250406-3-185 ทางเอกภาค3-ตอน185(หน้า358)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันที่ 6 เมษายนพุทธศักราช 2525 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกพึงมีธรรมวิทย์ใจหนุ่มมีสติรู้ตัวถูกพร้อมเรามีธรรมวิจัยจิตใจให้เห็นความจริงแน่ชัดถึงความสงบกับความเบิกบานแจ่มใสเราสงบอยู่ไม่ใช่เราหม่นหมองไม่ใช่เราห่อเหี่ยวเดียวดายอ้างว้างเพราะสงบ สงบจากกิเลสราคะโทสะโมหะไม่มีจิตเห็นแก่ตัวแต่เราก็ยังแข็งแรงเรายังแคล่วคล่องว่องไวไม่ใช่ฉวยชาไม่ใช่เมืองหงอยแต่เราเบิกบานแจ่มใสเราเบิกบานร่าเริงแต่ไม่ใช่ราคาไม่ใช่ปัญหาแต่เราเบิกบานร่าเริงซึ่งเป็นจุดเป้าหมายของพุทธเรารู้เราตื่นแต่เบิกบานร่าเริงเรารู้ชัดเจนที่ราคะโทสะโมหะอย่างอยากปรางแม้แต่ละเอียดเราพยายาม ความรู้และไม่มีทำออกค่ากิเลสเหล่านั้นนั่นคือสงบส่วนจะเบิกบานร่าเริงอยู่ในที่พอสมเหมาะสมควรตามอากัปกิริยาอันพึงพอประมาณนั่นคือความพอดีคือความพอเหมาะคือสัมมาถ้าผู้ใดมีธรรมะวิจัยประมาณถูกต้องแล้วผู้นั้นย่อมได้ความสุขต้องย่อมด้วยความพอเหมาะพอดีสมบูรณ์ได้เรียนกันอีกนานตอนนี้เรา โรงเรียนอยู่ในบทเรียนทางเอกที่จริงไปถึงหน้า 360 นู่นแล้วแต่ว่าจะขอทวนทบทวนมาหน้า 358 เรามาตั้งใจฟังพยายามทำขณะทุกขณะให้มันได้คุณค่าให้ได้ประโยชน์ตื่นก็ตื่นมาแล้วตั้งใจก็ตั้งใจแล้วเราจะมาทำสิ่งที่มันเจริญขึ้นไม่ใช่ตื่นก็ตื่นมาแล้วเสร็จแล้วก็มาทำซ้อนลงไปอีกว่า แม่ลงไปเก่าๆมันก็เลยขาดทุน 2 ซ้อนเราพยายามรู้กุศลอกุศลให้ชัดแล้วเราก็ตั้งใจทำดีมันก็อยู่ที่กำบังทำเป็นของเราเราทำดีดีก็ขึ้นมามันก็ประพฤติปฏิบัติหัดลงไปงั้นแหละเราไม่รู้หรอกว่าเราเกิดกันมากี่ชาติสำหรับผู้ที่ไม่รู้แต่เราเกิดมาแล้วเราก็ได้มาค่อยสั่งสมสั่งสมลงไปในวิญญาณนี่มันสั่งสมเหลือเกินนานนับชาติอย่างท่านพูดเอาไว้ในตำนานนี้มาเกิดเป็นลิง 500 ชาติอย่างนี้มันสั่งสมเหลือเกินแล้วนะ เกิดเป็นลิง 500 ช
อ่านต่อ
าติเกิดเป็นสัตว์เนื้อ 500 ชาติหรือเกิดนั่นแหละมันไม่ใช่ 500 ชาติเป็นหมื่นชาติก็มีแล้วก็ฟังแต่ตัวเลขแล้วมันก็จริงทุกอย่างมันสั่งสมอย่างนั้นแหละเป็นตัวเลขไม่ใช่ 500 ไม่ใช่หมื่นเหมือนมากกว่านั้นเราก็ได้สั่งสมมันเป็นความเคยชินเป็นสภาพที่มันลงร่องนั้นอย่างนั้นมันนานนักหนาแล้วเราอยู่กับหมู่คนหมู่บ้านชนมันก็พาเราลากจูงไปอย่างนั้นเป็นไปตามร่องรอยอย่างนั้นกว่าจะมีอริยะมีปราชญ์ที่ท่านพาพัฒนาพากลับพาแก้มันไม่ใช่ง่ายเพราะการแก้กลับมันจึงเป็น การแก้ที่จะต้องแข็งแรงอดทนสังวรสำรวมเมื่อเราใช้ปัญญาเรายังมีปัญญาดีขึ้นมาแล้วเราก็เทียบเคียงกันให้ดีให้ชัดเจนใช้ปัญญาให้เป็นประโยชน์แก่ตนเมื่อแน่ใจว่านี่เป็นกุศลนี้เป็นดีมีคนกว่าแล้วก็แก้กลับแล้วก็พยายามที่จะเสพคุณทำให้มันเป็นไปตามที่เรารู้แล้วนี่แหละมันไม่ง่ายมันแก้กลับจากที่เราเองเราเคยทำมาไม่รู้กี่ชาติดังที่กล่าวแล้วเพราะมันเพิ่งมารู้ชาตินี้ก็ได้รู้ว่าสองสามชาติก็ยังเพิ่งแก้ 2-3 ชาติรู้มา 5 ชาติก็เพิ่งแก้ 5 ชาติรู้มา 10 ลูกกุญแจสิบชาติเก่าแก่มันมากกว่านั้นเพราะเรายังไม่รู้สังสารวัฏต่างๆความเสื่อมโยงความสืบต่อเมื่อเราไม่รู้ก็บอกให้แล้วก็ร้องรู้ตัวเองดูว่าตัวเองแก้อันนี้มันยากยิ่งรู้ว่าตัวเองแก้ยากก็นั่นแหละเรายิ่งเพิ่งจะพบเพิ่งจะมีบารมีเพิ่งจะได้กระทำวันนี้มายังไม่มายังไม่พอเพียงพระพุทธเจ้าจึงสุดท้ายเมื่อเรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วเราก็ต้องทำให้มากพระพุทธเจ้าต้องให้แก้ทำให้มากนักไม่มีอื่นหรอกต้องเพียรพยายามเมื่อเรารู้อันนี้เป็นโทษเป็นภัยแล้ว เราก็พยายามที่จะทำออกนิสสรณะท่านสอนหลักสุดท้ายวันนี้เป็นเรื่องของรสนิยมโลกเราเข้าใจแล้วเราจะออกจากโลกเราจะไม่เอาอย่างรสนิยมโลกเราก็เห็นโทษเห็นภัยมันให้ได้มีอัสสาทะอาทีนวะนิรันนะมี 3 ตัวชัดๆเลยแล้วก็ต้องทำให้มากทำยังไงก็ทำนิสัยนะทำออกสลัดออกเปลี่ยนออก 1 เรารู้ตัวมันจริงว่าเป็นรสนิยมโลกเราจะไม่เอาเราจะหลุดพ้นเราจะทิ้งอย่างนี้เป็นรสนิยมที่มันติดเป็นเศษมันมีกิเลสเราก็เอาออก หาโทษหาภัยมัน 1 สลัดออกจริงๆอีกหนึ่งหรือว่ามันจะกดจะข่มจะเปลี่ยนออกด้วยวิธีใดๆก็ตามแต่เราจะต้องมีของเราของใครของมันพยายามทำอย่างนี้ได้ดีทำเอาเป็นสภาพนิสสันคณะทำให้มากทำเสมอจุดใดเป็นสักกายะของเราจุดไหนเป็นตัวที่นี่แหละมันเล่นงานเราเราก็ทำมันแค่กลับการแก้กลับเราเคยได้ยินสำนวนในพระไตรปิฎกบ่อยๆการแก้กลับทำให้มันเป็นไปตามที่เรารู้ด้วยปัญญาแล้วเราไม่ได้ทำงมงายมีเหตุผลเสมอทำแล้วดีขึ้นไหมดีขึ้นนี่คือดีอะไรบ้างมันจะเกิดปัญญาอธิปัญญา ลึกซึ้งที่แปลว่าของมันดีดีอย่างนี้จึงไม่ใช่เดาเอาไม่ใช่คะแนนด้วยเหตุผลแต่ว่ามันได้จริงมันดีด้วยเหตุผลนั้นมีคุณค่าอย่างนี้เราจะเป็นผู้ประสบด้วยความเป็นอยู่ของเราเราจะเห็นด้วยปัญญาปัญญามันไม่เคยเข้าใจอ๋อมันดีอย่างนี้เองดีแล้วมันก็สอดคล้องกันทั้งทฤษฎีทั้งคำกล่าวที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ลึกซึ้งซับซ้อนเผินๆก็อย่างหนึ่งลึกซึ้งซับซ้อนก็อีกอย่างหนึ่งถ้าสมมุติว่าเราเข้าใจแค่เผลอเราดูลึกซึ้งซับซ้อนบนคานแย้งแต่พอเรารู้ถึงที่แล้วเราจะเห็นว่าเมื่อเราได้อย่างลึกแล้วเราจะดูอย่างอื่นนี่เป็นสภาพที่สอดคล้อง สอดคล้องอย่างตื้นก็เป็นอย่างนั้นอย่างลึกซึ้งเป็นอย่างนี้พวกเธอนี่มองพวกลึกเป็นค้านแย้งพวกลึกจะมองเห็นพวกตื่นเป็นสภาพสอดคล้องได้เราสังเกตดีๆเหอะเหอะสังเกตดีๆแล้วเราก็จะเข้าใจเราจะรู้หมดปัญญาแล้วลึกซึ้งเราจะเห็นจริงปัญญาไม่ใช่คิดนึกว่าคิดนึกบางทีก็ยังเห็นได้บ้างแต่ยิ่งเป็นจริงแล้วลงตัวลงสภาพเป็นจริงแล้วเราจะเห็นเด่นชัดเห็นจริงๆเลยอย่างเรากำลังเรียนขนาดนี้เราเรียนนิเวศน์นิเวศน์แปลโดยภาษาไทยแปลว่าสงบเราจะรู้เลยว่าคำว่าสงบคำว่าสงบคืออะไรเราเข้าใจตื้นๆ คนมีความเข้าใจเผินๆตื้นๆก็สงบก็คือหยุดคือนิ่งแล้วเขาก็กลายเป็นเลยเถิดนิ่งไม่มีอิริยาบถเสื่อมเซ่อไปเลยแล้วก็ไอ้เสื่อมซื่อคนที่มีปัญญาสูงก็รู้อยู่แล้วซึ่งเซ่อนิ่งไม่มีอิริยาบถในคนมันก็เป็นต่อมาเป็นก้อนหินไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรและใช้เหตุผลแค่นั้นเราก็จะรู้มีปัญญาคนมีปัญญาหน่อยก็พอเข้าใจยิ่งเรามาประพฤติปฏิบัติแล้วเราเข้าใจคำว่าสงบหรือวิเวกซึ่งมันไม่ได้แปลซื่อๆอย่างงั้นเท่านั้นมันสงบภายนอกสงบภายในสงบจากกิเลสออกไปอีกว่ายิ่งกิเลสมันหมดไปแล้วเราก็จะรู้ว่าเราเองเรามีเจตนาดีเรามีความ สร้างสรรค์เรามีความเสียสละเราสงบจากความโลภสงบจากความเห็นแก่ตัวความโกรธความเคืองความอาฆาตมาดร้ายสงบไปแล้วมันมีแต่การสร้างสรรค์ซึ่งมันซ้อนลงไปแทนที่จะเป็นสงบแล้วก็นิ่งๆมันไม่นิ่งมันยิ่งเข้าคล่องว่องไวมีปฏิกิริยามีบทบาทมีการงานที่ดีสร้างสรรค์และก็ไม่โลภโมโทสันอะไรไว้ไม่ได้ทำเพราะความอาฆาตมาดร้ายแต่เขาทำเพื่อความเข้าใจไม่ได้โลภในตนให้ตัวไม่มีความเห็นแก่ตัวรู้ความเหมาะความควรจะทำอะไรต่ออะไรขึ้นสร้างสรรค์ขึ้นเป็นประโยชน์คุณค่าเราสงบแต่เราก็มีเสียง เราก็มีกิริยาท่าทีเราก็มีบทบาทแล้วก็มีการงานซึ่งเป็นสภาพที่เจริญเราจะรู้ซ้อนนี้เป็นต้นและคำความที่ผู้ที่แปลนๆแปลให้เห็นเบื้องต้นง่ายๆจนกระทั่งสูงขึ้นมีความหมายที่สูงขึ้นแล้วก็ได้ผ่านมาแล้วเราทบทวนดูในหน้า 358 จะอ่านตั้งแต่พระสูตรที่ยกตัวอย่างขึ้นมาแล้วก็จะขยายความต่อเรื่อยไปถึงหน้า 6 360 ไปโน่นน่ะในบทที่อ่านว่าศูนย์นี้จะอ่านไปเฉยๆไม่ไม่อธิบายเพราะว่าเราได้ผ่านผ่านไปแล้วได้อธิบายสอนไปแล้วแต่ตอนนี้จะอ่านผ่านเพื่อทบทวนแล้วเดี๋ยว อธิบายตอนหลังปวดหลังไปลองอ่านดูบทที่ว่าด้วยคำอธิบายกายวิเวกจิตวิเวกอุปธิวิเวกคลิปแปลเป็นไทยไว้ทั้งหมดในพระไตรปิฎกสำนวนฉบับหลวงเลยก็จงลองสังเกตดูดีๆชื่อว่าวิเวกในคำว่าผู้สงัดมีสันติบทแสวงหาคุณใหญ่ดังนี้วิเวกมี 3 อย่างคือกายวิเวก 1 จิตวิทยาอุปธิวิเวก 1 กันยายนวิเศษเป็นทนายภิกษุใน วินัยนี้ย่อมสร้างเสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าโคนไม้ภูเขาซอกถ้ำป่าช้าป่าช้าที่แจ้งรอมฟางและเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่เธอเดินผู้เดียวยืนผู้เดียวนั่งผู้เดียวนอนผู้เดียวเข้าสู่บ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียวกลับผู้เดียวนั่งในที่หลีกเล่นผู้เดียวอธิษฐานจงกลมผู้เดียวผู้เดียวเที่ยวไปยับยั้งอยู่ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นไปรักษาบำรุงเยียวยามีชื่อว่ากายวิเวกณสำนวนแปลสำนวนแปลของผู้ที่ท่านเข้าใจอย่างนั้นแล้วท่านก็แปลว่าอย่างนั้นจิตวิเวกเป็นไฉนภิกษุบรรลุปฐมฌานมีจิตสงัดจากนิวรณ์บรรลุทุติยฌานมีจิตสงัดจากวิตกวิจารณ์บรรลุตติยฌานมีจิตสงัดจากปิติบรรลุจตุตถฌานมีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนะฌานมีจิตสงัดจากรูปเป็นสัญญาปฏิกะสัญญาและนามนับตะสัญญาบรรลุวิญญาณัญจายตนะฌานมีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนะสัญญาบรรลุอากิญจัญญายตนะฌานมีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนะสัญญาบรรลุ Never สัญญาณมีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนะสัญญา แมวเล็บเมื่อภิกษุนั้นเป็นพระโสดาบันมีจิตสงัดจากศักยะทิฐิวิจิกิจฉาศิลปะปรามาสทิศฐานุใสวิจิกิจฉานิสัยและจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสัตว์กายและจิตเป็นต้นนั้นจะเป็นพฤติกรรมมีมีจิตสงัดจากกามราคะสังโยชน์กามราคะนิสัยปฏิการนิสัยอย่างๆๆที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคะสังโยชน์เป็นต้นนั้น เป็นพระอนาคามีมีจิตสงัดจากกามราคะสังโยชน์ปฏิกะสังโยชน์กามราคานุสัยปฏิฆานุสัยอย่างละเอียดละเอียดและจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคะสังโยชน์เป็นต้นนั้นเป็นพระอรหันต์วิจิตรสงัดจากรูปราคะอรูปราคะมานะอุทธัจอวิชชามานานุสัยภวังค์ราคานิสัยอภิชานิสัยกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับครูราคะเป็นต้นนั้นและ จากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอกมีชื่อว่าจิตวิเวกอุปธิวิเวกเป็นไฉนกิเลสก็ดีขันก็ดีอภิสังขารก็ดีเรียกว่าอุปธิอมตะนิพพานเรียกว่าอุปธิวิเวกได้แก่ทำเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวงเป็นที่สละคืนเป็นที่สิ้นตัณหาเป็นที่สำรองปัญหาเป็นที่ดับตัณหาแผนที่ออกไปจากตัณหาเครื่องร้อยรัดมีชื่อว่าอุปธิวิเวก วงเล็บเปิดถ้าได้อ่านตัวภาษาบาลีประกอบด้วยเลยก็ยิ่งจะทำให้มีหลักฐานและเข้าใจง่ายขึ้นอีกทีเดียวแต่ในที่นี้จะไม่นำมาลอกลงไว้ล่ะผู้สนใจโปรดค้นหาอ่านเอาเองในพระไตรปิฎกเถิดจากสูตรต่างๆและหรือจากตัววัดตะกละสุตตะนิตเทสะที่ 14 มีเทศน์นั่นเองคุณต้องการในการมาหาวัดข้อ 7 ร้อยเอ็ดพระบาลีในหมวดกายจะวิเวกแรกพออ่านพบที่ท่านกล่าวถึงสถานที่วิเวกต่างๆอันได้แก่ปลาโคนไม้ภูเขา ป่าช้าละไว้ปริญญาใหญ่เป็นต้นนั้นบางคนอาจจะเข้าใจตีขุมเอาตึงๆง่ายๆตามความเชื่อเดิมๆแบบฤาษีดาบสดังกล่าวแล้วว่าพระพุทธเจ้าจะให้ไปปฏิบัติแต่ในป่าในเขาในถ้ำพยานใหญ่ก็อย่าเพิ่งเลยเถิดคิดเหมาเอาอย่างนั้นเพียงผิวเผินเป็นอันขาดพระพุทธองค์ทรงเน้นการอยู่ป่าอยู่โคนไม้พยานใหญ่แก่พระโยคาวจรก็จริงก็เป็นเรื่องของกาละเทศะและฐานะโอกาสอันควรอันเหมาะสมของแต่ละคนแต่ละคราวซึ่ง ก็ได้อธิบายมามากแล้วเช่นกันแล้วก็มิใช่จะให้ติดป่าหรือหลงป่าหลงโคนไม้พญาใหญ่แต่เป็นการยืนยันว่าแม้จะอยู่ถึงในป่าอยู่แม้กับโคนไม้พยานใหญ่อันมนุษย์ปุถุชนทั่วไปไม่ได้เป็นอยู่กับสถานที่อย่างนี้เป็นปกตินั่นน่ะกายเรายังวิเวกได้จริงอยู่หรือแม้จะอยู่อย่างนั้นกายเรายังวิเวกได้กินอยู่หรือทั้งไม่ตื่นหรือทั้งไม่ติดใช้คำสองคำไม่ตื่นทั้งไม่ตื่นตื่นเต้นตื่นกลัวหรือทั้งไม่ติด แน่นะและทั้งไม่ทุกข์ด้วยแง่อื่นๆอีกเช่นต้องป่วยไข้เพราะอยู่สถานที่นั้นวงเล็บเปิดซึ่งนั่นก็คือกายไม่วิเวกขั้นหนักแล้ววงเล็บปิดหรือไม่หลงสุขด้วยแง่อื่นๆอีกเช่นต้องป่วยไข้เพราะจากสถานเพราะจากฉันต้องป่วยไข้เพราะจากสถานที่นั้นจากรูปภาพวงเล็บเปิดซึ่งก็คือกายไม่วิเศษขั้นหนักเช่นกันวงเล็บปิดเป็นต้นและอีกเรื่องก็คำว่าผู้เดียวทั้งหลายนั่นน่ะโบราณ ตาท่านแปลมาจากคำว่า ago ซึ่งก็เป็นความเห็นแตกต่างกันกับที่เราเห็นก็ได้วิเคราะห์ให้ฟังซึ่งเพิ่งผ่านมาเมื่อกี้นั่นเองหากจะวิเคราะห์ต่ออีกสักนิดก็ยิ่งจะเข้าใจชัดแจ้งยิ่งขึ้นคือเมื่อผู้ใดได้อ่านดูสำนวนแปลของโบราณอาจารย์ที่มันขาดความว่าผู้เดียวผู้เดียวผู้เดียวผู้เดียวผู้เดียวนั่นแล้วใครรู้สึกบ้างไหมเอ่ยว่ามันโดดเดี่ยวเดียวดายและเปล่าเปลี่ยวและเปลี่ยวเปล่าจนเหงาหงอยเสียเหลือเกินมันไม่มีท่าว่าจะเบิกบานแจ่มใสรู้ตื่น ในวงเล็บเป็นพุทธะหรือเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชนเพื่อความสุขแก่มหาชนวงเล็บเปิดเป็นธรรมะอันเป็นคุณเป็นประโยชน์วงเล็บปิดกันท่าไหนเลยมันรู้สึกว่าจะหมดสงครามแล้วหนอเพราะตลอดกายกรรมที่กล่าวมาซึ่งตามด้วยคำว่าผู้เดียวผู้เดียวผู้เดียวผู้เดียวนั้นน่ะมันดูเหมือนหมดสังฆกรรมเสียแล้วหนอสิ้นสังกัดแต่ติดในวงเล็บสืบต่อติดต่อสิ้นสัง อัตตะในเว็บการติดต่อการรวมกันเสียแล้วหนอเอาซะจริงๆมันออกจะเป็นเชิงตัดช่องน้อยแต่พอตัวจนเห็นสภาพเห็นแก่ตัวเด่นชัดเหลือเกินเมื่ออ่านความเป็นผู้เดียวในอนุศาสนีนี้พระธรรมของพระพุทธองค์จะชี้ชวนให้ไปสู่ความเป็นเช่นไรกันแน่ลองทำความรู้สึกแม้ต่อภาษาหนังสือและทำความเข้าใจแม้กับความหมายอันควรถูกแท้แม่นตรงกันดีๆเทอญถ้าจะไม่แปลว่าผู้เดียวแต่แปลว่าเป็นเอก หรือโดยอรรถสาระความหมายความว่าความเป็นสภาพดีที่สุดที่จะเป็นไปได้ไปให้ได้อย่างยิ่งยอดนี้ดูจะถูกต้องกว่าไหมขอให้สังเกตคำอธิบายในหมวดจิตสังขารทวนต่อไปอีกนิดเถิดว่าการสงัดจากขั้นตอนต่างๆดังคำอธิบายไว้อย่างมีระดับนั้นก็ล้วนคือความสงัดหรือความเป็นเอกขึ้นๆและความเป็นเอกขึ้นเอกขึ้นตามลำดับตามลำดับใช่หรือไม่และนั่นคือความเป็นสภาพวิเวกยิ่งๆขึ้นใช่ไหมอีกอันหนึ่งคำว่า หุ่นเดียวคนเดียวที่ชอบแปลกันจากรากศัพท์คำว่าเอกนี้ก็อยากจะให้ค้นคว้าทำความเข้าใจกันดีๆอย่างน้อยจากเถนามาสูตรสุตตันตะเป็นดอกสุดานิทานวรรคพระพุทธองค์ก็ทรงยืนยันย้ำความเข้าใจให้แก่พระเถระอย่างชัดแจ้งว่าคำว่าผู้เดียวอยู่คนเดียวในเว็บ ago เอกกับวิหารีนี้มันมีนัยยะพิสดารกว่าด้วยประการใดจงทำไว้ในใจให้ดีในประการนั้นในที่นี้ก็ขอยกคำตรัสของพระบรมศาสดา คอร์ด 721 ในเถรนำมาสู่ที่ทรงสรุปไว้ชัดเจนว่าเราย่อมเรียกนรชนผู้ครอบงำขันอายตนะธาตุและไตรภพทั้งหมดได้ผู้รู้ทุกอย่างผู้มีปัญญาดีผู้ไม่ 8 เปื้อนในธรรมทั้งปวงผู้ละสิ่งทั้งปวงเสียได้ผู้หลุดพ้นในพระนิพพานเป็นที่สิ้นตัณหาว่าเป็นผู้มีปกติอยู่คนเดียวดังนี้คำว่าผู้เดียวเป็นอยู่คนเดียวหรือ ago ago นี้ จึงต้องสัมพันธ์กับคำว่าวิเวกหรือวิบอกว่าบวกเอกกันจริงๆไม่ใช่โดดเดี่ยวแน่ๆกายอย่าวิเวกจึงขอสรุปช่วงนี้ซึ่งได้สอนวิเคราะห์ไว้พอสมควรแล้วแค่นี้ก่อนนั่นคือพยายามที่จะชี้เน้นให้เห็นความหมายต่างๆที่ผู้ที่เข้าใจตื้นๆแล้วก็เวลาเราเข้ามาชั้นลึกแล้วเราจะเห็นได้ว่าคนเข้าใจอย่างใดก็ทำอย่างนั้นแม้แต่ในสูตรเถระนี้ถ้าจะแปลคำว่า ago อันนี้หรือเอกวิหารที่บอกว่ามีผู้มีปกติอยู่คนเดียวดังนี้เราจะไม่ แปลว่ามีปกติอยู่คนเดียวตามภาษาบาลีที่บอกว่าเอกวิหารีเราจะแปลว่าผู้มีปกติอยู่อย่างเป็นเอกหรืออยู่อย่างเป็นยอดแล้วเราก็แปลได้เพราะว่าคำเอโกะมันก็คำแปลว่าเป็นเอกเป็นยอดแต่ทีนี้ท่านแปลตามภูมิปัญญาท่านบอกว่าผู้มีปกติอยู่คนเดียวนี่คนเข้าใจก็เข้าใจไปเลยว่าคนไหนอยู่คนเดียวได้เป็นผู้มีปกติอยู่คนเดียวได้ก็ตีกลับเลยว่าพอคุณนั้นจะคือผู้ที่ได้ครอบงำอายตนะครอบงำทาสได้ครอบงำไตรภพแล้วแต่ท่านเองไม่ได้ครอบงำไตรภพนะท่านไปอยู่ในภพน้อยนิดเดียวถ้าอยู่ไตรภพไม่ได้เป็นผู้รู้ทุกทุกอย่าง จะไม่รู้ทุกๆอย่างถ้าคนที่หนีไปอย่างนั้นทุกข์อย่าใหญ่ทุกหยาบทุกสัมผัสสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายจะไม่ฉลาดคนที่ไปอยู่ผู้เดียวเพราะท่านจะไม่เข้าใจอย่างนี้ถ้าจะเข้าใจว่าอ๋อพอเวลาไปอยู่ผู้เดียวแล้วมันก็ไม่ทุกข์อะไรเข้าใจอย่างนั้นได้เหมือนกันเราก็ไม่ทุกข์อะไรเราไม่ยุ่งอะไรมันก็สบายเพราะฉะนั้นความว่าพวกนี้ปกติอยู่คนเดียวเนี่ยโอ๊ยดีจริงๆมันเห็นได้อย่างนั้นจริงๆเหมือนกันนะสำหรับผู้เห็นฟังดีๆทีนี้ผู้ใดที่เหนือขึ้นมาสิสามารถอยู่ผู้เดียวเราก็อยู่ได้เราเข้าใจเหมือนอย่างเขาเข้าใจก็ไม่ทุกข์ได้แม้เราอยู่กับหลายคนที่นี่เป็นนรชนผู้ครอบงำขันขันธ์ 5 เราอยู่เหนือขันธ์ 5 เลยเราดูว่ารูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณในครอบงำหมายความว่าเราสามารถที่จะคือว่าคมได้ครอบงำนิคมกำหนดอยู่เหนือเรียกว่าสามารถเด่นกว่าเหนือกว่าสามารถปกครองสามารถครอบงำสามารถบังคับสิ่งนั้นอยู่ใต้อำนาจทำให้อันนั้นต้องอยู่ใต้อำนาจครอบงำที่จริงมันเป็นจริงนะเมื่อเราเป็นแล้วมันก็เป็นเราครอบงำขันครอบงำอายตนะเออซึ่งก็เคยได้รับภาษาถูกว่าเมื่อมันเป็นแล้วมันเป็นโดยที่เรียกว่าเราไม่เจตนา เราเคยว่าอะไรภาษาอังกฤษเขาใช้ว่าเราว่า dominate มันครอบงำมันอยู่เหนืออำนาจมันเป็นอำนาจถิ่นเหนืออันนั้นมันเป็นได้เลยนะมันทรชนผู้ครอบงำขันอายตนะภาพวาดรูปนามขันธ์ 5 ของเราขันของเราขันธ์ 5 ของเราเราเองเรารู้เท่าทันรูปอย่างนี้เวทนาอย่างนี้แล้วเราก็จัดสรรมาได้อายตนะก็คืออารมณ์รู้อยู่ข้างในอารมณ์รู้หรือยิ่งแปลไว้ชัดๆเคยแปลแยกศัพท์ให้ฟังแล้วว่าแม้จะเป็นประโยชน์เป็นคุณค่าขนาดใดก็ตามถ้าเราเองเราอาศัยเราก็อาศัยขนาดนั้นขนาดนั้น ไม่ว่าอายตนะนั้นจะเกี่ยวข้องด้วยตาหูจมูกลิ้นกายด้วยใจส่วนใดก็ตามธาตุต่างๆไตรภพหมายความว่าไม่ว่าโลกไหนโลกจากโลกกลางโลกละเอียดและโรคเทวดาโรคนรกโลกมนุษย์ทั้ง 3 โลกเราอยู่เหนือครอบงำหมดเราอยู่ได้ทุกโรคไม่ใช่ไปอยู่แต่โลกป่าไปอยู่แต่โลกที่เงียบๆไปอยู่ที่โลกสิ่งแวดล้อมน้อยๆไม่ใช่โรคนรกที่รอนรอนร้าวเป็นกลางเตาหลอมเหล็กเลยเราก็ครอบงำได้ทั้งหมดได้นะผู้รู้ทุกอย่างเราสามารถรู้ทุกอย่างผู้มีปัญญาดีผู้ไม่ 8 เปื้อนเรารู้ทุกข์แต่เราไม่ได้ติดทุกข์เรารู้สึกเราไม่ติดสุข เรามีปัญญาดีไม่แปดเปื้อนธรรมะทั้งปวงผู้ละสิ่งทั้งปวงเสียได้เราไม่เปื้อนเลยไม่เปื้อนเราเองเราอยู่แตะแตะอยู่แต่เราไม่เปื้อนเคยยกตัวอย่างเหมือนน้ำกับใบบอนเป็นผู้รักสิ่งทั้งปวงเสียได้ผู้หลุดพ้นในพระนิพพานเป็นที่สิ้นตัณหาให้ฟังเป็นคำขยายความเสร็จแล้วก็ลงท้ายว่าเป็นผู้มีปกติอยู่คนเดียวดังนี้พอลงท้ายก็ไปแปลว่ามีปกติอยู่คนเดียวมันก็เลยเห็นโลกเล็กลงไตรภพหายไปธาตุอายตนะครอบงำไม่ได้ครอบงำเราก็วิ่งหนีมัน แล้ววิ่งหนีมันก็เลยเห็นว่าเล็กผู้ใดสามารถมีความเป็นมีความเป็นได้ครอบงำได้จริงก็จะเห็นชัดเจนอ๋ออยู่ผู้เดียวมันง่ายด้วยซ้ำคำว่าผู้เดียวเป็นอยู่คนเดียวน่ะง่ายด้วยซ้ำอยู่ได้อย่างนั้นก็อยู่ได้เราไม่ตื่นแล้วเราก็ไม่ติดเพราะฉะนั้นเมื่อเราไม่ติดจริงเราจึงกล้าออกมาได้ถ้าคนติดไอ้พรากที่มันสงบที่มันสงัดพระฤาษีติดป่าหรือคนที่มีแนวโน้มมีปัญญาไม่ถึงได้แค่นั้นแล้วก็ติดอันนั้นหลงอันนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าเขาติดไม่รู้ว่าเขาลงเพราะภาคออกมาเป็นไข้เลยเจ้าภาพออกมามาอยู่กับหมู่ชนผู้ที่ไม่ติดแล้วอยู่คนเดียวก็ได้อยู่กับหมู่ชนก็ได้ แมนยูได้ทุกแห่งเหนืออยู่ได้ทุกโรคไตรภพไม่ว่าจะอยู่กับหมู่ชนไม่ว่าจะอยู่กับคนเดียวว่าเราจะไปอยู่คนเดียวเราเห็นได้ชัดเลยเราจะมีปัญญาที่เหนือขึ้นมาว่าง่ายอยู่กับหมู่ชนอยู่ยากกว่าอยู่กับมวลชนนี่มันจะวิเวกนี่วิเวกยากกว่าเราจะต้องมีมีความสามารถที่จะครอบงำที่จะมีอำนาจเหนือมีอำนาจเหนือไม่ใช่ไปแบ่งข่มนะไม่ใช่เป็นของมีอำนาจเหนือมันมีฤทธิ์แรงที่ไม่ถูกอำนาจโลกหรืออำนาจรอบล้อมอำนาจแวดล้อมต่างๆนี้มาทำให้เราตกเป็นทาสหรือมาทำให้เราต้องพ่ายแพ้มาทำให้เราต้องสะดุ้งสะเทือน มาทำให้เราเป็นไปตามไม่แล้วเราไม่เป็นไปตามอำนาจแวดล้อมนั้นแล้วจริงๆจึงเรียกว่าเป็นเลิศไม่ใช่ผู้เดียวล่ะก็ตัวเดียวกันน่ะภาษาเอกโกตัวเดียวกันนี่แหละแต่แปลเห็นไหมแปลไปอย่างนั้นได้เพราะความหมายที่แปลเป็นภาษาไทยว่าอยู่ผู้เดียวเลยดูแม่เหมือนกับสอดคล้องดีเหลือเกินกับฤาษีผู้ใดมีความเห็นอย่างไรก็แปลอย่างนั้นผู้ใดไม่มีความเห็นอย่างนั้นก็แปลอย่างอื่นไปอย่างที่กำลังแนะเขาแปลว่าอย่างนั้นแต่เรามาวิเคราะห์ให้ฟังแล้วคุณเองถ้าคุณยิ่งเห็นจริงคุณยิ่งมีสภาวะจริงคุณลองไปดูลองไปอยู่ผู้เดียวถ้าเราเอง อยู่กับบ้านก็ช่องเนี่ยเราอยู่ได้มันสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายอยู่ก็คลุกคลีกับหมู่ชนอยู่ได้ดีพอไปอยู่ป่าอยู่ไม่ได้เลยไม่รู้สึกยินดีไม่ยินดีในเสนาสนะป่าอยู่แล้วว้าเหว่วาบหวิวกลัวล้นลานอะไรแล้วแต่อยู่ได้ไม่นานนั่นแสดงว่าเราเองเรายังไม่วิเวกเหมือนกันเรายังไม่มีวิเวกเรายังดูอยู่ไม่ได้เรายังไม่ยินดีในความสงบสงัดก็ความสงบสงัดมันดีออกแล้วอยู่ได้ถ้าอยู่เราจะผ่านติดเอาทีนี้เรารู้ตัวจะอยู่ป่านะอยู่แล้วมันสบายเลยทีนี้ผ่านติดอยู่กี่ปีกี่ปีก็อยู่ได้หวานเลยตอนนี้ถ้าอยู่ต่อไปแล้วก็ติดมาเลยทีนี้ มันบอกเรารู้แล้วว่าอยู่ได้อยู่ดีสบายเราเข้าใจด้วยปัญญายิ่งอยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไรซึ่งแบบนี้เรามีทิศมีที่ที่จะให้ลองดูยิ่งสงัดก็ลองไปดูนะถ้าเราว่าจะไปดูความกลัวความตื่นเต้นความว้าเหว่ไปดูป่าใหญ่หน่อยไปลองดูไปอยู่ในถ้ำเปรียวๆมันไม่ได้ยินแต่เสียงหายใจของตัวเองเลยนะอะไรเงี้ยนอนนั้นก็เป็นเสียงธรรมชาติจึงรีบเสียงนกร้องเสียงอะไรต่ออะไรเราลองดูถ้าเรารู้ว่ามันเป็นยิ่งเป็นเสียงที่สบายดีเราก็อยู่ไปทดสอบดูพอสมควรแล้ว เสร็จแล้วถ้าเรามาอยู่กับหมูแล้วเราก็สามารถทำความไม่ให้อำนาจโลกนึกข้อความถึงเรียกว่าโลกุตระไม่ใช่ติดสภาพแวดล้อมเหมือนอย่างกับไปอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำแล้วก็สามารถที่จะรู้ที่เคียงกันได้อีกชัดเจนเมื่อเราทำได้ว่าเราเองเราไม่ต้องไปเครดิตบางทีเราไม่ต้องไปป่าก็ได้ยกตัวอย่างให้ฟังมากแล้วในตำนานพระอริยเจ้าพระอรหันต์เจ้าไม่ท่านไม่ได้ต้องออกป่าอะไรแต่ท่านสามารถครอบงำขันอายตนะธาตุต่างๆไตรภพต่างๆทั้งครอบงำได้จริงๆท่านก็ยืนเหนือเรียกว่าวิเวกนั่นแหละอยู่เหนือหรือเป็นเลิศยอด เป็นเอกแล้วอิสระเสรีแล้วได้เหมือนกันเพราะสิ่งแวดล้อมที่องค์ประชุมต่างๆเรากายะนี่แปลว่าสิ่งแวดล้อมเราจะต้องศึกษาทั้งข้างนอกเป็นสิ่งแวดล้อมว่าเราวิเวกได้ทั้งข้างนอกหรือไม่แล้วทีนี้อ่านความละเอียดส่วนของจิตวิเวกส่วนจิตวิเวกนั้นก็คือจิตก็เป็นผู้สงัดอยู่หรือจิตแลเป็นพฤติกรรมเอกยอดยิ่งกล่าวคือมโนกรรมทั้งหลายเป็นพฤติมโนกรรมทั้งหลายเป็นพฤติกรรมเยี่ยมยอดอย่างเอกได้จริงๆเช่นบรรลุปฐมฌานเพราะมีจิตสงัดจากนิวรณ์เราก็ต้องรู้วันนี้วอนคืออะไรและจิตเราเองปราศจากนิวรณ์สง จากนิวรณ์อาการนิวรณ์เป็นอย่างไรรู้มันมันรู้รูปฌานทั้ง 4 พระจิตสงัดจากสุขและทุกข์บรรลุรูปอาจารย์ทั้ง 4 คือตั้งแต่เช้า 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น 4 จิตของเราสงัดจากอากาศที่ไม่ติดครอบงำได้อยู่เหนือได้ไม่ติดแม้จะอาการสุขอย่าว่าอาการทุกข์เลยอาการทุกข์ไม่มีใครเข้าไปติดหรอกถ้าเกิดไม่ติดอาการทุกข์และไม่ติดทุกข์แล้วก็ไม่ติดศพเพราะมีจิตสงัดจากสัญญาที่ยังไม่รู้แจ้งแทงทะลุสงัดจากเอารูปอาจารย์เอารูปประชาชนเราก็รู้จักสัญญาต่างๆบรรลุบัญชา 4 เพราะมีจิตสงัดจากสัญญาที่ยังไม่รู้แจ้งแทงทะลุเพราะฉะนั้นสัญญาคือความกำหนดหมายทีนี้เรากำหนดหมายอยู่อย่างไรหรือว่าเรากำหนดและเราก็กำหนดได้อย่างนั้นเช็คกำหนดอาการสารกำจัดได้สภาพอย่างนี้เป็นสภาพว่างเรากำหนดได้รู้ทีนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าเราปลดปล่อยเอาลูกไปสัญญานั้นเราดับเอารูปมาสัญญานั้นหรือเราเลิกพรากไม่ติดในอรูปสัญญาอย่างนั้นบรรยากาศที่ว่าเรากำหนดสัญญาอาสาแล้วก็ทำได้จิตของเราก็ทำสภาพอากาศคือว่าพระองค์ได้ปราศจากแม้แต่ของหยาบกว่านั้นก็ทำได้ อาศัยวิญญาณสัญญากำหนดรู้ว่าวิญญาณเป็นอย่างนี้เป็นวิญญาณนางอัญลักษณะรูปวิญญาณเป็นอย่างนี้เป็นวิญญาณัญจายตนะสัญญากำหนดหมายรู้ว่าวิญญาณเป็นอย่างนี้เสร็จแล้วเราก็ไม่หลงว่าวิญญาณเป็นของเราเรารู้แจ้งว่าเราไม่หลงคืออะไรเราไม่ติดคืออะไรเราปลดปล่อยแม้วิญญาณได้เป็นยังไงเราก็จะรู้กำหนดวิญญาณในอายตนะสัญญาอากิญจัญญายตนะสัญญาเนี่ยการดับสัญญาไม่ใช่เป็นดับอสัญญีคือดับหมดทุกสัญญาไม่ใช่แต่ดับสัญญาที่เราลึกซึ้งละเอียดขนาดนี้เราไม่ติดไม่ยึดไม่หลงเป็นตัวตนแต่มันต้องมีแน่เพราะฉะนั้นสภาพพวกนี้เป็นสันตะวิหารเป็นเครื่องอยู่นะวิหารแปลว่าเครื่องอยู่เครื่องอาศัยสันตะ ก็คือเครื่องอยู่อย่างสันติก็ต้องมีสัจจะจิตโตแต่สันป่าจิตโตของเรารู้ยากหน่อยเพราะว่าดำๆสัตตะจิตโตเรานี่ดำๆรู้ยากหน่อยก็มันมืดๆมันดูยากที่จริงมันควรสว่างนะมันควรจะเห็นได้ชัดเพราะเราจะดูพวกสิ่งที่มันลึกลึกซึ้งๆพวกนี้แล้วอาการสั่นเขาบรรยายกันไม่ค่อยถูกค่อยตรงบรรยายแบบฤาษีกันไปหมดอาตมาไม่สงสัยในการมีสภาพรูปประชารัฐรูปฌานแบบฤาษีไม่สงสัยเพราะเล่นมาดาวด้นไปตามคำอธิบายเขาแล้วก็เดาอย่างเขานั่นแหละโอ้ยพวกนี้มันไม่แม่นเปล่ามันดาวไปถามดูสิพ่อฤาษีไม่แน่นอนนะไม่เที่ยงแล้ว ปืนยาวลูกหรือสัญญาล่อเละเลยปนกันแรงไปหมดไม่ชัดพอเรามาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าแล้วถึงรู้ด้วยปัญญารู้ด้วยสภาพที่ตื่นรู้รู้ด้วยความกำหนดแม้สิ่งละเอียดถึงอรูปฌานไม่ใช่เรื่องธรรมดานะคุณไม่เลือกมนุษยธรรมเป็นเรื่องธรรมะที่เหนือมนุษย์ที่จะรู้ได้ง่ายๆมนุษย์ที่จะรู้รู้ไม่ได้ง่ายๆเพราะเมื่อเรารู้เราแจ้งของจริงเป็นจริงแล้วเราถึงชัดเจนเราถึงต้องกำหนดที่มาพูดภาษาคนภาษาง่ายๆภาษาที่อาตมามีภาษาไทยๆแล้วเอาไทยมาอธิบายให้คุณฟังเพราะว่าไม่ใช่ของตื้นนะมันของลึกซึ้งพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าอารมณ์ประชาชนเป็นวิหารธรรมเออสันตะวิหารธรรม เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive