเป็นดึงดูดซึ่งควรจะมีควรจะเป็นแล้วก็เป็นแนวโน้ม ให้ให้รู้ว่าดีเนี่ยเราควรชอบควรรับเอาไว้ก่อนก็จริงแต่พอเวลามาชั้นสูงในขั้นคลายหน่ายในขั้นกลางแล้วเรารู้ว่ามันเป็นความพอเหมาะพอควรเท่านั้นและเหมาะที่จะอาศัยเราอยากมีจิตแม่อารมณ์ชอบหรืออารมณ์อารามมาตาอารมณ์ยินดีดูดดื่มอย่างนี้มันเป็นชั้นสูงและเป็นอุปกิเลสแล้วถ้าเรามีไม่ดีอย่างนี้เราก็ต้องรู้ขั้นตอนมันจะใช้หยาบๆว่าชอบยินดีเป็นภาษาต้นๆตึงๆก็พอได้พอมาถึงขั้นสูงขั้นละเอียดแล้วในขั้นอุปกิเลสเป็นขั้นอารามมาตาเป็นขั้นที่ตรวจแล้วว่าต้องรู้นะในขั้นปรมัตถ์ขั้นนี้แล้วถ้าขืนมีอาการอย่างนี้อารมณ์อย่างนี้อยู่ไม่กี่วันแม่ ชอบหรือไม่ยินดีดูดดึงยินดีคำนี้บอกแล้วว่าเป็นแปลเป็นกิเลสก็ได้แปลว่าเป็นการเพียงรู้ดีเห็นดีถ้าใช้ทวารหูก็ว่าได้ยินดีตัดสั้นหน่อยก็ได้ยินดีก็ไม่ได้ยินแล้วดีแค่นั้นก็ได้หรือว่าเห็นได้เห็นแล้วดีก็ดีได้รู้แล้วดีคำว่าเรารู้แล้วว่าดีและเหมาะและควรแล้วแล้วเราก็ไม่ได้ดูดดึงความดีหรือความควรนี้เราก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องสภาวะธรรมเพราะว่าภาษานี่มันหยาบสภาวะธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งของสภาวะขั้นสูงแล้วไม่มีภาษาเรียกมากมายบัญญัติชื่อใส่ไม่ไหวก็อาศัยภาษาหยาบข้างนอกไปแทนแต่เราต้องรู้ค่าของมันว่านี่มัน รายละเอียดแล้วนะค่าของมันนี่ลึกซึ้งแล้วนะเกินฉันเกินรอบที่เราพูดด้วยภาษาหยาบนี่แล้วแล้วเราก็จะต้องตรวจตาของเราเองเพราะแม้แต่องค์ประชุมต่างๆที่เราเป็นอยู่ในองค์มักกะมีหลักฐานให้เราตรวจสอบว่าช้าเป็นประมาณอย่างนี้สัมมาเป็นประมาณอย่างนี้แล้วเราก็ดูประมาณวาจาตายและความคิดนึกคำกิริยาที่เราเป็นอยู่แล้วถ้าเกิดว่าเราเองเราทดสอบกับงานการกิจกรรมขณะที่เราฟังธรรมเราก็พอเหมาะกับกิจกรรมเรานั่งฟังสงบขนาดนี้พออันใดที่มันเป็นสภาพที่ดีเราเกิดฟังแล้วก็เกิดปัญญาหรือว่าเกิดตัวผล สูงถึงขั้นจิตสัมผัสจิตธรรมศาสตร์จิตธรรมศักดิ์พระศรีพระติก็ถึงขั้นฟังแล้วก็ไม่ให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาเชื่อมั่นเลื่อมใสเห็นดีเลื่อมใสก็หมายความว่าชัดเจนคำว่าเลื่อมใสนี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน